รู้ไหมคะว่าวงการเกมมือถือถือเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดมาก สถิติบอกว่ามีเกมถึง 83% ที่ไปไม่รอดภายใน 3 ปีแรก แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่โหดหินกลับมียักษ์ใหญ่ที่ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งมาได้ถึง 13 ปี นั่นคือ Clash of Clans จากค่าย Supercell ที่กวาดรายได้ไปปีละกว่าหมื่นล้านบาทพร้อมยอดดาวน์โหลดสะสมถล่มทลาย 2.7 พันล้านครั้งแต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขรายได้ คือเคล็ดลับเบื้องหลังค่ะ อะไรที่ทำให้เกมนี้ไม่เก่า ไม่ตายและกลายเป็น Forever Game ที่คนยังรักและพูดถึงอยู่เสมอในขณะที่คู่แข่งนับพันล้มหายไป วันนี้เราจะมา ถอดรหัส Clash of Clans กลยุทธ์การตลาดสุดเจ๋งของพวกเขากันค่ะ
เมื่อเลือกสร้าง Brand Love แทนที่จะไล่ล่าแค่ยอดคลิก
หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้เริ่มต้นจากวิธีคิดที่แตกต่างค่ะ อย่างเกมสมัยก่อนพอเราปราบบอสตัวสุดท้ายได้ก็คือจบเกมแยกย้ายกันไปแต่สำหรับ Clash of Clans คือ “Always-on Service” ค่ะ คือโลกที่หมุนตลอดเวลา ผู้เล่นจึงคาดหวังอะไรใหม่ๆเสมอ โจทย์ยากคือทำยังไงให้คนเก่าไม่เบื่อและคนใหม่ก็ตามทัน
VIDEO
เป้าหมายของพวกเขาคือการสร้าง “Forever Games” หรือเกมที่เป็นอมตะ ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้แค่ยิงแอดโฆษณาไม่พอค่ะ ชี้ให้เห็นว่าในขณะที่เกมมือถือกว่า 90% ในตลาด ทุ่มงบมหาศาลไปกับการยิงโฆษณาเพื่อล่าผู้เล่นใหม่ ซึ่งอาจจะเห็นผลเร็วแต่ไม่ยั่งยืน Clash of Clans เลือกที่จะสร้างแบรนด์อย่างจริงจังเพื่อสร้างความผูกพันและความภูมิใจให้กับผู้เล่น ซึ่งสิ่งนี้แหละค่ะคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เกมยืนระยะได้ในระยะยาวไม่ใช่แค่มาไวไปไวเหมือนเกมอื่นๆ
สร้างโลกที่แฟนๆรัก จนต้องขิงให้โลกรู้
เหตุผลลึกๆที่ทำให้แฟนคลับยอมเปย์เวลาวันละหลายชั่วโมงเพื่อจัดการทรัพยากรหรือวางแผนรบ ก็เพราะพวกเขาภูมิใจในหยาดเหงื่อแรงกายที่ทุ่มเทลงไปในเกมค่ะ แทนที่จะตะบี้ตะบันหาคนใหม่ทีมงานเลือกที่จะหันมาเติมความสุขและเชิดชูความภูมิใจให้กับผู้เล่นเดิมแทน
เพราะเมื่อผู้เล่นรู้สึกอินและภูมิใจในหมู่บ้านของตัวเองมากๆ พลังงานบวกนี้แหละค่ะจะเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็น กระบอกเสียงชั้นดีที่คอยชวนเพื่อนใหม่ๆเข้ามาเล่นเองโดยอัตโนมัติ ภายใต้คอนเซปต์เก๋ๆว่า “Take clashy pride in your every stride” หรือจงภูมิใจในทุกย่างก้าวแบบชาว Clash นั่นเองค่ะ
1. Bye Bye Builder (2017) เมื่อตัวละครหายไปจากเกม
ย้อนกลับไปตอนฉลองครบรอบ 5 ปี ทีมงาน Clash of Clans เล่นใหญ่ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดค่ะ ด้วยการลบ Builder พี่ช่างก่อสร้างคนสำคัญที่สร้างทุกอย่างในเกมออกไปแบบดื้อๆโดยไม่บอกไม่กล่าวแต่พี่แกไม่ได้หายไปไหนนะคะ ดันหนีเที่ยวไปโผล่ในโลกความจริงแทน ไปเช็คอินตามแลนด์มาร์กดังๆทั่วโลก ทั้งพระราชวังบัคกิงแฮม สะพานโกลเดนเกต ยันกำแพงเมืองจีน พร้อมอัปเดตชีวิตสุดชิลผ่าน Instagram ให้แฟนๆ ได้ตามส่องกันสนุกสนาน
ผลลัพธ์คือปังถล่มทลายค่ะ คลิปเรื่องราวการหายตัวไปและกลับมาของเขากวาดยอดวิวรวมไปถึง 161 ล้านวิวและดันยอดการเล่นเกมให้พุ่งขึ้นถึง 67% ตลอดเดือนนั้นที่พีคที่สุดคือแคมเปญนี้ไม่ได้เสียเงินยิงแอดเลยสักบาทเดียว
เคสนี้คือตัวอย่างของการสร้างแบรนด์ที่เล่นกับอารมณ์ล้วนๆค่ะ การดึงตัวละครในเกมออกมาวิ่งเล่นในโลกจริงทำให้แฟนๆรู้สึกอินและผูกพันเหมือนได้ร่วมประสบการณ์ไปกับเพื่อนที่มีตัวตนจริงๆไม่ใช่แค่โค้ดโปรแกรมในจอค่ะ
2. Clash From The Past (2022) เมื่อตำนาน 40 ปีถูกเสกขึ้นมาใหม่
ตอนจะฉลองครบรอบ 10 ปี (ในปี 2022) ทีมงาน Clash เจอปัญหาโลกแตกค่ะ คือจะไปเทียบชั้นความขลังกับตำนานอย่าง Super Mario หรือ Zelda ที่เขาอยู่มา 40 ปีได้ยังไง พวกเขาเลยปิ๊งไอเดียว่าในเมื่อไม่มีประวัติศาสตร์ก็สร้าง(ปลอม)มันขึ้นมาเองซะเลยสิ
VIDEO
ปฏิบัติการแกงคนทั้งโลก ทีมงาน Supercell จับมือกับเอเจนซี่ Wieden+Kennedy ซุ่มวางแผนกันเกือบปีเพื่อหลอกเนียนๆ ว่า Clash of Clans ไม่ได้เพิ่งมีมา 10 ปีนะแต่มีมา 40 ปีแล้วโดยเล่นใหญ่จัดเต็มผ่าน 3 อย่างดันนี้
สร้างสารคดีปลอม: ความยาว 20 นาที เล่าประวัติศาสตร์เก๊ๆที่ดูสมจริงมาก
ทำเกมย้อนยุค: สร้างมินิเกมจริงๆในสไตล์ต่างๆ ตั้งแต่ยุค 8-bit ไปจนถึงยุค 2000s ให้คนลองเล่น
Collab ข้ามเวลา: ไปจับมือกับแบรนด์ดังยุค 80s-90s เพื่อสร้างบรรยากาศให้ดูเก่าและขลังจริงๆ
ผลลัพธ์ที่ได้คือโดนใจแฟนๆอย่างมาก แทนที่คนจะโกรธที่โดนหลอกกลับกลายเป็นชอบใจกันยกใหญ่ค่ะ ดึงผู้เล่นเก่าให้กลับมาสนใจได้เพิ่มขึ้น 16% คอนเทนต์ที่แฟนๆพูดถึงและสร้างขึ้นเองพุ่งขึ้น 61% แถมยังไปกวาดรางวัลใหญ่ Grand Prix จากเวทีโฆษณาระดับโลก Cannes Lions 2023 มาครองได้อีก
3. Revenge Room (2025) แก้ปัญหาที่รอมา 10 ปี
แคมเปญนี้คือที่สุดของการฟังเสียงแฟนคลับเลยค่ะ ต้องย้อนความหลังไปนิดนึงว่าโฆษณา Super Bowl ปี 2015 ที่ป๋า Liam Neeson มาโปรโมทฟีเจอร์ “Revenge” (แก้แค้น) ด้วยมาดสุดโหด ตอนนั้นดังมากแต่ปัญหาก็คือในเกมจริงปุ่มนี้มันแทบจะใช้ไม่ได้เลยเพราะศัตรูมักจะเปิด Shield ป้องกันไว้ตลอดทำให้แฟนๆหงุดหงิดใจกันมานานเป็นสิบปี
VIDEO
จนกระทั่งตุลาคม 2025 ที่ผ่านมาในที่สุด Supercell ก็ตัดสินใจปิดตำนานความเฟลนี้ ด้วยการประกาศแก้ไขระบบใหม่แต่ระดับ Clash แล้วจะแค่แปะประกาศเฉยๆก็ธรรมดาไป เลยจับมือกับเอเจนซี่ David, New York จัด YouTube Livestream มาราธอน 8 ชั่วโมง เปิดโอกาสให้แฟนเกมทั่วโลกเข้ามาลงโทษ ทีมงาน Supercell ตัวเป็นๆเพื่อระบายความแค้นที่สะสมมา 10 ปี
โดนยิงด้วยปืนเมือกสีม่วงใส่หน้า
ปล่อยกลิ่นเหม็นใส่
เปิดเสียงไก่ขันกรอกหู
ปาระเบิดกากเพชรใส่จนตัววาววับ
แคมเปญนี้กวาดยอดวิวไปถึง 19 ล้านวิว เพราะมันโดนใจแฟนๆ การตลาดที่ดีต้องสะท้อนความเป็นจริงในเกมเสมอเพราะต่อให้แฟนๆจะชอบโฆษณาแค่ไหนแต่สิ่งพวกเขารักมากกว่าคือตัวเกมค่ะ ดังนั้นการแก้ปัญหาในเกมให้จบจึงเป็น Brand Building ที่ดีที่สุดนั่นเองค่ะ
ดึงดาว influencer ที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง fandoms
โจทย์หินของการดึงคนดังมาร่วมงานคือทำยังไงไม่ให้ดูปลอมค่ะ แฟนเกม Clash นั้น Obsessed หรือคลั่งไคล้ในตัวเกมมาก ถ้าเอาดาราที่ไม่ได้เล่นจริงมายืนถือมือถือยิ้มๆ แฟนๆ ดูออกทันทีว่าเฟคดังนั้น กฎเหล็กคือต้องเป็นของจริงและต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างกลุ่มแฟนคลับที่แตกต่างกันให้มาเจอกันได้อย่างลงตัวค่ะ
1. Erling Haaland (เมื่อเทพฟุตบอลขอท้าดวล) ดีลนี้ไม่ได้เริ่มจาก Supercell จ้างนะคะ แต่เริ่มจาก Erling Haaland กองหน้าแห่ง Man City ติดต่อมาเองเพราะเขาเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่เล่น Clash มาตั้งแต่อายุ 10 ขวบเรียกว่าโตมากับเกมเลย ผลลัพธ์ปังมากแม่ยอดดาวน์โหลดพุ่ง 6 ล้านครั้งในสัปดาห์แรก ผู้เล่นใหม่เพิ่ม 150% และมีคนแห่ไปถล่มบ้าน Haaland ถึง 34.9 ล้านคนระบายแค้นกันเต็มที่
2. Cody Rhodes (เมื่อพระเอก WWE ขอพลิกบทมาร้าย) พอสูตรฟุตบอลเวิร์คก็ต่อยอดไปวงการมวยปล้ำกับ Cody Rhodes แชมป์ WWE ซึ่งก็เป็นผู้เล่นตัวยงเหมือนกัน พาเกมข้ามกำแพงไปสู่ Pop Culture แม้วงการเกมจะใหญ่มากแต่ในแง่กระแสสังคมยังสู้หนัง เพลง หรือกีฬาไม่ได้เลยพยายามพา Clash of Clans ก้าวข้ามขอบเขตเดิมๆด้วยการไปแจมกับวงการบันเทิงอื่นๆเพื่อทำให้เกมกลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่เรื่องของคนเล่นเกมคุยกันเองค่ะ
บทสรุป ถอดรหัส Clash of Clans เกมมือถืออยู่นาน 13 ปีด้วย Brand Love ไม่ใช่แค่การยิงแอด
ท่ามกลางสมรภูมิเกมมือถือที่มีคู่แข่งนับแสนและมีเกมใหม่ผุดขึ้นมาเป็นหมื่นทุกปี การที่ Clash of Clans สามารถยืนระยะมาได้ยาวนานถึง 13 ปี และยังคงเป็นที่รักของผู้เล่นทั่วโลก เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์ที่แน่วแน่ของ Supercell ที่เลือกจะไม่ทำตามโมเดลฉาบฉวยที่เน้นกอบโกยเงินแล้วก็หายไปแต่ตั้งใจปั้นโลกที่แฟนๆอยากจะอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต
สิ่งที่ผู้เขียนมองว่าน่าประทับใจที่สุดจากการศึกษาเคสนี้คือความกล้าหาญของทีมงานที่เลือกเดินเส้นทางที่ยากกว่าค่ะ ในยุคที่ใครๆก็ชอบทางลัดด้วยการอัดเงินยิงโฆษณาเพื่อล่าตัวเลขยอดดาวน์โหลดแบบ Quick Win แต่ Clash กลับเลือกเทงบไปที่การสร้างแบรนด์และการสร้าง Community อย่างจริงจัง เพราะเขามี Insight สำคัญว่าผู้เล่นกว่า 2 ใน 3 เข้ามาเล่นเพราะเพื่อนชวน ดังนั้นเขาเลือกเอาเงินมาสร้าง “Cultural Moments” หรือเรื่องราวเจ๋งๆให้คนเอาไปพูดถึงต่อกันเอง ซึ่งกลายเป็นพลัง Word-of-Mouth ที่ทรงพลังและยั่งยืนกว่ามากค่ะ
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือวัฒนธรรมองค์กรที่เชื่อว่ายิ่งเสี่ยงยิ่งดีค่ะ ในขณะที่องค์กรทั่วไปมักกลัวความล้มเหลว เพราะเขามองว่านั่นคือโอกาสในการเรียนรู้ความกล้าบ้าบิ่นนี้เองที่ทำให้เกิดแคมเปญระดับตำนานที่เราคาดไม่ถึงอย่างการลบตัวละครหลักอย่าง Builder ออกจากเกมดื้อๆหรือการลงทุนสร้างประวัติศาสตร์ปลอมฉลอง 40 ปีทั้งที่เกมเพิ่งมีอายุ 10 ปี ซึ่งถ้าเพลย์เซฟก็คงไม่มีทางเกิดอิมแพ็คระดับโลกแบบนี้ได้ค่ะ
นอกจากนี้ วิธีการขยายฐานแฟนคลับของเขาก็ฉลาดล้ำด้วยการคิดนอกกรอบค่ะ แทนที่จะวนเวียนหาลูกค้าแค่ในกลุ่มคนเล่นเกมแนวเดียวกันเขาเลือกข้ามไปหาคนดูบอล แฟนซีรีส์ หรือแฟนมวยปล้ำ โดยใช้กลยุทธ์ Partnership ที่เน้นความจริงใจเป็นที่ตั้ง เลือกคนที่เป็นผู้เล่นตัวจริงอย่าง Erling Haaland หรือ Cody Rhodes แล้วออกแบบแคมเปญที่เชื่อมโยงตัวตนของพวกเขาเข้ากับเกมจริงๆทำให้แฟนคลับรู้สึกเชื่อ อิน และไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดค่ะ
ท้ายที่สุดนี้ บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ Clash of Clans ฝากไว้ให้นักการตลาดอย่างเราคือการมองเกมยาวค่ะ พวกเขาไม่ได้มองความสำเร็จแค่วันนี้แต่มองไปถึงอีก 15 ปีข้างหน้าเพื่อสร้าง “Forever Game” ที่ไม่มีวันตาย ดังนั้นคำถามสำคัญที่อยากฝากไว้ให้คิดกันต่อคือ วันนี้เรากำลังลงแรงเพื่อสร้างแบรนด์ที่มีคุณค่าให้คนจดจำหรือแค่กำลังซื้อ Traffic” ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ถ้าคำตอบคือความยั่งยืน ความกล้าที่จะแตกต่างและจริงใจแบบ Clash of Clans คือคำตอบที่คุณกำลังตามหาค่ะ
บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ