ก่อนจะเข้าใจ Cloud Store ลองนึกถึง Cloud Kitchen สักหน่อย
ตั้งแต่ปี 2563 ที่ LINE MAN Wongnai เปิด Cloud Kitchen แห่งแรกที่ปุณณวิถี ที่รวม 13 ร้านดังจากทั่วกรุงเทพไว้ในที่เดียว จากนั้นคอนเซป Cloud Kitchen ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างของคนไทย
หลังจากนั้น LINE MAN Kitchen ขยายไปยัง PTT Station มัยลาภ ในปี 2564 ตามด้วยอีกหลายสาขา จนตอนนี้กลายเป็นโมเดลที่นักการตลาดสาย Foodtech แทบทุกคนเข้าใจกันครับ
ที่ผมว่าน่าสนใจคือสิ่งที่ EVEANDBOY กำลังทำกับ LINE MAN MART มันคือการเอา DNA ของ Cloud Kitchen มาประยุกต์ใส่ในธุรกิจความงาม แทนที่จะเป็นครัวกลางที่ทำอาหารส่ง ก็กลายเป็นสาขาบิวตี้ที่กระจายของส่งทั่วประเทศแทน ผมจึงเรียกโมเดลนี้ว่า Cloud Store ครับ
Cloud Store คือ Concept เดียวกัน แค่เปลี่ยนจากอาหารเป็นบิวตี้
นิยามของ Cloud Store ในมุมที่ผมมองคือร้านค้าปลีก Physical ที่เปลี่ยนบทบาทไปทำหน้าที่เป้นคลังกระจายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม Delivery ในเวลาเดียวกัน เป็นการเปลี่ยนจาก Retail Point เดี่ยวๆ เป็น Distribution Node ในเครือข่ายที่กระจายทั่วประเทศ
EVEANDBOY ใช้สาขา 69 แห่งทั่วประเทศทำหน้าที่นี้ ครอบคลุมตั้งแต่ The Underground Siam Square One, The Mall บางกะปิ, One Bangkok และอีกหลายจังหวัด ถ้าลูกค้าใน 10 จังหวัดสั่งของพร้อมกัน 10 ออเดอร์ สาขาที่ใกล้ที่สุดในแต่ละจังหวัดจะพร้อมจัดส่งทันที ไม่ต้องรอส่งจากคลังกลางที่กรุงเทพออกไปต่างจังหวัดครับ
แต่สิ่งที่ EVEANDBOY ทำมันลึกกว่า Cloud Kitchen แบบดั้งเดิมตรงที่สาขา 69 แห่งไม่ได้ปิดให้ลูกค้าเดินเข้าไป เพราะลูกค้ายังเดินช้อปได้ตามปกติพร้อมๆ กับที่สาขาทำหน้าที่เป็น Fulfillment Layer สำหรับออเดอร์จาก LINE MAN MART ทำให้มันกลายเป็น Hybrid Cloud Store ที่เป็นทั้ง Physical Retail Experience และ Mini Warehouse กระจายทั่วประเทศในคราวเดียว
EVEANDBOY เข้าใจเรื่องนี้ดี เลยใช้กลยุทธ์ “เสิร์ฟเร็วสุดได้เปรียบ” เป็นแกนหลักของธุรกิจมาตลอด การจับมือกับ LINE MAN MART จึงเป็นการขยาย Speed Advantage ที่มีอยู่แล้วในร้านให้ครอบคลุมประสบการณ์ออนไลน์ด้วยครับ
3. Partnership Beats Solo Build
ในการตลาดยุคใหม่ ความเร็วในการ Launch มี Value มากกว่าการเป็นเจ้าของทุกอย่าง EVEANDBOY ไม่ต้องสร้างระบบ Delivery เอง ไม่ต้องสร้างจ้าง Rider ไม่ต้องสร้าง App Delivery แต่เลือกใช้วิธี Plug-and-Play กับ LINE MAN ที่มี Infrastructure พร้อมอยู่แล้ว
ฝั่ง LINE MAN เองก็ได้ประโยชน์ครับ เพราะการเข้าสู่ตลาดความงาม 170,000 ล้านบาท ถ้าต้องไป Source สินค้ามาเก็บคลังเองคงต้องลงทุนหนักมาก และไม่มีทาง Match Inventory ระดับ 100,000 รายการแบบ EVEANDBOY ได้
นี่คือ Strategic Partnership แบบ Win-Win ที่ทั้งสองฝ่ายเอาสิ่งที่ตัวเองเก่งมาแลกกัน LINE MAN เก่งเรื่อง Delivery + User Base + Platform Tech ส่วน EVEANDBOY เก่งเรื่อง Beauty Inventory + Exclusive Brand + Physical Footprint ผลลัพธ์คือทั้งสองฝ่ายได้ขยายธุรกิจโดยลงทุนน้อยลงกว่าทำคนเดียว
4. Exclusive Products เครื่องมือคูณคุณค่าของ Distribution Network
อีกประเด็นที่ผมอยากชวนคิดต่อคือ Asset Reuse Strategy ครับ ของเดิมที่เรามีทำงานหลายหน้าที่ได้ไหม สาขาเป็นทั้ง Brand Experience Center + Mini Warehouse + Local Customer Service Hub ได้พร้อมกันไหม Stocks ในร้านเป็นทั้ง Display + Inventory For Online Order ได้ไหม พนักงานหน้าร้านเป็นทั้ง Beauty Advisor + Order Picker ได้ไหม
สรุปบทเรียนที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้จากการ Colloboration ระหว่าง EVEANDBOY x LINE MAN MART
จะเห็นว่าเคส EVEANDBOY x LINE MAN MART ไม่ใช่แค่การเปิดตัวความร่วมมือธรรมดาๆ ครับ แต่เป็นสัญญาณว่า Beauty กำลังเข้าสู่ยุค Quick Commerce อย่างเต็มตัว ผ่านโมเดลที่ผมเรียกว่า Cloud Store ที่ในต่างประเทศคุ้นเคยกันในชื่อ Dark Store มาตั้งแต่ Tesco UK บุกเบิกตั้งแต่ปี 2009 และในเกมธุรกิจใหม่นี้จะตัดสินด้วย Speed + Inventory + Exclusive Product ไม่ใช่แค่ราคาที่ถูกที่สุดอีกต่อไป