บทความนี้พาทุกคนมาดู Data Research Insights ของฝาก ประเภทของกิน ว่าผู้บริโภคให้ความสนใจในแง่มุมใดมากที่สุด ของฝากประเภทใดได้รับความนิยมสูงสุด? เทรนด์ไหนกำลังมาแรง? ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าใจพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภค รวมถึงนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์การตลาด เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
เช่นเดิมโปรเจกต์นี้ได้รับการสนับสนุนโดย SME D Bank ธนาคารเพื่อผู้ประกอบการไทย ที่มุ่งผลักดันธุรกิจ SME ให้เติบโต พร้อมช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ของฝากและขยายตลาดได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น รองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับของฝากที่มีเอกลักษณ์ แสดงอัตลักษณ์ท้องถิ่น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
โดย Data Research Insights นี้เกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Social Listening เพื่อถอดรหัสพฤติกรรมการเลือกซื้อของฝาก ถ่ายทอดออกมาเป็น Insights ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาสินค้า การออกแบบแคมเปญการตลาด หรือการสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
ใครที่อยากรู้ว่า ของฝากประเภทไหนกำลังมาแรง? นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษ? บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกประเด็นแบบจัดเต็ม พร้อมข้อมูลแน่น ๆ ที่สามารถนำไปใช้วางกลยุทธ์การตลาดได้ทันที ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลยครับ
8 Step Social Listening Main Methodology หลักของการทำ Data Research
ในการทำ Data Research จาก Social Listening นั้นเราใช้หลัก 8 Step Social Listening ที่การตลาดวันละตอนคิดขึ้นมาเองจากประสบการณ์ทำ Data Research ให้กับหน่วยงาน องค์กร และบริษัทต่างๆ ไปจนถึงบทความที่เผยแพร่ในเว็บแห่งนี้ไม่น้อยกว่า 100 ชิ้นงาน และยังอยู่ในหนังสือการตลาดแบบฉลาดฟังเสียงลูกค้า Social Listening อีกด้วย ซึ่งทั้ง 8 ขั้นตอนการทำ Data Rerearch จาก Social Listening มีรายละเอียดดังนี้ครับ
1. Research Keywords เรื่องที่เราอยากรู้ คนพิมพ์ออกมาแบบไหน
เริ่มต้นที่ Step 1: Research Keywords เพราะ Social Listening ทำงานโดยดึงข้อมูลจากคำที่คนใช้จริงในการพูดถึงผลิตภัณฑ์บนโลกออนไลน์ ดังนั้นการเลือก Keyword Sets ที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและตรงกับ Insight ที่เราต้องการ
สำหรับโปรเจกต์ Data Research Insights ของฝาก ประเภทของกินเราสนใจพฤติกรรมการเลือกซื้อของฝากจากนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคทั่วไป โดยเฉพาะสินค้าประเภทขนมและของกิน ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และครั้งนี้เราให้ความสำคัญกับ “ทองม้วน” เป็นพิเศษด้วย เนื่องจากมีคนรีเควสกันเข้ามาค่อนข้างเยอะ และเป็นของฝากที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศครับ
คำเหล่านี้จะช่วยให้เราดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการเลือกซื้อของฝาก, การรีวิวจากผู้ใช้, ความนิยมของขนมไทย, และ แนวโน้มตลาดของฝากที่เกี่ยวข้องกับทองม้วน ได้อย่างแม่นยำ เมื่อกำหนด Keyword Sets ได้แล้ว เราจะไปสู่ Step 2: Set Up Campaign เพื่อดึงข้อมูลจาก Social Media และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง มาดูกันว่าคนพูดถึงของฝากและทองม้วนแบบไหนบ้าง
2. Set Campaign for Collecting Data เซ็ตแคมเปญเก็บดาต้า
หลังจากกำหนด Keyword Set ที่ใช้ดึงข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตั้งค่าเครื่องมือ Social Listening เพื่อตรวจสอบว่าผู้บริโภคพูดถึงของฝาก และทองม้วน บนโซเชียลมีเดียอย่างไรบ้าง
สำหรับโปรเจกต์นี้ เราเลือกช่วงเวลาเก็บข้อมูลย้อนหลัง 11 เดือน (1 พ.ย. 2023 – 30 ก.ย. 2024) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมแนวโน้มและพฤติกรรมการพูดถึงของฝากตลอดทั้งปี แพลตฟอร์มหลักที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ Facebook, Instagram, X (Twitter), TikTok, YouTube ครับ
จากการดึงข้อมูลทั้งหมดเราได้โพสต์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 50,000 ข้อความ ซึ่งเป็นข้อมูลดิบก่อนการคัดกรอง อย่างไรก็ตาม ยังมีโพสต์ที่ไม่เกี่ยวข้องหลุดเข้ามา ดังนั้นเราจึงต้องเข้าสู่ Step 3: Data Cleansing เพื่อตัดโพสต์ที่ไม่เกี่ยวข้องออก และคงไว้เฉพาะข้อมูลที่มีคุณภาพสูงที่สุดครับ
3. Cleansing Data คัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวออกให้หมด
ไม่ใช่ทุกข้อความที่มี Keyword จะเกี่ยวข้องกับ Insight ที่เราต้องการ ดังนั้นเราจึงต้องมีขั้นตอนการ Cleaning Data เพื่อตัดข้อมูลที่ไม่ตรงกับโจทย์ออกไปให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำที่สุดครับ
ตัวอย่างข้อมูลที่ต้องลบออก
โพสต์ที่พูดถึง “ของฝาก” แต่เป็นสินค้าอื่น เช่น ผลไม้สด, กระเป๋าผ้าไหม, แก้วโป่งข่าม, ต่างหู, หรือพระเครื่อง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับของฝากประเภทขนมและทองม้วนที่เราสนใจครับ
โพสต์ที่ใช้คำว่า “ของฝาก” แต่เกี่ยวข้องกับการพนันหรือเว็บโฆษณา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในการซื้อของฝากจริง ๆ
โพสต์ที่ใช้คำว่า “ทอง” หรือ “ม้วน” แต่ไม่เกี่ยวกับทองม้วน เช่น “ทองคำ”, “สังฆทาน”, “ผ้าไหมม้วน”, หรือ “สร้อยเพชร” ครับ
เราตัดข้อความที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปได้ 28,681 ข้อความ หรือคิดเป็น 57.36% ของข้อมูลทั้งหมดต้องบอกว่าค่อนข้างที่จะเยอะ เหลือข้อความที่เกี่ยวข้องกับของฝากและทองม้วนจำนวน 21,319 ข้อความ ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์เชิงลึกได้ต่อไป
เมื่อผ่านกระบวนการนี้แล้ว เราจะเข้าสู่ Step 4: Data Analysis & Insights Extraction เพื่อดึงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกซื้อของฝาก โดยเฉพาะ แนวโน้มและกระแสของทองม้วนในตลาดปัจจุบัน
4. Conversation Analysis วิเคราะห์ทิศทางความเห็น
หลังจากที่เรา Clean Data เรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาวิเคราะห์ว่าคนพูดถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรในทิศทางไหนบ้างครับ แล้วต่อไปเราจะไปที่ Step 5: Categorized Data – การจัดกลุ่มข้อมูล เพื่อให้เห็นภาพรวมของข้อมูลชัดขึ้น
5. Categorized Data จัดหมวดหมู่ดาต้าความเห็นให้เรียบร้อย
หลังจากที่เราทำ Conversation Analysis ขั้นตอนนี้คือการขั้นตอนนี้คือการติด Tag แต่ละโพสความเห็นให้เรียบร้อย จัดกลุ่มข้อมูล ให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อง่ายต่อการวิเคราะห์ เมื่อติดแท็กดาต้าทั้งหมดจนเสร็จก็จะเข้าสู่ขั้นตอนที่ 6 Data Visualization
6. Data Visualization เปลี่ยนดาต้าให้เป็นภาพ
เมื่อเราทำดาต้าทั้งหมดจนเสร็จก็จะไปสู่ขั้นตอนการเปลี่ยนดาต้าให้เป็นภาพ หรือที่เรียกว่าการทำ Data Visualization นั่นเองครับ
เราจะเปลี่ยนดาต้าจากตัวเลข ข้อความ จำนวนมาก ๆ ที่ผ่านการจัดการเรียบร้อยแล้ว ให้กลายเป็น Pie Chart หรือ Column Chart เพื่อทำให้เราเข้าใจได้ง่ายว่าตกลงอะไรสำคัญกว่ากัน คนพูดถึงเรื่องไหนมากน้อยกว่ากัน
เมื่อถึงขั้นตอนนี้ก็จะเข้าสู่สองขั้นตอนสุดท้าย นั่นก็คือ 7 และ 8 ครับ
7. & 8. Insights Summary & Data Driven Decision สรุปประเด็นสำคัญ แล้วเลือกว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง
หลังจากเราผ่านทุกขั้นตอนของ Social Listening และวิเคราะห์ Data สินค้าสมุนไพร เราจะได้เห็น Insight สำคัญ ที่ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น และสามารถนำไปใช้เพื่อวางกลยุทธ์การตลาดหรือพัฒนาสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพรวมของ Data
Top Engagement Content ทำคอนเทนต์ยังไงให้ปัง
พามาดูกันดีกว่าครับว่าคอนเทนต์ที่มียอด Engagement สูงเป็นคอนเทนต์อะไร แบบไหน มีจุดเด่นอะไร
โพสต์จากบัญชี @noeyhom.thongmuan บน TikTok ซึ่งแชร์เกี่ยวกับ ทองม้วนเนยหอมทองม้วน โพสต์นี้ได้รับ Engagement สูง เนื่องจากใช้คอนเทนต์แนว Lifestyle + รีวิวของฝาก โดยเชื่อมโยงกับจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมครับ
โพสต์จากเพจครัวอร่อย Byเจ๊ปาน บน Facebook ซึ่งแชร์สูตรทองม้วนสดกล้วยน้ำว้า โพสต์นี้ได้รับ Engagement สูง เนื่องจากเป็นคอนเทนต์ How-to + วิดีโอที่น่าดึงดูด ซึ่งทำให้คนสนใจแชร์และคอมเมนต์ การนำเสนอสูตรทองม้วนสดที่แตกต่างจากสูตรทั่วไป และการใช้วัตถุดิบเฉพาะ เช่น กล้วยน้ำว้า ทำให้โพสต์นี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะจากกลุ่มที่สนใจทำขนมเองครับ
โพสต์จากบัญชี @bowkanyaratp บน TikTok ซึ่งแชร์เกี่ยวกับทองม้วนจากบ้านคนพิเศษ โพสต์นี้ได้รับ Engagement สูง เนื่องจากเป็นคอนเทนต์เชิงสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม การที่ทองม้วนนี้ผลิตโดยกลุ่มคนพิเศษ ทำให้เกิดความสนใจและได้รับการสนับสนุนจากผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มี Impact เชิงบวก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการแชร์ต่อและสร้างความไวรัลบน TikTok ครับ
Data Insights ของฝาก
จากการจัดหมวดหมู่ข้อมูลเกี่ยวกับของฝากสามารถแบ่งออกเป็น 5 Category หลักครับ
Portion 5 Categories
ทองม้วน – 40.08% By Mention / 53.44% By Engagement
ผลไม้อบ/ทอด – 21.02% By Mention / 18.52% By Engagement
ขนมเปี๊ยะ – 20.15% By Mention / 12.82% By Engagement
คุกกี้ – 13.76% By Mention / 10.76% By Engagement
กุนเชียง – 4.99% By Mention / 4.46% By Engagement
จากการวิเคราะห์ Social Data สามารถแบ่งออกเป็น สองมิติหลัก ได้แก่
By Mention จำนวนครั้งที่ถูกพูดถึง
By Engagement ระดับการมีส่วนร่วม เช่น ไลค์ แชร์ คอมเมนต์
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นแนวโน้มว่าสินค้ากลุ่มใดได้รับความสนใจมากที่สุด และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคครับ
By Mention – การพูดถึงขนมของฝากในโซเชียลมีเดีย
ทองม้วนเป็นสินค้าของฝากที่ถูกพูดถึงมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับขนมไทยที่เป็นเอกลักษณ์และมีรสชาติที่หลากหลาย โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อของฝากจากแต่ละจังหวัดครับ ผลไม้อบ/ทอดและ ขนมเปี๊ยะก็ได้รับการพูดถึงอย่างมาก เนื่องจากเป็นของฝากที่หาซื้อง่ายและนิยมมอบให้กันในเทศกาลต่าง ๆ ครับ คุกกี้เป็นของฝากที่นิยมในกลุ่มครอบครัว และมักถูกเลือกเป็นของขวัญช่วงเทศกาล กุนเชียงแม้จะไม่ได้เป็นขนม แต่ก็ถูกจัดอยู่ในหมวดของฝากที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในบางจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องกุนเชียงสูตรเฉพาะ
By Engagement – การมีส่วนร่วม
ทองม้วนมี Engagement สูงสุด สะท้อนให้เห็นว่าไม่เพียงแต่ถูกพูดถึงมาก แต่ยังเป็นสินค้าที่คนให้ความสนใจและมีการแชร์รีวิวสูง โดยเฉพาะโพสต์เกี่ยวกับทองม้วนสูตรพิเศษหรือแบรนด์ที่มีจุดขายเฉพาะตัว ผลไม้อบ/ทอดและ ขนมเปี๊ยะมี Engagement ค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่าแม้จะไม่ได้ถูกพูดถึงมากเท่าทองม้วน แต่ก็เป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจเมื่อมีการรีวิว คุกกี้และกุนเชียงได้รับ Engagement ต่ำกว่า ซึ่งอาจเป็นเพราะ เป็นสินค้าทั่วไปที่ไม่มีจุดขายที่โดดเด่น
ต่อไปพามาดูรายละเอียดของฝากกันเลยครับว่ามีการพูดถึงยังไงกันบ้าง
Data Insight 1: ทองม้วน
มะพร้าว 30.12%
ทองม้วนสด 17.54%
ใบเตย 13.22%
ข้าวโพด 12.58%
ทุเรียน 9.83%
เผือก 7.38%
มะม่วง 6.43%
ช็อกโกแลต 2.91%
พามาไล่ดู Insight ของ Top 3 อันดับแรกดีกว่าครับ
ทองม้วนมะพร้าวเป็นสินค้าที่ได้รับการพูดถึงสูงสุด 30.12% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับขนมทองม้วนที่ใช้มะพร้าวเป็นส่วนประกอบหลักครับ ไม่ว่าจะเป็นทองม้วนสดมะพร้าวอ่อน, ไส้ครีมมะพร้าว, หรือทองม้วนรสมะพร้าวไม่ใส่ไข่ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตลาดของฝาก แบรนด์ต่าง ๆ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ผ่านกลยุทธ์ทางการตลาดที่หลากหลาย เช่น การรีวิวจากผู้ใช้จริง ซึ่งเน้นการโชว์เนื้อสัมผัสของทองม้วนสดที่ทำจากมะพร้าวอ่อน การทำโปรโมชั่นและ Flash Sale บนแพลตฟอร์ม E-commerce เพื่อกระตุ้นยอดขาย และการใช้ คอนเทนต์ให้ความรู้ เช่น สอนทำทองม้วนมะพร้าวสด ซึ่งได้รับ Engagement สูงจากกลุ่มที่สนใจทำขนมครับ
โพสต์รีวิวจากลูกค้าจริงโดยเฉพาะที่เน้นความหอมและความกรอบของทองม้วนมะพร้าว คอ่นข้างมีอิทธิพลสูงต่อการตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้สูตรทองม้วนเพื่อสุขภาพ เช่น ไม่ใส่ไข่ หรือสูตรกลูเตนฟรี ก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่า ทองม้วนมะพร้าวเป็นสินค้าของฝากที่ได้รับความนิยมสูง และมีศักยภาพในการขยายตลาดต่อไป โดยเฉพาะหากแบรนด์สามารถพัฒนา สูตรเฉพาะที่แตกต่าง และใช้กลยุทธ์ รีวิวและโปรโมชั่นออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
ทองม้วนสดเป็นสินค้าที่ได้รับการพูดถึง 17.54% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับทองม้วนสดที่มีความหลากหลายของวัตถุดิบและสีสัน โดยเฉพาะสูตรที่แตกต่างจากทองม้วนทั่วไป เช่น ทองม้วนใบเตยสด, ทองม้วนกล้วยน้ำว้า, ทองม้วนแก้วมังกร, ทองม้วนสดข้าวโพดสด, ทองม้วนสดหลากสี และทองม้วนสดข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดของฝาก
แบรนด์ต่าง ๆ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ผ่านกลยุทธ์ทางการตลาดที่หลากหลาย เช่น การรีวิวจากผู้ใช้จริงที่เน้นความน่ารับประทานของทองม้วนสด, การแชร์สูตรทำทองม้วนด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ, และการทำคอนเทนต์ที่โชว์เนื้อสัมผัสของทองม้วนสดแบบใกล้ชิด ซึ่งช่วยเพิ่ม Engagement ได้ดี โดยเฉพาะที่แสดงสีสันและเนื้อสัมผัสของทองม้วนสด
นอกจากนี้การพัฒนาสูตรพิเศษที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น ใบเตย, ข้าวโพดสด, แก้วมังกร หรือกล้วยน้ำว้า ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและทำให้ทองม้วนสดกลายเป็นของฝากที่แตกต่างจากแบบดั้งเดิมครับ จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่าทองม้วนสดกำลังเป็นที่นิยม และมีศักยภาพในการขยายตลาด โดยเฉพาะหากแบรนด์สามารถนำเสนอความแตกต่างผ่านวัตถุดิบจากธรรมชาติและการทำคอนเทนต์รีวิวที่ดึงดูดใจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการรับรู้และกระตุ้นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
ทองม้วนใบเตยได้รับการพูดถึง 13.22% แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับทองม้วนที่ใช้ใบเตยเป็นส่วนประกอบหลัก เนื่องจากมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์และสีสันที่ดึงดูด โดยเฉพาะในกลุ่มที่มองหาของฝากที่มีความเป็นธรรมชาติและให้ความรู้สึกแบบขนมไทยแท้
จากข้อมูลพบว่าการพูดถึงทองม้วนใบเตยมีหลากหลายบริบท เช่น ทองม้วนใบเตยสด ที่เน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติ ทองม้วนใบเตยที่บรรจุในแพ็กเกจพรีเมียม เพื่อรองรับตลาดของฝากระดับสูง และ สูตรทองม้วนใบเตยแบบ Gluten-Free ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพครับ
แบรนด์ต่าง ๆ มีการทำคอนเทนต์รีวิวผลิตภัณฑ์ที่เน้นกลิ่นหอมของใบเตย การเปรียบเทียบรสชาติ และการทดสอบความกรอบของทองม้วน ซึ่งช่วยเพิ่ม Engagement และสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า นอกจากนี้ มีการพูดถึงรสชาติอื่น ๆ ควบคู่ไปกับใบเตย เช่น มะพร้าว, ทุเรียน และเผือก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของทองม้วนที่มีการพัฒนาให้หลากหลายมากขึ้นครับ
Data Insight 2: ผลไม้อบ/ทอด
กล้วยเบรคแตก 52.39%
มะพร้าวแก้ว 25.88%
ลำไยอบแห้ง 13.32%
มะม่วงอบแห้ง 8.42%
พามาไล่ดู Insight ของ Top 3 อันดับแรกดีกว่าครับ
กล้วยเบรคแตกเป็นสินค้าที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในหมวดหมู่ผลไม้อบ/ทอด คิดเป็น 52.39% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับกล้วยแปรรูปที่มีความกรอบและรสชาติที่รับประทานได้เพลิน โดยเฉพาะสินค้าที่มีจุดขายในเรื่องไม่ใส่น้ำตาล หวานธรรมชาติ และใช้กล้วยคุณภาพดี ซึ่งตอบโจทย์ทั้งกลุ่มที่มองหาของว่างทั่วไปและกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพครับ
แบรนด์ต่าง ๆ มีการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นความสนใจของสินค้า เช่น การเน้นจุดขายเรื่องสุขภาพ โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ว่า “ไม่ใส่น้ำตาล แต่ยังคงความหวานจากธรรมชาติ” ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคที่มองหาขนมขบเคี้ยวทางเลือกให้ความสนใจมากขึ้น นอกจากนี้การใช้คอนเทนต์รีวิวที่เน้นความกรอบและรสชาติ เช่น โพสต์ที่มีข้อความ “กรอบ อร่อย เพลิน” ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากลอง
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือ Affiliate Marketing และการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีการใช้ช่องทาง Shopee และ E-commerce เพื่อเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้เกิดการซื้อได้ง่ายขึ้น
จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่ากล้วยเบรคแตกเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมวดหมู่ผลไม้อบ/ทอด เนื่องจากมีจุดขายที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องความกรอบ รสชาติที่รับประทานง่าย และเหมาะกับการเป็นของว่างเพื่อสุขภาพ แบรนด์สามารถต่อยอดการตลาดได้โดยการทำรีวิวจากผู้บริโภคจริง เน้นจุดขายด้านสุขภาพ และขยายช่องทางการขายผ่านออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
มะพร้าวแก้วเป็นสินค้าที่ได้รับการพูดถึง 25.88% ในหมวดหมู่ผลไม้อบ/ทอด โดยเฉพาะในรูปแบบของฝากจากจังหวัดท่องเที่ยว เช่น สมุยและเชียงคาน ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าและทำให้เป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยว ข้อมูลจาก Social Data แสดงให้เห็นว่ามีการพูดถึง มะพร้าวแก้วในหลายบริบท ไม่ว่าจะเป็น มะพร้าวแก้วน้ําหอม ที่เน้นรสชาติหอมสดชื่น, มะพร้าวแก้วเกรด A สูตรต้นตำรับที่มาพร้อมความหวานเข้มข้น หรือ มะพร้าวแก้วเกรด B ที่มีเนื้อแผ่นใหญ่กว่าและให้สัมผัสที่แตกต่าง นอกจากนี้ยังมีคอนเทนต์ที่สอนทำมะพร้าวแก้ว ซึ่งได้รับ Engagement สูงจากกลุ่มที่สนใจทำขนมเอง
แบรนด์และผู้ค้าหลายรายใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันเพื่อทำให้มะพร้าวแก้วเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น เช่น การเชื่อมโยงสินค้ากับแหล่งท่องเที่ยว การรีวิวรสชาติและเนื้อสัมผัส และการสร้างสูตรเฉพาะที่แตกต่างจากตลาด จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่ามะพร้าวแก้วเป็นของฝากที่ยังคงได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะเมื่อมีการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งหรือสูตรใหม่ ๆ ที่เพิ่มจุดขายให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นแนวทางที่แบรนด์สามารถนำไปต่อยอดเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้นครับ
ลำไยอบแห้งเป็นสินค้าที่ได้รับการพูดถึง 13.32% ในหมวดหมู่ผลไม้อบ/ทอด โดยเฉพาะลำไยอบแห้งเนื้อสีทองจากลำพูน ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะของดีประจำจังหวัดและได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ จากข้อมูล Social Data พบว่ามีการพูดถึงลำไยอบแห้งในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นลำไยอบแห้งแบบดั้งเดิมที่มีรสชาติหอมหวาน, ลำไยอบแห้งจากเตาฟืนที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์, และลำไยอบแห้งพันธุ์อีดอที่มีรสชาติหวานเข้มข้น นอกจากนี้ยังมีการนำลำไยอบแห้งไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น เค้กลำไยอบแห้ง ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น
แบรนด์ต่าง ๆ มักใช้กลยุทธ์ที่เน้นการสื่อสารเรื่องแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียง การรีวิวเนื้อสัมผัสและรสชาติ และการพัฒนาสินค้าให้หลากหลายขึ้น เพื่อให้ลำไยอบแห้งกลายเป็นของฝากที่มีความพิเศษและแตกต่างจากสินค้าทั่วไป จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่าลำไยอบแห้งยังคงเป็นที่นิยม ในฐานะของฝากระดับพรีเมียม โดยเฉพาะเมื่อนำเสนอผ่านเรื่องราวของถิ่นกำเนิดและคุณภาพของวัตถุดิบ ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถใช้ต่อยอดทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
Data Insight 3: ขนมเปี๊ยะ
ขนมเปี๊ยะไข่เค็ม 36.85%
ขนมเปี๊ยะถั่ว 24.80%
ขนมเปี๊ยะไส้ทะลัก 19.93%
ขนมเปี๊ยะเผือก 12.70%
ขนมเปี๊ยะไก่หยอง 5.72%
พามาไล่ดู Insight ของ Top 3 อันดับแรกดีกว่าครับ
ขนมเปี๊ยะไข่เค็มเป็นสินค้าที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในหมวดหมู่ขนมเปี๊ยะคิดเป็น 36.85% แสดงให้เห็นถึงความนิยมของขนมที่มีไส้ไข่เค็มเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งผู้บริโภคให้ความสนใจกับรสชาติที่เข้มข้น ความหอมมัน และความหลากหลายของรูปแบบการนำเสนอ โดยเฉพาะขนมเปี๊ยะไส้เผือกไข่เค็ม, ขนมเปี๊ยะไข่เค็มไส้ทะลัก และขนมเปี๊ยะไข่เค็มลาวาที่มีความโดดเด่นในตลาด
จากข้อมูล Social Data พบว่าการพูดถึงขนมเปี๊ยะไข่เค็มกระจายไปในหลายมิติ เช่น ขนมเปี๊ยะบ้านแม่มด ที่เน้นแป้งนุ่มและไส้แน่น, ขนมเปี๊ยะไส้เผือกไข่เค็ม ที่มีการนำเสนอเป็นสูตรพิเศษ และถั่วฝอยทองไข่เค็ม ซึ่งเป็นการผสมผสานรสชาติที่แปลกใหม่และดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบขนมเปี๊ยะฟิวชันครับ
กลยุทธ์ที่แบรนด์ต่าง ๆ ใช้เพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภค ได้แก่ การรีวิวรสชาติและเนื้อสัมผัสผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย, การพัฒนาไส้ใหม่ที่มีเอกลักษณ์ และการออกแบบ Packaging ให้ดูพรีเมียมมากขึ้น เพื่อให้ขนมเปี๊ยะไข่เค็มเป็นของฝากที่ดูน่าซื้อและเหมาะสำหรับทุกโอกาสครับ
จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่าขนมเปี๊ยะไข่เค็มยังคงเป็นที่นิยมในฐานะของฝากที่มีเอกลักษณ์และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อมีการพัฒนาสูตรที่แตกต่างและสร้างความน่าสนใจผ่านกลยุทธ์ทางการตลาดที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายครับ
ขนมเปี๊ยะถั่วเป็นสินค้าที่ได้รับการพูดถึง 24.80% ในหมวดหมู่ขนมเปี๊ยะ แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับขนมเปี๊ยะที่มีไส้ถั่วเป็นหลัก เนื่องจากเป็นรสชาติแบบดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน และสามารถพัฒนาเป็นสูตรใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลายได้
จากข้อมูล Social Data พบว่ามีการพูดถึงขนมเปี๊ยะถั่วในหลากหลายรูปแบบ เช่น ขนมเปี๊ะแบบขาวคลีนที่เน้นแป้งบางและไม่มัน, ขนมเปี๊ะแบ่งนุ่มไส้งา ที่มีรสชาติหอมจากงาดำ, ขนมเปี๊ยะย่างไส้ถั่วงา ที่เป็นสูตรเฉพาะให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่าง, ขนมเปี๊ยะหอมจากชัยนาท ที่โดดเด่นเรื่องกลิ่นหอมของแป้งและเปี๊ยะไส้ถั่วทองไข่เค็มที่เป็นการนำไส้ถั่วมาผสมผสานกับไข่เค็มเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติ
จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่าขนมเปี๊ยะถั่วยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกของฝากยอดนิยม โดยเฉพาะเมื่อมีการพัฒนาสูตรใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่มความแตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคครับ ซึ่งแบรนด์สามารถใช้แนวทางนี้เพื่อขยายตลาดและเพิ่มโอกาสในการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
ขนมเปี๊ยะไส้ทะลักเป็นสินค้าที่ได้รับการพูดถึง 19.93% ในหมวดหมู่ขนมเปี๊ยะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับขนมเปี๊ยะที่มีไส้แน่นและหลากหลาย โดยเฉพาะไส้ที่มีไข่เค็ม ฝอยทอง หรือไส้ที่ถูกออกแบบมาให้ตัดแล้วไส้ทะลักออกมา ซึ่งสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ครับ
จากข้อมูล Social Data พบว่ามีการพูดถึงขนมเปี๊ยะไส้ทะลักในหลายรูปแบบ เช่น ขนมเปี๊ยะฝอยทองไส้ทะลักที่มีการนำฝอยทองมาผสมกับไส้ไข่เค็มเพื่อเพิ่มความหวานมัน ขนมเปี๊ยะไส้แน่นแบ่งบางที่ถูกออกแบบให้ไส้เยอะ แต่แป้งบางทำให้รสชาติของไส้ออกมาโดดเด่น ครับ
กลยุทธ์ที่แบรนด์ต่าง ๆ ใช้เพื่อสร้างกระแสให้กับขนมเปี๊ยะไส้ทะลักที่เห็นส่วนใหญ่ ได้แก่การทำคอนเทนต์ที่โชว์ไส้ทะลักแบบชัดเจน, การใช้ Packaging ที่โดดเด่น และการทำตลาดผ่านของฝากปีใหม่หรือเทศกาลสำคัญ ซึ่งช่วยให้ขนมเปี๊ยะไส้ทะลักกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจและสามารถกระตุ้นยอดขายได้
จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่าขนมเปี๊ยะไส้ทะลักยังคงเป็นที่นิยม โดยเฉพาะเมื่อมีการนำเสนอไส้ที่แตกต่างและโดดเด่น เช่น ฝอยทอง ไข่เค็ม หรือการออกแบบให้ไส้มีปริมาณมากกว่าปกติ ซึ่งแบรนด์สามารถต่อยอดการตลาดโดยใช้กลยุทธ์โชว์จุดขายของไส้ การทำตลาดตามเทศกาล และการพัฒนาไส้ใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินค้าได้ครับ
Data Insight 4: คุกกี้
คุกกี้สิงคโปร์ 71.48%
คุกกี้กังวา 20.33%
คุกกี้เนย 8.19%
พามาไล่ดู Insight ของ Top 3 อันดับแรกดีกว่าครับ
คุกกี้สิงคโปร์เป็นสินค้าที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในหมวดหมู่คุกกี้คิดเป็น 71.48% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมของคุกกี้ชนิดนี้ในฐานะของฝากที่มีรสชาติอร่อยและรูปแบบที่หลากหลายครับ โดยเฉพาะคุกกี้ที่มีการพัฒนาเป็นสูตรใหม่ ๆ เช่นรสมันม่วง รสงาดำ และคุกกี้ที่ออกแบบเป็นรูปหัวใจหรือดอกไม้ ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินค้า จากข้อมูล Social Data พบว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับคุกกี้สิงคโปร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น คุกกี้รสมันม่วง ที่มีสีสันโดดเด่นและให้รสชาติที่แตกต่างจากสูตรดั้งเดิม, คุกกี้รสงาดำ ที่เพิ่มความหอมและความมัน, และคุกกี้ที่มีการออกแบบให้เป็นรูปดอกไม้หรือรูปหัวใจ เพื่อให้เหมาะกับการมอบเป็นของขวัญหรือของฝาก
นอกจากนี้ยังพบว่ามีการ ขายคุกกี้สิงคโปร์ร่วมกับขนมประเภทอื่น เช่น ทองม้วน เพื่อกระตุ้นยอดขายและทำให้สินค้าดูน่าสนใจมากขึ้น กลยุทธ์ที่แบรนด์ใช้เพื่อทำให้คุกกี้สิงคโปร์เป็นที่นิยม ได้แก่ การพัฒนาแพ็กเกจจิ้งให้ดูพรีเมียม, การทำคอนเทนต์รีวิวผ่านโซเชียลมีเดีย, และการใช้กลยุทธ์ขายเป็นเซ็ตคู่กับขนมอื่น ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และขยายฐานลูกค้า
จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่าคุกกี้สิงคโปร์ยังคงเป็นของฝากที่ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะเมื่อมีการพัฒนาสูตรใหม่ ๆ และออกแบบให้เป็นของขวัญที่ดูพิเศษมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถใช้ต่อยอดเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
คุกกี้สิงคโปร์ที่ได้รับการพูดถึงสูงสุดคือรสชาติรสงาดำคิดเป็น 47.37% โดยรสชาตินี้ได้รับความนิยมเพราะมีเอกลักษณ์ของความหอมมันจากงาดำ และเนื้อสัมผัสที่กรอบเป็นพิเศษครับ นอกจากนี้คุกกี้สิงคโปร์รสมัทฉะชาเขียว ซึ่งคิดเป็น 24.91% ก็เป็นรสชาติที่ได้รับความสนใจในกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบขนมหวานแนวสุขภาพ และให้ความรู้สึกสดชื่นจากกลิ่นของชาเขียว
ในขณะเดียวกันคุกกี้สิงคโปร์รสมันม่วงก็ได้รับการพูดถึงอยู่ที่ 27.72% โดยเป็นรสชาติที่เน้นความแปลกใหม่และมีสีสันสวยงาม เหมาะสำหรับการทำตลาดในกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและผู้ที่มองหาสินค้าที่มีความแตกต่าง
จากข้อมูลนี้จะเห็นว่าแบรนด์สามารถใช้กลยุทธ์การนำเสนอรสชาติใหม่ ๆ เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์ และยังสามารถเจาะกลุ่มตลาดเฉพาะ เช่น กลุ่มคนรักสุขภาพด้วยรสมัทฉะ หรือกลุ่มคนที่ชื่นชอบขนมรสชาติแปลกใหม่ด้วยรสมันม่วง ทั้งนี้การทำคอนเทนต์รีวิวรสชาติผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น การรีวิวรสชาติและเนื้อสัมผัสแบบใกล้ชิด รวมถึงการนำเสนอภาพที่โดดเด่นของแต่ละรสชาติ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและกระตุ้นให้ผู้บริโภคอยากทดลองชิมมากขึ้นครับ
คุกกี้งาได้รับการพูดถึง 20.33% ในหมวดหมู่คุกกี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับคุกกี้ที่มีส่วนผสมของงาและถั่ว เนื่องจากให้รสชาติที่หอม มัน และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ คุกกี้งาม่อนจากจังหวัดน่าน ที่ได้รับความนิยมในฐานะของฝากขึ้นชื่อจากภาคเหนือ
ผู้บริโภคพูดถึงคุกกี้งาในหลากหลายรูปแบบ เช่น คุกกี้ม่อนน่าน ซึ่งเป็นสินค้าประจำจังหวัด และมักถูกนำเสนอในฐานะของฝากที่มีเอกลักษณ์, คุกกี้จาก S&P ที่เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากร้านเบเกอรี่ชื่อดัง และ คุกกี้งาสิงคโปร์ ที่นำเอาส่วนผสมของงามาเพิ่มมูลค่าให้กับคุกกี้แบบดั้งเดิม
กลยุทธ์ที่ใช้ในการทำตลาดของคุกกี้งา ได้แก่ การเน้นจุดขายเรื่องสุขภาพ, การทำแพ็กเกจที่เหมาะสำหรับเป็นของฝาก, และการใช้กลยุทธ์ Local Branding เช่น การนำเสนอว่าเป็นของฝากจากจังหวัดน่าน หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ด้านวัตถุดิบ
จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่าคุกกี้งายังคงเป็นของฝากที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะเมื่อนำเสนอจุดเด่นด้านสุขภาพและความเป็นสินค้าท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถใช้ต่อยอดเพื่อขยายตลาดและเพิ่มความน่าสนใจให้กับแบรนด์ได้ครับ
คุกกี้เนยได้รับการพูดถึง 8.19% ในหมวดหมู่คุกกี้แม้จะเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าคุกกี้สิงคโปร์และคุกกี้งา แต่ยังคงได้รับความนิยมในฐานะขนมของฝากที่มีรสชาติหอมมันและสามารถดัดแปลงเป็นสินค้าแบบพรีเมียมได้ จากข้อมูล Social Data พบว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับคุกกี้เนยในหลากหลายรูปแบบ เช่น คุกกี้เนยสด ที่เน้นความหอมจากเนยแท้ คุกกี้เนยสดพรีเมียมที่พัฒนา Packaging หรูหรา รวมถึงคุกกี้เนยที่ทำจากโรงงานเบเกอรี่ ซึ่งได้รับความนิยมจากการผลิตในปริมาณมากเพื่อตอบโจทย์ตลาดของฝาก
นอกจากนี้การสอนทำคุกกี้เนยสดก็เป็นคอนเทนต์ที่ได้รับความสนใจสูงบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการทำคลิปวิดีโอรีวิวสูตรและการแจกโปรโมชั่น เช่น โปรโมชัน 8 แถม 1 ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี
จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่าแม้คุกกี้เนยจะมีการพูดถึงน้อยกว่าคุกกี้ประเภทอื่น แต่ยังคงมีโอกาสในการขยายตลาดผ่านการสร้างภาพลักษณ์พรีเมียม การใช้โปรโมชัน และการสร้างคอนเทนต์สอนทำขนมเพื่อกระตุ้นการรับรู้ของผู้บริโภคครับ
Data Insight 5: กุนเชียง
กุนเชียงพรีเมียม 63.96%
กุนเชียงปลา 36.04%
กุนเชียงพรีเมียมได้รับการพูดถึง 63.96% ในหมวดหมู่กุนเชียง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่ากุนเชียงปลาที่มีการพูดถึง 36.04% แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจในกุนเชียงคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากกุนเชียงทั่วไปในบริบทของของฝากครับ
จากข้อมูลพบว่ากุนเชียงพรีเมียมได้รับการพูดถึงในหลายประเด็น เช่น กุนเชียงกรอบ ที่เหมาะสำหรับการรับประทานเล่น, กุนเชียงหมูไม่มัน ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการทางเลือกที่มีไขมันต่ำ และ กุนเชียงเนื้อแน่นที่เน้นความเข้มข้นของรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากกุนเชียงทั่วไปครับ
นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงกุนเชียงที่ไม่มีสารกันบูดและ กุนเชียงหวานน้อย ไขมันต่ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ทำให้กุนเชียงสูตรพรีเมียมที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพและมีคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสุขภาพได้รับความนิยมสูง
จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่าตลาดกุนเชียงพรีเมียมยังมีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่มองหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพและมีรสชาติที่แตกต่างจากกุนเชียงทั่วไป แบรนด์สามารถใช้จุดแข็งเหล่านี้ในการพัฒนาสินค้าและทำการตลาดเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
กุนเชียงปลามีการพูดถึง 36.04% ในหมวดหมู่กุนเชียง ซึ่งเป็นรองจากกุนเชียงพรีเมียมที่มีสัดส่วนสูงกว่า อย่างไรก็ตามกุนเชียงปลายังคงเป็นสินค้ายอดนิยมสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการทางเลือกที่เบากว่าและดีต่อสุขภาพ จากข้อมูล Social Data พบว่ กุนเชียงปลากรอบเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจมาก เนื่องจากสามารถนำไปใช้เป็นของทานเล่นหรือส่วนประกอบในอาหาร นอกจากนี้ยังมีกุนเชียงปลาที่ทำการตลาดผ่านระบบ Affiliate ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อได้สะดวกขึ้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับ กุนเชียงปลาที่มีคุณสมบัติกรอบ มันน้อย และเหมาะกับไลฟ์สไตล์สุขภาพ รวมถึงมีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับแบรนด์ในการทำตลาดผ่าน Affiliate Marketing และโปรโมตจุดเด่นของสินค้าผ่านรีวิวจากผู้ใช้จริง
4 Key Insights & Recommendations สำหรับ Marketer
จากข้อมูลแพลตฟอร์มที่มีการพูดถึงมากที่สุด Facebook เป็นช่องทางหลักที่นักการตลาดควรให้ความสำคัญ เนื่องจากผู้ใช้ยังนิยมแชร์รีวิวสินค้าพูดคุยในกลุ่ม Community ซึ่งช่วยกระตุ้นการรับรู้และเพิ่มโอกาสปิดการขาย การใช้ Facebook Ads และ Retargeting จะช่วยเพิ่ม Conversion ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนำเสนอคอนเทนต์ที่มี Engagement สูง เช่น รีวิวจากลูกค้า เปรียบเทียบสินค้าหรือการไลฟ์ขายของครับ
ขณะที่ TikTok เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่มีผลต่อการกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็ว วิดีโอสั้น รีวิวจาก Influencers และคอนเทนต์ที่เน้นความสนุกสามารถสร้างไวรัลและเพิ่มยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญ นักการตลาดควรใช้ Short-form Video Marketing ที่เน้นความแปลกใหม่ ดึงดูดความสนใจ และร่วมมือกับ TikTok Influencers เพื่อให้เกิด User-Generated Content ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ครับ
สำหรับ Instagram และ YouTube มีสัดส่วนการพูดถึงใกล้เคียงกัน โดย Instagram เหมาะสำหรับการสร้าง Brand Awareness และการทำงานร่วมกับ Influencers ผ่านฟีเจอร์ Reels และ Story ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่สนใจสินค้าสไตล์ Lifestyle และความสวยงามครับ ส่วน YouTube เหมาะสำหรับคอนเทนต์เชิงลึก เช่น รีวิวสินค้าแบบละเอียด หรือวิดีโอ How-to ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจคุณสมบัติของสินค้าได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถใช้ร่วมกับกลยุทธ์ SEO เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผ่านการค้นหา
ในขณะที่ X (Twitter) มีการพูดถึงต่ำสุด แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เน้นที่การโปรโมตสินค้าโดยตรง แต่ให้ความสำคัญกับการสนทนาและติดตามเทรนด์ นักการตลาดสามารถใช้ Twitter เพื่อสร้าง Brand Awareness ผ่าน Hashtag Marketing หรือเข้าร่วมบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์ในอุตสาหกรรม เพื่อให้แบรนด์มีการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น
โดยสรุปนักการตลาดควรให้ความสำคัญกับ Facebook และ TikTok เป็นช่องทางหลักในการขายและสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้า Instagram และ YouTube เป็นแพลตฟอร์มเสริมเพื่อสร้างภาพลักษณ์และให้ข้อมูลสินค้าอย่างละเอียด ส่วน Twitter ควรใช้เพื่อกระตุ้นการรับรู้แบรนด์และสร้างการมีส่วนร่วมในบทสนทนาออนไลน์ การใช้กลยุทธ์แบบ Omnichannel ที่ผสมผสานหลายแพลตฟอร์มจะช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุมและเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. Popularity of products ใช้วัตถุดิบเฉพาะตัว และสูตรพิเศษ
สินค้าที่มีวัตถุดิบเฉพาะตัวหรือ สูตรพิเศษ เช่น กุนเชียงพรีเมียมไขมันต่ำ หรือ ทองม้วนมะพร้าวอ่อน กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้บริโภคครับ เนื่องจากตอบโจทย์ทั้งเรื่องรสชาติ ความแตกต่างจากสินค้าในตลาด และแนวโน้มด้านสุขภาพ การสร้าง Product Differentiation ผ่านการใช้วัตถุดิบเฉพาะกลุ่ม เช่น มะพร้าวอ่อนแท้ 100% หรือสูตรปราศจากน้ำตาล สามารถช่วยให้แบรนด์ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่และสร้างภาพจำที่แตกต่างครับ
นอกจากนี้ Storytelling ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ โดยการนำเสนอเรื่องราวของวัตถุดิบ เช่น แหล่งที่มาของมะพร้าวอ่อนจากสวนออร์แกนิก หรือกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมที่ช่วยรักษาคุณภาพของวัตถุดิบ รวมถึงการสื่อสารจุดขายของสูตรพิเศษ ผ่านการรีวิวจากลูกค้า หรือการนำเสนอผ่านคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น TikTok และ YouTube ซึ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นความต้องการซื้อได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้นักการตลาดสามารถใช้กลยุทธ์ Collaborations กับ Influencers หรือเชฟ ที่มีชื่อเสียงในการทดลองสินค้าพร้อมนำเสนอความแตกต่างของรสชาติ ซึ่งช่วยให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงจุดเด่นของสินค้าผ่านมุมมองที่น่าเชื่อถือมากขึ้นครับ อีกทั้งการออกสินค้า Limited Edition หรือเน้นจุดขายพิเศษ เช่น สูตรเพื่อสุขภาพ Low Calories หรือใช้วัตถุดิบออร์แกนิก สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพและชอบลองสินค้าที่แตกต่างจากทั่วไป
3. Tourist cities market ของฝากตามเมืองท่องเที่ยว ยังคงเป็นตลาดที่แข็งแกร่ง
สินค้าของฝากจากแหล่งท่องเที่ยว เช่น ขนมเปี๊ยะโบราณจากชุมชน, กุนเชียงจากเชียงคาน, คุกกี้จากน่าน ยังคงเป็นสินค้ายอดนิยมที่ได้รับการพูดถึงสูง ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่มองหาของฝากที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น การสร้างมูลค่าให้สินค้าผ่าน Local Branding จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยทำให้สินค้าของฝากมีความน่าสนใจและแตกต่างจากสินค้าทั่วไปครับ
นักการตลาดสามารถใช้ Local Branding เพื่อเน้นจุดเด่นของสินค้าจากแต่ละภูมิภาค เช่น การใช้วัตถุดิบท้องถิ่น หรือเทคนิคการผลิตแบบดั้งเดิมมาเป็นจุดขาย พร้อมนำเสนอผ่าน Storytelling ที่ช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงกับสินค้ามากขึ้น เช่น เรื่องราวของกุนเชียงเชียงคานที่ทำด้วยสูตรดั้งเดิมกว่า 50 ปี หรือคุกกี้จากน่านที่ใช้ถั่วแมคคาเดเมียจากแหล่งปลูกในพื้นที่โดยตรงครับ
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สามารถช่วยกระตุ้นยอดขายคือการจับมือกับผู้ค้าท้องถิ่นในการออกสินค้า Limited เฉพาะฤดูกาล เช่น การออกเทศกาลขนมเปี๊ยะโบราณที่มาพร้อม Premium packaging หรือแพ็กเกจที่เชื่อมโยงกับเทศกาลสำคัญของพื้นที่ เช่น ของฝากพิเศษช่วงปีใหม่หรือสงกรานต์ การทำ Exclusive Collaboration ระหว่างแบรนด์สินค้าท้องถิ่นกับแพลตฟอร์ม E-commerce ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่าย และเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ที่อาจไม่ได้เดินทางไปยังพื้นที่จริงครับ
สุดท้ายการใช้ Influencer หรือ Blogger สายท่องเที่ยว ในการรีวิวของฝากจากแต่ละเมือง พร้อมกับการทำ Social Media Campaign ที่ให้ผู้บริโภคร่วมแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับของฝากแต่ละพื้นที่ ก็สามารถช่วยสร้างกระแสและเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ในวงกว้างมากขึ้นครับ
4. Health trends เทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง
กระแสสุขภาพยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันพฤติกรรมการเลือกซื้อของผู้บริโภค ปัจจุบันมีการพูดถึง ผลิตภัณฑ์ที่เน้นสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กุนเชียงพรีเมียมไขมันต่ำ, คุกกี้สิงคโปร์สูตรสุขภาพ, ทองม้วนไม่ใส่ไข่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ใส่ใจเรื่อง โภชนาการ, Clean Eating, หรือการควบคุมน้ำหนักครับ
หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญคือการเพิ่ม Labeling ที่ชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น เนื่องจากลูกค้ากลุ่มสุขภาพมักให้ความสนใจกับข้อมูลโภชนาการและส่วนผสมของสินค้า การใช้ฉลากที่เข้าใจง่ายและโดดเด่น เช่น Low Sugar, High Protein, Gluten-Free หรือ Vegan จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า นอกจากนี้ควรออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สื่อสารจุดขายของแบรนด์อย่างชัดเจน เช่น การใช้สีที่สะท้อนถึงสุขภาพ ความเป็นธรรมชาติ หรือดีไซน์ที่เรียบง่ายและดูพรีเมียม สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยดึงดูดลูกค้า แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำในระยะยาวอีกด้วยครับ
สรุป 5 Data Research Insights เจาะลึกจักรวาล ของฝาก จาก Social Listening
การวิเคราะห์ Data Research Insights เจาะลึกจักรวาล ของฝาก จาก Social Listening ครั้งนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของตลาดของฝาก บนโซเชียลมีเดียได้อย่างชัดเจน โดยข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการทำการตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม, การสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจ, หรือแม้แต่การพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์เทรนด์ที่กำลังมาแรง เช่น ของฝากเพื่อสุขภาพ, ขนมโฮมเมดจากชุมชน หรือของฝากพรีเมียมที่ใช้วัตถุดิบเฉพาะถิ่นครับ
สุดท้ายนี้ การตลาดวันละตอนขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านบทความนี้ครับ จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายโปรเจคจาก Project Data Research for SMEs ที่น่าสนใจ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้ Data-Driven Marketing เพื่อพัฒนาสินค้าและกลยุทธ์การขายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รอติดตามกันได้เลยครับ