เวลาที่ไปงาน MarTech Expo สิ่งหนึ่งที่ผมชอบทำเสมอคือการเดินดูว่าในปีนั้น ๆ มีเครื่องมืออะไรใหม่ ๆ โผล่ขึ้นมาในวงการการตลาดบ้าง เพราะ MarTech เปลี่ยนเร็วมาก เครื่องมือบางอย่างที่เราไม่เคยรู้จัก ปีถัดมาอาจกลายเป็นเครื่องมือหลักที่หลายทีมใช้ทำงานกันจริงจังครับ ปีนี้ก็เหมือนกันระหว่างเดินดูบูธและเวทีต่าง ๆ ในงานผมไปสะดุดกับรางวัลหนึ่งที่ชื่อว่า AI-Empowered MarTech Award ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับเครื่องมือการตลาดที่นำ AI มาใช้ได้น่าสนใจ หนึ่งในแพลตฟอร์มที่ได้รับรางวัลนี้คือ SHOUT! บทความนี้จะพามารู้จัก SHOUT! แพลตฟอร์มที่ใช้ AI เปลี่ยน Influencer Marketing กันครับ
ต้องบอกตามตรงว่าชื่อ SHOUT! ไม่ได้ใหม่สำหรับผมเลยเสียทีเดียว เพราะในฐานะคนทำคอนเทนต์และทำงานในวงการการตลาด ก็เคยเห็นแพลตฟอร์มนี้ผ่านตามาบ้าง แต่พอเห็นคำว่า AI-Empowered MarTech Award ก็ทำให้เกิดความอยากรู้ขึ้นมาว่า แพลตฟอร์มนี้กำลังใช้ AI ทำอะไรในโลกของ Influencer Marketing อยู่กันแน่ แล้วถ้าเข้าไปลองใช้จริง AI ของแพลตฟอร์มนี้ช่วยอะไรนักการตลาดได้บ้าง
SHOUT! แก้ปัญหา Pain Point ของ Influencer Marketing ที่หลายคนเจอ
Influencer Marketing เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่เติบโตเร็วมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แทบทุกแบรนด์เคยใช้ Creator หรือ Influencer ในการทำแคมเปญ แต่ถ้าใครเคยทำงานฝั่งนักการตลาดหรือเอเจนซี่จริง ๆ จะรู้ว่าขั้นตอนที่ใช้เวลามากที่สุด ไม่ใช่การทำคอนเทนต์ แต่คือการ หา Creator ที่เหมาะกับแบรนด์
หลายครั้งนักการตลาดต้องเปิดดู Creator ทีละบัญชี เช็กยอด Followers ดู Engagement และพยายามประเมินว่ากลุ่มผู้ติดตามของเขาตรงกับ Target ของแบรนด์หรือไม่
บางครั้งต้องเปิดดูเป็นสิบหรือเป็นร้อยบัญชี ก่อนจะ shortlist คนที่น่าสนใจได้ไม่กี่คน ซึ่งกระบวนการนี้อาจใช้เวลาเป็นชั่วโมงและใช้ประสบการณ์ค่อนข้างมาก นี่คือจุดที่เครื่องมือ MarTech สำหรับ Influencer Marketing เข้ามาช่วยในขั้นตอนนี้มากขึ้น
SHOUT! ในฐานะ Marketplace ของ Influencer
เมื่อเข้าไปดู SHOUT! จะเห็นว่าตัวระบบถูกออกแบบมาในลักษณะของ Marketplace ระหว่างแบรนด์ เอเจนซี่ และ Creator แทนที่นักการตลาดจะต้องไปไล่หา Influencer ตามโซเชียลมีเดียทีละคน
แพลตฟอร์มจะรวม Creator จำนวนมากมาไว้ในที่เดียว ทำให้แบรนด์หรือเอเจนซี่สามารถเข้ามา ค้นหา เปรียบเทียบ และเลือก Creator ที่เหมาะกับแคมเปญได้สะดวกขึ้น ในมุมหนึ่งมันคล้าย Marketplace แต่เป็น Marketplace สำหรับ Influencer Marketing ซึ่งทำให้การจับคู่ระหว่างแบรนด์กับ Creator เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
เมื่อเข้าไปในแพลตฟอร์ม SHOUT! สิ่งแรกที่เห็นคือระบบ AI Search สำหรับหา Influencer แนวคิดคือแทนที่นักการตลาดจะต้องไปค้นหา Creator เองทีละคน คุณสามารถพิมพ์คำค้นที่ต้องการเข้าไป เช่น รถไฟฟ้า EV, กาแฟเกอิชา, นักการตลาดรุ่นใหม่, Storytelling เกี่ยวกับ AI, ท่องเที่ยวธรรมชาติ ตรงนี้เราสามารถค้นหาแบบลึก ๆ ได้ด้วย Keyword ไม่ว่าจะKeyword ไหนก็หาได้ด้วย AI ครับ
จากนั้นระบบ AI จะช่วยดึง Creator ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้ทันที ในแง่หนึ่งมันเหมือนกับการใช้ Search Engine แต่เป็น Search Engine สำหรับ Influencer โดยเฉพาะ แต่สิ่งที่ทำให้มันต่างจากการค้นหาแบบทั่วไป คือข้อมูลที่แสดงอยู่ในแต่ละโปรไฟล์
แพลตฟอร์มทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่ช่วยให้นักการตลาดตัดสินใจเร็วขึ้น
สิ่งที่ผมลองแล้วรู้สึกว่าทำให้แพลตฟอร์มแบบนี้น่าสนใจคือ ความง่ายในการใช้งาน ตัวระบบมีช่องค้นหาที่สามารถพิมพ์คำที่ต้องการเข้าไปได้ เช่น รถไฟฟ้า EV, กาแฟเกอิชา, นักการตลาดรุ่นใหม่, Storytelling เกี่ยวกับ AI, ท่องเที่ยวธรรมชาติ เป็นต้น
จากนั้นแพลตฟอร์มจะดึง Creator ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้ทันที โดยในหน้า Creator ของ SHOUT! จะไม่ได้มีแค่ชื่อบัญชีหรือจำนวนผู้ติดตาม แต่มี Data ที่ช่วยให้ประเมิน Creator ได้เร็วขึ้นในแต่ละโปรไฟล์ก็มีข้อมูลสำคัญ เช่น
จำนวนผู้ติดตาม
Average Post Reach
Engagement Rate
กลุ่มผู้ติดตามหลัก
ช่วงอายุและเพศของ Audience
เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกแสดงอยู่ในหน้าเดียว ทำให้การเปรียบเทียบ Creator หลายคนทำได้ง่ายขึ้นมาก นักการตลาดสามารถเปรียบเทียบ Creator หลายคนได้ทันที จากเดิมที่ต้องเปิดดูหลายแอป หลายแท็บ และใช้เวลาเช็กข้อมูลทีละบัญชี
สิ่งที่ SHOUT! พยายามทำคือการเอา AI + Data เข้ามาช่วยลดขั้นตอนการทำงาน การทำงานแบบเดิมการหา KOL อาจใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่การทำงานแบบใหม่คือ AI สามารถช่วย shortlist Creator ที่เหมาะกับแบรนด์ได้ในไม่กี่วินาที
และเมื่อข้อมูลถูกแสดงออกมาเป็นตัวเลขชัดเจน นักการตลาดก็สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรเลือก Creator คนไหนเข้ามาอยู่ในแคมเปญครับ นอกจากนั้นอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจของแพลตฟอร์มนี้ คือเมื่อเราเจอ Creator ที่ใช่ แล้ว การทำงานไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกคนเดียว แต่สามารถต่อยอดไปหา Creator คนอื่นที่ใกล้เคียงกันได้ทันทีผ่านระบบ Lookalike ครับ
ซึ่งจุดนี้ช่วยแก้ Pain Point ที่นักการตลาดเจอบ่อยมาก คือการหาคนเพิ่มในกลุ่มเดียวกันโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่ทุกครั้ง
สิ่งที่ทำให้ฟีเจอร์นี้น่าสนใจ คือการที่ระบบไม่ได้ดูแค่ผิวเผิน แต่สามารถแตก Lookalike ออกมาได้หลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมของ Creator (Overall) แนวทางของคอนเทนต์ (Content) หรือ Performance ที่เกิดขึ้นจริง
นั่นหมายความว่า ถ้าเราเจอ KOL ที่ทำผลงานได้ดีในแคมเปญหนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องกลับไปไล่หาใหม่ทั้งหมด แต่สามารถใช้คนนั้นเป็นต้นแบบ แล้วให้ระบบช่วยหา Creator ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะในแง่ของสไตล์คอนเทนต์ กลุ่มผู้ติดตาม หรือผลลัพธ์ที่เคยทำได้
ในมุมของการทำงานจริง สิ่งนี้ทำให้การขยายแคมเปญทำได้เร็วขึ้น และมีความต่อเนื่องมากขึ้น เพราะทุกการเลือกไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เชื่อมต่ออยู่บน Data เดียวกัน และนี่คืออีกหนึ่งจุดที่ทำให้เห็นว่าแพลตฟอร์มแบบนี้ไม่ได้ช่วยแค่หา KOL แต่ช่วยให้การเลือกและการขยายแคมเปญเกิดขึ้นได้อย่างมีระบบมากขึ้นจริง ๆ ครับ
How-to: วิธีหา Influencer ด้วย SHOUT! แบบ Step-by-step
ถ้าจะให้เห็นภาพว่าแพลตฟอร์มแบบนี้ช่วยนักการตลาดยังไง ลองเริ่มจากการใช้งานจริงตั้งแต่ต้นจะเห็นชัดที่สุด ผมลองไล่ตั้งแต่เข้าใช้งาน ไปจนถึงเริ่มหา Influencer ได้ประมาณนี้
Step 1: Create Account & เข้าใช้งานแพลตฟอร์ม (Log in / Sign up)
เริ่มจากเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ของ SHOUT! สามารถเลือกได้ว่าจะล็อกอินด้วย Email หรือเข้าสู่ระบบด้วย Google ถ้ายังไม่เคยใช้งาน ก็สามารถสมัครบัญชีใหม่ได้เลย Step นี้ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที
Step 2: เข้าสู่หน้า Dashboard ของแพลตฟอร์ม
หลังจาก Log in เข้ามา จะเจอหน้า Dashboard หลักของแพลตฟอร์ม ตรงนี้จะเป็นศูนย์กลางของการทำ Influencer Marketing ทั้งหมด เช่น การสร้างแคมเปญ การวางแผน และการค้นหา Influencer จะเห็นว่า UI ถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย ไม่ต้องเรียนรู้อะไรเยอะ
Step 3: ไปที่เมนู “ค้นหา Influencer” (Discovery )
เมื่อมีภาพของแคมเปญแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการหา Creator ไปที่เมนู ค้นหาอินฟลูฯ ตรงนี้คือหัวใจของแพลตฟอร์ม คุณจะเห็นช่องค้นหาที่สามารถพิมพ์ Keyword ได้ทันที
Step 4: ใช้ AI Search เพื่อหา Creator ที่ตรงกับความต้องการ
ลองพิมพ์ Keyword ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตลาด, ธุรกิจ, ท่องเที่ยว, แม่และเด็ก ระบบจะดึง Creator ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้ทันที พร้อมข้อมูลสำคัญ เช่น
Followers
Average Reach
Engagement
Audience Profile
นี่คือจุดที่เห็นชัดว่าแพลตฟอร์มช่วยย่นเวลาได้จริง เคล็ดลับคืออย่าพิมพ์กว้างเกินไป ให้พยายามเลือกคำที่ใกล้กับกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ เพราะ AI จะใช้ Keyword นี้ในการดึง Creator ขึ้นมาให้
นอกจากนั้นเรายังสามารถเลือกดูตามแพลตฟอร์ม Social Media ได้ด้วย เผื่อเราต้องการทำการตลาดโดยมุ่งเน้นไปแค่แพลตฟอร์ม Social Media เดียวครับ
Step 5: ใช้ Filter เพื่อคัดเลือกให้ตรงกลุ่มมากขึ้น
ด้านบนจะมี Filter ให้เลือก เช่น อายุ, เพศ, จังหวัด, ความสนใจ, Engagement Rate, จำนวนผู้ติดตามคุณสามารถปรับ Filter ให้ใกล้กับ Target ของแบรนด์ได้ เช่น ถ้าขายสินค้าแม่และเด็ก เลือกเพศหญิง + อายุ 25–40, ถ้าเป็นสินค้า Tech อาจเลือกกลุ่ม Interest ด้าน Technology Step นี้ทำให้ผลลัพธ์แม่นมากขึ้น
Step นี้คือจุดที่ Platform ดีกว่าการหาเอง เพราะช่วยลด Noise ออกไปได้เยอะมาก สุดท้ายคุณจะเหลือ Creator ที่ใกล้กับลูกค้าจริงมากขึ้น
Step 6: เปรียบเทียบและเลือก KOL ที่เหมาะสม
เมื่อได้ลิสต์แล้ว ให้เริ่มดูรายละเอียดของแต่ละคน สิ่งที่ควรดูคือ Engagement, Audience, แนวคอนเทนต์ คุณสามารถกดดูหลายคนแล้วเทียบกันได้เลยในหน้าเดียว ซึ่งต่างจากการไปเปิดดูทีละแอปมาก
โดยปกติหลายคนจะดูคอนเทนต์ก่อนแล้วค่อยดูตัวเลข แต่ในแพลตฟอร์มนี้ แนะนำให้สลับเริ่มจากดู Data ก่อน เช่น Engagement Rate, Average Reach, กลุ่มผู้ติดตาม แล้วค่อยกลับไปดูคอนเทนต์ เพราะ Data จะช่วยกรองคนที่น่าสนใจจริงออกมาก่อน แล้วค่อยใช้ความรู้สึกเป็นตัวตัดสินรอบสุดท้าย
ถ้าเจอ Creator ที่ใช่ สามารถกดเพิ่มเข้ารายการโปรด ห รือเก็บไว้ในลิสต์ได้ ช่วยให้คุณไม่ต้องกลับมาหาใหม่ทุกครั้ง และสามารถเอาไปใช้ต่อในขั้นตอนวางแผนแคมเปญได้
Step 7: ใช้ AI Planning เพื่อวางแผนแคมเปญ
7.1 Brief แคมเปญ
หลังจากเลือกประเภทแคมเปญแล้ว ระบบจะมีส่วนที่เรียกว่า AI Planning ตรงนี้คือจุดที่แพลตฟอร์มเริ่มเข้ามาช่วย เริ่มจากการให้ผู้ใช้ใส่ข้อมูลตั้งต้นของแคมเปญก่อน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ สินค้า จุดขาย ช่องทางขาย เป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ หรือโจทย์อื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการตลาด Influencer Marketing
ซึ่งทั้งหมดถูกวางไว้ในรูปแบบที่คนทำการตลาดคุ้นเคยอยู่แล้ว เหมือนกำลังกรอก Brief ให้ทีมงาน แต่ในที่นี้คนที่รับ Brief ต่อไม่ใช่ทีมหลายแผนก หากเป็น AI ที่จะนำข้อมูลทั้งหมดไปประกอบกันเป็นแผนงานทั้งก้อน
จุดที่น่าสนใจของขั้นตอนนี้คือ มันทำให้การเริ่มต้นแคมเปญไม่ใช่การคิดแยกส่วนอีกต่อไป เพราะตั้งแต่ต้น ระบบพยายามเก็บบริบทของแบรนด์และโจทย์ธุรกิจให้ครบที่สุด เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนต่อในขั้นตอนถัดไปครับ
จากนั้น AI จะช่วยแนะนำแนวทาง เช่น Key Message, ไอเดียคอนเทนต์, โครงสร้างแคมเปญ ซึ่งช่วยให้คนที่ยังไม่ชัดว่าจะเริ่มยังไง สามารถเริ่มต้นได้ง่ายขึ้นมาก
7.2 จาก Brief สั้น ๆ ระบบต่อยอดไปสู่ AI Research ให้อัตโนมัติ
เมื่อเข้าสู่หน้าถัดไป จะเห็นว่า AI ไม่ได้หยุดอยู่แค่การรับข้อมูล แต่เริ่มทำหน้าที่เหมือนนักวิเคราะห์ตลาดให้ทันที ในส่วนของ AI Research มีการแตกข้อมูลออกมาเป็นหลายมุม ทั้งภาพรวมของตลาด ข้อมูลคู่แข่ง การวิเคราะห์ผู้บริโภคเป้าหมาย และรายละเอียดของตัวสินค้าเอง นั่นทำให้สิ่งที่ปกติทีมการตลาดอาจต้องใช้เวลาหาข้อมูลหลายแหล่ง ถูกดึงมารวมไว้ในหน้าจอเดียว
ในภาพของ Market Research จะเห็นว่าระบบพยายามวางกรอบให้ว่า ตลาดนี้มีขนาดประมาณไหน กำลังเติบโตอย่างไร และมีโอกาสอยู่ตรงไหน ส่วน Competitors Research ขยับไปอีกขั้นด้วยการมองว่าคู่แข่งกำลังเล่นเกมการตลาดแบบใด ตั้งราคาอย่างไร หรือมีจุดสื่อสารแบบไหนที่น่าสนใจ ขณะที่ Products Detail Research ลงลึกมาที่ตัวสินค้าโดยตรง ว่าสินค้ามีจุดเด่นอะไร วางตำแหน่งได้อย่างไร และควรสื่อสารมุมไหนเพื่อให้แตกต่าง
สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า SHOUT! ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มค้นหา KOL อย่างเดียว แต่กำลังทำหน้าที่เหมือนเครื่องมือที่ช่วยย่อยข้อมูลทางการตลาดก่อนเริ่มแคมเปญจริง ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญมาก และช่วยประหยัดเวลาให้นักการตลาดได้มากครับ
7.3 แปลงข้อมูลตลาดเป็น Strategy ที่เอาไปใช้ต่อได้ทันที
หลังจากเก็บข้อมูลและวิเคราะห์บริบทของตลาดแล้ว ระบบจะพาเข้าสู่หน้าของ Strategy ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่เห็นภาพความเป็น AI Planning ได้ชัดมาก เพราะข้อมูลที่เพิ่งถูก Reseach มาไม่ได้ถูกทิ้งไว้เป็นก้อนยาว ๆ แต่ถูกย่อยต่อมาเป็นโครงสร้างกลยุทธ์ที่พร้อมใช้
ในหน้านี้จะมีการแยกออกเป็นสามส่วนสำคัญคือ Key Selling Point , Key Target Insight และ Overall Key Message นั่นหมายความว่า AI ไม่ได้เพียงบอกว่าแบรนด์อยู่ในตลาดไหน แต่เริ่มตีความต่อแล้วว่า จุดขายของสินค้าควรถูกหยิบไปขยายอย่างไร คนที่แบรนด์ควรสื่อสารด้วยมีพฤติกรรมแบบไหน และสุดท้ายควรสรุปออกมาเป็นข้อความหลักอะไรที่ใช้ยึดทั้งแคมเปญ
นี่คือขั้นตอนที่ปกติคนทำการตลาดต้องเอาข้อมูลจากหลายฝ่ายมานั่งเรียบเรียงใหม่ แต่ใน Flow นี้ AI ทำหน้าที่ลดระยะเวลาในส่วนดังกล่าวลงอย่างมาก และทำให้สิ่งที่เคยเป็นงานเชิงกลยุทธ์ เริ่มถูกแปลงเป็น Framework ที่หยิบไปใช้ต่อในขั้นต่อไปได้เลย
7.4 จากกลยุทธ์กว้าง ๆ ถูกต่อยอดมาเป็น Targeting ที่ชัดขึ้น
เมื่อ Strategy เริ่มนิ่ง ระบบจะพาเข้าสู่หน้า Targeting & Segmentation ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้เห็นว่าแผนไม่ได้หยุดอยู่แค่การพูดว่ากลุ่มเป้าหมายคือใครแบบกว้าง ๆ แต่มีการแตกกลุ่มออกมาชัดเจนเป็นเซกเมนต์
ระบบจะแบ่งเป้าหมายหลักออกเป็นอย่างน้อยสองกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มมีคำอธิบายของตัวเอง มีลักษณะผู้บริโภค มีแพลตฟอร์มที่เหมาะสม และมี Key Message ที่ต่างกัน นี่คือจุดที่สำคัญมากสำหรับ Influencer Marketing เพราะแม้จะเป็นสินค้าเดียวกัน แต่คนสองกลุ่มอาจต้องใช้คนเล่าและวิธีเล่าที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่หน้าจอนี้ทำให้เห็นคือ แพลตฟอร์มไม่ได้คิดเรื่อง Influencer แบบแยกขาดจากการตลาด แต่พยายามเชื่อมให้เห็นตั้งแต่ต้นว่า ถ้ากลุ่มเป้าหมายต่างกัน วิธีสื่อสารและคนที่ควรใช้ก็ต้องต่างกันด้วยครับ
7.5 จาก Targeting ไปสู่ Creative Idea ที่พร้อมแตกเป็นคอนเทนต์จริง
เมื่อกลุ่มเป้าหมายและ Key Message เริ่มชัด ระบบจะเข้าสู่หน้า Creative Idea and Campaign ซึ่งเป็นจุดที่ AI เริ่มแปลงแผนให้จับต้องได้มากขึ้น ในภาพจะเห็นว่าแต่ละไอเดียไม่ได้มีแค่ชื่อไอเดียสั้น ๆ แต่มีทั้ง Key Message ระบุกลุ่มเป้าหมาย และระบุประเภทของคอนเทนต์ที่เหมาะกับไอเดียนั้นอย่างชัดเจน เช่น Video หรือ Album Post ครับ
ความน่าสนใจของขั้นตอนนี้อยู่ตรงที่ มันทำให้การวางแคมเปญไม่ใช่แค่การบอกว่าควรทำวิดีโอ หรือ ควรโพสต์รีวิวแบบกว้าง ๆ แต่ระบบเริ่มจัดแพ็กเกจไอเดียมาให้พร้อมบริบทแล้วว่า ไอเดียนี้เหมาะกับกลุ่มไหน ใช้ข้อความอะไร และควรออกในฟอร์แมตแบบไหน
ในแง่ของการทำงานจริง หน้านี้เหมือนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกลยุทธ์กับการผลิตคอนเทนต์ เพราะทำให้คนอ่านแผนสามารถเห็นภาพได้เลยว่า แคมเปญจะเล่าเรื่องแบบไหน ไม่ได้หยุดแค่ระดับ Strategy Deck ครับ
7.6 ต่อยอดไปถึงการจัดงบและการกระจายบทบาทของ KOL
ถัดมาจะเป็นหน้า Phrasing & Budget ซึ่งเป็นอีกจุดที่ทำให้ภาพของ SHOUT! ขยับจากคำว่าแพลตฟอร์มค้นหา KOL ไปสู่ แพลตฟอร์มจัดการ Influencer Marketing แบบเต็มตัว เพราะในหน้านี้ ไม่ได้พูดถึงไอเดียอย่างเดียว แต่เริ่มผูกเข้ากับงบประมาณ ช่วงเวลาของแคมเปญ จำนวน KOL และการกระจายบทบาทของแต่ละ Tier
ระบบจะแบ่งแผนออกเป็นช่วงอย่าง Awareness, Consideration และ Conversion และในแต่ละช่วงก็มี Campaign Idea ของตัวเอง มีงบประมาณกำกับ มี Scope of Work ระบุชัดว่าควรทำคอนเทนต์แบบไหน และยังมีการคำนวณสัดส่วน KOL ให้ด้วยว่า ในแต่ละแคมเปญควรใช้ Mega, Macro, Micro หรือ Nano จำนวนเท่าไร
นี่คือจุดที่หลายทีมต้องใช้ทั้ง Planner, Media และ Influencer Specialist มานั่งช่วยกันคิด แต่ใน Flow นี้ ระบบกำลังพยายามเชื่อมทุกอย่างเข้าหากันให้อยู่ในแผนเดียว ตั้งแต่ไอเดียของแคมเปญไปจนถึงการใช้เงินและการกระจายคนทำคอนเทนต์ให้เหมาะกับแต่ละเป้าหมายครับ
7.7 Suggested KOL List
จากโครงสร้างของ Flow จะเห็นชัดว่า KOLs เป็นหนึ่งในขั้นตอนถัดจากการวาง Budget และก่อนเข้าสู่ Summary นั่นหมายความว่า รายชื่ออินฟลูเอนเซอร์ที่ระบบแนะนำไม่ได้ถูกดึงมาแบบแยกขาด แต่เชื่อมอยู่กับสิ่งที่ AI คิดมาก่อนทั้งหมด ทั้ง Brief, Research, Strategy, Targeting, Idea และ Budget
จุดนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้ภาพของ Suggested KOL List ไม่ใช่เพียงการเอาคนที่ตรงคำค้นมาเรียงให้ดู แต่เป็นการแนะนำคนที่สอดคล้องกับแผนทั้งก้อนที่ถูกวางไว้ก่อนแล้ว ทำให้การเลือก KOL ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ และไม่ได้อิงแค่ความรู้สึกว่าคนนี้น่าจะเหมาะ แต่ผูกอยู่กับโครงสร้างทางการตลาดที่ถูกคิดมาแล้วครับ
7.8 จบที่ Summary และ Result Dashboard
สุดท้าย ระบบพาเข้าสู่หน้า Summary ซึ่งเป็นหน้าที่สรุปภาพรวมของแคมเปญทั้งหมดให้เห็นในแบบ Dashboard จากภาพจะเห็นว่ามีการสรุปทั้ง Total Budget, จำนวนแคมเปญ, จำนวน KOL รวม, การกระจายตัวของ KOL ตาม Tier รวมถึงตัวเลขผลลัพธ์โดยประมาณ เช่น Reach, Engagement, CPR และ CPE
นอกจากภาพรวม ยังมีการแตกลงไปในระดับ Campaign Detail ของแต่ละแคมเปญด้วย ทำให้เห็นว่าแคมเปญย่อยแต่ละอันใช้งบเท่าไร ใช้ KOL กลุ่มไหน และคาดว่าจะให้ผลประมาณใด นี่คือสิ่งที่ทำให้แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้จบแค่คำว่าช่วยคิด แต่ไปถึงคำว่า ช่วยสรุปเพื่อการตัดสินใจด้วย
สำหรับนักการตลาดหรือเอเจนซี่ จุดนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้แผนที่เคยกระจายอยู่หลายไฟล์ หลายทีม และหลายขั้นตอน ถูกยุบมาอยู่ในเส้นทางเดียว ตั้งแต่รับ Brief ไปจนถึงเห็นภาพผลลัพธ์ปลายทาง
Step 8: เริ่มสร้างแคมเปญแรก
กดปุ่ม สร้างแคมเปญ (Create Campaign) ระบบจะให้คุณเลือกประเภทของแคมเปญ ซึ่งมีให้เลือกหลัก ๆ เช่น Private Campaign (เลือก Creator เอง) Public Campaign (เปิดให้ Influencer สมัคร) และInvite & Public (ผสมทั้งสองแบบ) Step นี้สำคัญ เพราะกำหนดวิธีทำงานของแคมเปญตั้งแต่ต้น
Step 9: จัดการแคมเปญ พูดคุย ตรวจงาน
เมื่อทุกอย่างถูกวางไว้ครบแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Strategy, Creative, KOL และ Budget ขั้นตอนถัดไปคือการนำแผนทั้งหมดมารันจริง ซึ่งใน SHOUT! จะมีหน้าของ Campaign Management จะเห็นว่าแคมเปญไม่ได้ถูกปล่อยให้แยกกระจาย แต่ถูกรวมไว้ในระบบเดียว ทั้งรายชื่อ Influencer ที่เข้าร่วม สถานะงานของแต่ละคน และความคืบหน้าของแคมเปญทั้งหมดถูกจัดเรียงให้อยู่ในมุมมองเดียวกัน
ในขั้นตอนนี้แสดงให้เห็นการทำงานร่วมกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับอินฟลูเอนเซอร์ การส่งงาน การตรวจงาน หรือการติดตามสถานะว่าคอนเทนต์อยู่ในขั้นตอนไหน ทุกอย่างถูกผูกอยู่กับ Timeline ที่ชัดเจน ทำให้สามารถมองเห็นได้ทันทีว่าแคมเปญกำลังเดินไปถึงจุดไหนแล้ว
ในมุมของการทำงานจริง สิ่งนี้ช่วยลดความซับซ้อนที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีหลายคน หลายโพสต์ และหลายแพลตฟอร์มเข้ามาเกี่ยวข้อง จากเดิมที่ต้องสลับไปมาระหว่างแชท อีเมล และไฟล์งาน กลายเป็นการจัดการทั้งหมดในระบบเดียว
จุดนี้เองที่ทำให้เห็นภาพของแพลตฟอร์มชัดขึ้นอีกขั้น เพราะมันไม่ได้หยุดแค่การวางแผนหรือการเลือก KOL แต่ไปต่อถึงการควบคุมคุณภาพงาน และ ติดตามแคมเปญ ได้จริงในระหว่างที่แคมเปญกำลังเกิดขึ้น
Step 10: ดูผลลัพธ์แบบ Real time Dash board
เมื่อแคมเปญเริ่มรัน สิ่งที่เกิดขึ้นในหน้าจอ Result Dashboard ไม่ใช่แค่การสรุปตัวเลขหลังบ้าน แต่เป็นการเปิดให้เห็นภาพรวมของแคมเปญ ตั้งแต่ยอดการเข้าถึง งบประมาณที่ใช้ ไปจนถึงจำนวนอินฟลูเอนเซอร์ที่กำลังทำงานอยู่ ทุกอย่างถูกดึงมารวมไว้ในมุมมองเดียว ทำให้สามารถเข้าใจสถานการณ์ของแคมเปญได้ทันทีโดยไม่ต้องไล่ดูจากหลายแหล่ง
ในส่วนของ Media Performance ทำให้มองเห็นได้ว่า Reach หรือ Impression เติบโตขึ้นอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา ขณะเดียวกันก็มี Engagement Rate แสดงควบคู่กัน ส่วนของ Marketing Funnel จะทำให้เห็นโครงสร้างของผลลัพธ์ชัดขึ้นว่า จาก Impression ไปสู่ Reach และลงมาถึง Engagement มีสัดส่วนเป็นอย่างไร พร้อมกับมีตัวเลขด้านต้นทุนอย่าง CPI, CPR และ CPE วางเทียบไว้ข้างกัน ทำให้สามารถเชื่อมโยงได้ทันทีว่า งบที่ใช้ไปแปลงเป็นผลลัพธ์แบบไหนในแต่ละขั้นของ Funnel
นอกจากภาพรวมของ Performance แล้ว ระบบยังลงลึกไปถึงพฤติกรรมของผู้ชมผ่านส่วนของ Segmentation ไม่ว่าจะเป็นช่องทางที่ผู้ชมมาจาก เพศ หรือช่วงอายุ ซึ่งช่วยให้เข้าใจได้ว่าแคมเปญกำลังเข้าถึงใครจริง ๆ ไม่ใช่แค่ได้ตัวเลขรวมที่ดูดี
นอกจากนั้นการมี Campaign Insight ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยสรุปภาพรวมของแคมเปญให้เข้าใจง่ายขึ้น เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน Result Dashboard จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่รายงานผล แต่กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยตัดสินใจ เพราะข้อมูลทั้งหมดถูกอัปเดตแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถมองเห็นได้ทันทีว่าอะไรเวิร์ก อะไรควรปรับ และควรขยับแคมเปญไปในทิศทางไหนต่อ
ในมุมของการทำงานจริง นี่คือจุดที่ Influencer Marketing เปลี่ยนจากงานที่ต้องรอวัดผลหลังจบแคมเปญ กลายเป็นระบบที่สามารถบริหารและปรับผลลัพธ์ได้ตลอดระหว่างที่แคมเปญกำลังเกิดขึ้น
ถ้าสรุปจากการลองใช้งานจริง SHOUT! ไม่ได้แค่ช่วยหา Influencer ได้เร็วขึ้น แต่ช่วยให้กระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่คิดแคมเปญ, หา Creator, เลือกวางแผน อยู่ในที่เดียว
SHOUT! จึงไม่ใช่เพียงแพลตฟอร์มสำหรับค้นหา KOL แล้วจบ แต่กำลังวางตัวเองเป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดการ Influencer Marketing แบบครบกระบวนการจริง ตั้งแต่รับโจทย์ของแบรนด์ วิเคราะห์ตลาด วางกลยุทธ์ กำหนดกลุ่มเป้าหมาย สร้างไอเดีย วางงบประมาณ เลือก KOL และสรุปผลในรูปแบบ Dashboard โดยมี AI เป็นแกนกลางในการเชื่อมทุกส่วนเข้าด้วยกันครับ
SHOUT! แพลตฟอร์มตัวกลางที่ให้เอเจนซี่ แบรนด์ และ Creator win-win
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจของการใช้แพลตฟอร์มแบบ Marketplace คือเรื่องของ ความแฟร์ระหว่างทั้งสองฝ่าย ฝั่งแบรนด์และเอเจนซี่สามารถเห็นข้อมูลของ Creator ได้ชัดเจนมากขึ้น สามารถเข้ามาใช้เพื่อบริหารแคมเปญของตัวเองได้
ผมมองว่าสิ่งนี้จะช่วยเอเจนซี่ได้มาก เพราะเอเจนซี่ต้องทำแคมเปญ Influencer ให้ลูกค้าหลายแบรนด์พร้อมกัน การมีแพลตฟอร์มที่ช่วยค้นหา Creator, ดู Data Audience, เปรียบเทียบ Performance และจัดการแคมเปญ ทำให้การทำงานของทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้แพลตฟอร์มกลายเป็นเหมือน เครื่องมือหลังบ้านของเอเจนซี่ ครับ
สำหรับ Creator ก็สามารถนำเสนอผลงานและตัวตนของตัวเองผ่านแพลตฟอร์มได้อย่างเป็นระบบ และการอยู่ในแพลตฟอร์มแบบนี้ทำให้แบรนด์สามารถค้นหาเราเจอได้ง่ายขึ้น และข้อมูลผลงานของเราถูกแสดงในรูปแบบที่เป็น Data มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่าคอนเทนต์น่าสนใจ ซึ่งทำให้การจับคู่ระหว่างแบรนด์กับ Creator มีประสิทธิภาพมากขึ้น มันไม่ใช่แค่การ DM ไปหา Influencer แบบสุ่ม ๆ เหมือนในอดีต แต่กลายเป็นระบบที่ใช้ Data เป็นตัวกลาง
SHOUT! จึงทำหน้าที่เหมือน ตัวกลาง ที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มสำหรับหา KOL หรือ วางแผนกลยุทธ์เท่านั้น แต่ช่วยให้แบรนด์สามารถจ้าง และเริ่มต้นแคมเปญได้ทันทีในที่เดียว โดยไม่ต้องไล่ทักอินฟลูเอนเซอร์ทีละคนหรือกระจายการทำงานไปหลายช่องทาง ทุกขั้นตอนตั้งแต่การเลือก Creator ไปจนถึงการเริ่มงานถูกเชื่อมเข้าด้วยกันในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้การเริ่มแคมเปญเป็นเรื่องที่ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้นครับ
ที่สำคัญในระหว่างที่แคมเปญกำลังดำเนินอยู่ ยังมีระบบ Campaign Management ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการทำงานทั้งหมด ทั้งการพูดคุย การส่งงาน การตรวจงาน และการติดตามความคืบหน้าของแต่ละ KOL ทำให้แบรนด์สามารถมองเห็นสถานะของงานทั้งหมดได้ในภาพเดียว ลดความซับซ้อนจากการต้องสลับไปมาระหว่างแชท ไฟล์ และเครื่องมือหลายตัว และทำให้การควบคุมคุณภาพได้มากขึ้น
เและเมื่อแคมเปญเริ่มสร้างผลลัพธ์ ระบบ Result Dashboard จะเข้ามาทำหน้าที่ต่อทันทีด้วยการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแบบเรียลไทม์ ทำให้แบรนด์ไม่ต้องรอรายงานหลังจบแคมเปญ แต่สามารถติดตาม วิเคราะห์ และปรับกลยุทธ์ได้ในขณะที่แคมเปญกำลังรันอยู่ ซึ่งทำให้ Influencer Marketing ไม่ใช่แค่การปล่อยงานแล้วรอผล แต่เป็นกระบวนการที่สามารถบริหารและตัดสินใจได้ตลอดเวลาในระบบเดียวครับ
SHOUT! AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำ Influencer Marketing
หลังจากลองดูแพลตฟอร์มนี้อยู่พักหนึ่งความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุดคือ AI กำลังทำให้ Influencer Marketing เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และใช้ข้อมูลมากขึ้น สำหรับนักการตลาดหรือเอเจนซี่ที่ต้องทำแคมเปญ KOL อยู่เป็นประจำ เครื่องมือแบบนี้อาจช่วยลดเวลาการทำงานลงได้มาก และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้การตัดสินใจมีข้อมูลรองรับมากขึ้น
ถ้ามองในภาพใหญ่ การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มแบบ SHOUT! สะท้อนให้เห็นทิศทางของ Influencer Marketing ที่กำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่การเลือก Creator อาจอาศัยประสบการณ์หรือความรู้สึกของนักการตลาด วันนี้ AI และ Data เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ช่วยค้นหา Creator ช่วยวิเคราะห์ Audience และช่วยให้การตัดสินใจมีข้อมูลรองรับ
ซึ่งอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม SHOUT! ถึงได้รับรางวัล AI-Empowered MarTech Award ในงาน MarTech Expo 2026 เพราะมันสะท้อนแนวคิดใหม่ของ Influencer Marketing ที่กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนจากการทำงานแบบ Manual ไปสู่การใช้ Platform และ AI เข้ามาช่วยจัดการแคมเปญ
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator Prompt: A modern digital marketing scene showing an AI-powered influencer marketing platform dashboard on a floating screen, surrounded by influencer profile cards, analytics charts, and audience data. A futuristic but clean interface with soft purple and orange gradients, representing technology and creativity. The concept shows AI connecting brands and influencers like a marketplace. Minimal, professional, high-end UI style, soft lighting, depth of field, 3D illustration, clean composition, no text
ดังนั้น Influencer Marketing ในอนาคต อาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ Content แต่เป็นเรื่องของ AI + Data + Platform เพื่อช่วยให้นักการตลาดตัดสินใจได้ดีขึ้น และถ้าแนวโน้มของ MarTech ยังคงเดินไปในทิศทางนี้ น่าสนใจไม่น้อยว่าหลังจากนี้ เครื่องมือแบบนี้จะเปลี่ยนวิธีทำการตลาดของเราไปอีกแค่ไหน
และนี่คือ SHOUT! แพลตฟอร์มที่ใช้ AI เปลี่ยน Influencer Marketing คว้า AI-Empowered MarTech Award ในงาน MarTech Expo ผมหวังว่าทุกคนจะนำการพัฒนาของเทคโนโลยีและบทความนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่มากก็น้อยนะครับ ฝากติดตามบทความด้านการใช้ AI และเครื่องมือ MarTech ดี ๆ แบบนี้ด้วยนะครับ หรือใครอยากให้นำ AI และเครื่องมือ MarTech ตัวไหนมาเล่าให้ฟัง สามารถคอมเมนต์บอกกันได้เลยครับ
สำหรับนักอ่านที่ชอบ และ อยากอ่านบทความเกี่ยวกับการตลาด, Data และ AI เพิ่มเติม สามารถติดตามได้จาก เพจการตลาดวันละตอน รวมไปถึง Twitter Instagram YouTube ของการตลาดวันละตอนได้เลยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ
สำหรับแบรนด์ หรือ นักการตลาดคนไหนอยากลองใช้ และอยากลองสัมผัสว่า Influencer Marketing ที่มี AI และระบบแบบนี้ช่วยให้การทำงานต่างไปแค่ไหน สามารถเข้าไปทดลองใช้งานได้ที่ www.shoutkol.com เลยครับ เปิดให้ลองใช้ฟรี และจะมีทีมงานคอยติดต่อกลับไปช่วยดูแลเพิ่มเติมให้ด้วยครับ