ในเดือนมกราคม 2020 พวกเขาออกมาประกาศสิ่งหนึ่งที่ทำให้โลกการตลาดออนไลน์สะเทือน นั่นก็คือในปี 2022 ทาง Google Chrome จะไม่รองรับ Third-party cookies อีกต่อไป
การประกาศของ Google กลายเป็นข่าวสะเทือนวงการ Digital Marketing ทั่วโลกอย่างหนัก เพราะต้องรีบดิ้นรนหาทางปรับตัวตามนโยบายของยักษ์ใหญ่ผู้กุมอำนาจของการท่องเว็บคนทั่วโลกไว้ให้ทัน และสิ่งนี้ก็ถูกคนกล่าวขานว่ามันคือวัน Cookiepocalypse หรือวันสิ้นโลกของคุกกี้ ที่หมดสิ้นแล้วซึ่ง Free Data จาก Third-party cookeis ที่เคยตามเก็บข้อมูลผู้ใช้ให้เราเอามาทำการตลาดอย่างแม่นยำแบบง่ายๆ และนั่นก็เลยเป็นที่มาของดาต้าชนิดใหม่ที่ชื่อว่า Zero-party data ที่จะกลายเป็นทางออกของโลกการตลาดยุคดาต้า 5.0 ครับ
Good Marketing มากับ Great Measurement
การตลาดหรือสิ่งใดก็ตามจะทำให้ดีและมีประสิทธิภาพขึ้นได้ก็ต้องมาจากการวัดผลที่ดีก่อน เพราะถ้าเราวัดผลสิ่งที่ทำลงไปไม่ได้เราก็จะไม่รู้ว่าควรจะต้องปรับปรุงแก้ไข หรือขยายกลยุทธ์ที่ตรงไหนจึงจะมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน แล้วยิ่งในโลกยุคดิจิทัล 4.0 ที่เต็มไปด้วยช่องทางการสื่อสารที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงเราได้มากมาย เราจะใช้ One Strategy for all channel ไม่ได้ เพราะแต่ละช่องทางก็มีบริบทที่แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการใช้งานที่แตกต่างกัน ไปจนถึงมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน เราจะต้องคิดกลยุทธ์แบบ Multi-channel strategy ขึ้นมาให้เท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนกับโลกในยุคออฟไลน์หรืออนาล็อกแบบสิ้นเชิง
และด้วย Third-party cookies ที่เคยมีมาก็เข้ามาอุดช่องวางดังกล่าวอย่างยาวนาน เจ้า Cookies ประเภทนี้แหละที่ทำให้นักการตลาดออนไลน์ทั่วโลกสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำสบายๆ ทำให้เราสามารถตามรู้ได้ว่าผู้หญิงคนไหนจัดอยู่ในกลุ่มที่กำลังมีลูกเล็ก เพราะ Third-party data จาก cookies ที่กระจายไปตามเว็บต่างๆ ทั่วโลกจะส่งข้อมูลกลับมายังบริษัทแพลตฟอร์มโฆษณาว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายได้บ้างที่มีพฤติกรรมแบบที่เราต้องการ
ในการตลาดวันละตอนก็มีการเขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้เยอะ คุณสามารถกดอ่านเพิ่มเติมจากตรงนี้ได้ > อ่านเรื่อง Third-party cookies ที่กำลังจะหายไป < แต่ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจว่า Zero-party data จะเข้ามาแทนที่ Third-party data ได้อย่างเรา ผมอยากให้เราลองกลับไปทำความเข้าใจประเภทของ Cookies ต่างๆ กันก่อนครับ
หลายประเทศก็พยายามใช้ Data ในการควบคุมความคิดเห็นประชาชนในประเทศทั้งในแบบที่เปิดเผยชัดเจนหรือแอบทำภายใต้ระบอบประชาธิปไตย จีนประกาศใช้ Social Credit Score ว่าถ้าประชาชนทำดีตามที่พรรคต้องการก็จะได้รับสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าคนทั่วไป แล้วคนที่ทำตัวไม่ดีตามนิยามของพรรคก็จะไม่สามารถเข้าถึงสิทธิต่างๆ ได้เทียบเท่ากับคนที่พรรคมองว่าดี
นี่คือความน่ากลัวของ Propaganda ด้วย Big Data ที่เราถูกควบคุมความคิดโดยไม่รู้ตัวจากผู้มีอำนาจและรัฐบาลครับ
แล้วจากกฏหมายหรือกฏระเบียบที่ออกมาควบคุมบริษัทต่างๆ ให้ต้องปรับวิธีการทำงานกับ Consumer data ไปมหาศาล จากเดิมเคยใช้แบบใดก็ได้ตามใจกลายเป็นต้องคิดก่อนใช้ว่าเราขอเขามาอย่างถูกต้องไหม เราขอเขามาเพื่อใช้อะไร และเราเก็บรักษาดีหรือไม่
ทางบริษัท Tech ยักษ์ใหญ่ก็อย่างที่บอกครับว่า Apple ประกาศชัดเจนเรื่อง Privacy First จนทำเอา Facebook ร้อนๆ หนาวๆ นั่งไม่ติดจนต้องมาทำโฆษณาโวยวายว่าสิ่งที่ Apple ทำจะกระทบธุรกิจ SME ขนาดเล็ก แต่ก็ไม่ค่อยมีคนเห็นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะคนรู้สึกว่าเธอทำกำไรจาก Personal data ฉันมากเกินไปแล้ว
ทาง Google ก็ไม่น้อยหน้าแถมยังทำให้ทั่วโลกเกิดอาการช็อคมากกว่า เพราะรายได้หลัก Google นั้นมาจากโฆษณาอย่างที่รู้กัน แต่นั่นหมายความว่าโฆษณาออนไลน์ต่อไปนี้จะไม่รู้แม่นยำรู้ใจเหมือนเดิมแล้วรายได้ Google จะลดลงไปมากน้อยแค่ไหนหละ ซึ่งเรื่องนี้ Google ก็มีทางออกให้ตัวเองเรียบร้อย ไว้จะเอามาเล่าให้ฟังวันหลังครับว่าจะ Perersonalization ให้รู้ใจอย่างไรโดยไม่ต้องรู้ตัวลูกค้า
เมื่อโลกทั้งใบกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Privacy Era อย่างเต็มตัว แล้วทางออกคืออะไร? นั่นก็คือ Zero-Party Data ที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนั่นเองครับ
Zero-Party Data คืออะไร? ข้อมูลชนิดใหม่ที่นักการตลาดต้องรู้จักไว้ถ้าอยากจะ Personalize ในยุค Privacy
Google เองก็ได้ทำการประกาศว่าต่อไปนี้โลกการตลาดจะต้องหันมาใช้ First-Party Data และ Zero-Party Data เป็นทางเลือกหลักของการตลาด Digital Marketing ในยุค Privacy Era นั่นเองครับ
ถ้าอ่านดูทำความเข้าใจกับ Data 2 ชนิดนี้จะพบว่าไม่ได้ต่างกันมากแถมดูเผินๆ ยังรู้สึกช่างคล้ายกันมากจนแยกไม่ออก แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Zero-party data ที่ทำให้มันต่างจาก First-party data ก็คือข้อมูลที่มีรายละเอียดหรือชัดเจนเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
ถ้า First-party data ให้ข้อมูลทั่วไปประเภท อายุ เพศ พื้นที่ใช้งาน อุปกรณ์ที่ใช้ พฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์หรือแอปของเรา สินค้าที่กดสั่งซื้อ สินค้าที่กดใส่ตะกร้าไว้แต่ไม่ยอมกดจ่ายเงิน ซึ่งจะเป็น Direct Data ที่ได้จาก Consumer โดยตรง แต่กับ Zero-party data นั้นจะเป็นข้อมูลที่ได้จาก Consumer ตรงเช่นกันแต่ไม่ได้มาจากการกระทำโดยตรง แต่มาจากการขอ หรือสอบถาม อาจจะเป็นการถามถึงความชอบ ถามถึงข้อมูลอื่นๆ ที่ไม่สามารถเก็บตรงๆ ได้
เช่น บริษัทที่ทำงาน ตำแหน่ง เงินเดือน รถที่ขับ อาหารที่ชอบกิน แนวภาพยนต์ที่ชอบดู แอปสั่งอาหารที่ชอบใช้ ชอบอ่านคอนเทนต์แนวไหนบ้าง มีลูกหรือยัง ซึ่งข้อมูลพวกนี้ถือว่าเป็น Contextual data ที่สามารถเอามาต่อยอดวิเคราะห์รวมกับ First-party data ออกมาเป็น Insight ได้
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้แหละที่จะมาช่วยเติมเต็มช่องว่างของ Third-party data ที่เดิมทีมันคอยติดตามและจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายตลอดว่าไปเว็บไหนและอ่านอะไรบ้าง แต่เมื่อ Third-party data เหลือน้อยลงทุกทีจนแทบไม่มีให้ใช้ฟรีอีกต่อไป การถามลูกค้าตรงๆ ว่าปกติแล้วนอกเว็บหรือแพลตฟอร์มเราพวกเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรือมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ก็สามารถช่วยเข้ามาเติมเต็มความเข้าใจ Consumer ได้ไม่น้อยเลยครับ
ความแตกต่างที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งระหว่าง Zero-party data กับ First-party data คือ First-party data จะรวมถึงข้อมูลที่สามารถบันทึกจัดเก็บผ่านการสังเกตุด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ได้ เช่น Google Analytics ข้อมูลเหล่านี้ทำให้นักการตลาดสามารถจัดหมวดหมู่หรือ Segments ผู้ใช้งานตามเนื้อหาในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ได้ดีขึ้น ดูตามพื้นที่ที่มีการเข้ามาใช้งาน ดูสิ่งที่พวกเขาทำในแต่ละหน้า ไปจนถึงดูว่ามีการซื้อหรือเกิด Conversion ขึ้นหรือไม่
ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอัตโนมัติเหล่านี้ล้วนนับเป็น First-party data ส่วน Zero-party data นั้นจะต่างออกไปคือได้รับความยินยอมและเต็มใจจากผู้ให้ว่าอยากให้จัดเก็บอะไรแบบไหนบ้าง
ดังนั้น Zero-party data จึงดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนักการตลาดและแบรนด์ในวันนี้ ถ้าเราอยากรู้จักลูกค้าให้ดีขึ้นกว่าแค่พื้นที่ดิจิทัลของเราเอง และเราก็ไม่มี Third-party cookies ทำหน้าที่นั้นอีกต่อไป Zero-party data จึงเข้ามาช่วยทำให้เรารู้จักลูกค้าได้มากขึ้นผ่านความเต็มใจและยินยอมที่จะให้ข้อมูลนอกพฤติกรรมการใช้งานเว็บ แอป หรือแพลตฟอร์มของเรา ทำให้เรารู้จักชีวิตเค้ามากขึ้น ถ้าซื้อสิ่งนี้กับแล้วเราสิ่งของประเภทอื่นที่เราไม่มีขายหละซื้ออะไรบ้าง
เมื่อลูกค้าเต็มใจให้ก็เท่ากับว่าไม่มีปัญหาในเรื่องของ Privacy จะมีก็แต่ Security ที่นักการตลาดต้องระวังไว้ว่าจะไม่ปล่อยให้ Customer data ที่เต็มใจให้และระบุตัวตนได้รั่วไหลออกไปยังผู้ไม่หวังดี
มาถึงตรงนี้แล้วคุณอาจรู้สึกคันมืออยากลองเริ่มเก็บ Zero-party data ไปใช้งาน ถ้างั้นเรามาดูกันต่อดีกว่าเราว่าจะเริ่มแบบไหนอย่างไรดี
วิธีการเก็บ Zero-party data
วิธีการเก็บ Zero-party data มีมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเก็บดาต้าในเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ ซึ่งด้วยวิธีการเหล่านี้ครับ
เราจะต้องปราณีตในการสร้างคอนเทนต์หรือใช้ความครีเอทีฟในการคิดว่าทำอย่างไรคนถึงจะอยากให้ Data ที่ไม่เกี่ยวกับเราด้วยความเต็มใจด้วยตัวเอง นี่แหละครับคือหน้าที่ของการตลาดยุคใหม่ที่ต้องใช้ Creativity-Driven Data
สำหรับคนที่ใช้ทั้ง First-party data และ Third-party data อยู่แล้วในการทำธุรกิจวันนี้ ถึงเวลาที่คุณจะต้องเริ่มคิดและว่ากลยุทธ์ว่าจะเริ่ม Colleting Zero-party data เอามาต่อยอดรวบรวมกับ First และ Third ที่ใช้อยู่อย่างไรให้เข้าถึง Consumer Insight มากขึ้น
การเริ่มต้นในสิ่งใหม่ก่อนแม้จะยากแต่ก็มักจะทำให้เราได้เปรียบในระยะยาวเสมอ โดยเฉพาะการเริ่มในวันที่ทุกอย่างยังไม่สายไปหรือถูกบังคับให้ต้องทำ ในวันที่เรายังมี Third-party data ให้ใช้นั่นหมายความว่าเราจะยิ่งได้เปรียบคู่แข่งที่ยังชะล่าใจไม่ทำแน่นอน
โดยเฉพาะในยุค Privacy Era ที่ลูกค้าและผู้บริโภคต้องการความโปร่งใสจากแบรนด์มาก พวกเขาอยากรู้ว่าคุณรู้จักและรู้ใจพวกเขาได้อย่างไร ถ้าคุณสามารถบอกเขาได้ว่านี่คือ First-party และ Zero-party data ที่คุณขออนุญาติพวกเขาแล้วและเก็บมาอย่างถูกต้องแถมยังให้ตรวจสอบได้ ก็จะยิ่งได้ใจซึ่งกลายเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว