หนังเรื่องเดียวทำเงินทั่วโลกไป 629 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนังกีฬาที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล และยังเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 2026 ด้วย หนังเรื่องนั้นคือ F1 The Movie ที่มี Brad Pitt นำแสดง และมันคือสัญญาณชัดเจนว่ากีฬาที่เคยเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มอย่าง Formula 1 ได้กลายเป็น Pop Culture ระดับโลกไปเรียบร้อยแล้ว
ถ้าเพื่อนๆ เลื่อนฟีด TikTok หรือ Instagram บ่อยๆ เหมือนผม ช่วงนี้น่าจะเห็นคลิปนักแข่ง F1 เดินเข้าสนามในชุดเท่ๆ ตัดสลับเพลงโผล่มาเต็มไปหมด และที่น่าสนใจคือคนที่แชร์คลิปพวกนี้จำนวนมากเป็นผู้หญิง Gen Z ที่ไม่เคยสนใจรถแข่งมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
แล้วแบรนด์ไก่ทอดเบอร์หนึ่งของไทยอย่าง KFC ไปเกี่ยวอะไรกับรถแข่งที่อาบูดาบี คำตอบอยู่ในเซ็ตเมนูใหม่ที่ชื่อ The Box All Easy ราคา 149 บาท ที่จับมือกับ Pepsi เปิดแคมเปญพาลูกค้าบินลัดฟ้าไปดู F1 ถึงขอบสนาม ฟังดูเหมือนเป็นแค่โปรโมชันแจกรางวัลธรรมดา แต่จริงๆ มันคือบทเรียน Co-Branding ที่ลึกกว่านั้นมาก บทความนี้ผมเลยอยากชวนนักการตลาดอย่างเรามาถอดรหัสว่า KFC กำลังเล่นเกมอะไรอยู่ และเราจะเรียนรู้อะไรไปใช้ต่อกับแบรนด์ของเราได้บ้าง
Why Now ทำไม KFC ถึงกระโดดเกาะกระแส F1 ในจังหวะนี้
คำถามคือ ในเมื่อเป็นเบอร์หนึ่งขนาดนี้แล้วทำไมยังต้องเหนื่อยจับมือใครอีก คำตอบอยู่ที่คำว่า Relevance หรือความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมครับ เพราะการเป็นเบอร์หนึ่งในวันนี้ไม่ได้การันตีว่าจะเป็นเบอร์หนึ่งในใจคนรุ่นใหม่ตลอดไป โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่โตมากับ Pop Culture และมองแบรนด์ผ่านเลนส์ว่า แบรนด์นี้อยู่ในบทสนทนาที่ฉันสนใจอยู่หรือเปล่า
แล้ว F1 มาเกี่ยวตรงไหน รู้มั้ยครับว่ากระแส F1 วันนี้แรงขนาดไหน จากรายงาน 2025 Global F1 Fan Survey ที่ Formula 1 ทำร่วมกับ Motorsport Network เก็บข้อมูลจากแฟนกว่า 100,000 คนใน 186 ประเทศ พบว่าแฟนหน้าใหม่ของ F1 ถึง 3 ใน 4 เป็นผู้หญิง และเกือบครึ่งของแฟน Gen Z ก็เป็นผู้หญิงเช่นกัน ที่สำคัญคือ 70% ของแฟน Gen Z รู้สึกว่า F1 สะท้อนภาพลักษณ์หรือสถานะที่พวกเขาอยากเป็น
ที่ลึกกว่านั้นคือประสบการณ์แบบนี้สร้าง Status ให้ผู้ชนะ ซึ่งตรงกับสิ่งที่แฟน Gen Z มองหาจาก F1 พอดี อย่าลืมว่า 70% ของแฟน Gen Z มองว่า F1 คือภาพลักษณ์ที่พวกเขาอยากเป็น ดังนั้นการได้ไปยืนอยู่ขอบสนามจริงๆ จึงไม่ใช่แค่รางวัล แต่คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เขาใฝ่ฝัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไม KFC ถึงเลือกลงทุนกับประสบการณ์มากกว่าการทุ่มลดราคาแบบที่ใครก็ทำได้
Product as Strategy เมื่อ “ไก่ไร้กระดูกหยิบมือเดียว” คือคำตอบของชีวิต Multitasking
แต่ Co-Branding กับ F1 จะไม่มีความหมายเลย ถ้าตัวสินค้าไม่ได้ตอบโจทย์อะไรจริงๆ และนี่คือจุดที่ผมว่า KFC คิดมาดี ตัว The Box All Easy ออกแบบมาเป็นไก่ไร้กระดูกล้วนๆ ทั้งไก่ไม่มีกระดูก นักเก็ตส์ ชิกเก้นป๊อป เฟรนช์ฟรายส์ และเป๊ปซี่แบบรีฟิล ภายใต้คอนเซ็ปต์ กินสะดวกทุกที่ ออลอีซี่ทุกเวลา
การเอากระดูกออกจึงไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่คือการแย่งชิงพื้นที่ในช่วงเวลาที่คนไม่อยากให้อะไรมาขัดจังหวะ เพราะไก่ที่ต้องแทะกระดูกบังคับให้คุณใช้สองมือและต้องโฟกัส แต่ไก่ไร้กระดูกที่หยิบกินมือเดียวได้กลับแทรกเข้าไปในจังหวะชีวิตเร่งรีบได้แนบเนียนกว่า ในภาษาการตลาดเรียกว่าการออกแบบสินค้าตามหลัก Jobs to be Done คือถามว่าลูกค้าจ้างสินค้าเราไปทำหน้าที่อะไรในชีวิตเขา ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่แค่ทำให้อิ่ม แต่คือทำให้อิ่มโดยไม่ต้องหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่
FacebookFacebookXXLINELineช่วงหลังถ้าเพื่อนๆ เลื่อนฟีด TikTok หรือ Instagram บ่อยๆ เหมือนผม น่าจะสังเกตเห็นอะไรแปลกๆ อย่างนึง นั่นคือคลิปที่เกี่ยวกับ F1 หรือ Formula 1 โผล่มาเต็มไปหมด แต่ไม่ใช่คลิปแซงโค้งหรือเปลี่ยนยางในพิทนะครับ กลับเป็นคลิปนักแข่งเดินเข้าสนามในชุดเท่ๆ คลิปตัดต่อ Charles Leclerc มองกล้องช้าๆ ประกอบเพลงเศร้า หรือคลิปเพื่อนซี้ Lando กับ Carlos แกล้งกันหลังบ้าน และที่น่าสนใจคือคนที่แชร์คลิปพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง Gen Z ครับ รู้มั้ยครับว่าตัวเลขมันชัดขนาดไหน จากรายงาน 2025 Global F1 Fan Survey ที่ Formula 1 ทำร่วมกับ Motorsport Network เก็บข้อมูลจากแฟนกว่า 100,000 คนใน 186 ประเทศ พบว่า 3 ใน 4 ของแฟนหน้าใหม่ของ F1 […]