ในโลกของ Growth Marketing ที่ทุกแบรนด์กำลังมองหา Growth แบบ Scalable และวัดผลได้จริง มี Framework หนึ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยมากในหมู่นัก Growth Hacker นั่นคือ Pirate Funnel (AARRR) ซึ่งพัฒนาโดย Dave McClure หนึ่งในนักลงทุนและผู้ก่อตั้งบริษัท 500 Startups ค่ะ Framework นี้ช่วยให้นักการตลาดและทีมโปรดักต์มอง Customer Journey อย่างเป็นระบบตั้งแต่การได้ผู้ใช้ใหม่ไปจนถึงการสร้างรายได้และการบอกต่อจนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่สาย Growth ต้องรู้จัก แต่เรื่องที่น่าสนใจคือ ในปี 2016 Growth Tribe ซึ่งเป็นหนึ่งใน Growth Marketing Academy ชั้นนำของยุโรป ได้ต่อยอดแนวคิดนี้ด้วยการเพิ่มมิติใหม่เข้าไปทำให้ AARRR กลายเป็น Pirate Funnel (AAARRR) โดยเพิ่มขั้นตอน Awareness เข้ามาเป็นจุดเริ่มต้น
การเพิ่ม A ตัวแรกนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่ลึกขึ้นว่าก่อนที่ใครจะ Activate ใช้สินค้าหรือกลายเป็น User ที่มีคุณค่าได้ แบรนด์ต้องมีตัวตนในใจของผู้คนก่อนและนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Customer Journey ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในยุคปัจจุบัน
AARRR คืออะไร และทำไม Growth Tribe ถึงเพิ่ม Awareness เข้ามา
Framework นี้ถูกเรียกว่า Pirate Funnel เพราะเมื่ออ่านตัวอักษรย่อของแต่ละขั้นตอนออกเสียงจะเป็น “AAARRR” เหมือนเสียงโจรสลัด ฟังแล้วจำง่ายมีคาแรกเตอร์และกลายเป็นหนึ่งใน Framework พื้นฐานของสาย Growth Marketing มาจนถึงวันนี้ ในเวอร์ชันที่พัฒนาโดย Growth Tribe โมเดลนี้ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก (AAARRR) ซึ่งช่วยให้เราเห็น Customer Journey ชัดขึ้นตั้งแต่คนยังไม่รู้จักแบรนด์ ไปจนถึงการบอกต่อ
1.Awareness การรับรู้ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง คำถามคือ “มีคนกี่คนที่รู้จักเรา?” ไม่ว่าจะเป็นการเห็นโฆษณา เจอแบรนด์บนโซเชียลหรือค้นชื่อเราใน Google ขั้นตอนนี้ถูกเพิ่มเข้ามาเพราะในยุคที่การแข่งขันสูง ปัญหาของหลายแบรนด์ไม่ใช่โปรดักต์ไม่ดีแต่คือ “ไม่มีใครรู้จัก” การแยก Awareness ออกมาทำให้เห็นภาพชัดว่าก่อนจะหวังยอดขายเราต้องมีตัวตนในสายตาผู้คนก่อน
2.Acquisition การได้มาซึ่งผู้เยี่ยมชม คือช่วงที่คนเริ่มลงมือทำ หลังจากรู้จักแบรนด์แล้ว พวกเขากดเข้ามาที่เว็บไซต์ ดาวน์โหลดแอปหรือเข้ามาที่ช่องทางต่าง ๆ ตรงนี้คือการเปลี่ยนจาก “เห็นเรา” เป็น “สนใจเรา” การแยก Awareness กับ Acquisition ช่วยให้เราวัดได้ว่าแคมเปญของเราดึงคนจากการรับรู้ให้กลายเป็น Traffic ได้ดีแค่ไหน
3.Activation การเริ่มใช้งานจริง คือจุดที่ผู้ใช้เริ่มสัมผัสคุณค่าของโปรดักต์ อาจเป็นการสมัครใช้งาน การใช้งานครั้งแรกหรือสิ่งที่เรียกว่า “Aha Moment” ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ใช้เริ่มรู้สึกว่าของนี้มีประโยชน์กับฉันจริง Activation ที่ดีไม่ใช่แค่ Sign-up แต่คือการทำให้ผู้ใช้เห็นคุณค่าให้เร็วที่สุด
4.Retention การกลับมาใช้งานซ้ำ เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากสำหรับการเติบโตระยะยาว คำถามคือมีคนกี่คนที่ยังกลับมาใช้อีกเพราะการรักษาลูกค้าเก่ามีต้นทุนต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่หลายเท่าหาก Retention ต่ำ มักสะท้อนปัญหาเรื่อง Product-Market Fit หรือประสบการณ์ใช้งาน
5.Revenue รายได้ คือจุดที่ธุรกิจเริ่มสร้างเงินไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินครั้งแรก ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อผู้ใช้ หรือมูลค่าตลอดอายุลูกค้าโดยลำดับของขั้นนี้อาจสลับกับ Retention ได้ในบางโมเดล เช่น Freemium ที่ต้องโฟกัสให้คนใช้งานต่อเนื่องก่อนจะเปลี่ยนเป็นลูกค้าที่จ่ายเงิน
6.Referral การบอกต่อ ซึ่งถือเป็น Holy Grail ของ Growth Marketing เมื่อผู้ใช้พอใจมากพอที่จะชวนคนอื่นมาใช้ด้วยนี่คือสัญญาณของ Product-Market Fit ที่แท้จริงและเป็นจุดเริ่มของการเติบโตแบบไวรัลผ่าน Word of Mouth
AAARRR Framework จึงไม่ได้เป็นแค่ Funnel วัดตัวเลขแต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมเข้าใจว่า Growth เกิดหรือสะดุดตรงไหนและควรโฟกัสแก้ปัญหาที่ขั้นใด เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนจริง ๆ
ทำไมต้องใช้ AARRR Framework
คำถามที่หลายคนมักสงสัยคือทำไมเราต้องใช้ Framework นี้? คำตอบสั้น ๆ คือเพื่อหา Bottleneck ของการเติบโตให้เจอ ในโลกของ Growth Marketing เราไม่สามารถปรับทุกอย่างพร้อมกันได้ ทั้งเวลา งบประมาณและทีมมีจำกัด AAARRR Framework จึงทำหน้าที่เหมือนแผนที่ช่วยให้เห็นชัดว่าปัญหาต้นเหตุอยู่ตรงไหนและควรโฟกัสแก้จุดใดก่อนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุดหรือที่เรียกว่า Biggest Bang for Your Buck
สิ่งที่ Growth Tribe เน้นย้ำเสมอคือแนวคิด “Progress over Perfection” ไม่จำเป็นต้องรอให้มี Data สมบูรณ์แบบก่อนถึงจะเริ่มได้ การประเมินแบบคร่าว ๆ แล้วลงมือทดลองเลยยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลยเพราะ Growth ที่แท้จริงเกิดจากการเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่องไม่ใช่การรอความพร้อมที่อาจไม่มีวันมาถึง
5 ขั้นตอนในการใช้ AARRR Framework แบบรวดเร็ว
ขั้นที่ 1.Define the Steps กำหนดขั้นตอนให้ตรงกับธุรกิจคุณ
ไม่มี Business Model ไหนเหมือนกัน AAARRR จึงไม่ใช่สูตรตายตัว สิ่งแรกที่ควรทำคือเขียน Customer Journey ของตัวเองออกมาแล้วกำหนดว่าในแต่ละขั้น Action สำคัญ คืออะไร ใช้การนับเป็น Unique Users ไม่ใช่จำนวนเหตุการณ์และเลือกช่วงเวลาวัดผลที่เหมาะสม Growth Tribe แนะนำให้มีอย่างน้อย 1 Metric ต่อขั้นและไม่เกิน 10 Metrics ทั้ง Funnel เพื่อให้โฟกัสได้จริงค่ะ
ขั้นที่ 2.Fill in the Numbers ใส่ตัวเลขลงไปก่อน
ดึงข้อมูลจากเครื่องมือที่มี เช่น Google Analytics, Ads Manager, CRM หรือฐานข้อมูลภายใน ถ้าบางจุดยังไม่มี Data ไม่เป็นไรใช้การประมาณค่าไปก่อน สิ่งสำคัญคือเริ่มทำไม่ใช่รอให้ข้อมูลสมบูรณ์ 100%
ขั้นที่ 3.Find Your Bottleneck หาที่เป็นต้นเหตุของ Funnel
คำนวณ Conversion Rate ระหว่างแต่ละขั้นแล้วดูว่าจุดไหนต่ำที่สุดนั่นแหละคือ Bottleneck ที่ควรแก้ก่อนเพราะถ้าแก้ถูกจุดจะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุดค่ะ
ขั้นที่ 4.Dive Deeper เจาะลึกหาสาเหตุ
เมื่อรู้แล้วว่าติดตรงไหนขั้นต่อไปคือถามว่าทำไม ตรงนี้ต้องขยับจาก Hard Data ไปหา Soft Data เช่น ดูพฤติกรรมผู้ใช้จาก Session Recording, Heatmap, ทำ Survey หรือคุยกับลูกค้าจริง ๆ นี่คือหัวใจของ Growth Marketing เพราะเป็นการเปลี่ยนจากรู้ว่า เกิดอะไรขึ้น ไปสู่ ทำไมมันถึงเกิด
ขั้นที่ 5.Pick Your Focus & OMTM โฟกัสและลงมือทดลอง
เมื่อเจอสาเหตุแล้วให้เลือกโฟกัสที่จุดเดียวและกำหนด One Metric That Matters จากนั้นเข้าสู่กระบวนการทดลองแบบ Growth ได้แก่ ระดมไอเดีย จัดลำดับตาม Impact กับ Effort ออกแบบ Experiment ลงมือทำ และวิเคราะห์ผล Growth Tribe ย้ำเสมอว่าทุก Experiment ไม่ว่าจะสำเร็จหรือพลาดล้วนคือการเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตค่ะ
บทสรุป Pirate Funnel (AARRR) สูตรลับที่สตาร์ทอัพใช้โตแบบก้าวกระโดด
AAARRR Framework เวอร์ชันที่ Growth Tribe ปรับจาก AARRR ดั้งเดิมของ Dave McClure คือหนึ่งในเครื่องมือ Growth Marketing ที่ใช้งานได้จริงที่สุด การเพิ่มขั้น Awareness เข้ามาในปี 2016 ทำให้ Framework นี้สะท้อน Customer Journey ที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้นตั้งแต่การถูกรู้จักไปจนถึงการแนะนำต่อค่ะ
จุดแข็งของ AAARRR คือความเรียบง่ายแต่ลึกช่วยให้เห็นภาพการเติบโตทั้งหมดในหน้าเดียว ขณะเดียวกันก็สามารถซูมเจาะลึกเพื่อหาสาเหตุได้ทันที สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าควรโฟกัสตรงไหนก่อนหรือมีทรัพยากรจำกัด Framework นี้คือจุดเริ่มต้นที่เหมาะมากเพราะไม่ซับซ้อนเกินไป แต่ก็ไม่ผิวเผิน
ผู้เขียนมองว่า Growth Marketing สิ่งที่ชอบที่สุดคือแนวคิด “Progress over Perfection” ไม่ต้องรอ Data สมบูรณ์แบบแค่เริ่มจากการประเมินคร่าว ๆ แล้วลงมือปรับปรุงไปเรื่อย ๆ ก็สามารถสร้าง Impact ได้จริงค่ะ อีกมุมที่น่าสนใจคือการขยับจาก Funnel Thinking ไปสู่ Loop Thinking ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่เติม Traffic เข้าไปเรื่อย ๆ
สุดท้ายแล้ว Framework จะมีค่าก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้จริง หากยังไม่เคยลอง AAARRR วันนี้คือเวลาที่ดีที่สุดแค่เขียน 6 ขั้นของคุณออกมาใส่ตัวเลขหา Bottleneck และเริ่มแก้ไข คุณอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนภายในไม่กี่สัปดาห์เพราะ Growth ที่แท้จริงเริ่มจากการลงมือทำเสมอค่ะ
source source
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ และสามารถอ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่