สรุปการตลาดวันละคน เจาะลึก Insights Japan ญี่ปุ่น วันนี้เป็นอย่างไร

รายการ “การตลาดวันละคน” ครั้งนี้จะมาสัมภาษณ์ คุณบูม ภัทรพล เหลือบุญชู JapanSalaryman ในหัวข้อ เจาะลึก Insights Japan ญี่ปุ่นวันนี้เปลี่ยนไปอย่างไร คนไทยที่ไปทำงานที่ญี่ปุ่น แล้วเขียนหนังสือเล่าชีวิตที่ญี่ปุ่นเทียบกับไทย พร้อมคุยถึงวิวัฒนาการของญี่ปุ่นในวันนี้เมื่อเทียบกับสิบปีก่อน ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง ลองไปอ่านกัน

รวมทุกช่องทางมีผู้ติดตามมากกว่า 800,000 คน ที่จะทำให้คนรักญี่ปุ่นได้เข้าถึงข้อมูล เป็นผู้เขียนหนังสือ Japan Dark side ถึงร้ายก็รัก ภายใต้สำนักพิมพ์มติชน ตั้งแต่ปี 2018 เล่าประสบการณ์ในมุมมืดบางด้าน เช่น สาวนั่งดริงก์ ที่เอาใจใส่และคอยติดตามเป็นขั้นๆ แบบมืออาชีพไม่ต่างกับ CRM เลยทีเดียว ค่อนข้างต่างจากของประเทศไทย เช่นการเปิดแชมเปญที่มีราคาในแต่ละขั้นที่ต่างกัน มีคนเชียร์ ฉลองให้สนุก ให้รู้สึกว่าเป็น “คนพิเศษ”

คุณบูมอยู่ญี่ปุ่นมา 7 ปี เริ่มที่ 4 ปีแรกเรียน ป.ตรี บริหารธุรกิจ และเมื่อถึงปี 3 ได้ลองสมัครงานกว่า 50 ที่ ได้ประสบการณ์และโอกาสในแทบจะทุกธุรกิจ สุดท้ายได้ทำที่บริษัทในโตเกียว การเริ่มทำเพจในปี 2015 หลังจากทำงานมาสักระยะในบริษัทที่มีคนทำงานกว่า 3,000 คน ซึ่งคนต่างชาติน้อยมาก นำไปสู่การเกิด Culture Shock ทั้งเรื่องการแต่งกายที่เป็นระเบียบ การได้แสงจนโดดเด่นในญี่ปุ่นอาจจะเป็นภัย (อาจจะไปถึงไล่ออก) มากกว่าการอยู่เงียบๆ

“ญี่ปุ่นไม่ชอบความแตกต่าง ดั่งตะปูที่โผล่มาเกิน”

ญี่ปุ่นเริ่มไม่ทำงานประจำและออกนอกเส้นบ้าง

ปัจจุบันเริ่มมองว่างานประจำไม่มั่นคง เพราะในอดีตการลาออกเกิดขึ้นได้ยาก เพราะปัจจัยในยุคใหม่ๆ ที่เข้ามา โดยเงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 210,000 เยน โดยประมาณ (60,000 บาท) เช่นพนักงานในร้านราเมน ที่ 1,500 เยนต่อวัน แต่เรตจะต่างกันตามพื้นที่ ซึ่งมีกฎการทำงานห้ามเกินกี่ ชม. ต่อเดือน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานะ เช่นหากเป็น นศ อาจจะกระทบการเรียนได้ ส่วน Part time คนญี่ปุ่นแท้ๆ จะไม่ค่อยทำ เป็นชาวต่างชาติมากกว่า การไม่ทำงานประจำอาจจะได้เงินดี แต่จะขาดด้านสวัสดิการ เช่น การเดินทาง การอยู่อาศัย การรักษา ประกันสังคม เงินบำนาญ และเงินสะสม ที่บริษัทดูแลให้

ญี่ปุ่นย้อนไปปี 2010 กับตอนนี้

อดีตต้องขอวีซ่า และการใช้ภาษาอังกฤษน้อย คนเที่ยวยังไม่เยอะ แต่หลัง COVID-19 คนเที่ยวจากต่างชาติมีคนเที่ยวมากเกินไปจนทำให้คนญี่ปุ่นแท้ๆ โดนแย่งที่เที่ยว อย่างเช่นที่เกียวโต ทำให้ค่าโรงแรม ค่าอาหารสูงขึ้น และคนล้น จึงหลีกเลี่ยงการเที่ยว แต่หากจะไปเที่ยวต่างประเทศ ค่าเงินเย็นก็อ่อน ทำให้ยากขึ้น (ญี่ปุ่นแลกเงินได้น้อยลง แต่ไทยแลกได้ง่ายขึ้น) Hawaii คือแหล่งท่องเที่ยวที่คนญี่ปุ่นชอบไป เพราะคนญี่ปุ่นอยู่เยอะมาก และชอบเอเชียมากกว่ายุโรป มีความ Variety มีวัด มีห้าง เที่ยวกลางคืน แบบครบสำหรับทุกเป้าหมาย ปัจจุบันก็มีมาเวียดนามมากขึ้น

เล่าช่วงเพิ่งจบ COVID-19

ญี่ปุ่นเปิดในปี 2022 ที่อยู่ข้างนอกถอดแมสได้ แต่ภายในอาคารต้องสวม ส่วนเรื่องการจ่าเงินตอนนั้นเน้นการจ่ายเงินสด แต่ปัจจุบันมีหลายบริษัทเริ่มเป็น Cashless เป็นนโยบายสนับสนุนและการมี Cash Back แต่บางส่วน เช่นผู้สูงอายุยังเป็นการใช้ธนบัตร

การตั้งกระป๋องรับทิป ก็เริ่มมีมากขึ้นเพราะการจากนักท่องเที่ยว เพราะคนญี่ปุ่นแท้ๆ ไม่ให้ทิปกันจากความเกรงใจ จึงนำไปสู่บริการที่เต็มที่แบบเต็มใจโดยไม่หวังผลตอบแทน บางครั้งอาจจะดูจากสัดส่วนพนักงานที่เป็นชาวต่างชาติ

สองปีก่อน การต่อคิวเพื่อเข้าร้านอาหารซึ่งนานขึ้น เช่นที่ OSAKA ร้านอาหารทั่วไป ต้องรอคิวประมาณ 2 ชม. เพราะการมาของ Social Media ทำให้คนรู้จักร้านมากขึ้นผ่านการใช้ TikTok หลายๆ ครั้งคนญี่ปุ่นไม่ชอบเผยตัวตนจึงใช้รูปบางอย่างแทนตัวตนเพื่อความปลอดภัยของตนเอง และ TikTok ที่ญี่ปุ่นได้เงินจากยอดวิวด้วยต่างจากประเทศอื่นๆ จะพบว่าใช้ AI มากยิ่งขึ้น

โฆษณาจะเป็นตัวสะท้อนว่าอย่างเน้นเรื่องอะไร

ที่ญี่ปุ่นคือ เครื่องใช้ไฟฟ้า และ AI ไปจนถึง Cloud Solution ต้องบอกว่าคนญี่ปุ่นเป็น Geek และ Otaku พอตัว จึงทำให้สามารถดึงดูดคนที่สนใจได้แบบลึกซึ้ง จึงทำให้มีโฆษณามากยิ่งขึ้นในด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ มีกลุ่ม SME ที่เอาความรู้มาสอนในการใช้ AI สร้างลงใน Tiktok เพื่อหาเงิน การขายคอร์สราคาตั้งแต่ 500,000 – 1,000,000 เยน ซึ่งมี Demand เยอะมาก แต่สิ่งสำคัญคือความน่าเชื่อถือว่าสร้างได้ดีและยั่งยืนขนาดไหน

“ต้องสร้างแบรนด์”

การจะเข้าไปไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแบรนด์ญี่ปุ่นดั่งเดิมยังรักษามาตรฐานได้ดี ตอนนี้มี BYD จากจีนที่ทำได้ดีเพราะไปเล่นกับเรื่องราคาที่ดึงดูดทำให้เขย่าเรื่องความเชื่อมั่นได้ โดยหนึ่งในกลยุทธ์คือโยงกับสถิติกับประเทศไทย คำแนะนำหากอยากเอาแบรนด์เข้าไป ถ้าผ่านญี่ปุ่น ดั่ง “ตราประทับ” ไปได้ ไปจีนได้ไม่ยาก เพราะการขายญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพ “Quality” โดยการการันตีคุณภาพ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ โดยสามารถเรียนรู้ Model จากแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จที่เข้าไปตีตลาด และใช้คนมีชื่อเสียงมายกระดับ Social Media อาจจะมีส่วนบ้างแต่ยังไม่มากขนาดนั้น

คอนเทนต์แบบไหนที่คนชอบในช่อง

ปัจจุบันเน้นการแชร์เรื่อง Wisdom ในการได้แง่มุมในการใช้ชีวิต เช่น หนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าหากบริหาร 2 ชม. ได้ชีวิตจะมีคุณภาพ ไม่เหมือนกับส่วนใหญ่ที่ต้องทำให้ได้ 24 ชม. ที่หนักเกินไป เลือกเรื่องที่ทำให้ใจฟูมาเล่าเรื่องในมุมที่คนไม่รู้ จากหลากหลายมุมมองเพื่อมาส่งต่อให้ตรงจริตกับแต่ละผู้อ่าน บางครั้งเป็นหลายพันแชร์

ชีวิตของนักเบสบอลของ โชเฮ โอตานิ Shohei Ohtani “Showtime” ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของคนทั่วโลก เกิดจากสิ่งที่เรียงว่า Mandala Chart แยกเป็น 8 ช่อง ว่าต้องทำอะไรบ้าง ดัดแปลงมาจากภาพวาดของพุทธศาสนา ตรงกลางคือเป้าหมาย มีทั้งจิตใจ การควบคุม ความเร็วลูกบอล เป็นต้น ไปกระจายออกสู่ 8 ช่องเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ ต้องทำอะไรบ้างจะทำให้ไอเดียต่อยอดได้ ขยายต่อ คล้าย MindMap ทำให้ได้คุยกับตัวเองมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจาก 8 จะสู่ 64 กลายเป็น To-do-List สามารถนำไปใช้ในมุมธุรกิจได้ ซึ่งในญี่ปุ่นนำไปผูกกับในด้านของ OKRs (Objective – Key Results) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพได้จริง และมีไปถึงการตั้งสมาคมที่มีการเป็น Certified Coach ที่ได้รับการยอมรับกว่า 180 คน

คำแนะนำคนไทยไปญี่ปุ่น

ควรมีมารยาท เช่น การขึ้นรถไฟ อะไรไม่ควรทำต้องไม่ทำ เพราะจะกลายเป็นประเด็น ที่ไปรบกวนการใช้ชีวิตผู้อื่น เพราะญี่ปุ่นเป็นสังคมที่กลมเกลียว สงบ เห็นพร้อมต้องกันแบบเป็นระบบ และหากได้คุยกับคนญี่ปุ่นแบบมีมารยาท จะดูแลแบบใส่ใจ

“การตลาดวันละคน คุยเจาะลึก JapanSalaryMan Insight Evolution ญี่ปุ่นวันนี้เป็นอย่างไร”

การสรุปคือการย่อยความรู้เพื่อให้ง่ายต่อผู้อ่าน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *