จากจุดนั้นทำให้ผมตั้งสมมติฐานว่า “ถ้าคนอยากได้คนสมัยนี้ต้องเสิร์จหาเลย ดังนั้นวันที่อยู่ดีๆ มีการค้นหาเกี่ยวกับหม้อทอดไร้น้ำมันบน Google มากผิดปกติ ก็น่าจะเป็นวันนั้นแหละที่มีใครสักคนทำให้หม้อทอดไร้น้ำมันดังขึ้นมา!”
จากจุดนั้นผมเลยรู้ว่าผมต้องใช้ Google Trends ในการค้นหาว่าวันไหนนะที่อยู่ดีๆ เกิดกระแสเทรนด์การค้นหาหม้อทอดไร้น้ำมันขึ้นมา แล้วผมก็ลองเปิดไล่ดูไปเรื่อยๆ ตามรูปนี้ มาลองดูไปพร้อมกันครับ
ผมเริ่มจากการลองพิมพ์คำว่า “หม้อทอด” เข้าไปก่อนแล้วดูว่าระบบของ Google Trends จะแนะนำ keyword คำว่าอะไรออกมาบ้าง เพราะอย่างที่บอกนะครับว่าระบบ AI ของ Google นั้นจะคอยจัดหมวดหมู่ข้อมูลคำค้นหาต่างๆ ของเราออกมาให้อัตโนมัติเมื่อเวลาผ่านไป เพื่อทำให้เราสามารถค้นหาแล้วเจอคำตอบที่ต้องการได้เร็วยิ่งขึ้น
ดังนั้นเมื่อผมใส่คำว่า “หม้อทอด” เข้าไปแล้วเจ้าระบบแนะนำของ Google Trends จึงมีหัวข้อให้ผมเลือกดังนี้
หม้อทอด ที่เป็น Search term หรือข้อความค้นหา
Air fryer ที่เป็น Topic หรือหัวข้อ
Deep flyer ที่เป็น Topic หรือหัวข้อ
Fryer ที่เป็น Topic หรือหัวข้อ
เมื่อเจอแบบนี้ผมแนะนำว่าไม่ต้องเลือกดูแค่อันใดอันหนึ่ง แต่ดูทุกอันมันไปเลยแล้วค่อยดู Data ที่เป็นเส้นกราฟใน Google Trends อีกทีว่าตกลงแล้วแต่ละหัวข้อที่ Google Trends แนะนำมาบริบทของหัวข้อนั้นที่คนค้นหาคืออะไร
ผมกดเข้าไปที่ DATA TIME FRAME ที่ดูแล้วรู้ว่าเป็นตัวเลขปฏิทิน ทีนี้ผมก็กดเข้าไปตรงแถบที่เขียนว่า Campaign Date มันก็จะเลือก Data ในช่วงเวลาดังกล่าวขึ้นมาแสดงผล แล้วผมก็กด Apply เพื่อปิดไป แต่สุดท้ายข้อมูลจะยังไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าคุณจะกดปุ่มด้านขวาสีม่วงๆ ที่เขียนว่า Search ครับ
เมื่อกดปุ่ม Search แล้วข้อมูลที่ Mandala analytics นำมาแสดงผลจะปรับให้เป็นไปตามที่เราเลือก จากกราฟเส้นในส่วนของ Data Timeline จะเห็นว่ามีความละเอียดขึ้นกว่าเดิมมาก ถ้าดูจากข้อความก็จะเห็นว่าเพราะจำนวนวันที่ถูกนำมาแสดง Data นั้นเพิ่มขึ้นตามที่เรากำหนดครับ ทีนี้ถ้าเราดูกราฟนี้เปรียบเทียบกับ Google Trends ก็จะค่อนข้างมีความสอดคล้องกัน
แต่ถ้าดูจากในช่วงแรกของการที่หม้อทอดไร้น้ำมันถูกพูดถึงบนโซเชียลนั้นกลับน้อยกว่ากราฟที่เป็นข้อมูลการเสิร์จหาจาก Google Trends อย่างเห็นได้ชัดเจนว่า ในช่วงเวลาที่คนเริ่มเสิร์จหาเยอะที่สุดนั้นกลับเริ่มจะมาเป็นกระแสบนออนไลน์ แต่ในช่วงเวลาที่หม้อทอดไร้น้ำมันถูกพูดถึงเยอะที่สุดบนออนไลน์นั้น ก็กลายเป็นช่วงเวลาที่กระแสความต้องการสินค้าดังกล่าวจางลงไปแล้ว
และนี่ก็เป็น Top post ที่ได้ Engagement ดีๆ ในวันนั้น ผมขอหยิบมา 3 ตัวเลือกที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้คุณลองทายดูก่อนว่าน่าจะเป็นโพสของใครที่ทำให้คนแห่กันไปค้นหาหม้อทอดไร้น้ำมันจนกลายเป็นเทรนด์ขึ้นมา
โพสมาจากเพจ Sale Here ชื่อดังที่มีโปรหม้อทอดไร้น้ำมันอยู่ในโพส
แล้วใครที่คิดไปเองว่าทวิตเตอร์เป็นโซเชียลมีเดียเฉพาะของเด็กหรือสายเกาหลีหรือ Fandom บอกได้เลยว่าคิดผิดคิดใหม่ เพราะคุณก็คงเห็นจาก case study นี้แล้วว่าหม้อทอดไร้น้ำมันอุปกรณ์เครื่องครัวที่ไม่ได้เด็กเลยกลับถูกจุดกระแสติดในช่องทางนี้ ถึงเวลาที่คุณต้องหัดใช้ Social listening tool ให้บ่อยกว่านี้เพื่อจะได้ไปตามหาว่าใครกันนะที่เป็น Influencer ในธุรกิจของคุณ เพื่อจะได้รีบเข้าไปสนับสนุนให้เค้าช่วยโปรโมตให้เราได้ก่อนคู่แข่งครับ
เป็นอย่างไรครับกับการไล่ตาม Data ไปจนเจอว่าใครกันนะที่ทำให้หม้อทอดไร้น้ำมันดังและปังในบ้านเรา เริ่มจากการคิดก่อนว่าถ้าอะไรสักอย่างจะดังมันจะต้องดูจากอะไร การคิดแบบ Data Thinking ทำให้เรารู้ว่าถ้าคนเริ่มให้ความสนใจคนก็จะต้องเสิร์จหาสิ่งนั้นอย่างแน่นอน จากจุดนั้นทำให้เรารู้ว่าเราต้องเข้าไปดูข้อมูลนี้ผ่าน Google Trends เครื่องมือฟรีในการเข้าถึง Search data ที่นักการตลาดทุกคนควรใช้ด้วยตัวเองให้เป็นในวันนี้
จากนั้นเมื่อรู้แล้วว่าวันไหนที่ทำให้สิ่งนั้นเป็นที่สนใจขึ้นมาด้วยการเสิร์จหาเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ การคิดแบบ Data Thinking ทำให้เรารู้ว่าเราต้องไปดูว่าในวันนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างบนออนไลน์ แล้วเครื่องมือที่จะทำให้เราเข้าถึง Data นั้นได้ก็คือ Social listenin tool นั่นเองครับ
สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกว่าหลายสิ่งที่เราอยากรู้ไม่ได้มีคำตอบบอกตรงๆ การจะเป็น Data Thinking ที่ดีคือการพยายามคิดหาว่า Data แบบไหนที่จะสามารถเป็นตัวชี้วัดหรือ Metric ที่สะท้อนถึงคำตอบที่เราอยากรู้ได้ ก็เหมือนกับที่ผมอยากรู้ว่าหม้อทอดไร้น้ำมันดังเพราะใคร เมื่อไม่มีเครื่องมือไหนหรือ Data ใดที่จะให้คำตอบตรงๆ ได้ ผมก็ต้องค่อยๆ แกะรอย Data ไปจนเจอต้นตอคำตอบที่พอใจก็เป็นการได้เรียนรู้กับ Data ไปพร้อมกันครับ
ถ้าใครอยากเรียนรู้การใช้ Social Listening ด้วยตัวเอง หรืออยากให้ทีมของตัวเองใช้เป็น สามารถสมัครเรียนสดทางออนไลน์กับการตลาดวันละตอนด้วยตัวเองได้
FacebookFacebookXXLINELineหนึ่งในคำที่นักการตลาดและคนทำ Content ได้ยินกันบ่อยที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมาคือคำว่า GEO หรือ Generative Engine Optimization ที่หลายคนบอกว่ามันคือวิชาใหม่ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ในยุคที่ Google มี AI Overviews และ AI Mode ครับ และก็มีเอเจนซี่ผุดขึ้นมาเสนอบริการ GEO ในราคาที่แพงกว่า SEO เดิมมากมาย และก็มีคอร์สสอนทำ GEO เปิดเป็นดอกเห็ด มีคนเขียนบทความบอกว่า SEO ตายแล้ว ต้องทำ GEO แทน ทั้งหมดนี้มันจริงหรือเปล่า ? แต่เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา Google ได้ออกคู่มืออย่างเป็นทางการชื่อ Optimizing Your Website for Generative AI Features on Google Search แล้วฟันธงในประโยคหนึ่งที่อาจจะทำให้วงการ GEO/AEO ต้องคิดใหม่ว่าการ Optimize เพื่อ […]