คิดถึง case study ใกล้ตัวง่ายๆ อย่างร้านกาแฟ Starbucks ที่มักจะจำชื่อเราได้ถ้าเราไปบ่อยพอ และพวกเขาก็จะถามว่าเราทำงานอะไรบวกกับทำอยู่ที่ไหนต่อหลังจากนั้น ถ้าคุณชอบซื้ออะไรติดมือมาด้วยพวกเขาก็จะคอยถามอยู่ว่าชอบร้านนี้หรือ ชอบกินไอ้นี่ใช่มั้ย เอาง่ายๆ คือพนักงานร้านกำลังเก็บ Profiles data ของลูกค้าประจำของสาขาตัวเองอยู่นั่นเองครับ
ในการจะทำ Personalization ให้สำเร็จไม่ได้จบแค่รู้จักและจำได้ แต่ต้องเริ่มรู้จักเอา data ที่มีทั้ง Profiles data และ Historical data มาวิเคราะห์ทำความเข้าใจลูกค้าให้มากขึ้น เพื่อจะได้เอาไปต่อยอดในแง่ของการเพิ่มยอดขายสร้างรายได้ให้ธุรกิจมากขึ้นกลับคืนมา จังหวะนี้แหละครับคือการตลาดแบบรู้ใจ เพราะเรากำลังให้ในสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ
คนจะซื้ออยู่แล้วไม่ต้องให้ สู้เอาโปรที่ทำให้เค้าอัพไซส์หรือซื้อเพิ่มจะดีกว่า เพราะยุคนี้คือยุคการตลาดแบบฉลาดใช้ Data อย่ามัวแต่ใช้สัญชาติญาณของตัวเองอีกนะครับ
R ที่ 4 Relevance
R สุดท้ายของ Personalization Framework คือการเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่รู้ว่าแต่ละคนชอบหรือไม่ชอบอะไร แต่ต้องเข้าใจไปถึงบริบทในแต่ละช่วงเวลาของลูกค้าแต่ละคนด้วยครับ
FacebookFacebookXXLINELineในวันที่เราผ่านยุค Data-Driven Marketing มาสู่ยุค AI-Driven Age อย่างเต็มตัว ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการออกแบบและสร้าง AI ให้ทำงานแทนเราจึงเป็นทักษะสำคัญที่ไม่ใช่แค่นักการตลาดในยุค AI ต้องมี แต่สำหรับผมมองว่าคนทำงานในยุค AI ที่ไม่อยากตกงานทุกคนต้องมีครับ หนึ่งในนั้นคือสิ่งที่ผมเรียกว่า Design AI Thinking ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากเรื่อง Data Thinking ที่ผมเขียนถึงเมื่อหลายปีก่อน โดยเป็นการผสมผสานระหว่าง Design Thinking ที่โด่งดังมานานกับการสร้าง AI ของตัวเองที่เพิ่งจะทำได้ง่ายขึ้นมากในไม่กี่ปีมานี้ ลองมาทำความเข้าใจกันนะครับว่าหลักคิด Design AI Thinking คืออะไร และสำคัญอย่างไรในโลกยุค AI ครับ AI-Driven Everything เมื่อทุกสิ่งรอบตัวเริ่มถูกขับเคลื่อนด้วย AI โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว บางคนอาจคิดว่าการสร้าง AI เป็นเรื่องไกลตัว ฟังดูเป็นเรื่องของสาย Developer หรือ Data Science มากกว่าจะเป็นนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจ SME อย่างเรา แต่รู้มั้ยครับว่าวันนี้ AI […]