หา Brand Positioning และ Brand Voice ด้วยการให้ Claude สัมภาษณ์เรา 8 คำถาม แจก 10 Prompt กึ่งสำเร็จรูป พร้อมเทคนิค Interactive Prompt เปลี่ยน AI เป็นที่ปรึกษาแบรนด์

#การตลาดวันละPrompt EP.4 สอนใช้ Claude AI หา Brand Positioning และ Brand Voice ด้วยการให้ AI สัมภาษณ์เรา พร้อมแจก 10 Prompt กึ่งสำเร็จรูป

มีคำถามหนึ่งที่ผมใช้เปิดเวทีเวลาบรรยายให้ผู้ประกอบการฟังเสมอ คือถ้าตัดชื่อแบรนด์กับโลโก้ออก แล้วเอาโพสต์ของคุณไปวางปนกับโพสต์คู่แข่ง ลูกค้าจะแยกออกมั้ยว่าอันไหนของคุณ เชื่อมั้ยครับว่าทุกครั้งที่ถาม ห้องจะเงียบไปพักหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่รู้คำตอบอยู่แก่ใจว่าแยกไม่ออกครับ

คุณแพรแห่งแพรพริกก็เพิ่งเจอคำถามทำนองนี้แบบจังๆ ครับ หลังจาก EP.3 ที่ค้นพบว่าลูกค้าหายไปเพราะถูกลืม ไม่ใช่เพราะเลิกรัก คุณแพรเริ่มทักลูกค้าเก่าอย่างขยันขันแข็ง จนวันหนึ่งไปออกบูธงานของดีประจำจังหวัด แล้วเจอลูกค้าคนหนึ่งหยิบแพรพริกขึ้นมาเทียบกับน้ำพริกเจ้าข้างๆ ที่ราคาถูกกว่า 30 บาท

พร้อมคำถามง่ายๆ ว่า ของน้องต่างจากเจ้านั้นยังไงคะ คุณแพรตอบไปตามสัญชาตญาณว่า ของเราอร่อยค่ะ สะอาด ใช้วัตถุดิบดี แล้วก็ได้เห็นลูกค้าพยักหน้า ยิ้ม และเดินไปซื้อเจ้าข้างๆ เพราะคำว่าอร่อย สะอาด วัตถุดิบดี เจ้านั้นก็พูดเหมือนกันทุกคำ

นี่แหละครับโจทย์ปิดองก์ Know Your Customer ของซีรีส์ #การตลาดวันละPrompt เพราะการรู้จักลูกค้าจะไม่มีความหมายเลย ถ้าเรายังตอบไม่ได้ว่าตัวเองคือใครในใจเขา บทความนี้เราจะใช้ Claude AI หา Brand Positioning และ Brand Voice ของแบรนด์ ด้วยเทคนิคที่ต่างจากทุก EP ที่ผ่านมา คือแทนที่เราจะสั่งงาน AI เราจะให้ AI สัมภาษณ์เราแทน พร้อม 10 Prompt เหมือนเคยครับ

The Sea of Sameness เมื่อทุกแบรนด์พูดเหมือนกันหมด ลูกค้าเลยตัดสินด้วยราคา

ก่อนเข้า Prompt ขอวางหลักคิดสั้นๆ ครับ เวลาลูกค้าเทียบสินค้าสองชิ้นแล้วมองไม่เห็นความต่าง สมองจะเหลือเกณฑ์ตัดสินอยู่ข้อเดียวโดยอัตโนมัติ คือราคา ดังนั้นแบรนด์ที่ตอบไม่ได้ว่าตัวเองต่างตรงไหน เท่ากับสมัครใจลงไปแข่งในสนามที่คนสายป่านยาวกว่าชนะเสมอ การหา Positioning เลยไม่ใช่เรื่องสวยงามของแบรนด์ใหญ่ แต่คือเรื่องอยู่รอดของแบรนด์เล็ก เคสที่ผมเพิ่งเขียนถึงไปอย่าง การ Repositioning ของ Lalamove ผ่านแคมเปญ CSR ก็คือตัวอย่างของแบรนด์ที่ลงทุนมหาศาลเพื่อขยับภาพจำในใจคน เพียงแต่แบรนด์เล็กอย่างเราไม่ต้องใช้งบระดับนั้น ขอแค่ความชัดก่อน

ทีนี้ปัญหาคลาสสิคของการหา Positioning ด้วยตัวเองคือ เราอยู่ใกล้แบรนด์ตัวเองเกินไปจนมองไม่เห็น เหมือนให้บรรยายหน้าตัวเองโดยไม่มีกระจก วิธีที่ที่ปรึกษาแบรนด์มืออาชีพใช้ จึงไม่ใช่การนั่งคิดคนเดียว แต่คือการถูกตั้งคำถามที่ถูกต้องไปเรื่อยๆ จนคำตอบที่มีอยู่แล้วในตัวเราถูกขุดออกมา และนั่นคือสิ่งที่เราจะให้ Claude ทำในตอนนี้ครับ

The Prompt แจก Prompt ให้ Claude สัมภาษณ์หา Positioning ของแบรนด์คุณ

ความพิเศษของ Prompt นี้คือมันไม่ได้จบในข้อความเดียว แต่เป็นการเปิดบทสนทนา เตรียมเวลาสัก 20-30 นาที หาที่เงียบๆ แล้วตอบคำถามอย่างซื่อสัตย์กับตัวเอง

[S] สถานการณ์และบริบทแบรนด์ของฉัน:
- แบรนด์น้ำพริกพรีเมียมขายออนไลน์ ราคากระปุกละ 89-129 บาท
- ตลาดมีคู่แข่งจำนวนมากที่พูดจุดขายคล้ายกันหมด คืออร่อย สะอาด
- ฉันตอบลูกค้าไม่ได้ว่าแบรนด์เราต่างจากเจ้าอื่นยังไง

ด้านล่างนี้คือข้อมูลที่ฉันสะสมไว้ ทั้ง Customer Insight, Persona
และผลวิเคราะห์เรื่องการซื้อซ้ำ:
[แปะเอกสารที่ได้จาก EP.1 ถึง EP.3]

[P] ให้คุณสวมบทบาทเป็นที่ปรึกษา Brand Strategy ที่เก่งที่สุด
ในการตั้งคำถาม คุณเชื่อว่าคำตอบที่ดีอยู่ในตัวเจ้าของแบรนด์
อยู่แล้ว หน้าที่ของคุณคือขุดมันออกมา ไม่ใช่ยัดคำตอบสำเร็จรูปให้

[I] อย่าเพิ่งสรุปหรือเสนออะไรทั้งนั้น ให้สัมภาษณ์ฉันก่อน
โดยถามทีละ 1 คำถามเท่านั้น แล้วรอฉันตอบ ก่อนถามข้อถัดไป
รวมทั้งหมดไม่เกิน 8 คำถาม ครอบคลุมเรื่อง จุดแข็งที่คู่แข่ง
เลียนแบบยาก เหตุผลจริงๆ ที่ลูกค้าปัจจุบันเลือกเรา สิ่งที่แบรนด์
ไม่มีวันยอมทำแม้จะได้เงิน และภาพที่อยากให้ลูกค้าจำเรา
ถ้าคำตอบของฉันกว้างเกินไป ให้ถามเจาะต่อจนได้คำตอบที่เฉพาะ
เจาะจง เมื่อครบแล้วค่อยสรุป

[C] หลังสัมภาษณ์ครบ ให้สรุปเป็นเอกสาร 1 หน้า ประกอบด้วย
1. Positioning Statement 1 ย่อหน้า ในรูปแบบ แบรนด์เราคือ
[อะไร] สำหรับ [ใคร] ที่ต้องการ [อะไร] ต่างจากคู่แข่งตรงที่ [อะไร]
2. Brand Voice Guideline ระบุโทนเสียง คำที่ใช้บ่อย คำที่ห้ามใช้
และตัวอย่างประโยคแบบที่ใช่ 3 ประโยค กับแบบที่ไม่ใช่ 3 ประโยค
โดยทุกข้อต้องอ้างอิงจากคำตอบสัมภาษณ์ของฉัน ไม่ใช่จากตำรา

อ่านแล้วจะเห็นว่า Prompt นี้แทบไม่เหมือน Prompt ที่เราคุ้นเคยเลยใช่มั้ยครับ เพราะหัวใจของมันอยู่ที่การออกแบบบทสนทนา ซึ่งคือบทเรียนใหญ่ของเครื่องปรุง Instruction ในตอนนี้

The SPICE Framework เจาะลึก Instruction แบบ Interactive เมื่อ Prompt ที่ดีคือบทสนทนา ไม่ใช่คำสั่ง

เครื่องปรุงตัวอื่นขอเก็บสั้นๆ คือ Situation ตอนนี้อัดแน่นที่สุดตั้งแต่เปิดซีรีส์มา เพราะเอกสารจาก 3 EP ก่อนหน้าถูกแปะเข้าไปหมด นี่คือดอกผลของการสะสม Context ที่ผมพูดถึงตั้งแต่ EP.1 ส่วน Persona มีลูกเล่นตรงการใส่ความเชื่อให้ AI ว่าคำตอบอยู่ในตัวเจ้าของแบรนด์ ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมจากนักตอบเป็นนักถาม ทีนี้มาเจาะพระเอกกันครับ

1. Instruction แบบถามทีละข้อ เปลี่ยน AI จากเครื่องตอบเป็นคู่คิด

คำสั่งสำคัญที่สุดใน Prompt นี้คือถามทีละ 1 คำถามแล้วรอคำตอบ เพราะถ้าไม่ล็อคไว้ Claude จะยิงคำถามทั้ง 8 ข้อมาพร้อมกันในข้อความเดียว ซึ่งเรามักจะตอบแบบขอไปทีให้จบๆ แต่พอถูกถามทีละข้อ เราจะคิดกับแต่ละคำถามจริงๆ เหมือนความต่างระหว่างการกรอกแบบสอบถาม 8 ข้อ กับการนั่งคุยกับที่ปรึกษาที่ถามแล้วมองตารอคำตอบ อย่างหลังเราโกหกตัวเองยากกว่าเยอะ

จุดที่ต้องเปลี่ยนเป็นของคุณ: เทคนิคถามทีละข้อใช้ได้กับทุกงานที่ต้องขุดความคิดตัวเอง ตั้งแต่เตรียมสัมภาษณ์งาน วางแผนชีวิต ไปจนถึงคิดชื่อแบรนด์ใหม่

2. Instruction แบบกันคำตอบกว้าง สั่งให้ AI ไม่ปล่อยผ่านคำตอบขอไปที

บรรทัดที่บอกว่าถ้าคำตอบกว้างเกินไปให้ถามเจาะต่อ คือการจ้างยามมาเฝ้าความขี้เกียจของเราเอง เพราะเวลาเจอคำถามยากอย่างจุดแข็งที่เลียนแบบยาก เรามักตอบหนีด้วยคำกว้างๆ อย่างคุณภาพดี ใส่ใจลูกค้า ซึ่งแบรนด์ไหนก็พูดได้ พอ AI ได้รับอนุญาตให้ตามเจาะ มันจะถามต่อว่าคุณภาพดียังไง วัดจากอะไร มีเรื่องไหนที่พิสูจน์เรื่องนี้บ้าง จนเราต้องลงไปหาคำตอบที่เฉพาะตัวจริงๆ

จุดที่ต้องเปลี่ยนเป็นของคุณ: ระบุประเภทคำตอบที่ไม่ยอมรับลงไปได้เลย เช่น ห้ามยอมรับคำตอบที่แบรนด์อื่นพูดได้เหมือนกัน

3. Criteria แบบบังคับที่มา ทุกข้อสรุปต้องชี้กลับไปที่คำสัมภาษณ์

บรรทัดปิดที่ว่าทุกข้อต้องอ้างอิงจากคำตอบของฉัน ไม่ใช่จากตำรา คือญาติสนิทของเทคนิคกันมโนจาก EP ก่อนๆ แต่เวอร์ชันนี้สำคัญเป็นพิเศษกับงานแบรนด์ เพราะถ้าไม่ล็อคไว้ เราจะได้ Positioning สวยหรูแบบที่ Generic จนเอาไปแปะแบรนด์ไหนก็ได้ ซึ่งขัดกับเป้าหมายของงานนี้โดยสิ้นเชิง Positioning ที่ใช้ได้ต้องมีกลิ่นของแบรนด์เราคนเดียว และกลิ่นนั้นอยู่ในคำตอบสัมภาษณ์ ไม่ได้อยู่ในตำราการตลาดเล่มไหน

จุดที่ต้องเปลี่ยนเป็นของคุณ: โครง Positioning Statement 4 ช่องใน Criteria เอาไปใช้ได้ทุกธุรกิจ แต่แนะนำให้เก็บประโยคห้ามตอบจากตำราไว้เสมอ

The Output คำถามข้อที่ 5 ที่ทำให้คุณแพรวางมือถือ

การสัมภาษณ์ 8 ข้อผ่านไปเรื่อยๆ จนถึงคำถามข้อที่ 5 ที่ Claude ถามว่า อะไรคือสิ่งที่แพรพริกไม่มีวันยอมทำ แม้จะทำให้ขายดีขึ้นหรือต้นทุนถูกลง

คุณแพรนั่งนิ่งไปนาน เพราะภาพที่ลอยขึ้นมาคือคุณแม่ที่เคยโมโหจริงจังครั้งเดียวในชีวิตการทำแบรนด์ คือวันที่คุณแพรเสนอให้ลองเปลี่ยนไปใช้พริกเกรดรองลงมาช่วงที่ราคาพริกพุ่ง คำตอบของแม่ในวันนั้นคือ ถ้าจะให้แม่ทำของที่แม่ไม่กล้าให้หลานกิน เลิกทำดีกว่า คุณแพรพิมพ์เรื่องนี้ตอบ Claude ไปทั้งน้ำตาคลอ

และนั่นกลายเป็นหัวใจของเอกสารสรุปที่ได้กลับมา Positioning Statement ของแพรพริกออกมาว่า แพรพริกคือน้ำพริกพรีเมียมสำหรับคนที่อยากส่งต่อความตั้งใจ ทั้งให้คนที่เขารักและให้ตัวเอง ต่างจากคู่แข่งตรงที่เราทำทุกกระปุกด้วยมาตรฐานเดียวกับที่ทำให้คนในครอบครัวกิน ส่วน Brand Voice สรุปออกมาว่าให้พูดเหมือนเพื่อนสนิทที่ทำกับข้าวเก่ง อบอุ่น รู้จริง ไม่โอ้อวด พร้อมตัวอย่างชัดๆ เช่น ประโยคที่ใช่คือ สูตรนี้แม่เคี่ยวเองทุกกระทะ ส่วนประโยคที่ไม่ใช่คือ ที่สุดแห่งน้ำพริกระดับพรีเมียม

สังเกตนะครับว่าคำว่าอร่อยกับสะอาดที่คุณแพรเคยใช้ตอบลูกค้าที่บูธ ไม่ได้อยู่ใน Positioning เลย เพราะมันคือมาตรฐานขั้นต่ำของ Category ไม่ใช่ความต่าง ความต่างที่แท้จริงถูกฝังอยู่ในเรื่องของแม่กับหลานมาตลอด แค่ไม่เคยมีใครถามคำถามที่ถูกต้องเท่านั้นเอง

The Prompt Library แจกอีก 9 Prompt กึ่งสำเร็จรูป เปลี่ยน Positioning ให้กลายเป็นของใช้จริง

Positioning ที่ดีจะไร้ค่าทันทีถ้าจบแค่ในไฟล์เอกสาร Library ตอนนี้เลยรวม Prompt ที่ช่วยทดสอบความแข็งแรงของ Positioning และกระจายมันออกไปสู่ทุกชิ้นงานของแบรนด์ ใช้สูตร SPICE เดิม และแทน [แปะบริบทแบรนด์ของคุณ] ด้วยบริบทประจำตัว ซึ่งจากตอนนี้ไปควรแนบ Positioning Statement ที่เพิ่งได้เข้าไปด้วยเสมอ และทุกตัวมีตัวอย่างการกรอกจริงของธุรกิจสมมติพร้อมหน้าตาคำตอบแบบย่อเช่นเคย เพื่อให้เห็นภาพว่าเอกสารแบรนด์ที่ดีถูกต่อยอดไปได้ไกลแค่ไหนครับ

1. ทำ Positioning Map ดูว่าเรายืนตรงไหนในสายตาลูกค้า

คุณคือนักกลยุทธ์แบรนด์ที่เชี่ยวชาญการทำ Positioning Map
[แปะบริบทแบรนด์ของคุณ]
นี่คือ Insight ว่าลูกค้าใช้เกณฑ์อะไรตัดสินใจซื้อ: [แปะข้อมูล]
ช่วยเสนอแกน 2 แกนที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจจริงในตลาดนี้ ที่ไม่ใช่
แค่ถูกกับแพง แล้ววางตำแหน่งแบรนด์ฉันและคู่แข่งหลักลงบนแผนที่
ตามข้อมูลที่มี ชี้ว่าพื้นที่ไหนคือช่องว่างที่ยังไม่มีใครยืน และ
ตำแหน่งปัจจุบันของเราตรงกับ Positioning ที่ตั้งใจไว้หรือไม่
พร้อมระบุว่าส่วนไหนเป็นการประเมินที่ควรไปเช็คกับลูกค้าจริง

ตัวอย่างการใช้จริง สมมติเป็นโฮมสเตย์ริมแม่น้ำต่างจังหวัด:

คุณคือนักกลยุทธ์แบรนด์ที่เชี่ยวชาญการทำ Positioning Map
บริบทแบรนด์: โฮมสเตย์ริมแม่น้ำ 6 ห้อง คืนละ 1,800-2,800 บาท
ลูกค้าหลักคือคู่รักและกลุ่มเพื่อนวัยทำงานจากกรุงเทพ
นี่คือ Insight ว่าลูกค้าใช้เกณฑ์อะไรตัดสินใจจอง: รีวิวส่วนใหญ่
พูดถึงความเงียบ วิว และเจ้าของที่ดูแลเหมือนญาติ ส่วนคำถาม
ก่อนจองมักถามเรื่องกิจกรรมรอบที่พัก
ช่วยเสนอแกน 2 แกนที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจจริงในตลาดนี้ ที่ไม่ใช่
ถูกกับแพง วางตำแหน่งเราและที่พักคู่แข่งในละแวกเดียวกัน
ชี้ช่องว่างที่ยังไม่มีใครยืน และระบุส่วนที่ควรเช็คกับลูกค้าจริง

ตัวอย่างคำตอบที่จะได้กลับมาแบบย่อ: Claude จะเสนอแกนที่ลูกค้าใช้คิดจริง เช่น แกนนอนคือเงียบสงบส่วนตัวไปจนถึงกิจกรรมคึกคัก และแกนตั้งคือดูแลใกล้ชิดเหมือนบ้านญาติไปจนถึงอิสระไม่ถูกรบกวน แล้ววางให้เห็นว่าที่พักส่วนใหญ่ในละแวกแย่งกันอยู่ฝั่งกิจกรรมเยอะ ขณะที่ตำแหน่งเงียบสงบบวกดูแลใกล้ชิดแทบไม่มีใครยืน ซึ่งตรงกับสิ่งที่รีวิวของเราถูกชมพอดี ข้อสรุปคือเลิกพยายามจัดกิจกรรมแข่งกับเจ้าอื่น แล้วประกาศตัวเป็นที่พักสำหรับคนอยากหนีความวุ่นวายไปเลย พร้อมหมายเหตุว่าสมมติฐานเรื่องลูกค้าอยากได้ความเงียบมากกว่ากิจกรรม ควรเช็คกับแขกจริงอีกสัก 10 คนก่อนรีแบรนด์

2. เขียน Brand Story หนึ่งหน้า จากเรื่องจริงที่ขุดเจอ

คุณคือนักเล่าเรื่องที่เชี่ยวชาญ Brand Storytelling แบบไทย
ที่จริงใจ ไม่เว่อร์
[แปะบริบทแบรนด์ของคุณ พร้อม Positioning Statement]
นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์ของฉัน: [เล่าเรื่องจริง เช่น
ที่มาของสูตร เหตุการณ์ที่ทำให้เริ่มทำแบรนด์]
ช่วยเรียบเรียงเป็น Brand Story ความยาว 1 หน้า ที่อ่านแล้ว
รู้สึกถึงตัวตน ไม่ใช่อ่านแล้วรู้สึกถูกขายของ ใช้ภาษาตาม
Brand Voice ของฉัน และปิดท้ายด้วยประโยคเดียวที่สรุปว่า
ทำไมเราถึงทำสิ่งนี้ สำหรับใช้ในหน้า About ของเพจและเว็บ

ตัวอย่างการใช้จริง สมมติเป็นร้านรองเท้าหนังสั่งตัดที่สืบทอดจากรุ่นพ่อ:

คุณคือนักเล่าเรื่องที่เชี่ยวชาญ Brand Storytelling แบบไทย
ที่จริงใจ ไม่เว่อร์
บริบทแบรนด์: ร้านรองเท้าหนังสั่งตัด คู่ละ 3,500-6,500 บาท
Positioning คือรองเท้าที่ตัดให้พอดีกับเท้าของคุณคนเดียว
นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์: พ่อผมเป็นช่างรองเท้ามา 40 ปี
ลูกค้าคนแรกของร้านคือคุณลุงข้าราชการที่เท้าสองข้างไม่เท่ากัน
หาซื้อรองเท้าใส่สบายไม่ได้เลยทั้งชีวิต จนมาเจอพ่อ และกลับมา
ตัดที่ร้านทุกปีจนเกษียณ
ช่วยเรียบเรียงเป็น Brand Story ความยาว 1 หน้า ที่อ่านแล้วรู้สึก
ถึงตัวตน ไม่ใช่ถูกขายของ ปิดท้ายด้วยประโยคเดียวที่สรุปว่า
ทำไมเราถึงทำสิ่งนี้

ตัวอย่างคำตอบที่จะได้กลับมาแบบย่อ: Claude จะเรียบเรียงโดยเปิดเรื่องที่คุณลุงเท้าไม่เท่ากัน ไม่ใช่เปิดที่ประวัติร้าน เพราะคนอ่านอินกับปัญหาของคนก่อนจะอินกับแบรนด์เสมอ เล่าผ่านรายละเอียดเล็กๆ อย่างการที่พ่อวัดเท้าทั้งสองข้างแยกกันทุกครั้งไม่เคยวัดข้างเดียวแล้วคูณสอง แล้วค่อยคลี่ว่านี่กลายเป็นมาตรฐานของร้านมา 40 ปี ก่อนปิดด้วยประโยคสรุปแนวว่า เราไม่ได้ตัดรองเท้าให้เท้าคนส่วนใหญ่ เราตัดให้เท้าของคุณ ซึ่งเป็นประโยคที่ทั้งสรุป Positioning และใช้ต่อเป็นแคปชันหรือ Tagline ได้อีกหลายปี

3. ระดมไอเดีย Tagline 10 แบบ พร้อมเกณฑ์คัดเลือก

คุณคือ Copywriter ที่เชี่ยวชาญการเขียน Tagline ภาษาไทย
[แปะบริบทแบรนด์ของคุณ พร้อม Positioning Statement]
ช่วยคิด Tagline 10 แบบที่สะท้อน Positioning ของฉัน แบ่งเป็น
โทนอบอุ่น 4 แบบ โทนจริงใจตรงไปตรงมา 3 แบบ และโทนมี
ลูกเล่นจำง่าย 3 แบบ ทุกแบบยาวไม่เกิน 7 คำ จากนั้นช่วยตั้ง
เกณฑ์คัดเลือก 3 ข้อ เช่น จำง่าย สะท้อนความต่าง ไม่ซ้ำใคร
ในตลาด แล้วให้คะแนนทุกแบบตามเกณฑ์ พร้อมบอกว่าแบบไหน
ที่คุณแนะนำและเพราะอะไร

ตัวอย่างการใช้จริง สมมติเป็นแบรนด์น้ำผึ้งป่าที่รับซื้อตรงจากเกษตรกร:

คุณคือ Copywriter ที่เชี่ยวชาญการเขียน Tagline ภาษาไทย
บริบทแบรนด์: น้ำผึ้งป่าเดือนห้า รับซื้อตรงจากเกษตรกรเก็บผึ้งป่า
ขวดละ 350 บาท Positioning คือน้ำผึ้งแท้ที่บอกได้ว่ามาจากป่าไหน
เก็บโดยใคร ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ
ช่วยคิด Tagline 10 แบบ แบ่งเป็นโทนอบอุ่น 4 โทนจริงใจ
ตรงไปตรงมา 3 และโทนมีลูกเล่นจำง่าย 3 ทุกแบบไม่เกิน 7 คำ
ตั้งเกณฑ์คัด 3 ข้อ ให้คะแนนทุกแบบ และบอกตัวที่คุณแนะนำ
พร้อมเหตุผล

ตัวอย่างคำตอบที่จะได้กลับมาแบบย่อ: Claude จะเสนอมาครบ 10 พร้อมตาราง เช่น โทนจริงใจอย่าง หวานแบบที่ป่าให้มา หรือ น้ำผึ้งที่บอกชื่อคนเก็บได้ และโทนลูกเล่นอย่าง ผึ้งทำ เราไม่แต่ง แล้วให้คะแนนตามเกณฑ์ความจำง่าย สะท้อนความต่าง และไม่ซ้ำใคร ก่อนฟันธงพร้อมเหตุผล เช่น เลือก น้ำผึ้งที่บอกชื่อคนเก็บได้ เพราะเป็นประโยคเดียวที่คู่แข่งทั้งตลาดพูดตามไม่ได้ถ้าไม่ได้ทำแบบเดียวกันจริง ความสนุกของ Prompt นี้คือถึงสุดท้ายเราอาจไม่ใช้ตัวที่ AI เชียร์เลยก็ได้ แต่การได้เห็น 10 ตัวเลือกพร้อมเหตุผลถกกัน ทำให้เราตัดสินใจเองได้คมขึ้นมาก

4. สร้าง Brand Voice Chart ฉบับใช้งาน ที่ทีมหรือ AI ใช้ตามได้

คุณคือ Brand Consultant ที่เชี่ยวชาญการทำ Voice Guideline
[แปะบริบทแบรนด์ของคุณ พร้อม Brand Voice ที่สรุปไว้]
นี่คือตัวอย่างข้อความที่ฉันเคยเขียนเองแล้วรู้สึกว่าใช่: [แปะ 3-5
ตัวอย่าง]
ช่วยขยายเป็น Brand Voice Chart ฉบับใช้งานจริง ประกอบด้วย
นิยามบุคลิก 3 คำ สิ่งที่เป็นและไม่เป็นของแต่ละคำ คำและวลี
ที่ควรใช้บ่อย คำที่ห้ามใช้เด็ดขาด วิธีปรับโทนตามสถานการณ์
เช่น โพสต์ขายของ ตอบคำถาม และรับมือคำตำหนิ พร้อมตัวอย่าง
ประโยคของแต่ละสถานการณ์

ตัวอย่างการใช้จริง สมมติเป็นเพจขายต้นไม้ในร่มสำหรับมือใหม่:

คุณคือ Brand Consultant ที่เชี่ยวชาญการทำ Voice Guideline
บริบทแบรนด์: เพจขายต้นไม้ในร่มสำหรับมือใหม่ที่เลี้ยงอะไร
ก็ตาย Positioning คือร้านที่ไม่ขายต้นไม้สวยที่สุด แต่ขายต้นไม้
ที่รอดแน่ที่สุดสำหรับคุณ
นี่คือตัวอย่างข้อความที่ฉันเคยเขียนเองแล้วรู้สึกว่าใช่:
"ต้นนี้ลืมรดน้ำได้เป็นอาทิตย์ เหมาะกับคนรักต้นไม้แต่ความจำสั้น"
"ก่อนซื้อบอกก่อนว่าห้องคุณแสงเข้าแค่ไหน เดี๋ยวเลือกให้"
ช่วยขยายเป็น Brand Voice Chart ฉบับใช้งานจริง ทั้งนิยาม
บุคลิก 3 คำ คำที่ใช้บ่อย คำห้ามใช้ และวิธีปรับโทนตาม
สถานการณ์ พร้อมตัวอย่างประโยค

ตัวอย่างคำตอบที่จะได้กลับมาแบบย่อ: Claude จะถอดบุคลิกจากตัวอย่างที่ให้ออกมาเป็น 3 คำ เช่น เพื่อนสายกรีนที่ใจเย็น ขำตัวเองเป็น และพูดความจริงเรื่องต้นไม้ตาย พร้อมคำห้ามใช้ที่ขัดบุคลิกชัดๆ อย่าง ด่วน โปรไฟไหม้ หรือการการันตีว่าเลี้ยงง่ายร้อยเปอร์เซ็นต์ และส่วนที่มีประโยชน์สุดคือตัวอย่างการคุมโทนตอนรับมือคำตำหนิ เช่น ลูกค้าบอกต้นไม้ตายใน 2 สัปดาห์ คำตอบที่ตรง Voice คือยอมรับอย่างใจเย็น ถามรูปและสภาพห้องเพื่อหาสาเหตุจริง แล้วเสนอทางออก ไม่ใช่โยนความผิดว่าลูกค้าเลี้ยงไม่เป็น Chart นี้พอเก็บไว้ ต่อไปจะส่งให้แอดมินคนใหม่หรือแปะให้ AI เขียนแคปชันแทนเราก็ได้เสียงเดิมเป๊ะ

5. ให้ AI เล่นบทผู้ไม่เห็นด้วย ทดสอบว่า Positioning แน่นแค่ไหน

คุณคือนักกลยุทธ์ที่ขี้สงสัยที่สุดในวงการ หน้าที่ของคุณคือหา
จุดอ่อนในแผน ไม่ใช่ชม
[แปะบริบทแบรนด์ของคุณ]
นี่คือ Positioning Statement ที่ฉันเพิ่งสรุปได้: [แปะ]
ช่วยโจมตี Positioning นี้อย่างตรงไปตรงมาใน 3 มุม คือลูกค้า
สนใจความต่างข้อนี้จริงหรือแค่เราคิดไปเอง คู่แข่งลอกได้ง่าย
แค่ไหน และมันขัดกับพฤติกรรมจริงของแบรนด์ตรงไหนบ้าง
จากนั้นให้โอกาสฉันแก้ต่างทีละมุม แล้วค่อยสรุปว่า Positioning
นี้ควรยืนยัน ปรับ หรือรื้อใหม่

ตัวอย่างการใช้จริง สมมติเป็นแบรนด์ชาสมุนไพรที่วาง Positioning เป็นชาสำหรับคนนอนยาก:

คุณคือนักกลยุทธ์ที่ขี้สงสัยที่สุดในวงการ หน้าที่ของคุณคือหา
จุดอ่อนในแผน ไม่ใช่ชม
บริบทแบรนด์: ชาสมุนไพรไทยพรีเมียม กล่องละ 320 บาท
นี่คือ Positioning Statement ที่ฉันเพิ่งสรุปได้: ชาสมุนไพร
สำหรับคนนอนยาก ที่ดื่มเป็นกิจวัตรก่อนนอนทุกคืน
ช่วยโจมตี Positioning นี้อย่างตรงไปตรงมาใน 3 มุม คือลูกค้า
สนใจความต่างข้อนี้จริงหรือแค่เราคิดไปเอง คู่แข่งลอกง่ายแค่ไหน
และมันขัดกับพฤติกรรมจริงของแบรนด์ตรงไหน จากนั้นให้โอกาส
ฉันแก้ต่างทีละมุม แล้วค่อยสรุป

ตัวอย่างคำตอบที่จะได้กลับมาแบบย่อ: Claude จะโจมตีแบบไม่เกรงใจตามสั่ง เช่น มุมแรกถามว่ามีหลักฐานอะไรว่าลูกค้าซื้อเพราะเรื่องการนอน หรือจริงๆ เขาซื้อเพราะรสชาติแล้วเราเอาเรื่องนอนไปใส่ปากเขา มุมที่สองชี้ว่าคำว่าชานอนหลับใครก็พิมพ์ลงฉลากได้ใน 1 วัน ถ้าความต่างของเราหยุดอยู่แค่คำพูดก็เท่ากับไม่มีความต่าง และมุมที่สามแสบสุดคือถ้าเราคือแบรนด์ของการนอนดี ทำไมเพจยังโพสต์ตอน 4 ทุ่มยันเที่ยงคืน พฤติกรรมแบรนด์ขัดกับสิ่งที่พูดเอง

การได้โดนถามแบบนี้ก่อนเปิดตัวจริง เจ็บน้อยกว่าโดนตลาดถามทีหลังเยอะครับ และบ่อยครั้งมันนำไปสู่ไอเดียที่คมขึ้น เช่น เปลี่ยนจากขายชา เป็นขาย Ritual ก่อนนอนทั้งชุดที่ลอกยากกว่ากันมาก

6. แปลง Positioning เป็นคำแนะนำตัว 3 ความยาว

คุณคือโค้ชด้านการสื่อสารที่เชี่ยวชาญการแนะนำตัวให้น่าจดจำ
[แปะบริบทแบรนด์ของคุณ พร้อม Positioning Statement]
ช่วยแปลง Positioning ของฉันเป็นคำแนะนำตัว 3 ความยาว คือ
แบบ 1 ประโยคไว้ตอบลูกค้าที่ถามว่าต่างจากเจ้าอื่นยังไง
แบบ 30 วินาทีไว้พูดตอนออกบูธหรือไลฟ์ขายของ และแบบ 2 นาที
ไว้เล่าตอนถูกสัมภาษณ์หรือไปออกรายการ ทุกแบบใช้ภาษาพูด
ตาม Brand Voice ของฉัน ไม่ใช่ภาษาเขียนสวยๆ ที่พูดจริง
แล้วขัดปาก

ตัวอย่างการใช้จริง สมมติเป็นบริการจัดระเบียบบ้านถึงที่:

คุณคือโค้ชด้านการสื่อสารที่เชี่ยวชาญการแนะนำตัวให้น่าจดจำ
บริบทแบรนด์: บริการจัดระเบียบบ้านถึงที่ เริ่มต้นครั้งละ
3,500 บาท Positioning คือเราไม่ได้รับจ้างเก็บของ แต่ช่วย
ออกแบบระบบให้บ้านไม่กลับไปรกอีก
ช่วยแปลง Positioning เป็นคำแนะนำตัว 3 ความยาว คือ
1 ประโยคไว้ตอบคนที่ถามว่าทำอาชีพอะไร แบบ 30 วินาที
ไว้พูดตอนไลฟ์หรือออกบูธ และแบบ 2 นาทีไว้ตอบสัมภาษณ์
ทุกแบบเป็นภาษาพูดที่พูดจริงแล้วไม่ขัดปาก

ตัวอย่างคำตอบที่จะได้กลับมาแบบย่อ: Claude จะให้แบบ 1 ประโยคที่มีจังหวะหักมุมในตัว เช่น คนชอบคิดว่าเรารับจ้างเก็บบ้าน จริงๆ เราทำให้บ้านไม่กลับไปรกอีกต่างหาก ซึ่งสั้นพอจะตอบในวงข้าวและน่าสนใจพอให้คนถามต่อ ส่วนแบบ 30 วินาทีจะขยายด้วยตัวอย่างที่จับต้องได้ เช่น เรื่องลิ้นชักที่เก็บกี่รอบก็กลับมารกใน 2 สัปดาห์ เพราะปัญหาไม่ใช่ความขี้เกียจแต่คือระบบเก็บที่ไม่ตรงนิสัยคนใช้ และแบบ 2 นาทีจะเป็นโครงเรื่องเล่าที่มีเคสลูกค้า 1 เคสเป็นแกน จุดที่ Prompt นี้ช่วยมากคือเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่อธิบายธุรกิจตัวเองเก่งบนหน้าเพจ แต่พูดสดทีไรวกวนทุกที การมีบทพูด 3 ความยาวติดตัวแก้ปัญหานี้ได้ถาวร

7. Audit โพสต์เก่า เช็คว่าที่ผ่านมาเราหลุด Positioning แค่ไหน

คุณคือ Brand Auditor ที่ตรวจความสม่ำเสมอของการสื่อสาร
[แปะบริบทแบรนด์ของคุณ พร้อม Positioning และ Brand Voice]
ด้านล่างคือโพสต์ย้อนหลัง 20 โพสต์ล่าสุดของฉัน: [แปะข้อความ]
ช่วยตรวจว่าแต่ละโพสต์ตรงหรือหลุดจาก Positioning และ Voice
ตรงไหนบ้าง สรุปเป็นภาพรวมว่าเราหลุดบ่อยที่สุดในเรื่องอะไร
เช่น โทนเสียง เนื้อหา หรือสิ่งที่เน้นขาย พร้อมเลือก 3 โพสต์
ที่หลุดชัดที่สุดมาเขียนใหม่ให้ดูเป็นตัวอย่างว่าถ้าตรง Positioning
ควรเป็นแบบไหน

ตัวอย่างการใช้จริง สมมติเป็นแบรนด์กางเกงทำงานผู้หญิงที่เพิ่งสรุป Positioning ใหม่:

คุณคือ Brand Auditor ที่ตรวจความสม่ำเสมอของการสื่อสาร
บริบทแบรนด์: แบรนด์กางเกงทำงานผู้หญิง ตัวละ 890 บาท
Positioning ใหม่คือกางเกงทำงานที่สบายเหมือนใส่ชุดอยู่บ้าน
Brand Voice คือเพื่อนสาวที่พูดตรงเรื่องความสบาย ไม่ขายฝัน
เรื่องหุ่น
ด้านล่างคือโพสต์ย้อนหลัง 20 โพสต์ล่าสุดของฉัน: [แปะข้อความ]
ช่วยตรวจว่าแต่ละโพสต์ตรงหรือหลุดจาก Positioning และ Voice
ตรงไหน สรุปภาพรวมว่าหลุดบ่อยสุดเรื่องอะไร และเลือก 3 โพสต์
ที่หลุดชัดสุดมาเขียนใหม่ให้ดู

ตัวอย่างคำตอบที่จะได้กลับมาแบบย่อ: Claude จะสรุปภาพรวมที่มักทำให้เจ้าของแบรนด์ตาสว่าง เช่น จาก 20 โพสต์ มีถึง 8 โพสต์ที่หลุดเรื่องเดียวกันคือกลับไปขายด้วยความเร่งร้อนแบบลดวันสุดท้ายรีบเลย ทั้งที่ Voice บอกว่าเป็นเพื่อนสาวพูดตรงไม่กดดัน และมี 3 โพสต์ที่เผลอขายฝันเรื่องใส่แล้วดูผอม ซึ่งขัด Positioning เรื่องความสบายโดยตรง พร้อมตัวอย่างเขียนใหม่

เช่น เปลี่ยนจาก ลดราคาวันสุดท้าย รีบจัดด่วน เป็น ตัวที่สาวออฟฟิศซื้อซ้ำบ่อยสุด กลับมาพร้อมราคาเบาลงถึงสิ้นเดือนนี้ ใจเย็นๆ เลือกไซส์ให้ถูกก่อนนะ ซึ่งขายเหมือนเดิมแต่เสียงเป็นเราขึ้นเยอะ

8. สร้าง Messaging House บ้านของข้อความที่ทุกโพสต์ต้องอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน

คุณคือนักวางกลยุทธ์การสื่อสารที่เชี่ยวชาญการทำ Messaging
Framework
[แปะบริบทแบรนด์ของคุณ พร้อม Positioning Statement]
ช่วยสร้าง Messaging House ของแบรนด์ฉัน ประกอบด้วย
หลังคาคือ Key Message หลัก 1 ประโยค เสาบ้าน 3 ต้นคือ
ประเด็นรองที่สนับสนุน Key Message พร้อมหลักฐานหรือเรื่องราว
ประกอบของแต่ละเสา และฐานรากคือ Insight ลูกค้าที่ทุกอย่าง
ตั้งอยู่ จัดให้อยู่ในหน้าเดียวแบบที่ฉันแปะข้างโต๊ะทำงานแล้ว
มองปราดเดียวรู้ว่าโพสต์ที่กำลังจะเขียนควรเกาะเสาไหน

ตัวอย่างการใช้จริง สมมติเป็นโรงคั่วโกโก้คราฟต์ที่ใช้เมล็ดโกโก้ไทย:

คุณคือนักวางกลยุทธ์การสื่อสารที่เชี่ยวชาญการทำ Messaging
Framework
บริบทแบรนด์: โรงคั่วช็อกโกแลตคราฟต์จากเมล็ดโกโก้ไทย
แท่งละ 180-260 บาท Positioning คือช็อกโกแลตไทยที่เล่าได้
ว่ามาจากสวนไหน และเกษตรกรได้อะไรจากทุกแท่งที่คุณกิน
ช่วยสร้าง Messaging House ของแบรนด์ฉัน ทั้งหลังคา
Key Message เสาบ้าน 3 ต้นพร้อมหลักฐานของแต่ละเสา และ
ฐานรากที่เป็น Insight ลูกค้า จัดให้อยู่ในหน้าเดียว

ตัวอย่างคำตอบที่จะได้กลับมาแบบย่อ: Claude จะจัดบ้านให้เป็นระเบียบในหน้าเดียว หลังคาคือ Key Message อย่าง ช็อกโกแลตไทยที่กินแล้วรู้ว่ากำลังสนับสนุนใคร เสา 3 ต้นคือ หนึ่ง แหล่งปลูกระบุได้ถึงระดับสวน พร้อมหลักฐานคือชื่อสวนบนฉลากทุกแท่ง สอง คั่วเองทุกขั้นตอน หลักฐานคือคลิปเบื้องหลังโรงคั่ว และสาม รายได้ที่เป็นธรรมกลับสู่เกษตรกร

หลักฐานคือราคารับซื้อที่สูงกว่าตลาดที่ประกาศได้ ส่วนฐานรากคือ Insight ว่าลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้จ่าย 260 บาทเพื่อรสชาติอย่างเดียว แต่จ่ายเพื่อความรู้สึกว่าการกินของอร่อยของเขามีความหมาย ประโยชน์ของบ้านหลังนี้คือ ก่อนโพสต์อะไรก็แค่ถามว่าโพสต์นี้เกาะเสาไหน ถ้าไม่เกาะสักเสา ก็อย่าโพสต์

9. เขียนหน้าแนะนำแบรนด์ใหม่ ให้ทุกช่องทางเล่าเรื่องเดียวกัน

คุณคือ Copywriter ที่เชี่ยวชาญการเขียนข้อความแนะนำแบรนด์
[แปะบริบทแบรนด์ของคุณ พร้อม Positioning, Voice และ
Brand Story]
ช่วยเขียนข้อความแนะนำแบรนด์ 3 เวอร์ชันให้สอดคล้องกันหมด
คือ Bio สั้นสำหรับ Instagram ไม่เกิน 150 ตัวอักษร ส่วน
แนะนำเพจ Facebook ความยาว 2-3 ย่อหน้า และข้อความต้อนรับ
อัตโนมัติใน LINE OA ที่ทักทายลูกค้าใหม่ ทุกเวอร์ชันต้องสะท้อน
Positioning เดียวกันแต่ปรับความยาวและจังหวะให้เหมาะกับ
แต่ละช่องทาง

ตัวอย่างการใช้จริง สมมติเป็นคลาสโยคะออนไลน์สำหรับมือใหม่ตัวแข็ง:

คุณคือ Copywriter ที่เชี่ยวชาญการเขียนข้อความแนะนำแบรนด์
บริบทแบรนด์: คลาสโยคะออนไลน์สำหรับมือใหม่ เดือนละ 590 บาท
Positioning คือคลาสโยคะที่ออกแบบมาเพื่อคนตัวแข็งโดยเฉพาะ
เริ่มจากศูนย์ได้และไม่มีใครเห็นคุณ Brand Voice คือครูใจดี
ที่เคยตัวแข็งมาก่อน ขำตัวเองได้ ไม่กดดัน
ช่วยเขียนข้อความแนะนำแบรนด์ 3 เวอร์ชัน คือ Bio Instagram
ไม่เกิน 150 ตัวอักษร ส่วนแนะนำเพจ Facebook 2-3 ย่อหน้า
และข้อความต้อนรับอัตโนมัติใน LINE OA ที่ทักทายลูกค้าใหม่
ทุกเวอร์ชันสะท้อน Positioning เดียวกัน

ตัวอย่างคำตอบที่จะได้กลับมาแบบย่อ: Claude จะเขียนให้ทั้ง 3 ช่องทางพูดเรื่องเดียวกันแต่คนละจังหวะ เช่น Bio Instagram สั้นกริบแบบ โยคะสำหรับคนก้มไม่ถึงปลายเท้า เริ่มจากศูนย์ ไม่มีใครจ้องคุณ ส่วนแนะนำเพจ Facebook จะเปิดด้วยการขำตัวเองของครูว่าเคยเป็นคนที่นั่งขัดสมาธิแล้วเข่าลอยมาก่อน เพื่อลดกำแพงของคนตัวแข็งที่ไม่กล้าเริ่ม และข้อความต้อนรับใน LINE จะทำหน้าที่ต่างออกไปคือพาไปขั้นถัดไปทันที

เช่น ทักทายแล้วชวนทำแบบทดสอบความยืดหยุ่นสนุกๆ 3 ข้อเพื่อแนะนำคลาสแรกที่เหมาะ จุดสำคัญที่ Claude มักย้ำคือทั้ง 3 ที่ต้องไม่ก๊อปข้อความเดียวกันไปวาง เพราะคนเจอแบรนด์แต่ละช่องทางด้วยความตั้งใจคนละแบบ

Why สรุปบทเรียน EP.4 ของแพรพริก และการปิดองก์ Know Your Customer

เล่ามาถึงตรงนี้ องก์แรกของซีรีส์ก็ปิดฉากลงพอดีครับ ลองมองย้อนกลับไป 4 EP คุณแพรเริ่มจากคนที่ตอบว่าลูกค้าซื้อเพราะอร่อยมั้ง ใน EP.1 ที่เราใช้ Claude หา Customer Insight จากรีวิวลูกค้า วันนี้มีเอกสารแบรนด์ครบมือ 4 ชิ้น คือ Customer Insight, Persona, ผลวิเคราะห์การซื้อซ้ำ และล่าสุดคือ Positioning กับ Brand Voice ที่ขุดมาจากเรื่องจริงของครอบครัวตัวเอง เอกสารทั้งหมดนี้กำลังจะกลายเป็น Situation ถาวรที่ทำให้ทุก Prompt ในองก์ถัดไปแม่นขึ้นแบบผิดหูผิดตา

และถ้าให้ผมรวบทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Why หรือเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นเรา เพราะในตลาดที่ทุกแบรนด์อร่อย สะอาด และวัตถุดิบดีเหมือนกันหมด ลูกค้าไม่ได้ซื้อสินค้าที่ดีที่สุด แต่ซื้อแบรนด์ที่เขามีเหตุผลจะเลือกชัดที่สุด และเหตุผลนั้นมักไม่ได้อยู่ในสเปคสินค้า แต่อยู่ในเรื่องที่มีแค่เราเล่าได้ อย่างเรื่องของแม่ที่ไม่ยอมลดเกรดพริกของคุณแพรนั่นแหละครับ

การบ้าน EP นี้พิเศษหน่อย เพราะใช้เวลาเกิน 15 นาที แต่ผมยืนยันว่าคุ้มที่สุดตั้งแต่เปิดซีรีส์มา คือหาเวลาเงียบๆ สัก 30 นาที รัน Prompt หลักของตอนนี้ แล้วตอบคำถามทั้ง 8 ข้ออย่างซื่อสัตย์ โดยเฉพาะข้อที่ถามว่าอะไรคือสิ่งที่คุณไม่มีวันยอมทำ เพราะจากที่ผมสังเกต คำตอบของคำถามข้อนี้แหละที่มักกลายเป็นหัวใจของแบรนด์

ใครทำการบ้านแล้วเจอคำตอบของคำถามข้อนั้นที่ทำให้ตัวเองนิ่งไปเหมือนคุณแพร ถ้าไม่เป็นความลับทางธุรกิจ มาแบ่งปันกันในคอมเมนต์หน่อยครับ เพราะผมเชื่อว่าเบื้องหลังทุกแบรนด์เล็กมีเรื่องแบบเรื่องของแม่คุณแพรซ่อนอยู่ และการได้อ่านสิ่งที่แบรนด์อื่นไม่มีวันยอมทำ คือแรงบันดาลใจที่ดีที่สุดสำหรับคนที่กำลังหาจุดยืนของตัวเอง

ส่วนใครที่ทำธุรกิจกับหุ้นส่วน ครอบครัว หรือทีมผู้ก่อตั้ง การบ้านตอนนี้สนุกขึ้นมากถ้าส่งบทความนี้ให้เขา แล้วต่างคนต่างไปตอบ 8 คำถามของตัวเองโดยไม่ปรึกษากันก่อน เสร็จแล้วเอามาเทียบ ผมการันตีว่าบทสนทนาหลังจากนั้นจะเป็นการประชุมเรื่องแบรนด์ที่มีค่าที่สุดที่ทีมคุณเคยมีเลย

ส่วน EP.5 เราจะเปิดองก์ใหม่ Content System กันด้วยโจทย์ที่นักการตลาดทุกคนเจอ คือคิดคอนเทนต์ไม่ออกทุกเช้า และคุณแพรกำลังจะได้เห็นว่าเอกสาร 4 ชิ้นที่สะสมมา เปลี่ยนการนั่งเหม่อหน้าจอให้กลายเป็น Content Calendar ทั้งเดือนได้ยังไง

ดังนั้นคำถามทิ้งท้ายของตอนปิดองก์นี้คือ ถ้าพรุ่งนี้มีลูกค้าหยิบสินค้าของคุณเทียบกับเจ้าที่ถูกกว่า แล้วถามว่าต่างกันยังไง คุณจะตอบด้วยคำที่ใครก็พูดได้เหมือนเดิม หรือจะตอบด้วยเหตุผลที่เป็นของคุณคนเดียวได้อย่างภาคภูมิใจครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *