Seamless Marketing เปลี่ยนจาก โพสต์อาหารเป็น ปุ่มสั่งซื้อ

เคยเป็นไหม? กำลังเลื่อน Social อยู่แล้วจู่ ๆ ก็สะดุดกับคลิปชาบูเดือดปุด ๆ หรือพิซซ่าชีสยืดเยิ้มจนแทบสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมเมนูอาหารที่น่ารับประทานมากแต่พอถึงเวลาจะสั่ง กลับไม่รู้ว่าร้านไหนขาย เมนูนี้มีชื่อเรียกว่าอะไร หรือกว่าจะค้นหาเจอ ความอยากก็หายไปแล้ว วันนี้พาทุกคนชวนไปรู้จักกันกับ กลยุทธ์การตลาด ที่เรียกได้ว่าถูกใจผู้บริโภคสายกินแบบเรา ๆ มากกับ Seamless Marketing เปลี่ยนจาก โพสต์อาหารเป็น ปุ่มสั่งซื้อ

เริ่มด้วย ง่ายและไร้รอยต่อ แบบ Hunger Station กับที่มาของการเปลี่ยนพฤติกรรมการสั่งอาหารแบบเดิม ๆ

Hunger Station เป็นแอปพลิเคชั่น Food delivery รายแรกในซาอุดีอาระเบีย ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 ที่เมืองดัมมัม ปัจจุบันตอนนี้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์ที่มีร้านอาหารและร้านค้ามากกว่า 55,000 แห่งเลยทีเดียว อีกทั้งยังครอบคลุมมากกว่า 102 เมืองทั่วซาอุดีอาระเบียและบาห์เรนด้วยนะคะ และเท่านั้นยังไม่พอนอกจากจะเป็นแอปพลิเคชั่นที่สามารถสั่งอาหาร ภายในแอปยังรวมถึงการให้บริการในด้านอื่น ๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นของชำ ยา ดอกไม้ และอื่น ๆ (ครบจบให้แอปเดียวจริง ๆ ค่ะ)

กลยุทธ์การตลาด Social Feed โพสต์อาหาร Seamless Marketing

และแน่นอนว่าตอนนี้ Hunger Station กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการสั่งอาหารแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นเรื่องที่แสนจะ ง่ายและไร้รอยต่อ ด้วย The Social Feed ฟีเจอร์ AI ตัวใหม่ล่าสุดที่ทำให้แค่การ โพสต์อาหารบนโซเชียลมีเดียก็สามารถกดสั่งได้ทันทีง่าย ๆ แค่ ‘คลิก’

source

คนไถ Feed ดูอาหารวันละ 135 โพสต์ แต่ทำไมสุดท้ายก็สั่งเมนูเดิม ๆ

อย่างที่ทราบใช่ไหมคะว่า HungerStation เป็นแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่อันดับหนึ่งในซาอุดีอาระเบีย และจากการเก็บข้อมูลหลังบ้านของพวกเขาพบข้อมูลอีกว่า 71% ของผู้ใช้ยังคงสั่งแค่เมนูเดิม ๆ เช่น เบอร์เกอร์ พิซซ่า และเฟรนช์ฟรายส์ 

source

ซึ่งตรงนี้เองแหละค่ะ เลยเป็นคำถามที่ HungerStation สงสัยและอยากที่จะหาคำตอบที่ว่า มีเมนูให้เลือกมากมาย แต่ทำไมถึงถึงสั่งแต่เมนูเป็นแบบเดิม ๆ กันนะ? ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? นี่เป็นคำถามที่เรียกได้ว่า HungerStation ต้องการหาคำตอบ และเมื่อลองเจาะลึกลงไปก็พบว่ามันเกี่ยวข้องกับ 3 ปัจจัยที่สามารถสอดคล้องกันในทางจิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสั่งอาหารค่ะซึ่งก็ได้แก่

เมื่อ ตัวเลือกเยอะไป = สมองล้า = เลือกอะไรไม่ถูก = จบที่ของเดิม

Choice Paralysis หรือ ภาวะอัมพาตในการเลือก คือสถานการณ์ที่เมื่อเรามีตัวเลือกมากเกินไปจนทำให้ ตัดสินใจไม่ได้ หรือ ใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น สุดท้ายอาจจบลงที่ ไม่เลือกอะไรเลย หรือเลือกสิ่งที่คุ้นเคยที่สุดนั่นเองค่ะ

ซึ่งในเรื่องนี้ ยิ่งมีเมนูให้เลือกเยอะ สมองของเรายิ่งทำงานหนักขึ้น และเกิดภาวะ ‘เลือกไม่ถูก’ ผลที่ตามมาก็คือแทนที่เราจะลองอะไรใหม่ ๆ กลับเลือกสิ่งที่เราคุ้นเคยแทน เพราะมันง่ายและไม่ต้องเสียเวลาคิดมาก (อารมณ์ประมาณว่าเริ่มต้นใหม่กับคนเดิมประมาณนี้หรือเปล่านะคะ^^)

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาเห็นร้านอาหารที่มีคนรีวิวเยอะ ๆ หรือมีอินฟลูเอนเซอร์กินกันเพียบ อยากลองตาม? นั่นก็สามารถเป็นได้เพราะว่า Social Proof ทำให้เรารู้สึกมั่นใจว่าถ้าคนอื่นกินแล้วดี เราก็น่าจะโอเคด้วยดังนั้นคนเราก็มักจะเลือกเมนูที่เคยเห็นบ่อย ๆ แทนที่จะลองของใหม่นั่นเองค่ะ

FOMO หรือ Fear of Missing Out เป็นพฤติกรรมที่เราไม่อยากพลาดสิ่งที่คนอื่นได้ลองไปแล้ว เช่น ถ้าเห็นคนอื่นลงสตอรี่กินเบอร์เกอร์ร้านใหม่ หรือ TikTok มีไวรัลเมนูแปลก ๆ ก็จะรู้สึกว่า ‘ถ้าไม่ได้ลองเหมือนกัน เดี๋ยวคุยกับเขาไม่รู้เรื่องแน่ ๆ หรือรสชาติอาหารมันเป็นยังไงนะ ของมันต้องลอง’ ตรงนี้แหละค่ะเลยเป็นเหตุผลที่เมนูฮิต ๆ มักจะขายดีเป็นพิเศษ

จาก 3 ข้อนี้แหละค่ะ ที่เป็นเหมือนช่องว่างที่ HungerStation เห็นและต้องการอยากที่จะแก้ไขเลยเกิดมาเป็น The Social Feed ที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนเกมนี้นั่นเอง

source source source source

The Social Feed กับ AI + Geolocation = ? ที่เข้ามาเปลี่ยนโพสต์ให้เป็น ‘Order’ ในไม่กี่วินาที

The Social Feed เป็นหนึ่งในแคมเปญของ HungerStation ที่ได้เปิดตัววันที่ 31 มกราคม 2025 ที่ผ่านมานั่นเองค่ะ ผ่านการใช้ AI Image Recognition กับ Geolocation เชื่อมต่อโซเชียลมีเดียกับแพลตฟอร์ม Delivery ให้ทำงานได้แบบ ไร้รอยต่อ ราบรื่น สมูท (Seamless Integration) ทำให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนโพสต์อาหารที่พวกเขาเห็นบนโซเชียลให้กลายเป็นเมนูที่สั่งได้ทันที โดยไม่ต้องพิมพ์ค้นหาเอง เป็นอะไรที่สุดยอดมากเลยจริงไหมคะ

ในยุคนี้ลูกค้า ไม่ต้องการแค่ข้อมูล แต่ต้องการ ความสะดวกและความต่อเนื่องในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือ ร้านค้าออฟไลน์

อธิบายเพิ่มเติมกันอีกนิดค่ะว่า AI Image Recognition นั้นเป็นเหมือน ‘สายตาอัจฉริยะ’ ที่สามารถดูรูปแล้วรู้ได้เลยว่าอาหารในภาพคืออะไร ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าสามารถส่งภาพอาหารที่เห็นบนโซเชียลและให้ AI วิเคราะห์ว่านั่นคือเมนูอะไร ส่วน Geolocation ก็คือระบบที่รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน (ผ่าน GPS, Wi-Fi, หรือข้อมูลเครือข่ายมือถือ) แล้วหาของใกล้ตัวให้เป็นเหมือนกับ Google Maps ที่บอกพิกัดร้านอาหารหรือสิ่งต้องต้องการที่อยู่ใกล้ ๆ ให้ค่ะ

source

ทีนี้การทำงานของ AI + Geolocation = ? เข้ามาเปลี่ยนโลกของการสั่งอาหารได้ยังไงคำตอบก็คือ…

กลยุทธ์การตลาด Social Feed โพสต์อาหาร Seamless Marketing

จากการใช้งานของ The Social Feed ที่ง่ายแสนง่ายนั่นก็คือเมื่อเลื่อนฟีดบน Instagram แล้วเจอเมนูที่ดูน่ากิน สิ่งที่ต้องทำมีแค่ ‘คลิก’ ส่งโพสต์นั้นไปที่ DM ของ Instagram HungerStation หลังจากนั้นระบบ AI Image Recognition ก็จะเข้ามาวิเคราะห์ว่าภาพอาหารนั้นเป็นเมนูอะไร ถึงแม้ว่าภาพจะไม่มีแคปชัน หรือมีคำบรรยายเป็นภาษาต่างประเทศแต่ไม่เป็นไรเพราะ AI ก็สามารถระบุได้ ถึงตรงนี้แล้วบอกได้เลยว่าสุดยอดมาก ๆ เลยใช่ไหมคะ แต่ยังมีต่อนะ

หลังจากที่ AI ได้วิเคราะห์เมนูอาหารแล้วใช่ไหมคะว่าคือเมนูอะไร ทีนี้ระบบจะ ใช้ข้อมูลตำแหน่ง หรือ Geolocation ค้นหาร้านอาหารที่มีเมนูเดียวกันหรือใกล้เคียงจากเครือข่ายร้านค้าของ HungerStation ผ่านการเลือกร้านที่อยู่ใกล้ตำแหน่งของลูกค้ามากที่สุด 

ซึ่งตรงนี้ก็บอกเลยว่า HungerStation ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาหาเองพร้อมบริการให้และมั่นใจได้ว่าสามารถสั่งอาหารนั้นได้จริงในพื้นที่ของตัวเอง

หลังจากนั้นขั้นตอนต่อมาเมื่อระบบได้ทำการจับคู่กับร้านอาหารได้แล้ว HungerStation ก็จะส่ง ลิงก์ร้านอาหารที่มีเมนูนั้น ๆ ให้กับลูกค้าให้สามารถกดสั่งได้ทันทีผ่านแอปโดย ไม่ต้องค้นหา ไม่ต้องเลื่อนดูเมนู ไม่ต้องเสียเวลา (บริการให้ครบจบเหลือแค่จ่ายเงิน)

กลยุทธ์การตลาด Social Feed โพสต์อาหาร Seamless Marketing
credit picture : excellentwebworld.com

ส่วนตัวเองผู้เขียนมองว่าเป็นการให้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์มาก ๆ เลยค่ะแถมยังได้ใจผู้ใช้ไปไม่น้อยเลยนะ เล่นทำให้ทุกอย่างขนาดนี้ อยากให้มีแบบนี้ที่ประเทศไทยตอนนี้เลยค่ะ

มากกว่า Feature แต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค

ต้องบอกว่าแคมเปญ The Social Feed นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ Feature ใหม่ของ HungerStation เท่านั้นนะคะแต่เรียกได้ว่าเป็นการ ‘เปลี่ยนวิธีที่คนตัดสินใจเลือกอาหาร’ แบบนั้นก็เรียกได้ค่ะ เพราะมันช่วยให้คนไม่ต้องเสียเวลาคิดเยอะ ไม่ต้องเลื่อนดูเมนูเป็นร้อย ๆ รายการ 

และไม่ต้องเจอกับ Choice Paralysis ที่ทำให้ลังเลจนสุดท้ายจบที่เมนูเดิม เพราะตอนนี้แค่เห็นอาหารที่อยากกินบนโซเชียล ก็แค่ส่งภาพไปให้ AI จากนั้นระบบแนะนำร้านใกล้ที่สุด แล้วก็กดสั่งได้เลย ตรงนี้ผู้เขียนมองว่าสามารถลดภาระในการตัดสินใจและทำให้การสั่งอาหารง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วยนะ

นอกจากนี้ทาง The Social Feed ยังใช้ได้มีการใช้ Social Proof + AI Matching ที่เข้ามากระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจสั่งอาหารเร็วขึ้น จากการที่คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเลือกตามสิ่งที่เห็นบ่อย ๆ กันบนโซเชียลใช่ไหมคะ

 เช่น อาหารที่อินฟลูเอนเซอร์รีวิว หรือเมนูที่เพื่อนแชร์ลงสตอรี่อะไรประมาณนี้ ซึ่งระบบ AI ของ HungerStation จะนำข้อมูลมาจับคู่กับร้านอาหารที่มีเมนูใกล้เคียงกับสิ่งที่เห็น ได้อาหารที่ตรงใจง่าย ๆ แค่ ‘คลิก’

กลยุทธ์การตลาด Social Feed โพสต์อาหาร Seamless Marketing
credit picture : excellentwebworld.com

เรียกได้ว่า The Social Feed กำลังเปลี่ยนโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นแพลตฟอร์มขายอาหารแบบจริงจัง จากที่เคยเป็นแค่พื้นที่แชร์รูปอาหารเฉย ๆ จนตอนนี้มันกลายเป็นช่องทางสั่งซื้อได้ทันที เปลี่ยนจาก ‘โพสต์อาหาร’ ให้กลายเป็น ‘ปุ่มสั่งซื้อ’ แบบไร้รอยต่อ ทำให้โซเชียลไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มสำหรับดูรูปอีกต่อไปแล้วนะแต่กลายเป็น ‘ช่องทางการขาย’ ที่มีศักยภาพไม่แพ้แพลตฟอร์มอื่น ๆ เลยแบบนั้นก็ว่าได้

สรุป Seamless Marketing เปลี่ยนจาก โพสต์อาหารเป็น ปุ่มสั่งซื้อ

HungerStation ไม่ได้แค่เพิ่มฟีเจอร์ใหม่เท่านั้นนะคะแต่กำลัง เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค The Social Feed ที่ช่วยให้การสั่งอาหารง่ายขึ้นกว่าเดิม จากโพสต์เป็นเมนูที่สั่งได้ในคลิกเดียว ไม่ต้องค้นหา ไม่ต้องลังเล แถมยังลดปัญหา Choice Paralysis ที่ทำให้คนเลือกเมนูเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ Social Proof และ FOMO Effect ยังช่วยกระตุ้นให้คนตัดสินใจเร็วขึ้น เพราะลูกค้ามักเลือกเมนูที่เห็นบ่อย หรือเมนูไวรัลที่กำลังเป็นกระแส ส่งผลให้โซเชียลมีเดีย ไม่ได้เป็นแค่ที่แชร์รูปอาหารอีกต่อไป 

ถึงตรงนี้ผู้อ่านที่น่ารักคิดว่าอนาคตเราจะสามารถกดสั่งอะไรก็ตามจากทุกโพสต์บนโซเชียลได้เลยหรือเปล่า?นะ และเป็นยังไงกันบ้างคะกับ การตลาดยุคใหม่ แบบไร้รอยต่อ เปลี่ยนจาก โพสต์อาหารเป็น ปุ่มสั่งซื้อ หวังว่าผู้อ่านจะสนุกกับเรื่องราวดี ๆ ที่ผู้เขียนนำมาเล่าให้ฟังกันนะคะ หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ขอบคุณผู้อ่านที่น่ารักทุก ๆ คนพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะ see you ka‪ ʕʽɞʼʔʕ•̫͡•ʔ‬

บทความที่แนะนำเพิ่มเติม

https://everydaymarketing.co/business-and-marketing-case-study/food/kfc-scroll-thru-campaign-to-draw-people-to-website/

อ้อนแอ้น น้องคนเล็กแห่งบ้านการตลาดวันละตอน ชื่นชอบเล่าเรื่องและการเขียนบทความ ในอนาคตอยากพัฒนาตัวเองเพิ่มเติมในด้านของ Data Research & Marketing Content Creator ค้าบบ ปล.ขอฝากเนื้อฝากตัวรักเอ็นดูหนูด้วยนะคร้าบบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *