ตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย ถือเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากค่ะ ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายตั้งแต่กาแฟ ชานม มัทฉะ ไปจนถึงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง การสร้างแบรนด์ขึ้นมาในตลาดนี้จึงต้องตอบให้ได้ว่าทำไมผู้บริโภคถึงควรเลือกเครื่องดื่มนี้แทนอีกหลายแก้วที่อยู่ตรงหน้า Chum Chum คือแบรนด์ที่นิยามตัวเองว่าเป็น Apothecary Drink หรือเครื่องดื่มตำรับยาแผนโบราณ ที่ในภาพจำของทุกคนคงจะหนีไม่พ้นโถยาต้มโบราณ ที่มีรสชาติขมฝาดคอ และเป็นสิ่งที่มีแต่รุ่นอากงอาม่าเท่านั้นที่ดื่มกัน ในบทความนี้เบลล์จะพาทุกคนไปถอดรหัสกันค่ะว่า ทำไมน้ำสมุนไพรจีนที่คนรุ่นใหม่เคยส่ายหน้า ถึงสามารถกลายเป็นเครื่องดื่มสุดชิคที่คนยอมยืนต่อคิวซื้อได้ ผ่านกรอบวิเคราะห์การตลาดอย่าง 4P ค่ะ
รู้จัก Chum Chum แบรนด์ที่เปลี่ยนภูมิปัญญาสมุนไพร สู่ Apothecary Drink ที่ใครก็ชื่นชอบ
Chum Chum เริ่มต้นจากผู้ก่อตั้งหลักทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ คุณจูน–สริตา วัฒนะจันทร์, คุณแพต–ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช และคุณพล–ลัทธพล ชาญสง่าเวช โดยคุณจูนเติบโตมากับธุรกิจยาจีนของครอบครัวฝั่งคุณแม่ ภายใต้ชื่อ “เวชพงศ์โอสถ” ซึ่งทำธุรกิจจัดจำหน่าย และผลิตยาจีนแผนโบราณมายาวนานกว่า 120 ปีค่ะ
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการทำงานของคุณจูนในช่วงแรกไม่ได้อยู่ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มค่ะ เธอเรียนจบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีในช่วงที่ธุรกิจไอทีกำลังเติบโต และเธอเลือกทำงานด้านการออกแบบแพลตฟอร์ม User Experience และ Data มานานกว่า 20 ปี ประสบการณ์จากทั้งสองโลกจึงกลายเป็นพื้นฐานของ Chum Chum ที่ด้านหนึ่งคือความรู้เรื่องวัตถุดิบ และสมุนไพรจากครอบครัว ส่วนอีกด้านคือวิธีคิดแบบ Data-Driven และการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน
จุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดขึ้นระหว่างการพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวอย่าง คุณแพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช นักแสดงสาวมากความสามารถ และ คุณพล-ลัทธพล ชาญสง่าเวช ที่มองเห็นวัตถุดิบพรีเมียมที่ครอบครัวมีอยู่ จึงเริ่มคิดว่าจะนำมาต่อยอดเป็นร้านเครื่องดื่มได้อย่างไร จากนั้นจึงดึงผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเข้ามาร่วมพัฒนาสูตร ทั้งแพทย์แผนจีน เภสัชกรแผนโบราณ และทีมผลิตของครอบครัว
เดิมที Chum Chum วางแผนเริ่มธุรกิจด้วยเครื่องดื่มสมุนไพรแบบบรรจุขวดหรือกระป๋อง เพราะเป็นรูปแบบที่สามารถกระจายสินค้าไปได้หลายพื้นที่และรองรับการขยายตลาดในระยะยาวได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม Apothecary Drink ยังเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างใหม่สำหรับผู้บริโภคไทย หากเริ่มจากการนำสินค้าไปวางขายบนชั้นเพียงอย่างเดียว ลูกค้าอาจยังมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างน้ำสมุนไพรที่คุ้นเคยอยู่เดิม แบรนด์จึงต้องการพื้นที่ที่สามารถเล่าเรื่องวัตถุดิบ และเปิดโอกาสให้คนได้ลองรสชาติจริงก่อนค่ะ
จังหวะเดียวกันนั้น Central Chidlom สนใจแนวคิดของแบรนด์และเสนอพื้นที่ให้ทดลองขาย Chum Chum จึงพักแผนเครื่องดื่มบรรจุขวดไว้ก่อน แล้วเริ่มเปิด Pop-up Store ในเดือนมีนาคม 2025 ซึ่งหลังจากได้ลองเปิดไปสักพักแล้ว ช่วยให้แบรนด์ได้เรียนรู้พร้อมกันหลายด้าน ทั้งรสชาติที่ลูกค้าชอบ วิธีอธิบายสมุนไพรให้เข้าใจง่าย รวมถึงบรรยากาศและประสบการณ์ที่ทำให้คนเปิดใจลองมากขึ้น เมื่อเสียงตอบรับและการบอกต่อค่อย ๆ เติบโต แบรนด์จึงเดินหน้าขยายหน้าร้านต่อ จนภายในเวลาประมาณ 15 เดือน แบรนด์มีสาขาราว 15 แห่งตามข้อมูลที่เผยแพร่ล่าสุดในช่วงเดือนมิถุนายน 2026
ต่อไปเราจะมาวิเคราะห์กันค่ะว่า Chum Chum ออกแบบกลยุทธ์ Product, Price, Place และ Promotion อย่างไร เพื่อพาสินค้าดั้งเดิมอย่างน้ำสมุนไพรเข้ามาอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ค่ะ
1. Product Strategy เปลี่ยนภาพจำสมุนไพรดื่มยาก ให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ทั้งอร่อยและสนุก
หัวใจของ Product Strategy ของ Chum Chum เริ่มจากการมองเห็น Pain Point ของน้ำสมุนไพรค่ะ เพราะแม้หลายคนจะรู้ว่าสมุนไพรเหล่านี้ล้วนมีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย แต่ถ้าต้องให้เลือกซื้อดื่มจริง มักจะติดภาพจำว่ามีกลิ่นแรง รสขม ดื่มยาก และเหมาะกับผู้ใหญ่หรือคนที่กำลังไม่สบายมากกว่า ทำให้หลายครั้งจึงกลายเป็นของที่ทำให้รู้สึกว่าควรดื่ม มากกว่าเครื่องดื่มที่อยากหยิบขึ้นมาดื่มในชีวิตประจำวัน
อย่างแรกจึงควรเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีมองสมุนไพรก่อนค่ะ ในมุมของแบรนด์มองว่า สมุนไพรไม่ได้มีบทบาทเฉพาะเวลาที่ร่างกายเจ็บป่วย เพราะวัตถุดิบอย่างเก๊กฮวย จับเลี้ยง มะตูม หรือโสม ล้วนอยู่ในอาหารและวิถีชีวิตของคนเอเชียมาอย่างยาวนาน แบรนด์จึงนำภูมิปัญญาเหล่านี้มาตีความใหม่ โดยเปลี่ยนสมุนไพรให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มง่าย และเข้ากับชีวิตประจำวัน โดยยังรักษาเอกลักษณ์ของวัตถุดิบแต่ละชนิดไว้
ซึ่งอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญของ Chum Chum คือ แบรนด์มองว่าความต้องการของคนในแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกันค่ะ ช่วงเช้าอาจต้องการเครื่องดื่มที่ช่วยปลุกความสดชื่น ช่วงบ่ายอาจมองหาอะไรที่ช่วยให้กลับมามีสมาธิ ส่วนช่วงเย็นก็อาจอยากได้เครื่องดื่มที่ให้ความรู้สึกเบาและผ่อนคลายมากขึ้น แบรนด์จึงเริ่มคิดต่อว่า แล้วเครื่องดื่มแต่ละแก้วควรเข้ามาช่วยเติมอะไรให้ลูกค้าในช่วงเวลานั้น ก่อนจะนำไปเลือกวัตถุดิบและรูปแบบการเสิร์ฟให้เหมาะสม เช่น Coco Matcha สำหรับช่วงเช้าที่ต้องการความสดชื่น หรือเก๊กฮวยที่เพิ่มความซาบซ่าด้วย Sparkling ผสานกับโกจิเบอร์รี่อบกรอบและวุ้น สำหรับเติมความสดชื่นในช่วงบ่าย และเจียวกู่หลานสำหรับช่วงเย็น ที่ช่วยทำให้ผ่อนคลายจากการทำงานหนักมาทั้งวัน
นอกจากการปรับสูตร Chum Chum ยังใช้ท็อปปิ้งเข้ามาช่วยเปลี่ยนประสบการณ์ของสมุนไพรให้สนุกขึ้น ทั้งโกจิเบอร์รี่อบกรอบ คอมบูชะเจลโล่ วุ้นสมุนไพร ไข่มุกบราวน์ชูการ์ รวมถึงวัตถุดิบพิเศษอย่างรังนกและถั่งเช่า ที่ช่วยทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่หลากหลาย ซึ่งใกล้กับพฤติกรรมการเลือกเครื่องดื่มของคนรุ่นใหม่มากขึ้นค่ะ ขณะเดียวกัน ท็อปปิ้งหลายชนิดยังทำหน้าที่เป็นประตูให้คนที่ยังไม่คุ้นกับสมุนไพรเริ่มลองได้ง่าย ก่อนค่อยขยับไปสู่เมนูที่มีรสชาติสมุนไพรชัดขึ้นอีกด้วยค่ะ
แม้แบรนด์จะวางสินค้าอยู่บนแนวคิด Functional Drink ความอร่อยยังเป็นเงื่อนไขสำคัญของการซื้อซ้ำ Chum Chum จึงพัฒนารสชาติให้ดื่มง่ายขึ้นภายใต้ธรรมชาติของวัตถุดิบ โดยใช้จุดแข็งที่มีความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรที่ผู้ก่อตั้งเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจยาจีนของครอบครัว มาร่วมพัฒนากับผู้เชี่ยวชาญ โดยไม่ปรุงแต่งจนเอกลักษณ์ของสมุนไพรหายไปค่ะ เช่น โสมที่ยังคงมีความขมอยู่ เพียงถูกปรับให้กลมกล่อมและเข้าถึงง่ายขึ้น ส่วนด้านคุณภาพ แบรนด์ใช้วัตถุดิบจริง และต้มจากครัวกลางก่อนกระจายไปยังสาขา เพื่อควบคุมมาตรฐานของรสชาติ รวมถึงไม่ใส่สารกันเสีย จึงต้องให้ความสำคัญกับอุณหภูมิและอายุของสินค้าเป็นพิเศษค่ะ
ทั้งหมดทำให้เครื่องดื่มของ Chum Chum แตกต่างจากน้ำสมุนไพรแบบเดิมในหลายมิติเลยค่ะ ทั้งดื่มง่ายขึ้น และสร้างประสบการณ์ที่สนุกกว่าเดิม ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังได้รับคุณค่าจากวัตถุดิบที่แบรนด์เลือกใช้ตามคุณสมบัติของสมุนไพรแต่ละชนิด จึงกลายเป็นเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องรสชาติ ความสดชื่น และการดูแลตัวเองระหว่างวันได้ในแก้วเดียวค่ะ
2. Price Strategy เปลี่ยนความพรีเมียม ให้กลายเป็นความสุขที่ซื้อได้ทุกวัน
หลังจากทำให้สมุนไพรดื่มง่ายขึ้น อีกโจทย์สำคัญของแบรนด์ คือการตั้งราคาค่ะ เพราะสำหรับเครื่องดื่มที่คนยังไม่คุ้นเคย หากราคาเริ่มต้นสูงเกินไป ลูกค้าก็อาจลังเลที่จะลอง แบรนด์จึงวางราคาในแนวคิด Everyday Luxury หรือความพรีเมียมที่ยังสามารถซื้อได้ในชีวิตประจำวัน โดยราคาเครื่องดื่มเริ่มต้นที่ประมาณ 75 บาท และขยับขึ้นไปตามประเภทของเมนูและวัตถุดิบ
ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของแบรนด์ที่อยากให้น้ำสมุนไพรกลายเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันและสามารถกลับมาซื้อซ้ำได้หลายแก้วค่ะ แบรนด์จึงให้ความสำคัญกับความถี่และความสัมพันธ์ระยะยาว มากกว่าการตั้งราคาเพื่อสร้างกำไรต่อแก้วให้สูงที่สุด ขณะเดียวกันยังมีเมนูและท็อปปิ้งหลายระดับ เพื่อเปิดทางให้ลูกค้าเลือกใช้จ่ายตามความต้องการ ในวันทั่วไปอาจเริ่มจากชา Classic ราคาเข้าถึงง่าย ส่วนวันที่อยากได้ประสบการณ์พิเศษขึ้นก็สามารถเลือก Sparkling เมนู Signature หรือเพิ่มวัตถุดิบอย่างคอมบูชะเจลโล่ รังนก และถั่งเช่าได้
โครงสร้างราคาลักษณะนี้ช่วยให้แบรนด์รองรับลูกค้าได้หลายกลุ่มในร้านเดียวค่ะ ทั้งคนที่เพิ่งเริ่มลอง คนที่ซื้อดื่มเป็นประจำ และคนที่ยอมจ่ายเพิ่มเพื่อวัตถุดิบหรือประสบการณ์ที่พรีเมียมขึ้น ราคาเริ่มต้นจึงทำหน้าที่ลดกำแพงในการทดลอง ส่วนเมนูและท็อปปิ้งพิเศษช่วยเพิ่มมูลค่าต่อบิลได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แม้ Chum Chum จะเลือกเปิดร้านในห้าง ซึ่งมีทั้งค่าเช่าและต้นทุนการดำเนินงานค่อนข้างสูง แต่แบรนด์ยังคงตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่ 75 บาท เพราะต้องการให้คนทำงานและนักศึกษาสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มที่มีทั้งภาพลักษณ์พรีเมียมและคุณค่าด้านสุขภาพได้บ่อย โดยไม่รู้สึกว่าเป็นสินค้าที่ต้องเก็บไว้ซื้อเฉพาะโอกาสพิเศษค่ะ แน่นอนค่ะว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงที่ต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สูงขึ้น แบรนด์เองก็หลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยากค่ะ ทว่า Chum Chum ไม่ได้รีบผลักต้นทุนทั้งหมดไปที่ราคาขาย แต่เลือกใช้ Collaboration กับแบรนด์อื่นเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับการซื้อหนึ่งครั้งแทน โดยนำโจทย์นั้นมาพัฒนาเป็นเมนูหรือกิจกรรมที่เข้ากับร้าน
Collaboration จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Price Strategy เพราะช่วยให้แบรนด์รักษาราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมเพิ่มคุณค่าให้ลูกค้าโดยไม่ต้องพึ่งการขึ้นราคาหรือส่วนลดเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหน้าร้านของ Chum Chum เริ่มมีบทบาทเป็นพื้นที่สื่อสารที่แบรนด์อื่นอยากเข้ามาร่วมสร้างประสบการณ์ด้วยค่ะ
3. Place Strategy จากหน้าร้านสู่ทุกจังหวะของชีวิตคนเมือง
หลังได้รับผลตอบรับที่ดีจาก Pop-up Store แบรนด์เดินหน้าขยายหน้าร้านไปยังศูนย์การค้า ย่านสำนักงาน และพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่ง ซึ่งเป็นจุดที่คนทำงานและนักศึกษาใช้งานอยู่เป็นประจำ การเลือกทำเลลักษณะนี้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการให้น้ำสมุนไพรกลายเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันค่ะ เพราะลูกค้าสามารถแวะซื้อได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน หลังมื้อกลางวัน ไปจนถึงระหว่างเดินทางกลับบ้าน
ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังเสริมการเข้าถึงผ่านเดลิเวอรีและ Cloud Kitchen เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการสั่งเครื่องดื่มเข้าออฟฟิศหรือที่พัก ทำให้แบรนด์สามารถเข้าไปอยู่ในกิจวัตรของผู้บริโภคได้ แม้ในวันที่ลูกค้าไม่มีเวลาเดินทางมาที่หน้าร้านค่ะ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มจำนวนสาขาต้องเดินไปพร้อมกับความพร้อมของระบบหลังบ้านค่ะ ที่ต้องควบคุมทั้งอุณหภูมิ อายุสินค้า รวมถึงมาตรฐานของรสชาติอย่างละเอียด หากกำลังผลิตหรือการขนส่งยังรองรับได้ไม่เต็มที่ การเร่งเปิดสาขาก็อาจส่งผลต่อคุณภาพที่ลูกค้าได้รับ
แบรนด์จึงเลือกบริหารสาขาด้วยตัวเองทั้งหมด เพื่อควบคุมตั้งแต่การผลิตในครัวกลาง การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการเสิร์ฟหน้าร้านให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกันทุกแห่ง วิธีนี้อาจทำให้การขยายธุรกิจต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมากกว่าการเปิดแฟรนไชส์ ทว่าช่วยให้ Chum Chum รักษาคุณภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเครื่องดื่มสมุนไพรได้มากกว่าค่ะ
ถ้าทุกคนลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าหน้าร้านของ Chum Chum ถูกออกแบบให้มีความโดดเด่นและดึงดูดสายตา จนชวนให้หลายคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปและแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียเลยค่ะ หนึ่งในองค์ประกอบที่สะดุดตาคือหัวจ่ายเครื่องดื่มซึ่งมีลักษณะคล้ายหัวจ่ายเบียร์ นอกจากช่วยควบคุมอุณหภูมิและรักษาความสะอาดของเครื่องดื่มแล้ว ยังทำให้ขั้นตอนการเสิร์ฟดูแตกต่างจากร้านเครื่องดื่มทั่วไป และกลายเป็นภาพจำที่คนสามารถนำไปเล่าต่อได้ง่ายขึ้นอีกด้วยค่ะ
ในระยะยาวแบรนด์ยังวางแผนต่อยอดจากหน้าร้านไปสู่เครื่องดื่มพร้อมดื่ม หรือ Ready to Drink หลังจากระบบสาขาและกำลังผลิตมีความพร้อมมากขึ้น โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงกลางปี 2570 ลำดับการเติบโตนี้สะท้อนว่าแบรนด์เลือกสร้างความคุ้นเคยกับรสชาติและภาพจำผ่านหน้าร้านก่อน แล้วจึงขยายไปยังช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นแบรนด์ก็จะมีโอกาสพาน้ำสมุนไพรเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้มากกว่าพื้นที่หน้าร้าน และขยับเข้าใกล้เป้าหมายของการเป็น Everyday Drink ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ
4. Promotion Strategy สร้างภาพจำผ่านเรื่องเล่า พร้อมต่อยอดความสัมพันธ์กับลูกค้า
เมื่อ Chum Chum ต้องการทำให้สมุนไพรเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น การสื่อสารเฉพาะเรื่องคุณประโยชน์ของวัตถุดิบอาจยังไม่เพียงพอค่ะ เพราะหากแบรนด์พูดถึงเพียงเก๊กฮวยช่วยอะไร โสมเหมาะกับใคร หรือเจียวกู่หลานควรดื่มช่วงไหน ภาพของแบรนด์ก็อาจใกล้เคียงกับร้านสมุนไพรทั่วไป และยังไม่สร้างความรู้สึกผูกพันกับผู้บริโภคมากนัก
Chum Chum จึงนำแนวคิดเรื่อง “กำลังภายใน” มาเป็นแกนกลางของการสื่อสาร คำนี้เชื่อมโยงได้ทั้งพลังจากวัตถุดิบ กำลังใจในการใช้ชีวิต และบรรยากาศของโลกจอมยุทธ์ที่หลายคนคุ้นเคย ทำให้แบรนด์สามารถพูดเรื่องสุขภาพในภาษาที่สนุกและเข้าถึงง่ายขึ้น โดยไม่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังถูกสอนเรื่องสมุนไพรอย่างจริงจังเกินไป
แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ในหลายจุด ตั้งแต่ชื่อเมนู ข้อความบนแก้ว ภาษาที่ใช้บนโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์หน้าร้าน ทำให้คำว่า “กำลังภายใน” ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนสำหรับโฆษณา แต่กลายเป็นตัวตนที่ลูกค้าสัมผัสได้ทุกครั้งที่เข้ามาซื้อเครื่องดื่มค่ะ โดยแนวคิดนี้ยังถูกต่อยอดผ่าน “ลุงฉ่ำ” คาแรกเตอร์ที่ช่วยลดความจริงจังของโลกสมุนไพร รวมถึงข้อความให้กำลังใจบน Post-it ที่แนบไปกับออเดอร์เดลิเวอรี รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ไม่ได้ส่งมาแค่เครื่องดื่มหนึ่งแก้ว แต่ยังส่งความใส่ใจและตัวตนของแบรนด์ไปพร้อมกันด้วย
นอกจากนี้แบรนด์ยังนำกระแสวัฒนธรรมป๊อปและซีรีส์จีนมาต่อยอดเป็นชื่อเมนูและคอนเทนต์ให้มีความแปลกใหม่และน่าสนใจขึ้นอีกด้วยค่ะ เช่น เมนูที่ใช้ภาษาของโลกจอมยุทธ์หรือแม่ทัพ ช่วยให้สมุนไพรเข้าไปอยู่ในบทสนทนาเรื่องความบันเทิงและไลฟ์สไตล์ได้มากขึ้น พร้อมสร้างเหตุผลใหม่ให้ลูกค้าอยากกลับมาลองเมนูตามช่วงเวลา
และเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ประกอบกับคุณจูนให้ความสำคัญกับการใช้ Data และการออกแบบประสบการณ์ลูกค้า Chum Chum จึงพัฒนาระบบ Membership ผ่าน LINE OA ให้ลูกค้าสมัครฟรีและรับสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก ช่องทางนี้ช่วยให้แบรนด์สื่อสารเรื่องเมนูใหม่ โปรโมชัน และกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตรงกับลูกค้ามากขึ้น พร้อมนำข้อมูลพฤติกรรมการซื้อกลับมาพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ให้ตอบโจทย์ยิ่งขึ้น จึงช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและสร้างความผูกพันกับแบรนด์ได้ในระยะยาวค่ะ
สรุป วิเคราะห์การตลาด Chum Chum ผ่านกรอบ 4P พลิกน้ำสมุนไพรแบบเดิม สู่ Apothecary Drink ที่คนรุ่นใหม่อยากดื่มทุกวัน
จุดน่าสนใจของ Chum Chum อยู่ที่การมองเห็นว่า น้ำสมุนไพรยังมีคุณค่าในสายตาผู้บริโภค เพียงภาพจำเดิมอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าดื่มยากหรือเหมาะกับผู้ใหญ่และคนที่กำลังไม่สบายมากกว่า แบรนด์จึงเริ่มจากการนำภูมิปัญญาสมุนไพรมาตีความใหม่ ทั้งรสชาติ รูปแบบการเสิร์ฟ และประสบการณ์รอบสินค้า เพื่อให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่เข้าถึงง่ายขึ้น พร้อมมีลูกเล่นที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำให้ Chum Chum ไปได้ไกลกว่าการปรับสูตร คือการออกแบบทั้ง 4P ให้ช่วยกันลดกำแพงของผู้บริโภคค่ะ Product ทำให้สมุนไพรอร่อยและสนุกขึ้นผ่านท็อปปิ้ง และเมนูที่ตอบโจทย์แต่ละช่วงเวลา Price วางไว้ในระดับที่คนทำงานและนักศึกษาสามารถกลับมาซื้อซ้ำได้ Place เลือกอยู่ใกล้เส้นทางประจำของคนเมือง พร้อมเพิ่มความสะดวกผ่านเดลิเวอรี ส่วน Promotion ใช้เรื่องเล่าและระบบ Membership มาช่วยสร้างทั้งภาพจำและความสัมพันธ์ในระยะยาว
ทั้งหมดนี้ทำให้ Chum Chum เป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่พาสมุนไพรเดิมกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันอีกครั้ง ผ่าน 4P ที่ทำงานสอดคล้องกัน และช่วยเปลี่ยนน้ำสมุนไพรให้กลายเป็น Apothecary Drink ที่คนรุ่นใหม่อยากเลือกดื่มค่ะ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ