ในวันที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีคู่แข่งมากขึ้นทุกวัน ร้านน้ำผลไม้ปั่นเองก็ไม่ต่างกัน หลายร้านอาจเผชิญกับคำถามในใจว่า ทำไมลูกค้าหลายคนมาซื้อครั้งเดียวแล้วหาย? จะให้โปรโมชันกับใครดีถึงจะคุ้ม? หรือจะรักษาลูกค้าประจำไว้ยังไงดี? หนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์ลูกค้าที่ตอบโจทย์ร้านน้ำปั่นได้แบบไม่ต้องใช้ระบบซับซ้อน คือ RFM Model เครื่องมือนี้ช่วยให้เรารู้จักลูกค้าอย่างเป็นระบบ จากพฤติกรรมการซื้อที่เรามีอยู่แล้วค่ะ บทความนี้ชวนมาดูกลยุทธ์ RFM MODEL ร้านน้ำปั่นผลไม้ เข้าใจลูกค้า สร้างบริการให้โดนใจมากขึ้นค่ะ
รู้จัก RFM MODEL เครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ
ในโลกของการตลาดยุคใหม่ การรู้ว่าลูกค้าเคยซื้อเมนูอะไร ไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่ธุรกิจต้องการคือการเข้าใจว่า ลูกค้าคนไหนมีโอกาสกลับมาอีก และใครคือคนที่คุ้มค่าที่จะรักษาไว้ นั่นจึงทำให้โมเดล RFM กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าผ่านข้อมูลที่มีอยู่แล้วค่ะ เช่น ประวัติการซื้อสินค้า
RFM MODEL เป็นโมเดลที่ประกอบด้วย 3 มิติหลักค่ะ
Recency (R) ลูกค้ามาใช้บริการครั้งล่าสุดเมื่อไหร่
Frequency (F) ลูกค้ามาใช้บริการบ่อยแค่ไหน
Monetary (M) ลูกค้าใช้จ่ายกับเรารวมเท่าไร
โดยแนวคิดหลักคือ ลูกค้าที่มาซื้อไม่นานนี้ (R สูง), มาซื้อเป็นประจำ (F สูง), และใช้จ่ายสูง (M สูง) มักจะเป็นกลุ่มลูกค้าคุณภาพที่ควรดูแลให้ดี เมื่อเราให้คะแนนแต่ละมิติ แล้วรวมกัน เราจะสามารถ “แบ่งกลุ่มลูกค้า” ออกมาได้ เช่น VIP, ขาประจำ, ลูกค้าใหม่, หรือกลุ่มที่ใกล้จะหายไป ซึ่งสามารถนำไปวางกลยุทธ์ได้แบบเฉพาะเจาะจงได้ค่ะ
สุดท้ายแล้วพอเรานำ RFM Score มาคำนวณและจัด Segmentation ตามกราฟก็จะได้ตัวอย่างประมาณนี้ สามารถเข้าไปอ่าน RFM MODEL โดยละเอียดที่นี่ ได้เลยค่ะ
ข้อดีของ RFM คือใช้ข้อมูลที่เรามีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องใช้ระบบที่ซับซ้อน ไม่ต้องมีทีม Data Analyst ก็สามารถเริ่มต้นได้ด้วย Excel หรือ Google Sheets เพียงแค่เราเข้าใจหลักการและมีระบบจดบันทึกที่สม่ำเสมอ ก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าให้กลายเป็นแผนการตลาดที่ใช้งานได้จริงทันทีค่ะ และสามารถปรับขนาดขอบเขตของแต่ละ Segmentation ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจได้เลยค่ะ
บริการในร้านน้ำปั่นผลไม้ ข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ทำ RFM MODEL ได้ทันที
สำหรับร้านน้ำผลไม้ปั่นทั่วไป เราขอยกตัวอย่างเมนูยอดนิยมและราคาประมาณนี้ค่ะ
จากตัวอย่างนี้ หากลูกค้าคนหนึ่งซื้อน้ำวันเว้นวัน หรือซื้อครั้งละ 2 แก้ว ก็อาจมียอดสะสมเดือนละหลายร้อยถึงหลักพันบาท ซึ่งเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์และจัดกลุ่ม RFM ได้ เพราะการใช้ RFM สำหรับร้านน้ำปั่นผลไม้ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด คุณไม่จำเป็นต้องมีระบบ CRM แพง ๆ หรือทีม Data อะไรเลยค่ะ แค่เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ
เพราะลูกค้าแต่ละคนมี “คุณค่าทางธุรกิจ” ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของความถี่ในการซื้อ (Frequency), ความใหม่ของการใช้งาน (Recency) และยอดใช้จ่ายรวม (Monetary) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ RFM ค่ะ
คุณเจน คือภาพของลูกค้าที่มี R, F, และ M สูง เธอเพิ่งมาซื้อเมื่อวาน ใช้บริการรวม 15 ครั้ง และมียอดรวมถึง 1,800 บาท ลูกค้าแบบนี้ควรได้รับสิทธิพิเศษ เช่น ส่วนลดเมนูใหม่ หรือฟรี 1 แก้วหลังสะสมครบจำนวน
คุณต้น เคยซื้อมาแล้ว 4 ครั้ง แต่ไม่ได้มาอีกเลยตั้งแต่มีนาคม ซึ่งแปลว่า R ต่ำ แต่ F และ M ยังพอมีความถี่ การสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มนี้ควรเน้นกระตุ้นให้กลับมาค่ะ เช่น ข้อความ LINE ส่วนตัวว่า “เราคิดถึงความสดชื่นที่คุณเลือกเรา” พร้อมแนบโปรโมชันเล็กน้อย
คุณเอ เป็นลูกค้าใหม่ที่เพิ่งลองซื้อครั้งแรก แม้ยอดไม่สูง แต่ถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับร้าน ถ้าประสบการณ์ครั้งแรกของเขาดีพอ ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นลูกค้าประจำ วิธีง่าย ๆ เช่น ส่งข้อความขอบคุณ + คูปองลด 10% สำหรับครั้งหน้า อาจสร้างความประทับใจในระยะยาวได้ค่ะ
นี่เป็นการวิเคราะห์คร่าว ๆ ต่อไปเราจะลองมาใช้ RFM MODEL วิเคราะห์แบบลง Details ในแต่ละค่ากันค่ะ
แบ่งกลุ่มลูกค้าและกลยุทธ์ด้วย RFM
ค่า R (Recency) ลูกค้ามาใช้บริการล่าสุดเมื่อไหร่ สำคัญกว่าที่คิด
ในการประยุกต์ใช้ RFM กับร้านน้ำปั่นผลไม้ การกำหนดค่า R หรือ Recency คือการดูว่า ลูกค้าแต่ละคนมาซื้อครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่หลายร้านมีอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการตลาด
เพราะความแตกต่างระหว่างลูกค้าที่เพิ่งมาซื้อเมื่อวาน กับลูกค้าที่ห่างหายไป 2 เดือน ย่อมต้องการวิธีการดูแลและสื่อสารที่ไม่เหมือนกันเลย บางคนพร้อมซื้อซ้ำทันที แต่อีกคนอาจลืมไปแล้วว่าเคยดื่มร้านเรา
จากภาพรวมด้านบน เราสามารถตีความแต่ละกลุ่มได้แบบนี้ค่ะ
กลุ่ม R1 (มากกว่า 30 วัน): เสี่ยงหายถาวร ส่งข้อความ “คิดถึงความสดชื่นของคุณ” พร้อมให้ระยะเวลาใช้โปรสั้น ๆจากภาพรวมด้านบน เราสามารถตีความแต่ละกลุ่มได้แบบนี้
กลุ่ม R5 (1–3 วัน): ลูกค้าที่เพิ่งซื้อเมื่อเร็ว ๆ นี้ เช่น ช่วงเช้าก่อนไปทำงาน เสนอ “ซื้อครบ 3 แก้วในสัปดาห์นี้ รับฟรี 1 แก้ว” เพื่อกระตุ้นให้ซื้อบ่อยขึ้น
กลุ่ม R4 (4–7 วัน): ลูกค้าที่เริ่มห่างหาย อาจเปลี่ยนเวลาเดินทาง เสนอเมนูใหม่หรือเมนูสุขภาพเฉพาะช่วงเย็น
กลุ่ม R3 (8–14 วัน): ลูกค้าที่ลดความถี่ เช่น เคยดื่มหลังออกกำลังกาย เสนอแพ็กเกจเมนูฟื้นฟูพลังงาน
กลุ่ม R2 (15–30 วัน): เริ่มเงียบ อาจหันไปซื้อแบรนด์อื่น ส่งโปร “รีเทิร์นลด 20%” พร้อมภาพเมนูที่เขาเคยสั่ง
สรุป ค่า R คือดัชนีความใกล้ชิดที่ร้านไม่ควรมองข้าม R หรือ Recency ไม่ได้เป็นแค่ “วันที่ลูกค้าเคยมาครั้งล่าสุด” แต่มันคือ ตัวบอกระยะห่างของความสัมพันธ์ระหว่างร้านกับลูกค้า การรู้ว่าใครยังอยู่ในวงโคจร ใครกำลังจะหลุด และใครที่อาจไม่กลับมาอีก ช่วยให้เราวางแผนได้แม่นยำขึ้นค่ะ แทนที่จะส่งโปรให้ทุกคนแบบหว่านแห ลองเริ่มจากการดู “ค่า R” แล้วเลือกคนที่ยังมีโอกาสกลับมา จะทำให้การตลาดของคุณ คุ้มค่า ลงทุนได้ถูกคน และรักษาลูกค้าไว้ได้มากขึ้นค่ะ
ค่า F (Frequency) ลูกค้าใช้บริการบ่อยแค่ไหน บอกถึงความผูกพัน
ในการวิเคราะห์ค่า F เราไม่ได้มองแค่จำนวนครั้งที่ลูกค้ามาซื้อเท่านั้น แต่ยังหมายถึง ‘ความสม่ำเสมอ’ ในความสัมพันธ์ระหว่างร้านกับลูกค้าอีกด้วยค่ะ เพราะลูกค้าที่แวะมาทุกสัปดาห์ ย่อมมีโอกาสเติบโตเป็นแฟนประจำ มากกว่าคนที่แวะมาเพียงครั้งสองครั้งแล้วหายไป
หลังจากเรารู้แล้วว่าลูกค้า “ห่างหายไปนานแค่ไหน” ผ่านค่า R ต่อมาเราควรดูว่า “เขาเคยมาซื้อบ่อยแค่ไหน” หรือที่เรียกว่า ค่า F (Frequency) ในบริบทของร้านน้ำปั่น ค่า F คือจำนวนครั้งที่ลูกค้ามาซื้อภายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งค่ะ ซึ่งในกรณีนี้ เราจะใช้ ช่วงเวลา 30 วันล่าสุด เพื่อดูว่าใครมาซื้อเป็นประจำ และใครแวะมานิดเดียวแล้วหายไป
การรู้ว่าใคร “ใช้ถี่” หรือ “แค่ทดลอง” จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่า ใครเหมาะกับโปรสะสมแต้ม ใครควรส่งแบบสอบถามความพึงพอใจ และใครควรได้รับโปร Welcome กลับมาอีกครั้งค่ะ
จากภาพรวมด้านบน เราสามารถตีความแต่ละกลุ่มได้แบบนี้ค่ะ
กลุ่ม F5 (8 ครั้งขึ้นไป): ลูกค้าทองคำที่ซื้อเป็นประจำทุกสัปดาห์หรือวันเว้นวัน ควรสร้างความรู้สึกพิเศษ เช่น ส่งเมนูใหม่ก่อนใคร หรือมีของขวัญประจำเดือนเล็ก ๆ
กลุ่ม F4 (5–7 ครั้ง): กลุ่มที่ใช้บริการบ่อยแต่ยังไม่ถึงขั้น VIP กระตุ้นให้ขยับขึ้นด้วยโปรสะสมแต้ม หรือส่วนลดพิเศษสำหรับเดือนถัดไป
กลุ่ม F3 (3–4 ครั้ง): มักซื้อในช่วงสุดสัปดาห์หรือช่วงโปร เสนอแคมเปญเฉพาะช่วงวันหยุด เช่น เมนูจับคู่ราคาพิเศษหรือเมนูที่มีจำนวนจำกัด
กลุ่ม F2 (2 ครั้ง): ลูกค้าที่เพิ่งเริ่มทดลอง อาจต้องการความมั่นใจเพิ่มเติม ลองส่งแบบสอบถามพร้อมคูปองเล็ก ๆ เพื่อกระตุ้นให้กลับมาอีก
กลุ่ม F1 (1 ครั้ง): ลูกค้าที่เพิ่งเคยลอง อาจลืมร้านไปแล้ว ควรส่งข้อความต้อนรับพร้อมโปรครั้งถัดไปที่ดึงดูดใจ
สรุป Frequency สะท้อน “นิสัย” ของลูกค้า ค่า F คือกระจกสะท้อนพฤติกรรมความถี่ของลูกค้า และช่วยให้เรารู้ว่าใครคือลูกค้าประจำตัวจริง ใครคือลูกค้าชั่วคราว และใครคือคนที่อาจเป็นลูกค้าดีในอนาคต เมื่อใช้ร่วมกับ Recency (R) ก็จะเริ่มเห็น “ภาพรวมความสัมพันธ์” ระหว่างลูกค้าแต่ละรายกับร้านของคุณ ช่วยให้เราให้สิทธิพิเศษได้ถูกคน และวางแผนการตลาดได้อย่างประหยัดและแม่นยำค่ะ
ค่า M (Monetary) ลูกค้าใช้จ่ายมากแค่ไหน ก็บอกถึง “มูลค่าที่แท้จริง”
ในบางครั้ง ลูกค้าที่มาไม่บ่อย แต่จ่ายครั้งละมาก อาจมีมูลค่าทางธุรกิจสูงกว่าคนที่มาบ่อยแต่จ่ายน้อย ดังนั้นค่า M จึงช่วยเปิดมุมมองว่า ลูกค้าแบบไหนที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่เขาสร้างให้กับร้านค่ะ
แม้ว่าลูกค้าจะมาซื้อบ่อย (F สูง) หรือเพิ่งมาซื้อไม่นาน (R สูง) แต่ถ้าแต่ละครั้งจ่ายน้อยมาก ก็อาจไม่ใช่ลูกค้าที่ “สร้างรายได้จริง” ให้กับร้าน ในขณะที่บางคนซื้อแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ซื้อเป็นชุดใหญ่ เช่น เมนูพรีเมียม 3 แก้ว + น้ำดีท็อกซ์รวมเกือบ 300 บาท ก็จะกลายเป็นลูกค้าระดับ M สูงทันทีค่ะ
ค่า M หรือ Monetary คือยอดใช้จ่ายรวมของลูกค้าในช่วง 30 วันล่าสุด เหมาะกับการใช้ดูว่าใครคือ “คนที่ทำให้ยอดขายโต” และใครคือ “กลุ่มทดลองซื้อ” เพื่อออกแบบข้อเสนอให้สอดคล้องกับกำลังซื้อค่ะ
กลุ่ม M5 (มากกว่า 1,500 บาท): ลูกค้า VIP ที่ใช้จ่ายต่อครั้งสูงและสม่ำเสมอ ควรได้รับสิทธิพิเศษ เช่น เมนูทดลองล่วงหน้า หรือของขวัญวันเกิด
กลุ่ม M4 (1,001–1,500 บาท): กลุ่มกำลังเติบโต ซื้อหลายแก้วหรือซื้อให้เพื่อน ควรเสนอโปรแพ็กเกจหรือโปรยอดสะสมเพื่อให้ขยับเป็น M5
กลุ่ม M3 (501–1,000 บาท): กลุ่มกลางที่ใช้บริการต่อเนื่อง สามารถเพิ่มความถี่ด้วยโปรสะสมแต้ม หรือชุดเมนูราคาพิเศษ
กลุ่ม M2 (201–500 บาท): ใช้จ่ายในช่วงเวลาพิเศษ เช่น หลังออกกำลังกาย ลองออกแบบโปรเฉพาะช่วงเวลาให้รู้สึกคุ้มค่า
กลุ่ม M1 (ไม่เกิน 200 บาท): ลูกค้าทดลองหรือครั้งแรก ส่งเมนูแนะนำราคาดี หรือชุดเริ่มต้นเพื่อกระตุ้นให้ซื้อซ้ำ
สรุป M บอกคุณว่าควรลงทุนกับใครมากที่สุด Monetary คือเครื่องมือที่ช่วย “จัดลำดับความสำคัญของลูกค้า” แทนที่จะให้ของขวัญกับทุกคนเท่ากัน เราจะรู้ว่าใครควรได้ของจริง และใครยังรอการ nurture ให้กลายเป็นลูกค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น
เมื่อนำ M มาใช้ร่วมกับ R และ F เราจะได้เห็นลูกค้าชัดเจนขึ้นแบบ 3 มิติ และวางแผนการตลาดที่แม่นยำ ตรงกลุ่ม และคุ้มค่าทุกบาทที่ลงทุนค่ะ
ตารางลูกค้าทั้ง 11 Segments จาก RFM Model
เมื่อเรามีข้อมูล R, F และ M ของลูกค้าแล้ว สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ การจับค่าทั้งสามมาผสมกัน เพื่อจัดกลุ่มลูกค้าแบบแม่นยำยิ่งขึ้น เราเรียกสิ่งนี้ว่า “RFM Segmentation” ซึ่งโดยทั่วไปจะถูกแบ่งออกเป็น 11 กลุ่มหลัก ที่ใช้งานได้ง่าย ครอบคลุม และนำไปลงมือทำได้จริง
กลุ่มเหล่านี้จะบอกว่า ใครคือคนที่เราควรลงทุนมากขึ้น ใครที่ควรหาทางดึงกลับ และใครที่อาจปล่อยผ่านได้ เพื่อรักษาทรัพยากรไว้กับลูกค้าที่มีโอกาสสูงกว่า
ด้านล่างนี้คือ ตาราง 11 Segments จาก RFM Model ที่นำ ค่า R, F, M มาผสมกัน เพื่อแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มเชิงกลยุทธ์ พร้อม ลักษณะพฤติกรรม และกลยุทธ์การตลาดที่แนะนำ ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะกับร้านซักรีดโดยเฉพาะค่ะ
แล้วจะสื่อสารกับใครอย่างไร?
กลุ่ม Champion และ Loyal Customers คือกลุ่มที่ “คุ้มค่าที่สุด” สำหรับทุกโปรโมชัน อย่าลังเลที่จะให้รางวัลพิเศษ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มีแนวโน้มจะบอกต่อ, ใช้ซ้ำ และกลายเป็นแฟนประจำที่อยู่กับร้านในระยะยาว
กลุ่ม Potential Loyalist และ Recent Customers กำลังอยู่ในช่วง “พัฒนาความสัมพันธ์” ร้านควรเน้นความน่าประทับใจ สร้างความรู้สึกว่า “คุณเป็นคนสำคัญตั้งแต่ครั้งแรกที่มา” เช่น โปรต้อนรับ, ของแถมเล็กน้อย, หรือบริการพิเศษฟรี 1 รายการ
กลุ่ม Frequent but Losing / Needs Attention / At Risk คือกลุ่มที่ “เคยดี” แต่ตอนนี้เริ่มลดถี่หรือหายไป กลยุทธ์คือ “กระตุ้นให้กลับ” อย่างนุ่มนวล ไม่เร่งเร้า เช่น ส่งภาพเมนูเด่น, แจ้งโปรสุดคุ้ม หรือถามความพึงพอใจเพื่อเก็บอินไซต์
กลุ่ม About to Sleep / Can’t Lose Them / Lost คือกลุ่ม “กำลังจะเสียไป หรือเสียไปแล้ว” แนะนำให้ใช้โปรแรง ๆ เป็นครั้งสุดท้าย เช่น “ลด 20% ภายใน 3 วัน” พร้อมข้อความ “เราคิดถึงคุณ” เพื่อดูว่าเขายังสนใจอยู่ไหม หากเงียบ อาจต้องพิจารณาปรับงบการตลาดไปลงทุนกับกลุ่มที่มีโอกาสมากกว่า
การแจกโปรเท่า ๆ กันกับลูกค้าทุกคน อาจฟังดูแฟร์ แต่จริง ๆ แล้ว ทำให้ร้านเสียต้นทุนโดยไม่จำเป็น เพราะลูกค้าที่หายไปแล้วก็อาจไม่กลับมา ส่วนคนที่กลับมาอยู่แล้วก็อาจใช้โปรทั้งที่ไม่จำเป็น RFM ช่วยให้คุณ “รู้ว่าใครควรได้ข้อเสนออะไร” และช่วยให้กลยุทธ์การตลาดของร้านน้ำปั่น ไม่ใช่แค่การขาย แต่คือการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวค่ะ
สรุปภาพรวม RFM MODEL ร้านน้ำปั่นผลไม้
การทำการตลาดสำหรับร้านน้ำผลไม้ปั่น ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากงบประมาณสูง หรือระบบ CRM ซับซ้อน แต่สามารถเริ่มได้จากข้อมูลพื้นฐานที่เรามีอยู่แล้วค่ะ นั่นคือ ใครมาซื้อ (R), มาบ่อยแค่ไหน (F), และใช้จ่ายเท่าไหร่ (M)
Recency (R) บอกเราว่าใคร “ยังอยู่ในวงโคจร” ของร้าน
Frequency (F) ช่วยชี้ว่าใคร “มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการอีก”
Monetary (M) ทำให้เรารู้ว่าใคร “สร้างรายได้จริงให้กับร้าน”
เมื่อรวม 3 ตัวนี้เข้าด้วยกัน เราจะสามารถแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่ม พร้อมกลยุทธ์ดูแลที่แตกต่างกันไปตามคุณค่าและพฤติกรรมของแต่ละคน ซึ่งช่วยให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โปรโมชันไม่สูญเปล่า และยังสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างยั่งยืนอีกด้วยค่ะ
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator Prompt : A bright and modern smoothie shop interior. A transparent blender jar filled with colorful layered fruits — strawberries, mangoes, bananas, and spinach — is spinning at high speed on a clean countertop. Splashes of smoothie swirl inside the jar under soft natural lighting, giving a fresh, energetic feel. No people in the frame, focus on the blender and ingredients.
หากคุณเป็นร้านน้ำผลไม้ปั่นที่อยากเริ่มทำการตลาดแบบไม่ยิงแอดหว่าน ๆ แต่สร้างความภักดีจากฐานลูกค้าเดิม RFM คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด และคุณสามารถเริ่มได้ทันทีวันนี้ แค่มีสมุดจด หรือ Google Sheets ก็เพียงพอแล้วค่ะ
ถ้าใครมี ChatGPT ลองเข้าไปใช้งาน Personalized RFM Model ของการตลาดวันละตอน เพื่อช่วยให้สร้าง RFM สำหรับธุรกิจของตัวเองได้นะคะ และ หากใครสนใจเรื่อง CRM และ RFM เพิ่มเติม แนะนำหนังสือการตลาดแบบใส่ใจ Customer Relationship Marketing ที่พิมพ์มาแล้วถึง 3 ครั้ง สั่งออนไลน์ได้ที่ลิงก์นี้ค่ะ >> https://s.shopee.co.th/2VeaX5qSc1
และนี่คือ กลยุทธ์ RFM MODEL ร้านน้ำปั่นผลไม้ เข้าใจลูกค้า สร้างบริการให้โดนใจมากขึ้น ถ้าชอบ หรือ สนใจอยากอ่านบทความด้านการตลาดแบบนี้อีก ผู้เขียนฝากติดตามด้วยนะคะ หรือ ถ้าใครอยากให้ผู้เขียนนำมุมมองการตลาดแบบไหนมาเล่าให้ฟัง สามารถคอมเมนต์บอกกันได้เลยนะคะ
สำหรับนักอ่านที่ชอบ และ อยากอ่านบทความเกี่ยวกับการตลาดเพิ่มเติม รวมถึงข่าวสารด้านการตลาดต่าง ๆ สามารถติดตามได้จาก เพจการตลาดวันละตอน รวมไปถึง Twitter Instagram YouTube TikTok ของการตลาดวันละตอนได้เลยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะ