หลายคนคงเห็นข่าวที่สื่อระดับโลกอย่าง Financial Times และ Bloomberg ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยตอนนี้กำลังเติบโตชะลอตัวลงจนมีสภาพคล้าย “คนป่วยแห่งเอเชีย” คำถามคือ ท่ามกลางยุคที่โลกแบ่งขั้วอำนาจและเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม… ธุรกิจไทยและประเทศของเราจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางไหน? ประเด็นนี้ถูกนำมาวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจใน เซสชัน Global Trends 2026: เจาะเทรนด์โลก มุมมองจาก World Economic Forum 2026 โดย นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ (หมอคิด) CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง RISE จากเวที Future Trends Ahead Summit 2026 ครับ วันนี้ผมเลยขอสรุปใจความสำคัญว่าทำไมอุตสาหกรรม “เทคโนโลยีสุขภาพ (HealthTech)” ถึงเป็นทางออกที่อาจช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจระดับประเทศได้ครับ
🚨 วิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อเครื่องยนต์เดิมเริ่มชะลอตัว
หลายสิบปีที่ผ่านมา ภาพจำของไทยในสายตาชาวโลกคือเมืองท่องเที่ยวและฐานการผลิต แต่ปัจจุบันจุดขายเหล่านี้เริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าเราอยากให้รายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศโตขึ้นเป็น 2 เท่า เราอาจจะต้องหาคนเข้าประเทศถึง 60 ล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมากเมื่อต้องแข่งขันกับประเทศอย่างญี่ปุ่น ส่วนภาคอุตสาหกรรมก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาจากประเทศเพื่อนบ้าน
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สินค้าหรือบริการรูปแบบเดิม ๆ ที่เราเคยพึ่งพาเริ่มมีข้อจำกัด เราอาจไม่สามารถใช้กลยุทธ์เดิมเพื่อสร้างการเติบโตระดับมหาภาคได้อีกต่อไป
💡 “ความไว้ใจ” (Trust) สกุลเงินใหม่ในโลกธุรกิจยุคใหม่
บริบทโลกกำลังเปลี่ยนไป ประเทศมหาอำนาจเริ่มถอยห่างจากกฎเกณฑ์การค้าสากลเดิม (Rules-based order) ในยุคที่มีความไม่แน่นอนสูง สิ่งที่มีมูลค่าสูงสุดในการดึงดูดเงินลงทุนจึงไม่ใช่แค่ขนาดประเทศหรือจำนวนประชากร แต่คือ “ความไว้ใจ” (Trust) ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบตรงที่เราอยู่ในจุดที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้เรามีความน่าเชื่อถือและเข้ากับพันธมิตรได้หลากหลาย
แต่ในโลกธุรกิจปี 2026 แค่การอยู่ในเซฟโซนอาจไม่เพียงพอ เราต้องยกระดับจากการเป็นแค่ “ผู้ให้บริการ (Service Provider)” มาเป็น “ผู้ส่งมอบทางออก (Solution Provider)” หรือผู้ที่สามารถแก้ปัญหาและสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้ตลาดโลกได้
🏥 Healthcare จุดแข็งที่เรามีศักยภาพแข่งขันในระดับสากล
ถ้าพูดถึงเทคโนโลยี AI ขั้นสูง เราอาจจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตชิปหรือสร้างโมเดลแข่งกับประเทศมหาอำนาจ แต่จุดที่เรามีศักยภาพคือ “การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้” และอุตสาหกรรมที่เรามีฐานรากแข็งแกร่งระดับโลกก็คือ “สุขภาพและการแพทย์” ลองพิจารณาจากต้นทุนที่เรามีครับ
ระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงง่าย: คนไทยส่วนใหญ่มีสิทธิ์เข้าถึงการรักษา ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศที่ประชากรยังเข้าไม่ถึงระบบประกันสุขภาพ
มาตรฐานระดับสากล: ไทยเป็นชาติแรกในเอเชียที่มีโรงพยาบาลได้มาตรฐาน JCI และปัจจุบันมีรองรับถึง 60 แห่งทั่วประเทศ
บุคลากรที่มีคุณภาพ: แพทย์และพยาบาลของเรามีความเชี่ยวชาญสูง และมีหัวใจบริการ (Service Mind) ที่ชาวต่างชาติให้การยอมรับ
🚀 ปิดช่องโหว่ด้วยการเป็น “ฐานทดลองนวัตกรรม”
แม้เราจะทำได้ดีเรื่องการรักษาและงานบริการ แต่ส่วนที่เรายังขาดคือ “นวัตกรรม” เรายังไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีขั้นสูงหรือผู้คิดค้นยาใหม่ ๆ
ทางออกเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมนี้ คือการผลักดันไทยให้เป็น “ฐานทดลองและพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ (Health Innovation Launchpad)” โดยดึงดูดสตาร์ทอัพและบริษัทชั้นนำทั่วโลกให้มาใช้พื้นที่ของเราเป็นที่ทดสอบ ด้วยจุดขายที่น่าสนใจคือ
ต้นทุนและเวลาที่คุ้มค่า: การทำวิจัยและทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) ในไทย ใช้ต้นทุนที่ประหยัดกว่าและดำเนินการได้เร็วกว่าในสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่า
พื้นที่ทดลองพิเศษ (Health Sandbox): ภาครัฐควรเปิดพื้นที่ผ่อนปรนกฎระเบียบชั่วคราว ให้ภาคธุรกิจได้ทดสอบเครื่องมือแพทย์ใหม่ ๆ หรือ AI ได้จริง คล้ายกับโมเดลที่เคยสำเร็จในกลุ่ม FinTech
เมื่อการทดสอบประสบผลสำเร็จ เงินลงทุนจากกองทุนต่าง ๆ ก็จะเข้ามา ช่วยขับเคลื่อนงานวิจัยของไทยให้กลายเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าได้จริง
สรุป ถอดรหัสแนวทางพลิกวิกฤตเศรษฐกิจไทย จาก “คนป่วยแห่งเอเชีย” สู่ “ศูนย์กลางสุขภาพโลก” ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026
สรุปจากงาน Future Trends Ahead Summit 2026 บอกเราว่า การเปลี่ยนภาพลักษณ์สู่ “ศูนย์กลางเทคโนโลยีสุขภาพระดับโลก” เป็นเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้ หากเราดึงดูดผู้ป่วยและเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาในระบบสาธารณสุขได้เพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศให้เติบโตเพิ่มขึ้นได้อีก 5%
AI-Generated by Shutterstock (Prompt: A wide 3D render of a futuristic “Health Hub” complex. Sleek, organic architecture made of glass and white materials connected by sky-bridges. Holographic displays showing DNA strands, vital signs, and medical data float in the air. Autonomous drones and futuristic ambulances move around. Healthy people interacting in green spaces. Bright, clean, utopian atmosphere. Blue and white color palette. Isometric view. –ar 16:9 –v 6.0)
ในมุมของคนทำธุรกิจ วันนี้อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมในการกลับมาทบทวนองค์กรตัวเองครับว่า “ธุรกิจของเรากำลังติดอยู่ในบทบาทของผู้ให้บริการทั่วไปอยู่หรือไม่? และเราจะยกระดับตัวเองเป็นผู้ที่แก้ปัญหา (Solution Provider) จนลูกค้าเกิดความเชื่อใจ (Trust) ได้อย่างไร?” เพราะในโลกธุรกิจยุคใหม่ ถ้าเราไม่ได้เป็นคนสร้างคุณค่าและนั่งอยู่บนโต๊ะเจรจา เราก็อาจกลายเป็นเพียง “อาหารบนโต๊ะ” ในที่สุดครับ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่