หากจะพูดถึงปรากฏการณ์ที่สั่นสะเทือนหน้าฟีดและถูกพูดถึงมากที่สุดในชั่วโมงนี้ นาทีนี้คงต้องยกให้ ล่าหยก (The Tale of Rose and Jade) เป็นซีรีส์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปีเลยค่ะ ความน่าสนใจนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรตติ้งที่พุ่งกระฉูด แต่คือการทลายกำแพงจนทำให้ใครหลายคนที่ไม่เคยเข้าวงการซีรีส์จีนมาก่อน หรือคนที่ทนแรงต้านการป้ายยาจากคนรอบข้างไม่ไหว ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนหรือไถฟีดแพลตฟอร์มไหนก็ตาม ก็เจอแต่คนพูดถึงเรื่องนี้ รู้ตัวอีกทีใครหลายคนก็ยกให้เป็นซีรีส์ยอดเยี่ยมในดวงใจไปเรียบร้อยแล้วค่ะ ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่าความลับเบื้องหลังความชื่นชอบในซีรีย์เรื่องนี้คืออะไร และทำไม “ล่าหยก” ถึงกุมหัวใจคนดูได้อยู่หมัดขนาดนี้ บทความนี้เบลล์จะพาทุกคนไปหาคำตอบผ่าน Data Research Insight กันค่ะ
ซึ่งข้อมูลทั้งหมด เบลล์ได้รวบรวมมาจากเครื่องมือ Social Listening อย่าง Mandala Analytics ที่ดึงบทสนทนาจากหลายแพลตฟอร์มหลัก ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, X (Twitter), TikTok และ YouTube เพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อในเชิง Insight และในบทความนี้จะพามาดูทั้งขั้นตอนกระบวนการทำ 8 ขั้นตอน และ Insight ที่เจอมาแบ่งปันทุก ๆ คน ดังนี้ค่ะ
Research Keywords
Set Campaign Collecting Data
Cleansing Data
Conversation Analysis
Categorized Data
Visualization
Insights Summary
Data-Driven Decision
STEP 1 – 2 Research Keyword, Collecting Data
Step ที่ 1 ของ Data Research Insight คือ Research Keyword ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องเริ่มจากการ “คิดแทนคนดู” ค่ะ ว่าถ้าผู้ชมอยากโพสต์หรือพูดถึงเกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้ เขาจะใช้คำว่าอะไรบ้าง สำหรับเคสนี้เบลล์เลือกใช้ Keyword หลักคือคำว่า “ล่าหยก” เพราะเป็นชื่อซีรีส์ที่คนดูใช้พูดถึงโดยตรง และเป็นคำที่สามารถพาเราเข้าไปเจอบทสนทนาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวหลังดูจบ ความรู้สึกที่มีต่อเนื้อเรื่อง ตัวละครที่คนดูอิน หรือกระแสป้ายยาที่ทำให้หลายคนตัดสินใจตามไปดูค่ะ
เมื่อได้ Keyword ที่ต้องการแล้ว ถัดไปคือ Step ที่ 2: Collecting Data หรือการตั้งแคมเปญเพื่อเก็บข้อมูล โดยกำหนดช่วงเวลาเก็บข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 01/01/2026 – 20/04/2026 ครอบคลุมช่องทาง Social และ YouTube ซึ่งสามารถรวบรวมบทสนทนาได้ทั้งหมด 10,000 Mentions
จาก Keyword คำว่า “ล่าหยก” ทำให้เราไม่ได้เห็นแค่ว่าซีรีส์เรื่องนี้ถูกพูดถึงมากแค่ไหน แต่ยังเริ่มเห็น “มุมมองของคนดู” ที่มีต่อซีรีส์ได้ชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสนุกของพล็อตเรื่อง เคมีของพระนาง ไปจนถึงเหตุผลที่ทำให้หลายคนยกให้ “ล่าหยก” เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ประทับใจค่ะ
STEP 3 Cleaning Data
Step ที่ 3 คือ Cleaning Data หรือการคัดกรองข้อมูล ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญมากค่ะ เพราะถึงแม้เราจะใช้ Keyword หลักอย่าง “ล่าหยก” ในการเก็บข้อมูลแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่บางโพสต์จะติด Keyword เข้ามา ทั้งที่เนื้อหาไม่ได้เกี่ยวข้องกับซีรีส์โดยตรงจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบว่ามีทั้ง Social Data ที่เกี่ยวข้อง และ Social Data ที่ไม่เกี่ยวข้อง ปะปนกันอยู่ค่ะ
Social Data ที่เกี่ยวข้อง เช่น โพสต์ที่พูดถึงซีรีส์ล่าหยกโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นเกี่ยวกับฉากเนื้อเรื่อง การพูดถึงตัวละครฉากที่ชอบ หรือคอนเทนต์มีมที่หยิบซีนจากซีรีส์มาเล่าต่อ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สะท้อนเสียงของผู้ชมได้ตรงกับสิ่งที่เราต้องการวิเคราะห์ค่ะ
Social Data ที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น โพสต์ที่มีคำว่า “ล่าหยก” ปรากฏอยู่ แต่เนื้อหาหลักพูดถึงเรื่องอื่น เช่น ข่าว กีฬา รายการบันเทิงอื่น หรือคอนเทนต์ที่ใช้คำใกล้เคียงแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับซีรีส์โดยตรง รวมถึงโพสต์ซ้ำหรือข้อมูลที่หลุดบริบท ซึ่งหากนำมาวิเคราะห์ต่อ อาจทำให้ Insight คลาดเคลื่อนได้ค่ะ
ดังนั้นในขั้นตอน Cleaning Data ครั้งนี้ เบลล์จึงคัดกรองข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออก เพื่อให้เหลือเฉพาะบทสนทนาที่พูดถึง “ล่าหยก” ในบริบทของซีรีส์จริง ๆ เท่านั้น สำหรับใครที่อยากทำความเข้าใจกระบวนการ Cleaning Data อย่างละเอียด เพื่อให้ได้ Data ที่มีคุณภาพสูงและพร้อมต่อยอดเป็น Insight ได้จริง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้เลยค่ะ > https://everydaymarketing.co/trend-insight/top10-influencers-investment-money-2023-on-tiktok/
STEP 4 Conversation Analysis
อย่างที่เห็นใน STEP 3 ระหว่างที่กระบวนการ Cleansing Data ดำเนินไป เราจะได้อ่าน Social Data ที่ไหลเข้ามาผ่าน Keyword อย่าง “ล่าหยก” ไปพร้อมกัน ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่ได้มีแค่การคัดกรองข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกเท่านั้นค่ะ แต่ยังช่วยให้เราเริ่มเห็นภาพรวมของบทสนทนาที่เกิดขึ้นรอบซีรีส์เรื่องนี้ได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
หลังจากคัดเลือกเหลือเฉพาะโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับซีรีส์จริง ๆ แล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อดูว่าคนดูกำลังพูดถึงในแง่มุมไหนบ้าง โดยเป้าหมายหลักของขั้นตอนนี้คือการจับประเด็นจากเสียงของคนดูให้ชัดขึ้นว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ “ล่าหยก” กลายเป็นซีรีส์ที่ถูกพูดถึงต่อเนื่อง และมีองค์ประกอบไหนบ้างที่ช่วยผลักให้กระแสของเรื่องนี้เติบโตบนโลกออนไลน์
ในช่วงเริ่มต้นของการวิเคราะห์ เบลล์มักจะเริ่มจากการดูภาพรวมผ่านหน้า Dashboard ก่อนค่ะ เช่น ช่องทางไหนมีการพูดถึงมากที่สุด ปริมาณ Mentions เป็นอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา และโพสต์ไหนกลายเป็น Top Post ที่ได้รับ Engagement สูง เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราเห็นว่า คนดูให้ความสนใจกับประเด็นแบบไหน และคอนเทนต์ลักษณะใดที่ทำให้คนอยากมีส่วนร่วมมากที่สุดนั่นเองค่ะ
Overview Social Data Stat
เรามาเริ่มกันที่ภาพรวมของการพูดถึงซีรีส์ “ล่าหยก” บนโลกโซเชียลกันก่อนค่ะ ทั้งในมิติของ Mention หรือจำนวนการพูดถึง และ Engagement หรือการมีส่วนร่วม เพื่อให้เห็นว่าคนดูพูดถึงซีรีส์เรื่องนี้ผ่านช่องทางไหนบ้าง และแพลตฟอร์มไหนคือพื้นที่สำคัญที่ช่วยดันให้กระแสของ “ล่าหยก” ถูกส่งต่อมากที่สุด
By Mention จากข้อมูลจะเห็นว่าแพลตฟอร์มที่มีการพูดถึง “ล่าหยก” มากที่สุดคือ TikTok 30.4% รองลงมาคือ Facebook 29.2%, YouTube 21.1%, Instagram 10.5% และ X 8.7% สัดส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่ากระแสของ “ล่าหยก” กระจายตัวอยู่ในหลายแพลตฟอร์มค่อนข้างใกล้เคียงกันค่ะ โดยเฉพาะ TikTok และ Facebook ที่กลายเป็นพื้นที่หลักในการพูดถึงซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ตัดซีน โมเมนต์ชวนฟิน หรือโพสต์ป้ายยาที่ชวนให้คนดูหน้าใหม่ตามเข้ามาอยู่ในบทสนทนาของเรื่องนี้ค่ะ
By Engagement การมีส่วนร่วมแบบรวม View จะเห็นว่า YouTube โดดเด่นที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึง 93.5% ทิ้งห่างแพลตฟอร์มอื่นอย่างชัดเจนค่ะ รองลงมาคือ TikTok 2.6%, Facebook 2.1% และ Instagram 1.8% จุดนี้สะท้อนว่า แม้ YouTube จะไม่ได้มีจำนวน Mention สูงที่สุด แต่คอนเทนต์บน YouTube สามารถสร้าง Engagement ได้สูงมาก โดยเฉพาะคอนเทนต์วิดีโอที่เกี่ยวกับนักแสดงและโมเมนต์นอกซีรีส์ ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่ดึงยอดรับชมได้ดี และช่วยเพิ่มการมองเห็นให้กระแสซีรีย์มากขึ้นค่ะ
By Engagement Ignore View แต่เมื่อดูเฉพาะการมีส่วนร่วมแบบไม่นับยอด View ภาพรวมจะเปลี่ยนไปชัดเจนค่ะ โดยแพลตฟอร์มที่โดดเด่นที่สุดคือ TikTok 35.8% รองลงมาคือ Facebook 28.1%, Instagram 24.5%, YouTube 11.3% และ X น้อยกว่า 1% ข้อมูลนี้บอกเราว่าถ้าตัดยอด View ออกไป TikTok จะกลายเป็นช่องทางที่คนดูมีปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์จากซีรีย์มากที่สุดค่ะ โดยเฉพาะคอนเทนต์ไวรัลที่หยิบตัวละครหรือกระแสนอกจอมาต่อยอด เช่น “ดีเจนุ้ยคอร์สเพลย์เป็นท่านอู่อั่นโหว” ที่ทำให้แฟนซีรีส์เข้ามามีส่วนร่วมกันอย่างคึกคักค่ะ
Timeline Social Data Stat
ในส่วนของ Timeline Social Data Stat ของซีรีส์ล่าหยก เราสามารถแยกดูความเคลื่อนไหวของกระแสออกเป็น 3 ส่วนหลัก เพื่อให้เห็นว่าช่วงไหนที่ซีรีส์ถูกพูดถึงมากขึ้น และคอนเทนต์แบบไหนที่ช่วยดัน Engagement ให้พุ่งดังนี้ค่ะ
By Mention จากกราฟจะเห็นว่า การพูดถึง “ล่าหยก” เริ่มขยับชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม และพุ่งสูงในช่วงกลางถึงปลายเดือนมีนาคม โดยเฉพาะช่วงประมาณ 16–29 มีนาคม 2026 ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสซีรีส์เริ่มถูกหยิบไปต่อยอดในหลายรูปแบบค่ะ คอนเทนต์ที่ช่วยสร้างการพูดถึงมีทั้งคอนเทนต์จากแฟนซีรีส์และครีเอเตอร์ เช่น การทำคอนเทนต์อุ้มแมวล้อเลียนฉากในซีรีส์ หรือเจ้าของแมว DIY เครื่องหัวปีกนกให้แมวใส่ทำคอนเทนต์ ซึ่งสะท้อนว่า “ล่าหยก” ไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ในเชิงรีวิวซีรีส์ แต่ยังกลายเป็นวัตถุดิบให้คนดูนำไปสร้างคอนเทนต์ต่อในแบบของตัวเองค่ะ
By YouTube Engagement ในส่วนของ YouTube จะเห็นว่า Engagement เริ่มโดดเด่นตั้งแต่ช่วง 22–29 มีนาคม 2026 และยังคงต่อเนื่องในสัปดาห์ถัดมาค่ะ โดยคอนเทนต์ที่ได้รับความสนใจมักเป็นวิดีโอเกี่ยวกับนักแสดง เบื้องหลัง หรือคอนเทนต์ที่ต่อยอดจากความนิยมของซีรีส์ค่ะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือคอนเทนต์อย่าง “6 ความลับเกี่ยวกับนักแสดงเถียนซีเวย นางเอกของเรื่อง” ที่ช่วยให้คนดูรู้จักนักแสดงมากขึ้น รวมถึงคอนเทนต์ Cover เพลง “โกดำ” ในสไตล์จีน ซึ่งแม้เพลงนี้จะไม่ได้เป็นเพลงจากซีรีส์โดยตรง แต่ด้วยกลิ่นอายของดนตรีและอารมณ์ที่เข้ากับบรรยากาศของล่าหยก ทำให้คนดูเชื่อมโยงกับซีรีส์ได้ง่าย และกลายเป็นอีกหนึ่งคอนเทนต์ที่ช่วยพากระแสของเรื่องนี้ออกไปนอกจอค่ะ
By Engagement except YouTube หากพิจารณาเฉพาะแพลตฟอร์มอื่นนอกเหนือจาก YouTube จะเห็นว่า Engagement โดดเด่นในช่วงกลางถึงปลายเดือนมีนาคมเช่นกันค่ะ โดยเฉพาะช่วงประมาณ 16–29 มีนาคม 2026 และคอนเทนต์ที่สร้างการมีส่วนร่วมสูงมักเป็นคอนเทนต์จากแฟนคลับและครีเอเตอร์ที่หยิบกระแสซีรีส์มาต่อยอด เช่น แฟนคลับลงคลิปนักแสดงตัวร้ายจากในซีรีส์ เติ้งข่าย–หลินมู่หลาน หรือคอนเทนต์รีวิวจากครีเอเตอร์อย่างคุณเจี๊ยบโสภิตาที่ออกมารีวิวซีรีส์เรื่องนี้
ภาพรวมของ Timeline จึงทำให้เห็นว่ากระแสของล่าหยก ไม่ได้เกิดจากคอนเทนต์หลักของซีรีส์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่แฟน ๆ และครีเอเตอร์ช่วยกันหยิบโมเมนต์ต่าง ๆ ไปเล่าต่อและสร้างบทสนทนาใหม่ ๆ จนทำให้ซีรีส์ถูกพูดถึงต่อเนื่องในหลายแพลตฟอร์มค่ะ
Social Data by Hashtag & Word
จากฝั่ง Hashtag จะเห็นว่าแฮชแท็กหลักอย่าง #ล่าหยก มีขนาดโดดเด่นที่สุด ซึ่งสะท้อนว่าคนดูใช้ชื่อซีรีส์เป็นแฮชแท็กหลักในการพูดคุยและรวบรวมคอนเทนต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ค่ะ นอกจากนี้ยังมีแฮชแท็กอื่น ๆ เช่น #iQIYI , #ซีรีส์จีน , #PursuitOfJade , #จางหลิงเฮ่อ , #เถียนซีเวย และ #cdrama ซึ่งช่วยให้เห็นว่า บทสนทนารอบ ๆ ไม่ได้พูดถึงแค่ตัวซีรีส์เท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงนักแสดง แพลตฟอร์มรับชม และกลุ่มแฟนซีรีส์จีนโดยรวมด้วยค่ะ
เมื่อมาดูฝั่ง Word หรือคำที่ถูกพูดถึงบ่อยกันบ้าง จะเห็นคำสำคัญอย่าง ล่าหยก , ซีรีส์ , iQIYI , พากย์ไทย , เถียนซีเวย และ จางหลิงเฮ่อ จุดที่น่าสนใจคือคำว่า “พากย์ไทย” มีขนาดใหญ่มาก แสดงให้เห็นว่าคนดูจำนวนไม่น้อยพูดถึงประเด็นเรื่องการรับชมเวอร์ชันภาษาไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ซีรีส์เข้าถึงผู้ชมวงกว้างขึ้น โดยเฉพาะคนที่อาจไม่ได้ดูซีรีส์จีนเป็นประจำ แต่พร้อมเปิดใจดูเมื่อมีพากย์ไทยให้รับชมง่ายขึ้นค่ะ
ขณะเดียวกัน คำอย่าง จางหลิงเฮ่อ และ เถียนซีเวย ก็สะท้อนพลังของนักแสดงนำที่มีส่วนสำคัญในการดึงความสนใจของแฟน ๆ ส่วนคำอย่าง คลิป , Twitter , กดติดตาม และ ช่อง แสดงให้เห็นว่ากระแสของ “ล่าหยก” ถูกส่งต่อผ่านคอนเทนต์สั้น การแชร์คลิป และการติดตามคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องค่ะ
Facebook: เพจ iQIYI Thailand โพสต์คอนเทนต์เบื้องหลังฉากขี่ม้าในกองถ่าย ที่มีนักแสดงเด็กต้องร่วมเล่นในฉากต่อสู้ แต่ทีมงานและนักแสดงทุกคนดูแลความปลอดภัยอย่างดี คอนเทนต์ลักษณะนี้ช่วยให้แฟน ๆ ได้เห็นมุมเบื้องหลังของซีรีส์ และสร้าง Engagement ได้สูงค่ะ
Instagram: บัญชี wetvthailand โพสต์คอนเทนต์โมเมนต์ของนักแสดงสองพี่น้องจากเรื่อง “ล่าหยก” ที่ออกมาทำคอนเทนต์ด้วยกัน แม้ในจอจะไม่รักกัน แต่เบื้องหลังกลับมีเคมีที่น่ารักและชวนให้แฟน ๆ เข้ามาคอมเมนต์หวีดกันต่อค่ะ
TikTok: ช่อง ชิเองแมวมึน ทำคอนเทนต์แมวรีวิวใส่เครื่องหัวปีกนกเลียนแบบอู่อันโหว จากเรื่อง “ล่าหยก” ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่หยิบเอกลักษณ์ของตัวละครมาต่อยอดในแบบที่น่ารักและแชร์ต่อง่าย จึงสร้าง Engagement ได้โดดเด่นมากค่ะ
YouTube: ช่อง Story-Sifter ทำคอนเทนต์เล่าประเด็นดราม่าลือสนั่นโซเชียลซุปเปอร์สตาร์ของเขมรมีโอกาสจะได้เล่นเป็นพระรองซีรีส์จีนอย่างล่าหยก 2 แต่ชาวเขมรโวยที่ได้เล่นเป็นเพียงพระรอง ซึ่งชาวเน็ตเขมรมองว่ามีหน้าตาคล้ายนักแสดงอู่อันโหวจากเรื่องล่าหยกและเห็นควรว่าควรได้เป็นพระเอก แต่ชาวเน็ตไทยกลับเห็นต่างจนเกิดประเด็นถกเถียงและมี Engagement สูง
VIDEO
STEP 5 Categorize Data
ต่อมาคือการจับกลุ่มข้อมูล เพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์และเห็นสัดส่วนของแต่ละประเด็นได้ชัดเจนขึ้นค่ะ หลังจากอ่าน Social Data ในขั้นตอน Cleaning และ Conversation Analysis แล้ว เราจะเริ่มเห็นว่าคนดูพูดถึงซีรีส์ในหลายมุม ดังนั้นในขั้นตอนนี้เบลล์จึงใช้ฟีเจอร์ Tag บนเครื่องมือ Social Listening เพื่อจัดกลุ่มบทสนทนาให้เป็นหมวดหมู่ เช่น พล็อตเรื่อง, ตัวละคร/นักแสดง, รีวิวและป้ายยา, พากย์ไทย และ คอนเทนต์แฟนคลับ เพื่อให้เห็นชัดขึ้นว่าประเด็นไหนคือสิ่งที่คนดูอินและพูดถึงมากที่สุด ก่อนนำไปวิเคราะห์ Insight ต่อในขั้นตอนถัดไปค่ะ
STEP 6 Data Visualization
เมื่อจัดหมวดหมู่ Data เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือ Data Visualization หรือการนำข้อมูลที่จัดกลุ่มไว้มาแปลงเป็นภาพ เพื่อให้เห็นสัดส่วนของบทสนทนาเกี่ยวกับซีรีส์ได้ชัดเจนขึ้นค่ะ จากภาพรวมของ Social Data สามารถแบ่งประเด็นหลักที่คนพูดถึงออกมาได้ 4 กลุ่ม ดังนี้
นักแสดง 54.3%: เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนสูงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าแรงขับสำคัญของกระแส “ล่าหยก” มาจากนักแสดงเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น Zhang Linghe, Tian Xiwei, Lin Muran, Deng Kai รวมถึงนักแสดงคนอื่น ๆ ที่ถูกพูดถึงต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของเคมีการแสดง คาแรกเตอร์ และความนิยมของตัวนักแสดงเองค่ะ
คนพูดถึงอะไรบ้าง 21.8%: เป็นกลุ่มบทสนทนาที่เกี่ยวกับประเด็นรอบ ๆ ซีรีส์ เช่น ฉากไฮไลต์, ความสัมพันธ์ตัวละคร, เนื้อเรื่อง/บทละคร, พากย์เสียงตัวละคร, เพลงประกอบซีรีส์, เบื้องหลังซีรีส์, นักแสดงไทย และรีแอคชั่น ซึ่งช่วยให้เห็นว่าคนดูไม่ได้อินแค่ตัวนักแสดง แต่ยังพูดถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ของซีรีส์อย่างหลากหลายค่ะ
สตรีมมิ่งที่ถูกพูดถึง 19.9%: ในกลุ่มนี้มีการพูดถึงแพลตฟอร์มรับชมอย่าง Netflix, WeTV และ iQIYI สะท้อนว่าช่องทางการรับชมเป็นอีกประเด็นที่คนดูให้ความสนใจ โดยเฉพาะการตามหาว่าซีรีส์ดูได้ที่ไหน หรือแพลตฟอร์มไหนมีเสียงพากย์ไทยที่ถูกใจคนดู
คนดูรู้สึกยังไง 4.0%: แม้จะเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนไม่สูงมาก แต่ช่วยสะท้อนอารมณ์ของคนดูได้ดี เช่น ชื่นชอบ ดราม่า ไม่สนุก เสียดายฉากที่ถูกตัด นักแสดงหน้าตาดี ฉากซีนสวย และบทอ่อมแต่ยังชอบอยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยให้เข้าใจความรู้สึกของผู้ชมต่อซีรีส์เรื่องนี้ได้ลึกขึ้นค่ะ
นักแสดง Top 10 by Engagement
Zhang Linghe (Engagement 7,221,012): กระแสบนโซเชียลส่วนใหญ่พูดถึงลุคในซีรีส์ คาแรกเตอร์ที่โดดเด่น และเสน่ห์ของบทบาทที่ทำให้คนดูอิน โดยเฉพาะภาพจำของตัวละครที่ดูสง่าและมีพลังดึงดูดสูงมาก รวมถึงประเด็นดราม่าที่กำลังเป็นข้อถกเถียงในสังคมออนไลน์อยู่ตอนนี้ค่ะ
Tian Xiwei (Engagement 6,151,278): คนดูพูดถึงทั้งความน่ารัก เสน่ห์ของการแสดง และเคมีที่เข้ากับเรื่องราวในซีรีส์ โดยเฉพาะบทบาทที่ทำให้คนดูรู้สึกเอ็นดูและตามเชียร์ตลอดเรื่องค่ะ
Deng Kai (Engagement 1,660,182): ถูกพูดถึงในฐานะนักแสดงที่มีเสน่ห์และคาแรกเตอร์ที่ชัดค่ะ บนโซเชียลมีทั้งการพูดถึงลุค หน้าตา และโมเมนต์ของตัวละครที่ทำให้แฟน ๆ จดจำได้ง่าย จนกลายเป็นอีกหนึ่งชื่อที่ถูกหยิบมาพูดถึงต่อเนื่องแม้ในจอจะเป็นตัวร้าย แต่นอกจอแฟนคลับกลับมองว่าเขาเป็นคนที่อ่อนโยนและขี้อายซึ่งเป็นสเน่ห์อีกแบบที่คนพูดถึงจำนวนมากค่ะ
Lin Muran (Engagement 1,002,177): ได้รับความสนใจจากภาพลักษณ์ที่ดูสดใสและเข้าถึงง่าย ที่ถึงแม้จะอายุน้อยแต่การแสดงของเขานั้นไม่ธรรมดา และเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่คนชื่นชอบและติดตามเพิ่มมากขึ้นค่ะ นอกจากนี้โมเมนต์ที่เกี่ยวข้องกับซีรีส์ช่วยให้ชื่อของเขาถูกแชร์ต่อในกลุ่มแฟน ๆ ได้ดีอีกด้วยค่ะ
Kong Xue’er (Engagement 647,939): เป็นนักแสดงหญิงที่ถูกพูดถึงในมุมของความสวย ลุคที่โดดเด่น และภาพลักษณ์ที่เข้ากับบรรยากาศของซีรีส์ค่ะ โดยเฉพาะคอนเทนต์ภาพนิ่งหรือคลิปสั้นที่แฟน ๆ นำไปแชร์ต่อ ทำให้เกิด Engagement ได้ค่อนข้างดี
Li Qing (Engagement 630,637): ถูกพูดถึงในโซเชียลจากลุคที่ดูละมุนและมีเสน่ห์ค่ะ แฟน ๆ มักหยิบภาพหรือโมเมนต์ของนักแสดงมาแชร์ต่อ พร้อมคอมเมนต์ในเชิงชื่นชมภาพลักษณ์และความเข้ากับโทนของซีรีส์ รวมถึงความโก๊ะของนักแสดงที่ออกมาจากในจอ
Cao Yanning (Engagement 576,493): ได้รับความสนใจจากบทบาทและภาพจำที่ดูน่ารักค่ะ โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับตัวละครหรือเบื้องหลัง ทำให้คนดูรู้สึกเอ็นดูและเข้ามามีส่วนร่วมกับโพสต์ได้ดี
Nine Kornchid (Engagement 386,940): เป็นชื่อที่น่าสนใจในกลุ่มนักแสดง เพราะมีฐานแฟนชาวไทยให้ความสนใจค่ะ บทสนทนาบนโซเชียลจึงมีทั้งการพูดถึงผลงานในซีรีส์ และความภูมิใจที่ได้เห็นนักแสดงไทยอยู่ในกระแสของซีรีส์จีนเรื่องนี้
Ren Hao (Engagement 325,640): ถูกพูดถึงจากลุคและคาแรกเตอร์ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวค่ะ แม้ Engagement จะไม่ได้สูงเท่ากลุ่มนักแสดงนำคนอื่น แต่ยังมีบทสนทนาจากแฟน ๆ ที่พูดถึงภาพลักษณ์ โมเมนต์ และบทบาทในเรื่องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักแสดงคนนี้ถือเป็นคนที่เบลล์ชื่นชอบมากที่สุดค่ะ ด้วยสเน่ห์ที่อบอุ่นของเขาในจอ และสเน่ห์ของการเป็นศิลปินนอกจอที่ยังคอยมีแฟนคลับติดตามซัพพอร์ตค่ะ
Yu Zhongli (Engagement 247,739): เป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่ถูกพูดถึงจากโมเมนต์ในซีรีส์และภาพลักษณ์ที่สะดุดตาค่ะ คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับตัวละครช่วยให้แฟน ๆ เข้ามาคอมเมนต์และแชร์ต่อ แม้จะอยู่ในอันดับท้ายของ Top 10 แต่ยังสะท้อนว่าซีรีส์มีตัวละครหลายคนที่คนดูให้ความสนใจค่ะ
Top 7 ประเด็นที่คนพูดถึงเกี่ยวกับซีรีส์ล่าหยก
นักแสดง 37.1%: เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่ากระแสของ “ล่าหยก” ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของนักแสดงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงลุคในเรื่อง คาแรกเตอร์ เคมีระหว่างนักแสดง หรือการแชร์ภาพและคลิปที่ทำให้แฟน ๆ เข้ามาหวีดกันต่อบนโซเชียลค่ะ
ฉากไฮไลท์ 26.0%: เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีสัดส่วนสูงมาก เพราะคนดูมักหยิบฉากสำคัญหรือโมเมนต์ที่ชอบมาโพสต์ต่อ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ทำให้ฟินจิกหมอน ฉากดราม่า ฉากต่อสู้ หรือฉากที่มีรายละเอียดน่าจดจำ จนทำให้ซีรีส์ถูกพูดถึงซ้ำ ๆ หลังดูจบค่ะ
เนื้อเรื่อง/บทละคร 10.3%: คนดูพูดถึงในมุมของความสนุกเข้มข้น และจังหวะการเล่าเรื่อง รวมถึงบางประเด็นที่ทำให้เกิดการถกเถียง เช่น ความสมเหตุสมผลของบท หรือพัฒนาการของตัวละคร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ชมไม่ได้ดูแค่ความบันเทิง แต่ยังอินกับทิศทางของเรื่องด้วยค่ะ นอกจากนี้ยังมีการหยิบฉากหรือบทสนทนาจากในซีรีส์มาแคปเป็นมีม เพื่อเล่าต่อในมุมที่ตลกมากขึ้น โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม Facebook ที่มีการพูดถึงจำนวนมากค่ะ
ความสัมพันธ์ตัวละคร 9.6%: กลุ่มนี้สะท้อนความอินของคนดูกับเคมีและความสัมพันธ์ในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นคู่หลัก คู่รอง หรือความสัมพันธ์แบบครอบครัว มิตรภาพ และความขัดแย้งระหว่างตัวละคร ที่ทำให้แฟน ๆ อยากพูดถึงและตีความต่อค่ะ
ประเด็นดราม่า 6.9%: เป็นบทสนทนาที่เกี่ยวกับกระแสดราม่ารอบซีรีส์ เช่น ความเห็นที่แตกต่างของคนดู ประเด็นดราม่าที่เกิดจากนักแสดง รวมถึงประเด็นที่ทำให้เกิดการถกเถียงบนโซเชียลและสังคมเกี่ยวกับการแต่งหน้าที่เกินจริงของนักแสดง หรือที่ถูกเรียกว่า “แม่ทัพรองพื้น” ซึ่งแม้จะไม่ใช่สัดส่วนสูงที่สุด แต่ก็เป็นประเด็นที่คนเข้ามาพูดคุยถกเถียงกัน
VIDEO
รีแอคชั่น 5.1%: เป็นกลุ่มคอนเทนต์ที่เกิดจากการดูแล้วอยากแชร์ความรู้สึกทันที เช่น รีวิวสั้น ๆ หลังดูจบ คลิปรีแอค หรือโพสต์แสดงอารมณ์ของคนดูต่อฉากต่าง ๆ ซึ่งช่วยทำให้กระแสของ “ล่าหยก” ดูมีชีวิตและเข้าถึงคนดูใหม่ได้ง่ายขึ้นค่ะ
นักแสดงไทย 5.1%: เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ เพราะมีการพูดถึงนักแสดงไทยที่เกี่ยวข้องกับซีรีส์ ทำให้เกิดความสนใจจากแฟน ๆ ชาวไทยมากขึ้น ทั้งในแง่ของการติดตามผลงาน ความภูมิใจ และการช่วยขยายบทสนทนาให้ซีรีส์จีนเรื่องนี้เข้าถึงผู้ชมไทยได้กว้างขึ้นค่ะ
แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุด
iQIYI (53.23%): จุดเด่นคือเป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแรงมากในหมวดซีรีส์จีน มีคอนเทนต์จีนให้เลือกหลากหลาย และมักเป็นช่องทางที่แฟนซีรีส์จีนคุ้นเคยในการติดตามเรื่องใหม่ ๆ
WeTV (26.75%): จุดเด่นคือมีฐานผู้ชมซีรีส์จีนในไทยค่อนข้างชัดเจน ใช้งานง่าย และมีคอนเทนต์เอเชียหลายแนว ทำให้เป็นอีกแพลตฟอร์มที่คนดูนึกถึงเมื่อต้องการดูซีรีส์จีน
Netflix (20.02%): จุดเด่นคือเป็นแพลตฟอร์มแมสที่เข้าถึงผู้ชมวงกว้าง มีฐานผู้ใช้จำนวนมาก และเป็นตัวเลือกที่คนทั่วไปคุ้นเคยเมื่อต้องการค้นหาซีรีส์หรือคอนเทนต์ใหม่ ๆ ค่ะ
ภาพรวมความรู้สึกของผู้ชมต่อซีรีส์ล่าหยก
สนุกและฟิน 41.3%: เป็นความรู้สึกที่ถูกพูดถึงมากที่สุด สะท้อนว่าผู้ชมส่วนใหญ่รู้สึกอินกับซีรีส์ ทั้งในแง่ความสนุกของเนื้อเรื่อง โมเมนต์ชวนฟิน และจังหวะของเรื่องที่ทำให้ดูแล้วอยากติดตามต่อค่ะ
นักแสดงหน้าตาดี 41.3%: มีสัดส่วนเท่ากับความรู้สึกสนุก แสดงให้เห็นว่าลุคและเสน่ห์ของนักแสดงเป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดสำคัญของล่าหยก โดยเฉพาะการพูดถึงภาพลักษณ์ที่สวยหล่อ คาแรกเตอร์ และเรียกได้ว่าเป็นซีรีย์ที่รวมคนหล่อคนสวยไว้มากที่สุดจนคนจำได้แต่หน้านักแสดงค่ะ
ฉากซีนสวย 6.8%: ผู้ชมพูดถึงงานสีและภาพที่สวย รวมถึงฉากในเรื่องทั้งฉากต่อสู้ ฉากอารมณ์ และบรรยากาศแบบซีรีส์จีนที่ช่วยเสริมให้เรื่องดูน่าติดตามมากขึ้น
ดราม่า 3.3%: เป็นกลุ่มบทสนทนาที่มาจากเสียงของผู้ชมที่ไม่ค่อยชอบซีรีส์ หรือรู้สึกว่าเรื่องยังไม่สนุกเท่าที่คาดหวัง โดยบางส่วนมีการนำ “ล่าหยก” ไปเปรียบเทียบกับซีรีส์จีนเรื่องอื่น ๆ ทำให้ประเด็นนี้สะท้อนมุมวิจารณ์ของผู้ชมที่มองว่าซีรีส์อาจยังไม่ตอบโจทย์สำหรับทุกคนค่ะ
บทอ่อมแต่ยังชอบอยู่ 2.9%: แม้บางคนจะรู้สึกว่าบทมีจังหวะที่ไม่สนุกตัดเร็วเกินไปหรือเล่าไม่ตรงไปตรงมา แต่ก็ยังชอบองค์ประกอบอื่นของซีรีส์ จึงยังติดตามและพูดถึงต่อ
ไม่สนุก 2.7%: เป็นเสียงสะท้อนจากผู้ชมบางส่วนที่รู้สึกว่าเรื่องอาจไม่ตรงกับความคาดหวัง หรือจังหวะการเล่าเรื่องยังไม่ถูกใจเท่าไรค่ะ
เสียดายฉากที่ถูกตัด 1.6%: เป็นประเด็นที่แฟนซีรีส์พูดถึงในมุมเสียดาย เพราะบางฉากหรือบางรายละเอียดอาจช่วยเติมเต็มอารมณ์ของเรื่องได้มากขึ้น หากได้เห็นในเวอร์ชันเต็มค่ะ
TOP 5 FACEBOOK PAGE BY ENGAGEMENT
Facebook
อันดับ 1: iQIYI Thailand – 923,343 Engagement
อันดับ 2: สาวกเอยจงเสพนิยายจีน – 619,264 Engagement
อันดับ 3: วันวันของคนดูซีรีย์ก็งี้แหละ – 618,327 Engagement
อันดับ 4: ชิเอลแมวมึน – 263,194 Engagement
อันดับ 5: WeTV Thailand – 179,555 Engagement
TOP 5 INSTAGRAM ACCOUNT BY ENGAGEMENT
Instagram
อันดับ 1: iQIYI Thailand – 1,861,712 Engagement
อันดับ 2: wetvthailand – 350,146 Engagement
อันดับ 3: manoodpaba_series – 296,818 Engagement
อันดับ 4: netflixth – 190,641 Engagement
อันดับ 5: djnui – 84,285 Engagement
TOP 5 TIKTOK ACCOUNT BY ENGAGEMENT
TikTok
อันดับ 1: prewery.land – 648,199 Engagement
อันดับ 2: cielmeowmun – 636,869 Engagement
อันดับ 3: nutjjira – 181,121 Engagement
อันดับ 4: dj_nui – 125,087 Engagement
อันดับ 5: potternattt – 76,021 Engagement
TOP 5 YOUTUBE ACCOUNT BY ENGAGEMENT
YouTube
อันดับ 1: มีเรื่องแชร์ – 257,758 Engagement
อันดับ 2: iQIYI Thailand – 211,012 Engagement
อันดับ 3: สถานีเติมหวานซีรีส์จีน – 99,595 Engagement
อันดับ 4: I Love Series – 88,678 Engagement
อันดับ 5: 最新中国剧 – 66,593 Engagement
มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยใช่ไหมคะว่า ในมุมของคนที่อินกับซีรีส์เรื่องนี้สุด ๆ อย่างเบลล์ทำไมถึงยกให้ล่าหยกเป็นที่สุดของปีนี้ บอกเลยว่าตอนแรกเบลล์เองก็พยายามจะใจแข็งนะคะ แต่สุดท้ายก็ทนแรงต้านกระแสไม่ไหว จนต้องกลายเป็นหนึ่งในคนที่โดนตกเข้ากำแพงเมืองจีนไปแบบเต็ม ๆ ซึ่งจากที่เบลล์ได้ลองนั่งอ่านดาต้ากว่าหมื่นข้อความ ไปพร้อม ๆ กับการตามดูซีรีส์เอง เบลล์ว่าเสน่ห์ของเรื่องนี้มันมีพลังบางอย่างที่พิเศษจริง ๆ ค่ะ
ถ้าให้สรุปสั้น ๆ ว่าทำไมล่าหยกถึงฮิตขนาดนี้ อย่างแรกคือ “เคมีที่ใช่” ค่ะ แม้คนจะชมเรื่องความสวยหล่อกันเยอะ แต่สิ่งที่ทำให้เบลล์อินจริง ๆ คือนักแสดงเล่นได้สมบทบาทจนเราใจฟูตามได้ทุกตอน ต่อมาคือ “ความสบายใจในการดู” ค่ะ การมีพากย์ไทยช่วยให้ดูได้เรื่อย ๆ ไม่ต้องพะวงซับเหมาะกับเอาไว้ฮีลใจหลังเลิกงานมาก และสุดท้ายคือ “ความสนุกที่ไม่ได้อยู่แค่ในจอ” เพราะมีคนออกมาทำคอนเทนต์ไวรัลและมีมต่าง ๆ เต็มไปหมด ทำให้เราคิดถึงโมเม้นตอนที่ตัวเองกำลังดู จนต้องกลับไปดูซ้ำอีกรอบนั่นเองค่ะ
สรุป Data Research Insight เจาะกระแส ล่าหยก ซีรีส์จีนที่กำลังครองหน้าฟีดคนไทยและพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้
จากการวิเคราะห์ Data Research Insight ของซีรีส์ “ล่าหยก” ที่มีบทสนทนารวมกว่า 10,000 Mentions จะเห็นได้ชัดว่า ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงคอนเทนต์บันเทิงทั่วไป แต่เป็นหนึ่งในเรื่องที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมบนโลกโซเชียลได้อย่างต่อเนื่องและหลากหลายมิติค่ะ
ในมิติของแพลตฟอร์ม พบว่าการพูดถึงกระจายอยู่ในหลายช่องทาง โดย TikTok (30.4%) และ Facebook (29.2%) เป็นพื้นที่หลักของบทสนทนา ขณะที่ YouTube แม้มี Mention เพียง 21.1% แต่สามารถสร้าง Engagement สูงถึง 93.5% สะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์วิดีโอมีบทบาทสำคัญในการขยายการเข้าถึงและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง
เมื่อพิจารณาในเชิงเนื้อหา จะเห็นว่า “นักแสดง” เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนกระแส โดยมีสัดส่วนการพูดถึงสูงถึง 54.3% รองลงมาคือองค์ประกอบของเนื้อหา เช่น ฉากไฮไลต์ เนื้อเรื่อง และความสัมพันธ์ของตัวละคร ซึ่งรวมกันอยู่ที่ 21.8% แสดงให้เห็นว่าผู้ชมไม่ได้ติดตามเพียงเนื้อเรื่อง แต่ยังให้ความสำคัญกับตัวบุคคลและโมเมนต์ที่สามารถนำไปต่อยอดได้
ในขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องแพลตฟอร์มการรับชมมีสัดส่วน 19.9% โดย iQIYI ถูกพูดถึงมากที่สุดที่ 53.23% ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของช่องทางการเข้าถึงที่ช่วยขยายฐานผู้ชมให้กว้างขึ้น ด้านความรู้สึกของผู้ชม แม้จะมีสัดส่วนเพียง 4.0% แต่ให้ภาพที่ชัดเจนว่าผู้ชมส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวก โดยความรู้สึก “สนุกและฟิน” และ “นักแสดงหน้าตาดี” อยู่ที่ 41.3% เท่ากัน ขณะที่ความคิดเห็นเชิงลบ เช่น “ไม่สนุก” หรือ “ดราม่า” มีสัดส่วนรวมไม่สูง แต่ยังคงมีส่วนในการกระตุ้นให้เกิดบทสนทนาและการเปรียบเทียบกับซีรีส์เรื่องอื่น
นอกจากนี้จาก Timeline ยังพบว่ากระแสของซีรีส์พุ่งสูงในช่วง กลางถึงปลายเดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงที่คอนเทนต์จากแฟนคลับและครีเอเตอร์เริ่มนำซีรีส์ไปต่อยอด เช่น การทำมีม คลิปล้อเลียน หรือคอนเทนต์คัฟเวอร์ ส่งผลให้เกิด Engagement เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปแล้วความสำเร็จของ “ล่าหยก” เกิดจากการผสมผสานระหว่าง นักแสดงที่มีอิทธิพล + คอนเทนต์ที่มีจุดจดจำ + การเข้าถึงผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย + การมีส่วนร่วมของผู้ชม ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้สามารถก้าวไปสู่การเป็น “บทสนทนา” ที่ถูกพูดถึงและต่อยอดบนโลกโซเชียลได้อย่างต่อเนื่องค่ะ
สนใจเรียน AI Social Listening กับการตลาดวันละตอน
ถ้าใครอ่านแล้วอยากทำได้แบบนี้ อยากเรียนรู้การทำ Data Research จาก Social Listening กับการตลาดวันละตอน ตอนนี้มีคอร์สสอนแบบออนไซท์ เน้น Workshop ลงมือทำ 100% ค่าเรียนคนละ 9,900 บาท โดยจะได้รับเครื่องมือ AI Social Listening ในราคา 6,750 ไปใช้ฟรี 1 เดือนเต็ม
และนี่คือผลงานของผู้เรียนคลาส Social Listening รุ่น 32 กับการตลาดวันละตอน ครั้งนี้เป็นผลงานของผู้เรียนที่ไม่ได้มาจากสาย Data โดยตรง แต่สนใจอยากเข้าใจผู้บริโภคให้ลึกขึ้นเลยลองมาเรียนดูสักครั้งและจากหลักการ 8 Step Social Listening ที่ได้เรียนไปในคลาส ผู้เรียนก็เอาไป Apply กับหมวด Cleansing ได้อย่างดี จนออกมาเป็น Insight ที่น่าสนใจเพียบ
เริ่มจากการดูว่า Texture แบบไหนกำลังได้รับความนิยม โดยจะเห็นว่า “ไมเซลล่า/วอเตอร์” และ “บาล์ม” คือ 2 กลุ่มที่คนพูดถึงเยอะที่สุด ต่อมาก็เจาะลึกต่อว่า แล้วผู้บริโภค เลือกซื้อเพราะอะไร จะเห็นว่า Key Feature ที่มาแรงคือ “ล้าง + บำรุง” ได้ในขั้นตอนเดียว และ “ล้างเมคอัพกันน้ำได้” ส่วนเหตุผลที่ซื้อจริง ๆ กลับไม่ได้อยู่ที่แบรนด์ แต่เป็นเพราะ “ขวดใหญ่” และ “ราคาดี” บอกเลยว่า ไม่ได้แค่ดูผิวเผิน แต่ผู้เรียนลงลึกถึงระดับ Benefit, Ingredient, Skin Concern ไปจนถึงการ Mapping ภาพรวมของ Category ได้อย่างครบถ้วน