ถอดรหัส De-Stress Economy เศรษฐกิจแห่งความสบายใจที่ภาคใต้กำลังสร้างขึ้น

ในยุคที่คนรุ่นใหม่ไม่ได้วัดความสำเร็จด้วยเงินเดือนหลักหมื่นอย่างเดียว แต่มองหาความ Work-Life Balance และ “ความสุข” มากขึ้น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ก็ได้เข้าใจเทรนด์นี้อย่างลึกซึ้ง และตอบโจทย์ด้วยการเปิดตัวโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “De-Stress Economy” หรือเศรษฐกิจแห่งความสบายใจ

CEA หรือ Creative Economy Agency ที่เกิดจากการยกระดับ TCDC มาเป็นองค์การมหาชนใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้แค่ทำหน้าที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แบบเดิมค่ะ แต่กำลังสร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ใช้ “ความสุข” เป็นกลไกขับเคลื่อน

ซึ่งแนวคิด De-Stress Economy หรือ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” นี้มาจากข้อมูลจริงที่ว่า 84% ของคนอายุ 16-24 ปีทั่วโลกกำลังแสวงหาสถานที่ที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจอย่างแท้จริง ขณะที่ตลาด Wellness Economy ทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตต่อเนื่องที่อัตรา 8.6% ต่อปี การมองเห็นโอกาสนี้ทำให้ CEA ตัดสินใจสร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่วัดความสำเร็จจากความรู้สึกปลอดภัย ความสุข ความสบายใจ และความหวังของผู้คน ควบคู่ไปกับมูลค่าทางเศรษฐกิจค่ะ

CEA เข้าใจดีว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองความมั่นคงจากรายได้อย่างเดียว แต่ต้องการความรู้สึกปลอดภัย ความสุข ความสบายใจ และความหวัง พวกเขาหา Experience มากกว่าสินค้า และสนใจความยั่งยืนรวมถึง Social Impact การวัดความสำเร็จด้วย GWB (Gross Well-being) แทน GDP เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง Paradigm ในการทำตลาด

โมเดลนี้มีจุดแข็งทางการตลาดหลายประการค่ะ ทั้งการเป็น First Mover ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การใช้จุดแข็งที่มีอยู่แล้วของภาคใต้มา Positioning อย่างแท้จริง การครอบคลุมทุก Customer Journey แบบ Multi-touchpoint และการเป็นโมเดลที่สามารถขยายไปยังภูมิภาคอื่นได้ รวมถึงการใช้ Data-driven Approach อิงกับข้อมูลตลาดโลก

De-Stress Economy

De-Stress Economy ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงรากฐานของการทำตลาด จากการขาย “สิ่งที่เรามี” เป็นการขาย “ความรู้สึกที่ลูกค้าต้องการ” การที่ CEA เลือกใช้ภาคใต้เป็น Test Market แสดงให้เห็นถึง Strategic Thinking ที่มองไกล ไม่ได้แค่สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่สร้าง Ecosystem ใหม่ที่อาจกลายเป็น Blueprint สำหรับพื้นที่อื่นได้ สำหรับแบรนด์ที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ การศึกษาโมเดลนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจในการ Pivot ธุรกิจให้สอดคล้องกับ Consumer Need ที่เปลี่ยนไป เพราะใน Era ที่ “ความอยู่ดีมีสุข” กลายเป็น New Currency การปรับตัวไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นความจำเป็นค่ะ

กลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง

ความชัดเจนของ Target Audience คือกุญแจสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนและผู้ประกอบการให้เข้ามาสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลักค่ะ

  • Remote Workers & Digital Nomads (อายุ 28-45 ปี, รายได้ 50,000-150,000 บาท/เดือน)
    ทำงานออนไลน์ได้ทุกที่ มองหาสถานที่ที่ Wi-Fi ดี เงียบสงบ ค่าใช้จ่ายต่ำ ต้องการ co-working space วิวธรรมชาติ คาเฟ่สงบ ๆ และที่พักระยะยาว 1-6 เดือน
  • Wellness Seekers (อายุ 35-55 ปี, รายได้ 80,000-300,000 บาท/เดือน)
    ผู้บริหารที่อยากหนีความเครียด มองหา wellness retreat ระดับคุณภาพ เช่น spa หรู, meditation center, organic food และ private villa ใช้จ่ายเพื่อสุขภาพจิตใจและร่างกาย พัก 1-2 สัปดาห์หรือลงมา weekend getaway
  • Experience Collectors (Gen Y-Z อายุ 25-40 ปี, รายได้ 40,000-100,000 บาท/เดือน)
    กลุ่มที่ใช้เงินกับประสบการณ์มากกว่าสิ่งของ มองหา boutique hotels, local experiences, art spaces และกิจกรรม unique เน้น Instagram-able มาพักสั้น 2-5 วัน แต่มาบ่อย
  • Corporate Retreat Groups (งบ 500,000-2 ล้านบาท/งาน)
    บริษัทที่จัด team building, training หรือ outing ต้องการ meeting facility ท่ามกลางธรรมชาติ พร้อม team activities และ catering มักจองล่วงหน้า 2-3 เดือน พัก 2-4 วัน

ข้อมูลตลาดยังชี้ว่า Remote workers ในไทยโต 40% ต่อปี, Wellness tourism มีมูลค่า 678,000 ล้านบาท/ปี, และ Corporate retreat โต 25% ต่อปีหลังโควิด ขณะที่ Spending Pattern เฉลี่ยอยู่ที่ Remote workers 25,000-40,000 บาท/เดือน, Wellness seekers 15,000-50,000 บาท/ทริป, Experience collectors 8,000-20,000 บาท/ทริป และ Corporate groups 3,000-8,000 บาท/คน/วัน

การเลือกภาคใต้เป็น Test Market ไม่ใช่ความบังเอิญ CEA มองเห็นศักยภาพที่ครบครัน ทั้งภูมิประเทศที่งดงาม วัฒนธรรมที่หลากหลาย และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการสร้างประสบการณ์แบบใหม่ ครอบคลุม 14 จังหวัด

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการแบ่ง Market Segmentation ตาม “Emotional Value Proposition” แทนการแบ่งตามภูมิศาสตร์แบบเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจ Consumer Behavior ในยุคที่ผู้บริโภคซื้อ “ความรู้สึก” มากกว่าสินค้า โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ตามสภาวะจิตใจที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่แตกต่างกัน

กลุ่มแรก “สงบ” รวมนครศรีธรรมราช นราธิวาส และพังงา เน้นธุรกิจ Wellness และการพักผ่อนจิตใจที่เชื่อมโยงกับศรัทธา งานฝีมือ และพลังบวก ซึ่งตอบโจทย์ผู้ที่แสวงหา Spiritual Wellness และ Mental Recovery อย่างลึกซึ้ง

De-Stress Economy

กลุ่มที่สอง “ผ่อนคลาย” ประกอบด้วยยะลา ตรัง พัทลุง และภูเก็ต เน้นธุรกิจไลฟ์สไตล์ แฟชั่น อาหาร ที่เชื่อมรากวัฒนธรรมเข้ากับการเล่าเรื่องใหม่ เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่หาประสบการณ์ไลฟ์สไตล์และ Cultural Experience

De-Stress Economy

กลุ่มที่สาม “ปลดปล่อย” รวมกระบี่ สงขลา และสุราษฎร์ธานี มุ่งเน้นธุรกิจเปิดประสบการณ์ครีเอทีฟเพื่อรองรับหลากหลายเจเนอเรชัน ตอบโจทย์ Multi-generational Experience Seekers ที่ต้องการความตื่นเต้นและการเรียนรู้

กลุ่มสุดท้าย “ไร้กังวล” ประกอบด้วยชุมพร ระนอง สตูล และปัตตานี เหมาะกับธุรกิจที่เปิดรับแรงบันดาลใจแบบมินิมอลและพลังสร้างสรรค์ในทุกมิติ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการ Minimal Living และ Sustainable Experience

เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (PTDW2025) ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ที่เมืองเก่าสงขลาและหาดใหญ่ ไม่ได้เป็นแค่งานเทศกาลธรรมดา แต่เป็น “Sandbox” เชิงนโยบาย ให้ผู้เข้าร่วมได้ “สัมผัส” โมเดลเศรษฐกิจใหม่นี้จริง การใช้ Theme “South Paradise มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน” เป็นการสร้าง Brand Narrative ที่เชื่อมโยงอารมณ์กับประสบการณ์

CEA ได้ออกแบบโมเดล “South Market” และ “Hero Product Incubator” เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการสร้างสรรค์จากทั้ง 14 จังหวัด ให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ตลาด De-Stress Economy ได้อย่างตรงเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังจัดนิทรรศการ “South De-Stress ไขกุญแจเศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” เพื่อสำรวจศักยภาพของ 14 จังหวัด ที่มีครบครันทั้งวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สถาปัตยกรรม และภูมิประเทศเฉพาะถิ่น

โมเดล De-Stress Economy ของ CEA สะท้อนว่าธุรกิจในอนาคตไม่สามารถแข่งขันกันด้วย ราคา หรือ ฟีเจอร์สินค้า เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง คุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) ให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและช่วยเติมเต็มความหมายบางอย่างที่เขาต้องการ

การแบ่งตลาดแบบเดิมที่ใช้เพศ อายุ หรือรายได้ จึงถูกแทนที่ด้วยการแบ่งตาม “ความรู้สึก” เช่น กลุ่มที่ต้องการความสงบผ่อนคลาย, กลุ่มที่มองหาความสุขสนุกสนาน, หรือกลุ่มที่โหยหาการเชื่อมโยงกับสังคม การเข้าใจมิตินี้ทำให้แบรนด์สามารถสร้าง Brand Positioning ที่แตกต่าง และเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ลึกกว่าแค่การขายสินค้า

นอกจากนี้ การสร้าง Ecosystem ที่สมบูรณ์ ยังเป็นกุญแจสำคัญ ธุรกิจไม่เพียงนำเสนอสินค้า แต่ต้องออกแบบประสบการณ์ บริการ และ Community ที่ต่อยอดคุณค่าทางอารมณ์ เช่น การจัดกิจกรรม, การสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการพัฒนาบริการเสริมที่ช่วยให้ลูกค้าใช้ชีวิตได้ตรงกับความรู้สึกที่เขาต้องการค่ะ

ดังนั้น โมเดลนี้จึงเป็น ต้นแบบของเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ผสานทั้ง มูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value) และ ความหมายทางสังคม (Social Meaning) เข้าด้วยกัน ธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ทั้งสองด้านได้พร้อมกัน จะสร้างความยั่งยืนและความภักดีจากผู้บริโภคได้ในระยะยาว

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

อุ๋มอิ๋ม Marketing Content Creator และ Data Insight Researcher ของการตลาดวันละตอนค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *