5 กลยุทธ์ธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน จากงาน MarTech Expo 2025

ในยุคที่การแข่งขันในโลกธุรกิจทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ การทำให้องค์กรจะสามรถเติบโตได้อย่างยั่งยืนกลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้น วันนี้ผมอยากขอพาทุกคนมารู้จัก 5 กลยุทธ์ที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างยั่งยืน ภายในงาน MarTech Expo 2025 โดย คุณบุรินทร์ เกล็ดมณี ผู้ที่คร่ำหวอดด้าน Digital Marketing และเป็นหนึ่งในผู้บริหารของ Readyplanet PCL. จากเซสชัน Martech Mastery: 5 Proven Strategies to Drive Sales & Growth

มาดูกันว่ากลยุทธ์อะไรบ้างที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างกำไร และผลักดันให้ธุรกิจเติบโต โดยที่ไม่ต้องถลุงงบประมาณอย่างสิ้นเปลืองกันบ้าง

1. ทำการตลาดแบบ 80/20 โฟกัสให้ถูกที่ เลือกให้ถูกจุด

การตลาดยุคใหม่ไม่ใช่การหว่านงบประมาณหรือกระจายความพยายามไปทุกช่องทางพร้อมกันโดยไม่มีทิศทาง เพราะการทำแบบนั้นก็ไม่ต่างจากการโยนเงินลงแม่น้ำ แนวคิด 80/20 คือการย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการลงทุนทรัพยากร 20% ในช่องทางที่สร้างผลลัพธ์ได้ถึง 80% ของทั้งหมด 

Martech Expo 2025

ซึ่งสามารถเริ่มได้จากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค (Customer Analysis) และค้นหาให้เจอว่าลูกค้าเป้าหมายของเราจริง ๆ อยู่ที่ไหน ซึ่งการลงมือทำจริงควรโฟกัสไปที่แพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูงสุด จากนั้นค่อยติดตามผลอย่างสม่ำเสมอและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เพื่อให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

ตัวอย่าง

  • ถ้าหากพบว่าลูกค้า B2B ส่วนใหญ่มาจาก Google Search ให้ลงทุนทำ SEO และโฆษณา Google Ads เป็นหลัก
  • ถ้ากลุ่มเป้าหมายอยู่บน Facebook เยอะ ควรเน้นทำคอนเทนต์คุณภาพและยิงแอดในเฟซบุ๊กก่อนที่จะขยายไปช่องทางอื่น
  • ใช้ Data Analytics (เช่น Google Analytics หรือ Social Media Insights) เพื่อดู Conversion Rate รายแพลตฟอร์ม แล้วค่อยเพิ่มหรือลดงบได้อย่างเหมาะสม

2.Digital Marketing x Sales = ธุรกิจโตจริง

แน่นอนว่า Digital Marketing เป็นเครื่องมือที่สำคัญในยุคนี้ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการบริหารจัดการ Lead อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถ้าหากธุรกิจไม่มีระบบส่งต่อ Lead ถึงทีมขาย หรือปล่อยให้ข้อมูลลูกค้าตกหล่น โอกาสในการปิดการขายก็จะลดลง 

Martech Expo 2025

ดังนั้น การวางโครงสร้าง Lead Management จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ทุก Lead ที่เข้ามาถูกติดตามอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การบันทึกข้อมูล ไปจนถึงการส่งต่อให้ฝ่ายขายดูแลและปิดดีล ซึ่งตัวเครื่องมือ Digital Marketing ต่าง ๆ ก็จะเข้ามาช่วยให้ธุรกิจสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ Practical มากขึ้น

ตัวอย่าง

  • ธุรกิจที่ไม่มีงบประมาณมากพอก็อาจจะเริ่มเริ่มต้นด้วย Google Sheet จดบันทึก Lead ที่เข้ามา พร้อมใส่สถานะ เช่น Hot, Warm, Cold เป็นต้น
  • ตั้งระบบแจ้งเตือน (Notification) ให้ทีมขายทุกครั้งที่มีลูกค้าใหม่ลงทะเบียน หรือทักแชทเข้ามา
  • วัด Conversion Rate จาก Lead แต่ละแหล่ง ว่าช่องทางไหนที่มีแนวโน้มปิดการขายได้สูง เพื่อที่ธุรกิจจะได้ทุ่มเททรัพยากรไปในช่องทางนั้นมากขึ้น

3.วัดผลให้ลึก อย่าดูแค่ยอดขายระยะสั้น

หนึ่งในตัวชี้วัดที่ทรงพลังที่มักจะถูกมองข้ามก็คือ Customer Lifetime Value (CLV) ซึ่งเป็นการประมาณ “มูลค่ารวม” ที่ลูกค้าคนหนึ่งจะสร้างให้ธุรกิจตลอดช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกัน การมองเพียงตัวเลขยอดขายรายเดือนหรือรายไตรมาสอาจทำให้เราประเมินศักยภาพในการสร้างกำไรระยะยาวผิดได้ การทำความเข้าใจ CLV จะช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนทั้งการตลาดและการรักษาลูกค้าได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

Martech Expo 2025

ตัวอย่าง:

  • ลูกค้าคนที่ A อาจซื้อสินค้าแค่ครั้งเดียวแต่ยอดสูงมาก ขณะที่ลูกค้าคน B ซื้อบ่อยแต่ยอดซื้อไม่สูง ทว่าระยะยาว B อาจมี CLV รวมมากกว่า A
  • ธุรกิจสร้าง Loyalty Program หรือบัตรสะสมแต้ม เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อซ้ำบ่อยขึ้น ช่วยเพิ่ม CLV โดยรวม
  • วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อ (เช่น ตำแหน่งที่อยู่, อายุ, ช่วงเวลา) เพื่อออกโปรโมชั่นหรือสินค้าให้ตรงใจยิ่งขึ้น

4.Product ดี + Marketing เข้าใจคน = ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

คุณภาพสินค้าและบริการเป็นก็ยังคงเป็นหัวใจหลักที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อ เพราะถึงแม้การตลาดจะช่วยดึงดูดลูกค้าได้ครั้งแรกได้ แต่ถ้าสินค้าไม่ตอบโจทย์หรือไม่มีการปรับปรุงพัฒนาต่อเนื่อง ลูกค้าก็อาจตัดสินใจย้ายไปหาคู่แข่งได้อย่างไม่ลังเล 

ดังนั้นการรับฟัง Feedback อยู่เสมอ และพัฒนาสินค้าหรือบริการอยู่เสอ ซึ่งตรงนี้เองก็ต้องระวังเพราะหลายครั้งธุรกิจจะต้องเจอกับ Marketing Myopia หรือก็คือ การพัฒนาสินค้าที่มันดีมากแต่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

ดังนั้นธุรกิจก็ต้องให้ความสำคัญในการทำ Market Fit ด้วย ซึ่งก็จะช่วยสร้างความประทับใจและต่อยอดไปสู่ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ในระยะยาวได้นั่นเอง

ตัวอย่าง

  • บริษัทเทคโนโลยีอัปเดตเวอร์ชันซอฟต์แวร์ทุกเดือน ตามข้อเสนอแนะที่ได้รับผ่านช่องทางซัพพอร์ต
  • ร้านอาหารทดลองทำเมนูใหม่ตามความต้องการลูกค้า ถ้าขายดีก็ทำเป็นเมนู Signature ของร้าน
  • การใช้ Social Listening Tool เพื่อรับฟังเสียงลูกค้า รู้ปัญหา และปรับปรุงอย่างเหมาะสม

5.MarTech ไม่ใช่ของเล่น ซื้อแล้วต้องใช้ให้คุ้ม

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการลงทุนในเทคโนโลยีที่ “แพงและใหม่” จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ทันที แต่ความจริงแล้ว “ความคุ้มค่า” ต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญ ก่อนตัดสินใจซื้อระบบหรือซอฟต์แวร์ใด ๆ ก็ควรพิจารณาให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมได้มากน้อยแค่ไหน และง่ายต่อการใช้งานจริงหรือไม่ เพราะหากลงทุนก้อนโตไปแล้วแต่ทีมงานไม่พร้อมหรือใช้งานได้ไม่เต็มที่ อาจกลายเป็นภาระมากกว่าเป็นประโยชน์ก็ได้

ตัวอย่าง

  • ธุรกิจขนาดเล็กใช้ Google Workspace เพื่อประสานงานระหว่างทีม ลดค่าใช้จ่ายสำนักงาน
  • ก่อนอัปเกรดเป็นระบบ CRM ขั้นสูง อาจทดลองใช้เวอร์ชันฟรีหรือแพ็กเกจเล็กที่สุด เพื่อดู Feedback ของทีมว่าพร้อมแค่ไหน

สรุป

จากเซสชัน MarTech Mastery: 5 Proven Strategies to Drive Sales & Growth ในงาน Martech Expo 2025 จะเห็นเลยว่าการเติบโตของธุรกิจโดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากมายไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจากการวางกลยุทธ์และเลือกใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมตามหลัก 80/20 รวมถึงการบริหาร Lead ให้รอบคอบ ไม่ปล่อยให้ลูกค้าหลุดมือ และการให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับการกลับมาซื้อซ้ำ 

การวัดผลลัพธ์ที่ลึกขึ้นอย่าง CLV ก็จะช่วยให้มองเห็นโอกาสทำกำไรระยะยาวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สุดท้ายคือการเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมเพื่อสนับสนุนการทำงานของทีมอย่างแท้จริง หากคุณองค์กรสามารถนำ 5 กลยุทธ์นี้ไปปรับใช้ ก็มีโอกาสสูงที่ธุรกิจจะก้าวไปได้อย่างมั่นคงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

Marketing Content Creator and Data Insight Researcher

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *