การตลาด Tinder เชื่อมใจไร้ระยะทางผ่าน Experiential Marketing

Life Goal ของแต่ละคนคืออะไรกันบ้างคะ? เชื่อว่าหลายคนคงมีเป้าหมายในใจที่อยากทำให้ได้สักครั้งในชีวิต และหนึ่งในนั้นก็อาจเป็นการ “เที่ยวคนเดียว” ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์มาแรงในยุคนี้ เพราะใครๆ ก็อยากมี me time หรือช่วงเวลาอิสระที่ได้อยู่กับตัวเอง และอาจอยากเปิดโอกาสให้ตัวเองได้รู้จักกับคนใหม่ ๆ ระหว่างทางด้วย
แต่หลาย ๆ คนอาจยังไม่เริ่มเที่ยวคนเดียวสักที เพราะกังวลหลาย ๆ อย่าง ทั้งเรื่องความปลอดภัย หรือไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นยังไงดี งั้นก็คงจะดีไม่น้อยถ้ามีใครสักคนที่อยู่ปลายทางมาช่วยแนะนำหรือทำให้เรามั่นใจก่อนจะออกเดินทางจริงใช่ไหมคะ นี่ล่ะ เป็นเหตุผลที่ การตลาด Tinder โดดเข้ามาตอบโจทย์คนโสดสายเที่ยว ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Tinder Passport: Teleport to Another City” ค่ะ

แคมเปญนี้ได้นำฟีเจอร์ Passport ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานแอปเชื่อมต่อกับคนต่างแดน มาแปลงให้กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้จริง โดยจัดกิจกรรมผ่าน Portal แบบวิดีโอคอล ระหว่างคนสองเมืองใหญ่ในเอเชียอย่างกรุงเทพฯ และโฮจิมินห์ ทำให้สร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจจนดึงดูดความสนใจได้อย่างรวดเร็วแบบไวรัลเลยทีเดียวค่ะ 

แล้วทำไม Tinder ถึงเลือกใช้ Experiential Marketing แบบนี้? ช่วยตอบโจทย์ยังไงบ้าง? ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลยค่ะ

จากรายงาน Global Travel Trends 2024 ของ American Express พบว่า Solo Travel หรือการเที่ยวคนเดียว กลายเป็นเทรนด์หลักในกลุ่ม Gen Z และ Millennials โดยมีถึง 76% ของคนสองเจเนอเรชันนี้ที่วางแผนจะเที่ยวคนเดียวในปีนี้

Oliver Winter ผู้ก่อตั้ง a&o Hostels ยังเสริมว่า “การเที่ยวคนเดียวให้ความรู้สึกอิสระ ทำให้เราเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เจอคนใหม่ ๆ จากหลากหลายวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นยากหากเราเดินทางกันเป็นกลุ่ม” ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเองก็เห็นด้วยมากเลยค่ะ มีใครรู้สึกเหมือนกันไหมคะ เวลาที่เราเที่ยวกับเพื่อนหรือครอบครัว เราจะโฟกัสแค่คนข้างกายจนมองข้ามการมีปฏิสัมพันธ์กับคนใหม่ ๆ ไปโดยสิ้นเชิง เพราะงั้นการเที่ยวคนเดียวจะช่วยให้เราโฟกัสกับสิ่งรอบข้าง รวมถึงคนใหม่ ๆ มากขึ้นด้วยค่ะ

การตลาด Tinder
AI image generated by Shutterstock (Prompt : A cinematic shot of an Asian woman and a foreigner smiling joyfully as they chat through their phones, each in their respective locations, surrounded by cozy and personalized decor, warm lighting highlighting their happiness despite the distance –ar 16:9)

ด้วยเหตุนี้ Tinder ซึ่งเป็นแอปที่มีความตั้งใจจุดประกายความสัมพันธ์ใหม่ ๆ จึงมองเห็นโอกาสและใช้ข้อมูลที่มีร่วมกับสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานจนพบว่า

  • หัวข้อ “ท่องเที่ยว” เป็นหนึ่งใน Top Interests ของผู้ใช้ Tinder ทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials
  • 67% ของคนโสดในเอเชียแปซิฟิกพร้อมเปิดใจเริ่มความสัมพันธ์กับคนต่างชาติ
  • 78% สนใจหาเพื่อนใหม่ในต่างแดน ก่อนออกเดินทาง

ความเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ใช้งาน Tinder ไม่ได้มองหาแค่ความสัมพันธ์โรแมนติก แต่ยังมองหามิตรภาพ เพื่อนร่วมเดินทาง และโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ ด้วย นี่จึงเป็นที่มาของฟีเจอร์ Passport นั่นเองค่ะ

ฟีเจอร์ Passport เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานปักหมุดไปยังเมืองที่ต้องการ แล้วปัดโปรไฟล์ของผู้คนในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อ Match หรือเริ่มแชทได้เหมือนอยู่ที่นั่นจริง ๆ

ที่มา Tinder

ฟีเจอร์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในช่วงการระบาดของ Covid-19 เพราะ Tinder เปิดให้ใช้งานฟรีช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งช่วยให้ผู้คนยังคงเชื่อมต่อกันได้ แม้จะอยู่ในช่วงที่การเดินทางระหว่างประเทศถูกจำกัดค่ะ โดยปกติแล้ว ฟีเจอร์ Passport เป็นสิทธิพิเศษสำหรับผู้ใช้งาน Tinder Plus, Tinder Gold และ Tinder Platinum ที่ต้องสมัครแพกเกจนั้น ๆ ก่อนถึงจะใช้งานได้ค่ะ

ซึ่ง Tinder คงมองว่า ประสบการณ์ในโลกดิจิทัลอย่างเดียวสร้าง Impact ได้ไม่พอ พวกเขาต้องการสร้างความทรงจำที่จับต้องได้จริง เพราะงั้นแคมเปญ “Tinder Passport: Teleport to Another City” จึงเกิดขึ้น โดยใช้ Experiential Marketing เพื่อยกระดับฟีเจอร์นี้ไปอีกขั้น เปลี่ยนประสบการณ์ในแอปให้กลายเป็น Portal ที่เชื่อมคนจากกรุงเทพฯ และโฮจิมินห์เข้าด้วยกันผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์

แล้ว Portal ทำงานยังไง?

Portal ของ Tinder ถูกออกแบบให้เลียนแบบฟีเจอร์ Passport ในรูปแบบที่จับต้องได้จริง โดย Portal จะเป็นเหมือนหน้าต่างที่เชื่อมคนสองเมืองเข้าด้วยกันผ่านหน้าจอวิดีโอ ผู้ใช้งานที่ผ่านไปมาในพื้นที่จัดกิจกรรม อย่างสยามสแควร์และโฮจิมินห์ จะได้เห็นฟีดวิดีโอแบบเรียลไทม์จากอีกเมือง

เมื่อเริ่มต้นใช้งาน ทั้งสองฝ่ายจะมีเวลา 5 นาทีในการพูดคุยแบบวิดีโอคอล โดยระบบจะมีข้อความสุ่มขึ้นมาเพื่อช่วยให้บทสนทนาเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น

การตลาด Tinder

หลังการสนทนาผ่านไป 30 วินาที สัญลักษณ์คู่นี้ “ 💚/ ❌”  จะปรากฏขึ้นมาให้ผู้ใช้งานเลือก ถ้าเลือก ❌ จะจบการสนทนา ระบบจะรีเซ็ตเพื่อให้คนอื่นได้ลองใช้งานต่อ แต่ถ้าผู้ใช้งานเลือก 💚 ระบบก็จะส่งคำขอให้อีกฝ่ายสามารถเลือกจับคู่ Match กันได้ค่ะ

การตลาด Tinder
ที่มา Tinder Vietnam

เมื่อการสนทนาเสร็จสิ้น Tinder ยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานทดลองใช้ฟีเจอร์ Passport ฟรี 7 วันผ่านการแสกน QR Code เพื่อสัมผัสประสบการณ์การเชื่อมต่อกับผู้คนทั่วโลกได้ผ่านแอปอีกด้วย ผู้เขียนมองว่า นี่ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้าง Brand Awareness ได้อย่างแยบยล พร้อมดึงดูดใจทั้งผู้ใช้งานใหม่และเก่าไปพร้อมกันค่ะ

Tinder หันมาใช้ Experiential Marketing ในแคมเปญนี้เพราะวิธีนี้สามารถสร้าง ประสบการณ์ที่ตราตรึงใจ และช่วยให้แบรนด์เชื่อมต่อกับผู้ใช้งานได้อย่างลึกซึ้งกว่าการโฆษณาแบบเดิมๆ โดยมีเหตุผลที่การตลาดรูปแบบนี้เหมาะสมกับแคมเปญ ดังนี้ค่ะ

#สร้างอารมณ์ร่วมและความทรงจำที่ลึกซึ้ง (Emotional Engagement)

การเชื่อมต่อกับคนแปลกหน้าไม่ใช่แค่เรื่องของการจับคู่สร้างความสัมพันธ์ แต่ยังเป็นประสบการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์อย่าง “ตื่นเต้น” และ “สนุก” อีกด้วย ซึ่ง Tinder ใช้ Portal เพื่อเปลี่ยนความรู้สึกนี้ให้จับต้องได้ผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าการสร้างความสัมพันธ์แม้ระยะทางจะห่างไกลกันแค่ไหน ก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติและน่าประทับใจ

#แสดงให้เห็นคุณค่าในรูปแบบจับต้องได้ (Tangibilizing the Intangible)

ฟีเจอร์ Passport เดิมนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในแอปพลิเคชัน แต่ Tinder เลือกใช้ Experiential Marketing เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของฟีเจอร์นี้แบบ “ของจริง” ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเห็นและเข้าใจได้ทันทีว่าฟีเจอร์นี้จะช่วยให้พวกเขาเชื่อมต่อกับคนใหม่ ๆ ทั่วโลกได้อย่างไร

#ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่แสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ

จากการรายงานของ Experian พบว่า 63% ของ Gen Z และ 59% ของ Millennials ต้องการจ่ายเงินเพื่อแลกกับ “ประสบการณ์ชีวิต” มากกว่าที่จะเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณเสียอีก แถม Goldman Sachs ยังพบว่า Gen Z มีความ Loyalty ต่อแบรนด์ที่สามารถดึงดูดพวกเขาทางอารมณ์ได้มากกว่า

AI image generated by Shutterstock (Prompt : A Gen Z tourists, one Asian and one foreigner, enjoying a spontaneous adventure together, sitting on a scenic hillside, sharing snacks and laughing under a bright, clear sky, embodying the excitement of new friendships –ar 16:9)

แสดงให้เห็นว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่และล้ำค่ามากกว่าสิ่งของที่จับต้องได้ ดังนั้นการออกแบบ Portal ที่ผสานประสบการณ์ดิจิทัลและโลกจริงเข้าด้วยกัน จึงตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ที่แสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สามารถสร้างความทรงจำได้ยาวนานและเอามาเล่าต่อทีหลังได้ด้วย

#กระตุ้นการบอกต่อ (Word-of-Mouth)

Portal เป็นแหล่งที่ดึงดูดความสนใจของคนที่ผ่านไปมาได้เป็นอย่างดี เมื่อผู้คนได้สัมผัสประสบการณ์นี้ พวกเขามักจะถ่ายรูปหรือแชร์เรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยโปรโมตแคมเปญให้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วแบบปากต่อปาก

#สร้างการทดลองใช้งาน

การเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทดลองใช้งาน Passport ฟรี 7 วัน เป็นการส่งเสริมให้ผู้บริโภคทดลองและสัมผัสฟีเจอร์ใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการตลาดแบบ Experiential โดยการสร้างความประทับใจแรกเริ่มผ่าน Portal จะทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของฟีเจอร์ Passport และเพิ่มโอกาสที่พวกเขาจะสมัครใช้งานในระยะยาว

การตลาด Tinder
ที่มา Tinder Vietnam

ดังนั้นการที่ Tinder ใช้ Experiential Marketing ในครั้งนี้ก็เพื่อยกระดับแบรนด์ให้เป็นมากกว่าแอปหาคู่ โดยเป็นพื้นที่ที่ช่วยสร้าง “การเชื่อมต่อ” ที่มีความหมายระหว่างผู้คนทั่วโลกได้ค่ะ

1 ในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แคมเปญเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็คือ การเลือกสถานที่จัดแคมเปญค่ะ โดย Tinder เลือก สยามสแควร์ และ โฮจิมินห์ เพราะทั้งสองโลเคชันคือจุดรวมพลังของคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และสะท้อนจิตวิญญาณแห่งการเชื่อมต่อแบบไร้พรมแดนในแบบที่แบรนด์ต้องการสื่อค่ะ

สยามสแควร์

ถ้าพูดถึงจุดนัดพบของวัยรุ่นไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ก็ต้องยกให้ สยามสแควร์ ใช่ไหมล่ะคะ ผู้เขียนเองก็เดินบ่อยจนเหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 เลยค่ะ เพราะที่นี่คือ Trend Setter เป็นศูนย์รวมของความครีเอทีฟ ความหลากหลาย และการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์แฟชั่นสุดฮอต คาเฟ่เก๋ ๆ หรือไอเดียแปลกใหม่ สยามคือพื้นที่ที่เทรนด์ต่าง ๆ มักเกิดขึ้นให้ทุกคนได้อินก่อนใครเสมอ และยังเป็นสถานที่ที่คนกรุงเทพฯ มาเติมเต็มประสบการณ์สุดพิเศษกันอีกด้วย เพราะงั้น Tinder จึงมองเห็นโอกาสที่จะใช้พลังและเสน่ห์ของสยามในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

ที่มา PMCU

โฮจิมินห์

ถ้าพูดถึงแฟชันเวียดนาม หลาย ๆ คนคงร้องอ๋อกันแล้วใช่ไหมคะ เพราะที่โฮจิมินห์ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสัน และความหลากหลายทางวัฒนธรรมค่ะ ผู้เขียนเองก็มองว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นสายแฟตัวแม่ ด้วยความที่เป็นต้นกำเนิดของแฟชันเวียดนาม หลายแบรนด์ที่กำลังฮอตฮิตในบ้านเราก็มีต้นกำเนิดจากที่นี่ ทำให้โฮจิมินห์กลายเป็นจุดหมายที่คนรักแฟชันปักหมุดไว้

และนอกจากแฟชันแล้ว Tinder ยังบอกว่า ผู้คนในโฮจิมินห์มีเสน่ห์ในแบบที่พร้อมเปิดใจพูดคุยกับคนจากทุกมุมโลก แบ่งปันเรื่องราวบ้านเกิดด้วยความเป็นมิตร และยินดีต้อนรับประสบการณ์ใหม่ ๆ การเลือกเมืองนี้มาเป็นตัวแทนในแคมเปญของ Tinder จึงเหมาะมาก เพราะสะท้อนถึงการเชื่อมโยงไร้พรมแดนทั้งในแง่วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และไลฟ์สไตล์ที่เปิดกว้างสุด ๆ ค่ะ

ที่มา Good Laisatai

ผู้เขียนมองว่า ทั้งสองสถานที่นี้มีจุดร่วมที่ชัดเจน คือ ผู้คนทั้งจากสยามสแควร์และโฮจิมินห์มีความกระตือรือร้นที่จะพูดคุย แบ่งปันอย่างจริงใจ และเชื่อมต่อกับโลกใบใหญ่ จึงไม่แปลกที่จะถูกเลือกเป็นโลเคชันในแคมเปญนี้ ทำให้แคมเปญสามารถสะท้อนจุดยืนของ Tinder ในฐานะผู้สร้างความสัมพันธ์ที่ไม่มีพรมแดนได้อย่างชัดเจนค่ะ

สรุป

จะเห็นได้ว่า แคมเปญ “Tinder Passport: Teleport to Another City” ไม่ได้เป็นเพียงการโปรโมตฟีเจอร์ใหม่ แต่เป็นการสร้างมุมมองใหม่ให้กับแบรนด์ Tinder ในฐานะสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อไร้พรมแดน ผ่านกลยุทธ์ Experiential Marketing ที่มอบประสบการณ์อันล้ำค่าและน่าจดจำ ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์ยิ่งขึ้น และเข้าใจฟีเจอร์ Passport ได้อย่างแท้จริง

ไม่เพียงแค่นั้น แคมเปญนี้ยังดึงดูดผู้ใช้งานใหม่ และกระตุ้นผู้ใช้งานเดิมให้กลับมาใช้งานซ้ำ ช่วยให้ Tinder ก้าวข้ามจากการเป็นแอปพลิเคชันหาคู่ธรรมดาไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มแห่งความสัมพันธ์ระดับโลกได้อย่างสวยงาม ซึ่งผู้เขียนมองว่า การตลาด Tinder นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ Data ที่มีอยู่และการ Research กลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำมาปรับกลยุทธ์และสร้าง Impact อย่างแท้จริงในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างหมุนเร็วขึ้นและการแข่งขันสูงขึ้นแบบนี้ค่ะ

ส่วนใครที่อยากลองเปิดโลกการเดินทางและความสัมพันธ์ในมุมมองใหม่ อย่าลืมลองฟีเจอร์ Tinder Passport ดูนะคะ เราอาจได้พบประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ดีเกินคาด และบางทีอาจได้เจอใครสักคนที่เปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล เพราะบางครั้งการก้าวออกไปเชื่อมต่อกับโลกภายนอก อาจช่วยให้เราเชื่อมต่อกับตัวตนภายในได้ลึกซึ้งกว่าเดิมค่ะ

ขอให้ทุกคนมีวันที่ดี แล้วเจอกันใหม่บทความหน้านะคะ :0)

อ่านบทความเพิ่มเติมที่นี่

โอปอ Marketing Content Creator และ Data Insight Researcher ของการตลาดวันละตอน ⋆˚✿˖° ดีใจที่ได้แชร์เรื่องราวกับทุกคนค่ะ อย่าลืมยิ้มให้ตัวเองทุกวัน และฝากติดตามบทความต่อไปด้วยนะคะ ( 。•ㅅ•。)~✧

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *