และก็ได้มีการฟ้องร้องของ Anil Kapoor, Scarlett Johansson และ Tom Hanks ที่ถูกละเมิดเอกลักษณ์ของพวกเขาโดยไม่ได้รับความยินยอมในผลงานบางชิ้นที่มีการแผยแพร่ออกไปแล้ว
สำหรับคนที่เป็น Influencer หรือ Content Creator ทั้งหลายถึงจะไม่มีใครมาขอเช่าหรือซื้อลิขสิทธิ์ตัวตนเราไปแบบดาราดังฮอลลีวูดในวันนี้ แต่เราก็สามารถใช้ AI คัดลอกตัวเราเองขึ้นมาเพื่อช่วย LIVE ขายของได้แบบ 24 ชั่วโมงไม่ต้องมีหยุดพัก และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นที่ประเทศจีนเรียบร้อยแล้ว
Xiaoice กับ Silicon Intelligence ให้บริการสร้าง Avatar ในระดับ Deepfake ด้วยราคาแค่ 1,000 ดอลลาร์ โดยต้องการแค่คลิป LIVE เรานาทีเดียวก็เพียงพอจะสร้าง Digital Clone ร่างดิจิทัลเราขึ้นมาทำงานแทนเราได้แล้ว
Metaphysic บริษัทสตาร์ทอัพด้าน Deepfake AI ในประเทศอังกฤษก็ได้สร้าง Account TikTok โดยใช้เทคโนโลยี Deepfake ทำคนที่มีหน้าเหมือนกับ Tom Cruise ขึ้นมาเพื่อเป็นการ PR บริษัทว่าพวกเขาทำได้เนียนขนาดนี้เลยนะ
ในขณะเดียวกันก็เป็นการบอกบรรดาดาราดังให้รู้ว่าสามารถวางใจใช้บริการบริษัทเขาได้ ในขณะเดียวกันก็มีบริษัทชื่อ Mimio.ai ที่เปิดให้เราสามารถเข้าไปสร้าง Personalized AI ในแบบที่เราต้องการเองได้
อยากได้เป็นผู้ชายผู้หญิง พูดโต้ตอบกับเราด้วยน้ำเสียงอย่างไร สำเนียงแบบไหน เลือกได้ตามใจจนกว่าจะชอบ บริษัทคาดว่าจะเปิดให้ทุกคนได้เข้ามาใช้ไม่ใช่แค่ดาราคนดัง หรือ Influenecr เท่านั้น อีกหน่อยเราจะสามารถสอน AI ตัวนี้ให้ตอบอีเมลแทนเราก็ได้ หรือเราจะสร้าง AI ตัวนี้ไว้แทนตัวเราในวันที่เราไม่อยู่โลกใบนี้ไปแล้วก็ได้
บริษัท Mimio.ai บอกว่าจะให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุม Persona AI ของตัวเองได้เต็มที่ และจะเปิดโอกาสให้เอา AI ของตัวเองตัวนี้ไปใช้ทำเงินต่อโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย
ในอนาคตอันใกล้เราทุกคนคงได้ใช้งาน Personal AI กันเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับ AI ร่างจำลองของคนอื่น หรือให้คนอื่นมา Interact กับ AI ของเราเอง
ดูเหมือนว่าสำหรับการสื่อสารของแบรนด์แล้ว จะไม่ค่อยถูกเห็นค่าจากผู้คนในวันนี้เท่าไหร่ นั่นอาจเป็นเพราะว่าที่ผ่านมาแบรนด์สื่อสารออกไปอย่างไม่ค่อยใส่ใจ ไม่ค่อยรู้ใจ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าทำออกมาแบบนี้เอา AI มาแทนก็ได้
สรุป Technology Trends 2024 ที่ 1 The Identity Economy
เทรนด์นี้ไม่ใช่แค่กำลังมา แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และภาพก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ กับการใช้ AI ทำตัวเป็นเราเพื่อเอามาทำงานแทนเราในหลายๆ ด้าน
ไม่ว่าจะสร้าง AI Deepfake มาใช้ช่วย LIVE ขายของแบบ 24 ชั่วโมงไม่มีหยุดพัก หรือดาราดังก็ให้แบรนด์มาเช่าลิขสิทธิ์หน้าตาหรือน้ำเสียงตัวเองในวันที่ไม่สะดวกออกกองไปถ่ายเอง
แค่เราขยับนิ้วมือทำท่าต่างๆ เจ้าอุปกรณ์ Apple Vision Pro ก็สามารถรู้ได้ว่าเรากำลังสั่งการอะไรอยู่ มีเสียงฟีดแบคบอกว่าขนาดทำมือแบบหลบๆ ไม่ต้องโจ่งแจ้งอะไรมาก เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้มันก็สามารถรู้ได้อย่างแม่นยำจริงๆ
ในระหว่างนี้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่างๆ ก็ไม่ได้เอาแต่นั่งอยู่เฉย ทาง Sony ก็ประกาศในงาน CES 2024 Consumer Electronics Show ว่าจะร่วมมือกับ Siemens ในการพัฒนา Spatial Content ร่วมกัน
และในปี 2023 ก่อนหน้าบริษัทเทคโนโลยีจากประเทศจีนที่ชื่อว่า Xreal ก็ได้เปิดตัวอุปกรณ์ที่เป็นแว่นสวมใส่คล้ายๆ กันที่ชื่อว่า Air 2 กับ Air 2 Pro เป็นอุปกรณ์แบบแว่น AR ด้วยคำโฆษณาว่า “จอเดียวที่จะแทนที่ทุกจอ”
ต่อยอดจาก Apple Vision Pro ที่เราสามารถทำนิ้วมือเพื่อสั่งการทำงานได้โดยไม่ต้องใช้เมาส์กับคีย์บอร์ดจริงๆ อีกต่อไป และนั่นคือหนึ่งในสิ่งที่เรียกว่า Air Gestures หรือการสั่งการด้วยการตวัดนิ้วมือไปมาบนอากาศ หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีมานานนับสิบปี แต่ดูเหมือนวันนี้เทคโนโลยีนั้นพร้อมต่อการใช้งานจริงแล้ว
ที่งาน CES 2024 Consumer Electronics Show ก็มีบริษัทสตาร์ทอัปเปิดตัว WowMouse app ที่ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์สวมใส่ Wearable อย่าง Andriod Watch ทั้งหลาย ให้สามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ตรงหน้าได้ด้วยการทำมือท่าทางเหมือนจับเม้าส์ แต่ไม่ต้องจับเม้าส์จริงๆ
แม้เทคโนโลยี Air Gestures จะไม่ได้พลิกโลกเหมือน Spirtual Tech แบบ Apple Vision Pro แต่มันก็ช่วยยกระดับ User Experience ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น เราไม่ต้องมีอุปกรณ์ Input Device แบบเดิมๆ ก็สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ หรือดีไม่ดีอาจสบายกว่าเดิมด้วยซ้ำ
Apple เองก็เปิดตัวเทคโนโลยีนี้ใน Apple Watch Series 9 และ Apple Watch Ultra 2 ในช่วงเดือนตุลาคม 2023 ที่ผ่านมาว่าสามารถควบคุมการรับสาย การไม่รับสาย หรืออื่นๆ อีกมากมายด้วยการทำท่าทางผ่านนิ้ว หรือที่เรากำลังเรียกว่า Air Gestures เช่นกัน (ผมถึงขึ้นต้องถอด Apple Watch ของตัวเองมาดูว่าเป็น Series 9 หรือเปล่า ปรากฏว่าเป็น 8 น่าเสียดาย)
เทคโนโลยี Air Gestures ล้ำหน้าไปกว่านั้นในวันนี้ เพราะเราแค่มีกล้อง Webcam ธรรมดาที่คอมพิวเตอร์ก็เพียงพอจะทดแทนคีย์บอร์ดกับเม้าส์ได้แล้ว
บริษัท Neural Lab ได้เปิดตัว AirTouch ในงาน CES 2024 ที่ทำให้เม้าส์และคีย์บอร์ดทุกวันนี้ดูล้าสมัยไปเลย เมื่อไม่สัมผัสก็เท่ากับว่าลดโอกาสติดต่อของเชื้อโรคได้อีกมามาย ในยุค Contactless ที่ได้รับอานิสงค์จากช่วงโควิดมา ดูเหมือนว่าจะไปได้ดีด้วยเทคโนโลยี Air Gestures
หรือในรถยนต์ BMW รุ่นใหม่ๆ ก็มีการใส่เทคโนโลยีนี้ไว้ในรถยนต์ทุกรุ่นไว้ครบถ้วน เราสามารถสั่งเปลี่ยนเพลงด้วยการชูสองนิ้วแล้วปัดซ้ายหรือขวา สามารถสั่งหยุดเสียงด้วยการชูสองนิ้วนิ่งๆ หรือเพิ่มเสียงด้วยการชูนิ้วชี้หนึ่งนิ้วแล้วหมุนวนขวาตามเข็มนาฬิกา หรือจะเบาเสียงก็ด้วยการหมุนวนทวนไปอีกด้าน
Google เองก็เปิดตัวโปรเจคด้านนี้ที่มีชื่อว่า Gameface ในเดือนพฤษภาคม 2023 เป็น open-source ให้นักพัฒนาเกมได้เข้ามาใช้ระบบนี้ของ Google ในการสั่งการเกมผ่านใบหน้าครับ
ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ในวันนี้ทำให้การจะวิเคราะห์กับสังเคราะห์กลิ่นไม่ใช่เรื่องไกลตัวแบบวันวานอีกต่อไป ลองคิดภาพว่าอีกหน่อยเราสามารถกำจัดหรือไล่ยุงให้ไม่กัดเราด้วยการพกอุปกรณ์สร้างกลิ่นเหมือนกับที่เราพกลำโพงบลูทูธติดตัวไปไหนต่อไหน
ยังไม่นับถือการที่เราสามารถเลียนแบบเสียงเราขึ้นมาเอง เพื่อทำให้เราเสมือนกำลังพูดทุกภาษาบนโลกพร้อมกันเมื่อ LIVE ได้ แถมยังสามารถปรับส่วนปากของเราให้เสมือนกำลังพูดภาษานั้นจริงๆ อยู่ ทั้งที่เรากำลังพูดอยู่แค่ภาษาเดียว ส่วนที่เหลือ AI จะจัดการให้แบบอัตโนมัติ
อย่างบริษัท Startup ด้าน AI ที่ชื่อว่า HeyGen ก็ทำให้เราสามารถสร้างคลิปวิดีโอตัวเองขึ้นมาแล้วแปลเป็นภาษาต่างๆ ได้มากถึง 14 ภาษาในเวลานี้ แถมยังมีภาษาใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้าไปในระบบทุกเดือนๆ คิดภาพอีกหน่อยทีม Customer Service จะสามารถใช้แค่พนักงานคนเดียวก็สามารถตอบทุกคนบนโลกได้ในเวลาเดียวกัน
เริ่มต้นอาจเป็นการลดขนาดทีม Customer Service ในแต่ละประเทศลงให้เหลือไม่เท่าไหร่ จากนั้นถัดไปอาจเป็นการยุบทีมดูแลลูกค้าของประเทศนั้นแล้วโยกไปไว้ยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำสุด
เรียนรู้ว่าเราพูดยังไง เรียนรู้ว่าเราคิดยังไง เรียนรู้ว่าเราแสดงออกแบบนี้เราน่าจะต้องการอะไร เรียนรู้ว่าเรากำลังเห็นอะไร เรียนรู้ว่าเราได้ยินอะไรและอย่างไร ด้วยความสามารถของ AI ล้วนๆ
Pi คือตัวอย่างของ Personal Chatbot ที่เป็น AI แต่เราสามารถเลือกสไตล์ของ AI ตัวนี้ได้ว่าอยากให้มีน้ำเสียงแบบไหน เป็นเสียงเพศอะไร อยากให้ตอบเราด้วยคาแรคเตอร์หรือลักษณะนิสัยยังไง
และเราสามารถสร้างอุปนิสัยหรือคาแรคเตอร์ของเจ้า Pi Personal Chatbot AI ตัวนี้ได้ด้วยการที่ค่อยๆ คุย ค่อยๆ ตอบคำถามที่มันจะค่อยๆ ป้อนเข้ามาให้เราเพื่อที่มันจะได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยของเราไปเรื่อยๆ ด้วยระยะเวลาไม่เกิน 100 วัน มันก็จะเป็น AI ที่เข้าอกเข้าใจเราเป็นอย่างดี รู้ว่าจะคุยกับเรายังไง ตอบเราแบบไหนที่จะทำให้เราแฮปปี้ จะเรียกว่าเป็นยุค AI แบบภาพยนต์เรื่อง Her ก็คงไม่ผิดครับ
ดูเหมือนว่าทั้งหมดนี้ขึ้นได้เพราะเราเป็นหนี้บุญคุณเจ้า LLM หรือ Large Language Model มากๆ และมันก็พัฒนาไปถึงขั้นที่ว่าไม่ต้องพิมพ์บอก พูด หรืออธิบายใดๆ แค่เปิดกล้องให้มันเห็นภาพ มันก็เข้าใจแล้วว่าควรจะโต้หรือตอบกับเราแบบไหน
หรือแค่ส่งรูปให้มันดู เท่านี้มันก็ช่วยเราได้สบายๆ หรือจะส่งวิดีโอให้มันช่วยหาอะไรบางอย่างในวิดีโอคลิปยาวๆ นั้นก็ได้ ดูเหมือนว่าเราจะอยู่ในยุคของการปฏิวัติ Data ด้วย AI อีกครั้ง ทุกสิ่งรอบตัวจะถูกเปลี่ยนเป็น Data ที่นำไปสู่การวิเคราะห์ที่แสนจะแม่นยำในอนาคตอันใกล้ครับ
เราจะสามารถปรับแต่ง AI ให้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่แสนรู้ใจ หรืออาจปรับแต่งให้มันกลายเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เอาไว้เล่าปรึกษาได้ทุกเรื่อง
ไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตมนุษย์จะยังอยากมีเพื่อนเป็นมนุษย์ด้วยกันอยู่หรือเปล่า หรือเราทุกคนเอาแต่ก้มหน้าก้มตาคุยกับ AI ของตัวเองทั้งวันทั้งคืนแทน
10. The AI Workforce เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน
ตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัวมาก็เริ่มมีการพูดคุยเรื่อง AI อย่างจริงจัง จากนั้นก็มีการเกิดขึ้นของ Generative AI มากมายที่สามารถทำอะไรต่างๆ ในสิ่งที่เราเคยคิดฝันไว้ว่าถ้า AI ทำได้คงดี แต่พอเอาเข้าใจกลับทำให้มนุษยชาติอย่างเราใจไม่ค่อยดีเท่าไหร่
งานหลายงานจะไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป แต่ก็มีคนบอกว่า AI ก็จะสร้างงานใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนกันเหมือนกับเทคโนโลยีที่ผ่านมา
ในความคิดผมเชื่อเรื่องนี้แค่ส่วนเดียว ผมเชื่อว่าตำแหน่งงานที่ต้องทำงานกับ AI แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนจะเกิดขึ้น แต่จำนวนงานที่เกิดขึ้นจะไม่สัมพันธ์กันจำนวนงานที่หายไปอย่างมหาศาลได้เลย สมัยก่อนอาจจะหายไป 100 แล้วเกิดงานใหม่สัก 30-40 แต่สำหรับยุค AI แบบนี้เกิดแค่ 10 ตำแหน่งงานได้ก็น่าจะบุญแล้ว
ตำแหน่งงานใหม่ที่ว่าก็คือ Prompt Engineer คนที่มีความเชี่ยวชาญในการสั่งงาน AI สามารถเขียนคำสั่งบอก AI ให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในเวลาที่เร็วที่สุด
มีคนบอกว่าแม้วันนี้ AI จะยังไม่สามารถริเริ่มทำทุกอย่างด้วยตัวเองแบบ Autopilot ได้ มนุษย์เราควรจะรีบเรียนรู้การทำงานแบบ Copilot หรือเราเป็นคนตัดสินใจแล้วให้ AI เป็นคนช่วยขับ
อีกด้านหนึ่งก็มีคนกังวลเรื่องของจริยธรรม AI ว่าจะถูกออกแบบให้คิดหรือตอบคำถามอย่างมีจริยธรรมมั้ย เอาดาต้าจากไหนมาสอน ให้คำตอบมาจากหลักการคิดแบบไหน คำตอบที่ให้จะมีความถูกต้องมากน้อยเท่าไหร่ และจะสอดแทรกสิ่งที่ผิดหรือสิ่งที่เป็นอันตรายเข้าไปให้มนุษย์นำไปใช้โดยไม่รู้ตัวได้มากเท่าไหร่กัน
ยิ่งล่าสุด GPT-4o เปิดตัวมาก็ทำให้โลกฮือฮาและวิตกไปมากมาย เมื่อ AI สามารถเห็นภาพตรงหน้าและเข้าใจได้ในระดับมนุษย์ สามารถตอบคำถามได้รวดเร็วในระดับมนุษย์ คำถามถัดมาคือแล้วมนุษย์ที่อยู่ในกลุ่มกลางๆ ลงไปจะอยู่จุดไหนบนโลกใหม่ยุค AI นี้
ก่อนหน้านี้มีกระแสการประท้วงของกลุ่มนักเขียนในแวดวงบันเทิง บอกว่าถ้านำผลงานตัวเองไปใช้เทรน AI เพื่อสร้างผลงานใหม่ ผลงานเหล่านั้นต้องมีส่วนแบ่งให้กับเจ้าของผลงานด้วย
ในแวดวงครีเอทีฟก็เริ่มมีการให้ตราประทับกับไอเดียที่คิดโดยมนุษย์ล้วนๆ เพื่อรักษาคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้ยังคงอยู่ในยุค AI แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่แบบนี้ไปได้นานแค่ไหนนะครับ อารมณ์ยุคเพลง MP3 เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนที่บรรดาศิลปินค่ายเพลงออกมาต่อต้านเรียกร้องกัน
สรุป Technology Trends 2024 ที่ 10 The AI Workforce เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน หรือก้าวเท้าเข้ามาแย่งงานเราแล้ว
เราคงปฏิเสธการมีอยู่ของ AI ที่ฉลาดหลักแหลมจนพร้อมจะแทนที่มนุษย์ที่มีความสามารถกลางๆ จำนวนมากไม่ได้อีกต่อไป เราคงไม่สามารถหยุดวิวัฒนาการของ AI ทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นมาใหม่อีกนับไม่ถ้วนหลังจากนี้
เราคงหยุดการเข้าถึงข้อมูลของ AI ไม่ได้ เพราะกฏหมายก็จะเริ่มต้องปรับตัวให้เท่าทันกับโลกยุคใหม่ที่แข่งขันกันด้วยสิ่งนี้ เพราะไม่อย่างนั้นชาติที่ไม่พร้อมปรับตัวจะถูกทิ้งไว้ให้ล้าหลังในเวลาอันรวดเร็วกว่าทุกเทคโนโลยีที่ผ่านมา
ดูเหมือนเราต้องเรียนรู้ที่จะทำงานกับ AI จริงๆ หรือดีไม่ดีต้องทำใจยอมรับถ้างานนั้นจะถูกควบรวมแทนที่ด้วย AI แล้วเราก็ไปทำงานร่วมกับ AI ในฐานะผู้ช่วยของมันแทน