เหตุผลหลักที่ CEO หลายคนให้กับสื่อแทบจะเหมือนกัน คือ “AI ทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น เลยต้องการคนน้อยลง” Marc Benioff CEO ของ Salesforce ถึงกับพูดในรายการ Podcast ของ Logan Bartlett ช่วงกันยายน 2568 ว่า “I need less heads” หรือ “ผมต้องการคนน้อยลง” ตอนเล่าว่าเขาลดจำนวน Customer Support จาก 9,000 คนเหลือเพียง 5,000 คน เพราะ AI Agentforce ของ Salesforce ทำงานแทนคนเหล่านั้นได้แล้ว
แต่รู้มั้ยครับว่า Gartner บริษัทวิจัยที่ปรึกษาเบอร์ต้นๆ ของโลกเพิ่งออกมาบอกในรายงานเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ว่า ทัศนคติแบบนี้ของ CEO ทั่วโลก คือ ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ เพราะการลดคนเพราะ AI อาจช่วยลดงบประมาณระยะสั้นได้ แต่ไม่ได้ทำให้องค์กรได้ผลตอบแทน ROI กลับมาเพิ่มขึ้นในระยะยาวตามที่ CEO คิด
บทความนี้ผมจะพาเพื่อนๆ นักการตลาดและผู้บริหารไปถอดรหัสว่าทำไม Gartner ถึงบอกแบบนี้ ตัวเลขจริงๆ มันเป็นยังไง ทำไมในระยะยาว AI ถึงจะสร้างมากกว่าแย่งงาน และที่สำคัญที่สุดคือประเทศไทยที่กำลังเข้า Aged Society หรือสังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว จะมีบทเรียนอะไรที่เราต้องรีบเข้าใจก่อนคู่แข่งครับ
แต่จุดที่ทำให้รายงานนี้น่าสนใจกว่าตัวเลขทั่วไปคือ Gartner เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้ ROI สูง กับกลุ่มที่ผลลัพธ์ติดลบหรือสำเร็จเพียงเล็กน้อย แล้วพบว่าทั้งสองกลุ่มมีอัตราการปลดพนักงาน ใกล้เคียงกันอย่างมาก
แปลแบบบ้านๆ คือ จะปลดคนหรือไม่ปลดคนไม่ใช่ตัวแปรที่บอกว่าองค์กรจะคุ้มทุนจากการลงทุน AI ครับ มันเป็นคนละเรื่องกันที่ CEO หลายคนเหมารวมว่าเป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง
ทำไม CEO ทั่วโลกกำลังเข้าใจผิดเรื่องผลตอบแทนจาก AI
Helen Poitevin รองประธานฝ่ายนักวิเคราะห์ของ Gartner ผู้เขียนรายงานฉบับนี้พูดไว้น่าฟังมากครับ
“CEO จำนวนมากหันไปใช้วิธีเลิกจ้างพนักงานเพื่อให้เห็นถึงผลตอบแทนอย่างรวดเร็วจากการใช้ AI อย่างไรก็ตามทัศนคติเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด การลดจำนวนพนักงานอาจช่วยลดงบประมาณได้ แต่ไม่ได้สร้างผลตอบแทน”
Helen Poitevin บอกต่อว่าองค์กรที่สามารถเพิ่มผลตอบแทนจริงๆ ไม่ใช่องค์กรที่กำจัดความจำเป็นในการใช้คน แต่คือองค์กรที่เสริมศักยภาพของคนให้สูงขึ้น ผ่านการลงทุนในทักษะใหม่ ตำแหน่งงานใหม่ และโมเดลการทำงานที่ให้มนุษย์เป็นผู้แนะนำและขยายขีดความสามารถของระบบ AI อัตโนมัติ
Moment of Truth ช่วงเวลาที่ผู้บริโภคต้องการความน่าเชื่อถือและการตัดสินใจสำคัญ ในชีวิตผู้บริโภคมีช่วงเวลาที่ AI ไม่สามารถมาแทนคนได้ ลองนึกตามนะครับ อย่างการปรึกษาเรื่องประกันชีวิตของพ่อแม่ที่เพิ่งเสียชีวิต การตัดสินใจซื้อบ้านหลังแรก การวางแผนเกษียณ การปรึกษาแพทย์เรื่องอาการที่ซับซ้อน การพูดคุยเรื่องการศึกษาของลูก ในช่วงเวลาเหล่านี้คนต้องการ มนุษย์ที่เข้าใจ ไม่ใช่ Chatbot ที่ตอบเร็วครับ
สรุปได้ Human Talent หรือคนที่มีศักยภาพ จะยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญในการขับเคลื่อน กำกับดูแล และขยายขนาดของธุรกิจอัตโนมัติต่อไป
บริบทไทย: Aged Society ทำให้ Human Talent ยิ่งสำคัญกว่าที่อื่น
ผมว่าเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับเพื่อนๆ นักการตลาดและผู้บริหารในไทยครับ เพราะไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศแรกของโลกที่เข้า Aged Society เร็วที่สุด
SCB Case Study ของการเป็น Digital Bank with a Human Touch
อีกเคสในไทยที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ SCB ที่ประกาศ Strategy ว่า “Digital Bank with a Human Touch” ซึ่งเป็นการบอกตลาดอย่างชัดเจนว่าธนาคารจะลงทุนใน AI และ Digital Banking อย่างเต็มที่ แต่จะไม่ทิ้งเรื่องการบริการด้วยมนุษย์ที่เป็นจุดแข็งของแบรนด์
SCB ได้รับรางวัล AI and Machine Learning Initiative of the Year 2025 จาก Asian Banking & Finance ในเรื่องการใช้ AI ช่วยอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคล และพัฒนา AI Advisory Chatbot บน SCB Connect ที่ตอบคำถามเรื่อง Mutual Fund แบบเป็นธรรมชาติ พร้อมบริการ My Alert ที่ส่งคำแนะนำเรื่องการลงทุนแบบ Hyper-Personalized ให้ลูกค้า
แต่จุดที่ผมว่าน่าสนใจคือ SCB ตั้งเป้าเป็น Wealth Management Bank อันดับ 1 ของไทยภายในปี 2569 ซึ่งเซกเมนต์ Wealth Management นี้พึ่งพา Human Talent หรือ Relationship Manager ที่เป็นมนุษย์มากที่สุดในธุรกิจธนาคารครับ
เพราะลูกค้าระดับ High Net Worth Individual หรือ HNWI ที่มีเงินลงทุนหลายสิบล้านบาทไม่ได้ต้องการแค่คำแนะนำการลงทุนที่แม่นยำ แต่ต้องการความเข้าใจในเป้าหมายชีวิต ความฝันของครอบครัว แผนการเกษียณ และความกังวลเรื่องลูกหลานครับ AI ทำได้แค่ส่วนแรก แต่ส่วนที่สองต้องเป็น RM ที่เป็นคนที่นั่งคุยกัน
จะเห็นว่าการลงทุนใน AI ไม่ได้แปลว่าต้องลดคน ในธุรกิจที่ขายความไว้วางใจ (Trust-Based Business) ความสำเร็จระยะยาวมาจากการ ใช้ AI เพื่อให้คนของเราเก่งขึ้น ไม่ใช่แทนคนของเราครับ