สิ่งที่น่าสนใจคือ Data ของไปรษณีย์ไทยไม่ได้เกิดจาก “คลิก” อย่างเดียว แต่เกิดจาก Human Touch ของบุรุษไปรษณีย์ ความคุ้นเคย ความสัมพันธ์ และความไว้ใจ นี่คือสิ่งที่เจ้าเอกชนลอกไม่ได้ เพราะถึงจะมี Data เชิงปริมาณมากแค่ไหน ก็ไม่มี Relationship Data แบบเดียวกับที่ไปรษณีย์ไทยมีครับ
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Data + Insight ไม่ได้มีค่าแค่ในเชิงการจัดส่ง แต่สามารถกลายเป็นจุดตั้งต้นของ ธุรกิจใหม่ได้เสมอครับ
สรุป Insight-Driven Business พลิกเกมธุรกิจส่งด่วนด้วย Data & Insight โดย ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ CEO ไปรษณีย์ไทย จากงาน DSME 2025
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator: a high-level executive presenting data analytics on a large digital screen in a modern glass office, diverse team observing with interest, soft morning light casting shadows through floor-to-ceiling windows, cinematic depth of field, moody professional tone
ธุรกิจส่งด่วนไทยวันนี้แข่งกันดุเดือดที่สุดตลาดหนึ่ง ทุกเจ้าทุ่มเงินแข่งเรื่องความเร็ว แต่ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ CEO ไปรษณีย์ไทย ชี้ว่า ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่เร็วที่สุด แต่ต้องการไว้ใจได้ สิ่งที่ทำให้ไปรษณีย์ไทยต่างจากเจ้าอื่นคือเครือข่ายบุรุษไปรษณีย์ที่เป็นมากกว่าคนส่งของ แต่คือผู้สร้างความสัมพันธ์จนเกิด Trust Capital หรือทุนแห่งความไว้วางใจ หลายบริษัทเลือก Optimize ระบบเพื่อความเร็วแต่เสีย Human Touch ไป
ขณะที่ไปรษณีย์ไทยเลือก Local Optimization ใช้ Data เสริมจุดแข็งบุรุษเดิมที่รู้จักพื้นที่จริง จนทำให้การส่งของเชื่อถือได้มากกว่าแค่เร็ว อีกทั้งยังแปลง Data ไปสู่ Insight และต่อยอดเป็น Business Model ใหม่ เช่น Asset Checker และ ไว้ใจ Shop ซึ่ง SME ก็สามารถเริ่มต้นได้ด้วย 5 ขั้นตอน คือ เก็บข้อมูลให้ถูกต้อง ตั้งคำถามที่ใช่ มองหาพฤติกรรมซ้ำ ดึง Insight ไปใช้ และวัดผลเพื่อเรียนรู้และต่อยอด สุดท้ายการแข่งขันธุรกิจส่งด่วนไม่ได้อยู่ที่ใครวิ่งเร็วที่สุด แต่อยู่ที่ใครเข้าใจลูกค้ามากที่สุดและสร้างความไว้ใจที่เลียนแบบไม่ได้