ในยุคที่แบรนด์หลายเจ้ากำลังวิ่งหาวิธีเอาตัวรอด ทำยังไงให้แบรนด์รอด ในวันที่คนไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ด้วยโปรโมชั่น บิ๊กแคมเปญ หรือคอนเทนต์ไวรัลที่หวังว่าจะได้ผลเหมือนครั้งก่อน ๆ เวที CTC2025 ในหัวข้อ “ธุรกิจต้องรอดด้วย Personal Branding และธรรมาภิแบรนด์” โดย คุณ โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ (Dentsu Group) และ คุณ ศรัณย์ แบ่งกุศลจิต (Uppercuz Creative) กลับชวนเราคิดกลับทางว่า จริง ๆ แล้วแบรนด์ของคุณ…รอดเพราะอะไร เพราะเสียงดัง เพราะยิงแอดเก่ง หรือเพราะคนเชื่อในสิ่งที่คุณทำจริง ๆ
เมื่อแบรนด์ไม่ใช่แค่ชื่อเสียง แต่คือความจริงใจที่สัมผัสได้ แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ ไม่ได้รอดเพราะเสียงดังหรือโฆษณาแพง แต่รอดเพราะ “ศรัทธา” ที่คนมีต่อมัน บทความนี้สรุปจาก เวที CTC2025 ในหัวข้อ “ธุรกิจต้องรอดด้วย Personal Branding และธรรมาภิแบรนด์” ที่ได้เปิดมุมคิดใหม่ให้กับคนทำแบรนด์ในยุคที่ผู้บริโภคฉลาดขึ้น จับโป๊ะได้ไว และไม่อินกับสิ่งสวยงามที่ไม่มีหัวใจค่ะ
Your Brand Isn’t Failing. The Game Has Changed. แบรนด์ไม่เวิร์ก เพราะโลกไม่เหมือนเดิม
คุณ โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ เริ่มต้นด้วยภาพใหญ่ว่า ทุกอย่างที่เคยใช้ได้ผลในอดีต ไม่ได้การันตีผลลัพธ์ในวันนี้อีกต่อไป ไม่ใช่เพราะสูตรผิด แต่เพราะบริบทเปลี่ยน ลูกค้าทุกวันนี้ไม่ได้ซื้อแค่ของ แต่ซื้อจากความรู้สึก และความหมายของแบรนด์ที่เขารู้สึกได้ทันทีว่าจริงหรือไม่จริง ลูกค้าในวันนี้ไม่เพียงแค่รู้ทันแบรนด์ แต่เลือกที่จะเชื่อเฉพาะแบรนด์ที่เขารู้สึกได้ว่า “จริง” คำว่า Customer Centric ยังสำคัญ แต่บริบทเปลี่ยนไป เพราะลูกค้าฉลาดขึ้น รู้ทันขึ้น และกลายเป็นผู้กำหนดเกมเสียเองค่ะ
“เราเคยพูดถึง Customer Centric มานานแล้ว แต่วันนี้ลูกค้าก็ไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม เขาฉลาดขึ้น ดื้อยามากขึ้น และเริ่มเบื่อสูตรเดิม ๆ ที่แบรนด์เคยใช้”
ในขณะที่แบรนด์พยายามพูดให้เยอะขึ้น ลูกค้ากลับอยากฟังแค่แบรนด์ที่ “รู้จักตัวเอง” และ กล้าสื่อสารด้วยวิธีที่เป็นมนุษย์มากขึ้น และ คุณ ศรัณย์ แบ่งกุศลจิต ก็สริมว่า ทุกวันนี้แบรนด์ไม่ได้อยู่ไกลจากคนเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว ใคร ๆ ก็สามารถพิมพ์ถึงแบรนด์คุณได้ใน IG ภายในไม่กี่วินาที แบรนด์กับลูกค้าจึงเหมือน “อยู่บ้านเดียวกัน” และความใกล้ชิดแบบนี้แหละ ที่ทำให้ความเรียล กลายเป็นคุณสมบัติใหม่ของแบรนด์ที่อยู่รอด
When Sales Eat Branding. A Recipe for Long-Term Trouble. อุปสรรคที่ไม่มีใครกล้าพูดตรง ๆ งบไม่มี = แบรนด์ไม่เกิด?
ความท้าทายที่ชัดเจนที่สุดสำหรับคนทำแบรนด์ ไม่ใช่ไอเดีย ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือเงินในกระเป๋า เพราะการสร้างแบรนด์ต้องใช้เวลา และมักไม่สร้างยอดขายทันที ทำให้หลายองค์กรเลือกที่จะตัดงบแบรนด์ก่อนเสมอ
“สุดท้ายก็วนไปทำเซลส์ ทำโปรโมชัน ทำจนติดกับดักว่า ถ้าไม่มีโปร ก็ขายไม่ได้ พอขายไม่ได้ ก็ยิ่งไม่มีงบทำแบรนด์อีก เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีวันจบ”
เป็นวงจรอุบาทว์ที่สุดท้ายจะนำพาแบรนด์ไปสู่กับดักของการขายตลอดชีวิต ลด แลก แจก แถมไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีรากแก้วให้ยึด แม้จะฟังดูน่าเศร้า แต่นี่คือความจริงของหลายธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่เข้าใจว่าแบรนด์สำคัญ แต่เมื่อต้องเลือกระหว่างขายได้ตอนนี้ กับ สร้างภาพจำในระยะยาว คนส่วนใหญ่มักเลือกข้อแรก ไม่ใช่เพราะไม่อยากสร้างแบรนด์ แต่เพราะยังไม่เชื่อว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอค่ะ
Brands Don’t Live in Words, They Live in Structure. ทำยังไงให้แบรนด์รอด เพราะแบรนด์ไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือโครงสร้าง
ทางออกคือการคิดใหม่ว่าแบรนด์ไม่ใช่แค่เรื่องของการสื่อสาร แต่เป็นหัวใจของกลยุทธ์ธุรกิจจริง ๆ คุณโอลิเวอร์ เสนอภาพง่ายแต่ทรงพลัง ว่าแบรนด์ไม่ควรถูกแยกออกจากโมเดลธุรกิจ แต่ควรอยู่ตรง “จุดตัด” ของ 3 สิ่งนี้ คือ
Business Strategy (กลยุทธ์ธุรกิจ) วิธีหารายได้ วิธีส่งมอบสินค้า/บริการ
Customer Experience (ประสบการณ์ลูกค้า) ทุก Touchpoint ที่มีผลต่อความรู้สึก
Brand Identity (เอกลักษณ์ของแบรนด์) ตัวตน ค่านิยม น้ำเสียง ภาพลักษณ์
ซึ่งจุดตัดตรงกลางคือ “Brand Strategy ที่แท้จริง” ไม่ใช่โลโก้หรือคำโปรย แต่มันคือการที่แบรนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ เพราะถ้าแบรนด์ไม่ได้เชื่อมกับโมเดลธุรกิจ มันจะเป็นแค่ communication strategy ไม่ใช่ brand strategy ที่แท้จริง
ดังนั้น Brand Strategy จึงไม่ใช่แค่การสื่อสาร แต่คือการทำให้ 3 สิ่งนี้เชื่อมโยงกันอย่างมีกลยุทธ์ เมื่อแบรนด์ถูกฝังอยู่ในโครงสร้างธุรกิจ แบรนด์จึงไม่ใช่ต้นทุน แต่กลายเป็นทรัพย์สิน
และ คุณโอลิเวอร์ เองก็เสนอ 5C ที่แบรนด์ยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่เพื่อความดัง แต่เพื่อความอยู่รอดที่ยั่งยืน
1. Commitment ทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำแล้วหยุด
แบรนด์ที่เวิร์กต้องทำต่อไม่ใช่แค่พูดแล้วหยุด เพราะคนไม่ได้จดจำจากโพสต์เดียว หรือแคมเปญเดียว แต่จากการเห็นว่าคุณยืนยันในสิ่งเดิมนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่เปลี่ยนใจไปตามกระแส
2. Community ไม่ใช่แค่ขายให้คน แต่สร้างสังคมที่เชื่อเหมือนกัน
ไม่ใช่แค่มีคนซื้อแต่ต้องมีคนอิน ให้เราคิดถึงแบรนด์เป็นเหมือนชุมชนที่มีความเชื่อร่วมกัน และหน้าที่ของแบรนด์คือการหล่อเลี้ยงความเชื่อนั้นให้มีพื้นที่อยู่ได้ ไม่ใช่แค่ขายของให้หมดล็อต
3. Consistency พูดซ้ำแบบไม่ขัดแย้ง ไม่สั่นไหว
ความคงเส้นคงวา คือรากฐานของ Trust ไม่ว่าจะเป็นสี เสียง ภาษา หรือพฤติกรรมของพนักงาน ทุกสิ่งคือส่วนหนึ่งของแบรนด์ถ้าวันนี้พูดอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ คนจะไม่รู้ว่าจะเชื่ออะไร
4. Construct ไม่ใช่แค่สร้าง แต่เสริมพลังให้แบรนด์สะท้อนกลับมา
แค่สร้างแบรนด์ไม่พอ ต้องเสริมพลังด้วย นั่นคือการออกแบบระบบที่ทำให้แบรนด์สร้างผลตอบรับได้จริง เช่น การสร้างพฤติกรรมใหม่ของลูกค้า การตั้งราคาพรีเมียม การสร้างภูมิคุ้มกันแบรนด์ เพราะแบรนด์ที่ดีควรสะท้อนกลับมาเป็นพลังไม่ใช่เป็นค่าใช้จ่ายจมหาย
5. Content ไม่ต้องเล่าใหญ่ แต่อย่าหยุดเล่า
แบรนด์ไม่ได้ต้องการคลิปบึ้ม ๆ ทุกเดือน แต่ต้องการเรื่องเล่าเล็ก ๆ ที่เล่าทุกวันจนคนเชื่อว่านี่คือสิ่งที่คุณเป็นจริง ๆ “Small ideas that can be big” คือสิ่งที่คุณโอ๋ย้ำว่าแบรนด์ไม่จำเป็นต้องใหญ่โต — ขอแค่มีน้ำหนักและทำต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้ต้องวางอยู่บนความจริง และเชื่อมโยงกับสิ่งที่องค์กรยืนอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจคน ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์รายไตรมาส
การวางแบรนด์ให้แข็งแรง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสี แพ็กเกจ หรือการโปรโมต แต่มันเกี่ยวข้องกับวิธีคิด วิธีขาย วิธีส่งมอบ และความรู้สึกที่ลูกค้าได้รับจากทุก Touchpoint รวมถึง “นิสัยของคนในองค์กร” ที่ถ่ายทอดมันออกมาทุกวัน
ถ้าแบรนด์คือองค์กรทั้งหมด Personal Branding ก็คือคนในองค์กรทุกคน
คุณศรัณย์ พูดว่า “แบรนด์ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง” ไม่ใช่ CEO ก็ไม่ใช่แค่ทีมแบรนด์ดิ้ง แต่แม้แต่แม่บ้าน HR หรือน้องแอดมินตอบไลน์ ก็ล้วนมีบทบาทกับแบรนด์ทั้งหมด เพราะทุกประสบการณ์ที่ลูกค้าสัมผัส ล้วนคือ กลิ่นอายที่แบรนด์ทิ้งไว้ให้คนจดจำ
องค์กรของคุณอาจมี Brand Guideline ที่สวยงาม แต่ถ้าไม่มีใครรู้ว่าต้องส่งพลังแบบไหนออกไป มันก็เป็นแค่เอกสาร ถ้าอยากให้แบรนด์มีชีวิตจริง ทุกคนต้องเชื่อในหัวใจเดียวกัน แล้วลงมือทำมันทุกวัน ด้วยวิธีของตัวเอง
“องค์กรเรามีธีมเดียวว่า ‘งานที่ดีมาจากคนอารมณ์ดีทำ’ ดังนั้นต่อให้จัดคลาสสอนธรรมดา ก็ต้องมีขนมเยอะ ๆ เพราะนั่นคืออารมณ์ดี แม่บ้านเองก็รู้ว่าทำไมเธอต้องจัดของให้สวย เพราะนั่นคือ Branding เช่นกัน”
ในบริษัท Uppercuz ของคุณศรัณย์ ทุกแผนกสื่อสารจากแกนกลางเดียวกันว่า “งานที่ดีต้องมาจากคนอารมณ์ดีทำ” และทุกกิจกรรม ตั้งแต่โพสต์ TikTok ยันปาร์ตี้ในออฟฟิศ หรือคลาสเรียนที่มีขนมเพียบ ล้วนสะท้อนแบรนด์ที่อยากให้ลูกค้า “รู้สึก” ไม่ใช่แค่ “รับรู้”
คุณศรัณย์ก็ได้แชร์ประสบการณ์ตรงของการสร้าง Personal Branding ที่ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่เริ่มจากความกล้า ความถี่ และความชัดเจน โดยย้ำว่า “มีแต่ตัวคุณเท่านั้นที่เบื่อในสิ่งที่คุณทำ” เพราะคนดูส่วนใหญ่อาจเพิ่งรู้จักคุณวันนี้ อย่าเพิ่งท้อเพียงเพราะยอดวิวไม่เยอะ หรือรู้สึกว่าไม่มีคนสนใจ เพราะความสม่ำเสมอสำคัญกว่าทุกอย่าง
และทิ้งท้ายด้วยเฟรมเวิร์ค 6 แบบ เพื่อสร้าง Personal Branding ซึ่งไม่เกี่ยวกับความดัง หรือเก่งมาก่อน แต่คือ “การเริ่มจากความรู้จักตัวเอง”
สิ่งที่เราถนัด
สิ่งที่เราชอบ
สิ่งที่มีแค่เราทำได้
สิ่งที่เราอยากทำ แม้ยังไม่เก่ง
สิ่งที่คนอื่นบอกว่าเราทำได้ดี
สิ่งที่น้อยคนทำ
คุณโอลิเวอร์ ก็เสริมเรื่องแนวคิดเรื่อง “Living Brand” แบรนด์ที่มีชีวิต คือแบรนด์ที่กล้าขยับ แบรนด์ที่ยั่งยืนในวันนี้ ต้องมีชีวิต มีพลังงาน เปลี่ยนแปลงได้ เติบโตได้ และรู้จักอัปเดตตัวเองให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของลูกค้า
Living Brand จึงต่างจากแบรนด์ที่ “อยู่บนกระดาษ” เพราะมันสัมผัสได้ จากคนทำงาน จากบริการ จากวิธีพูด และจาก “ความรู้สึกว่าแบรนด์นี้มีตัวตนจริง”
The Soul of the Bran, It’s More Than What You See. ธรรมาภิแบรนด์ แบรนด์ที่มีหัวใจ ไม่ใช่แค่หน้าสวย
“ธรรมะ” ในมุมของคุณโอลิเวอร์ ไม่ใช่การเข้าวัด แต่คือหลักคิดของความสมดุล เมตตา และการบริหารด้วยความเข้าใจคน เมื่อแบรนด์ถูกสร้างจากความศรัทธาจริง ๆ สิ่งนั้นจะแปรรูปเป็นพลังที่สัมผัสได้ โดยไม่ต้องโฆษณาว่าคุณคือแบรนด์ที่ดี
ธรรมาภิแบรนด์จึงไม่ใช่คอนเซ็ปต์ลอย ๆ แต่มันอยู่ในการประชุมกับลูกค้า การคุยกับลูกน้อง การทำโปรโมชั่นอย่างมีจริยธรรม หรือแม้แต่การออกแบบแคมเปญที่ไม่หลอกใครเลย เพราะในวันที่โลกเต็มไปด้วยความเฟค แบรนด์ที่ “จริง” จะชนะเสมอ
Session นี้อาจไม่มีสูตรลับ ไม่มีเทคนิคยิงแอด ไม่มีแนวทางทำไวรัลคลิปล้านวิว แต่ได้ฝากคำถามที่สำคัญกว่ากับคนทำธุรกิจทุกคนว่า
“เรากำลังเชื่อในอะไร?” และแบรนด์ของเราสะท้อนความเชื่อนั้นออกไปได้ดีพอแล้วหรือยัง?
ท้ายที่สุด สิ่งที่ทั้งคุณโอลิเวอร์และคุณศรัณย์เห็นตรงกันคือ การทำแบรนด์ไม่ใช่เรื่องของการสร้างภาพ แต่คือการแสดงให้เห็นว่าเราเชื่ออะไร และเราพร้อมจะ “อยู่กับความเชื่อนั้นทุกวัน”
อย่ารอให้วิกฤตมาถึง แล้วค่อยคิดว่าต้องพูดอะไร อย่ารอให้คนไม่ซื้อ แล้วค่อยสร้างแบรนด์ เพราะถ้าเรารู้ว่าแบรนด์ของเราสร้างขึ้นจากอะไร ไม่ว่าคลื่นจะใหญ่แค่ไหน เราก็จะยืนอยู่บนหัวใจเดิมนั้นได้เสม
แบรนด์ที่รอด คือแบรนด์ที่ไม่ลืมหัวใจตัวเอง ในวันที่ทุกคนอยากเป็นทุกอย่างเพื่อทุกคน แบรนด์ที่อยู่รอดอาจเป็นแค่คนธรรมดาที่ทำเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ด้วยหัวใจ และมีความสุขกับการเป็นบางอย่างสำหรับใครบางคน นั่นแหละ…คือแบรนด์ที่มีชีวิต และรอดได้จริง
คำว่า “ธรรมาภิแบรนด์” จึงไม่ใช่เพียงชื่อเล่นของหัวข้อนี้ แต่มันคือแนวทางที่แบรนด์ควรบริหารด้วย สติ ความเมตตา และความเข้าใจมนุษย์ เพราะคนในวันนี้ไม่ได้ต้องการแบรนด์ที่ดูดีที่สุด แต่ต้องการแบรนด์ที่เข้าใจเขา และ ไม่ทิ้งเขาในวันที่โลกวุ่นวาย และนี่คือ ทำยังไงให้แบรนด์รอด ในวันที่คนไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ด้วย Personal Branding และธรรมาภิแบรนด์ จาก CTC2025
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator Prompt : A lone businesswoman standing inside a softly glowing heart-shaped structure made of transparent data and brand elements. The background shows digital waves. She stands calmly, hands on her chest. Warm light, serene but powerful.
ถ้าชอบ หรือ สนใจอยากอ่านบทความด้านการตลาดแบบนี้อีก ผู้เขียนฝากติดตามด้วยนะคะ หรือ ถ้าใครอยากให้ผู้เขียนนำมุมมองการตลาดแบบไหนมาเล่าให้ฟัง สามารถคอมเมนต์บอกกันได้เลยนะคะ
สำหรับนักอ่านที่ชอบ และ อยากอ่านบทความเกี่ยวกับการตลาดเพิ่มเติม รวมถึงข่าวสารด้านการตลาดต่าง ๆ สามารถติดตามได้จาก เพจการตลาดวันละตอน รวมไปถึง Twitter Instagram YouTube ของการตลาดวันละตอนได้เลยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะヽ(•‿•)ノ