ในอดีตพื้นที่สำหรับซื้อสินค้าด้านสุขภาพและความงามมักถูกมองว่าเป็นสถานที่ที่ผู้คนเข้าไปเมื่อ “จำเป็น” ไม่ว่าจะเป็นการซื้อวิตามิน อาหารเสริม หรือสินค้าดูแลตัวเองเฉพาะทาง ภาพจำจึงเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าการใช้เวลาเลือกหรือเดินดูสินค้าค่ะ แต่เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจ “การดูแลตัวเอง” ในชีวิตประจำวันมากขึ้น หมวดหมู่ Health & Beauty จึงกลายเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์มากขึ้นและนี่คือจุดที่ กลยุทธ์ Found & Found เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ค่ะ
โดยแบรนด์วางตัวเองเป็นร้านค้าปลีก Health & Beauty ภายใต้เครือ PTTOR ที่เน้นนำเข้าสินค้าสกินแคร์ เครื่องสำอาง และอาหารเสริมจากญี่ปุ่นและเกาหลี ผ่านความร่วมมือกับ Sugi Holdings และการนำเข้าสินค้าจาก Olive Young ทำให้มีสินค้า Exclusive ที่หาซื้อได้เฉพาะในร้าน พร้อมแนวคิด “Simple & Easy” และ “Genderless” ที่ช่วยให้ร้านเข้าถึงง่ายและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ส่งผลให้ Found & Found ถูกวางบทบาทเป็น “Beauty Destination” ที่ไม่ได้ตอบแค่ความจำเป็น แต่ตอบความอยากของลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน
Beauty Destination จุดหมายของสาย Self-Care ยุคใหม่ กับ Found & Found
Found & Found คือแบรนด์ค้าปลีกกลุ่ม Health & Beauty ภายใต้บริษัท ORHW ในเครือ OR (PTTOR) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับ “การดูแลตัวเอง” มากขึ้นในชีวิตประจำวันค่ะ โดยวางตำแหน่งแบรนด์เป็น “แหล่งรวมไอเท็มดูแลตัวเอง” ที่ผสมผสานทั้งสุขภาพและความงามเข้าด้วยกันในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย ทันสมัย และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนเมือง
หัวใจสำคัญของแบรนด์อยู่ที่การคัดสรรสินค้าที่นำมาจัดจำหน่ายค่ะ Found & Found เลือกนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้บริโภคไทยให้ความเชื่อถือเป็นอย่างสูงค่ะ ทั้งในด้านของคุณภาพและนวัตกรรมผ่านความร่วมมือกับ Sugi Holdings และการดึงสินค้าจาก Olive Young เข้ามา ทำให้ร้านมีสินค้า Exclusive ที่หาซื้อได้เฉพาะในร้าน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์อย่าง S-Select, Prieclat U หรือกลุ่ม K-Beauty ยอดนิยม นอกจากนี้ยังผสมผสานสินค้าแบรนด์ไทยเข้าไปเพื่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในประเทศได้ครบมากยิ่งขึ้นอีกด้วยค่ะ
ในแง่ของประสบการณ์ Found & Found ไม่ได้ขายแค่สินค้าแต่พยายามทำให้ “การดูแลตัวเองเป็นเรื่องง่าย” ผ่านแนวคิด “Simple & Easy” ที่ออกแบบร้านให้เข้าถึงง่าย เดินเลือกสินค้าได้สะดวก ไม่ซับซ้อน พร้อมทั้งใช้แนวคิด “Genderless” ในการสื่อสารแบรนด์เพื่อเปิดกว้างให้ผู้บริโภคทุกเพศสามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าได้อย่างไม่รู้สึกกดดันค่ะ ซึ่งสะท้อนการปรับตัวของแบรนด์ให้เข้ากับพฤติกรรมของตลาดความงามยุคใหม่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้หญิงอีกต่อไป
เมื่อรวมทั้งสินค้า พาร์ตเนอร์ และประสบการณ์หน้าร้านเข้าด้วยกัน Found & Found จึงไม่ได้เป็นเพียงร้านค้าปลีกทั่วไป แต่กำลังวางตัวเองเป็น “Beauty Destination” ที่ลูกค้าไม่ได้เข้ามาแค่เพื่อซื้อของที่จำเป็น แต่เข้ามาเพื่อค้นหา ทดลอง และเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองในแบบที่ง่ายและสบายใจมากขึ้น
ในมุมของเบลล์สิ่งที่รู้สึกได้คือร้านนี้ทำให้การเลือกซื้อสินค้าเป็นเรื่องที่ไม่ต้องคิดเยอะ จากเดิมที่ต้องเราอาจต้องหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ แต่พอเข้าไปในร้านนี้เรากลับสามารถดู ลอง และตัดสินใจได้เลยในครั้งเดียว ซึ่งเป็นความต่างเล็ก ๆ ที่ส่งผลกับพฤติกรรมการซื้อโดยตรงของเบลล์ในฐานะที่เป็นผู้บริโภคคนนึงเหมือนกันค่ะ และคำถามสำคัญคือแบรนด์ออกแบบสิ่งนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ในหัวข้อถัดไปเราจะมาถอดกลยุทธ์ของ Found & Found กันค่ะ
ถอด 6 กลยุทธ์ Found & Found
1. Exclusive Trend Strategy เปลี่ยนสินค้าให้ร้านกลายเป็นจุดหมาย
เบลล์มองว่ากลยุทธ์ของ Found & Found เริ่มต้นจากการเลือกเล่นกับสินค้าอย่างจริงจังค่ะ โดยแบรนด์ไม่ได้พยายามมีของให้ครบที่สุดแต่เลือกหยิบสินค้าที่คนอยากได้เข้ามาไว้ในร้าน โดยเฉพาะกลุ่มสกินแคร์ เครื่องสำอาง และอาหารเสริมจากญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้บริโภคไทยคุ้นเคยและให้ความเชื่อถือมากอยู่แล้วค่ะ ผ่านความร่วมมือกับ Sugi Holdings และการคัดเลือกสินค้าจาก Olive Young ทำให้ร้านมีทั้งสินค้าใหม่ในกระแสและสินค้าเฉพาะที่หาไม่ได้ง่ายในตลาด
สิ่งที่แบรนด์ทำจริง ๆ ไม่ใช่แค่ “นำเข้า” แต่คือการ “คัด” สินค้าที่อยู่ในเทรนด์และเหมาะกับผู้บริโภคไทยมาไว้ในร้านเดียว ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาเลือกจากตัวเลือกจำนวนมากแต่สามารถเจอสินค้าที่น่าสนใจได้ทันทีนั่นเองค่ะ
ซึ่งเบลล์มองว่ากลยุทธ์นี้สอดคล้องกับแนวคิด Simple & Easy อย่างชัดเจนค่ะ เพราะการทำแบบนี้ช่วยลดความซับซ้อนในการตัดสินใจซื้อ และในขณะเดียวกันการมีสินค้าที่หลากหลายโดยไม่ยึดติดกับเพศ ยังสะท้อนแนวคิด Genderless ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเลือกสินค้าได้ตามความต้องการของตัวเองไม่ใช่ตามกรอบเดิมของตลาดอีกต่อไปนั่นเองค่ะ
2. Location Strategy เปลี่ยนทำเลให้กลายเป็นโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า
เมื่อสินค้าเริ่มดึงคนให้สนใจได้แล้ว สิ่งถัดมาคือการทำให้คน “เข้าถึงร้านได้ง่ายพอที่จะเดินเข้าไป” Found & Found จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสถานีบริการน้ำมันเพียงเท่านั้นค่ะ แต่ค่อย ๆ ขยับเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่คนใช้ชีวิตอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรืออาคารสำนักงานเองก็ตาม
วิธีคิดนี้ทำให้ร้านไม่ใช่จุดหมายที่ต้องตั้งใจมา แต่กลายเป็นร้านที่เจอได้ระหว่างวัน เช่น ระหว่างเดินห้าง หรือแวะหลังเลิกงาน ทำให้พฤติกรรมการเข้าร้านจึงเกิดขึ้นแบบไม่ต้องวางแผนล่วงหน้าและมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยขึ้นโดยอัตโนมัติ
เบลล์มองว่ากลยุทธ์นี้ก็ช่วยเสริมแนวคิด Simple & Easy เช่นกันค่ะเพราะทำให้การเข้าถึงแบรนด์เป็นเรื่องสะดวก ไม่ต้องวางแผนล่วงหน้า และขณะเดียวกันการอยู่ในพื้นที่เปิด เช่น ห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์ ยังช่วยลดภาพจำว่าร้านความงามเป็นพื้นที่เฉพาะกลุ่ม และสนับสนุนแนวคิด Genderless ที่ทำให้ใครก็สามารถเดินเข้าไปได้โดยไม่รู้สึกว่าไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย
3. Omnichannel Strategy ทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ คือจุดเริ่มต้นของการซื้อ
Found & Found ไม่ได้มองช่องทางการขายเป็นส่วนที่แยกขาดจากกัน แต่ค่อย ๆ ออกแบบให้ทุกช่องทางเชื่อมต่อกันและทำงานร่วมกันมากที่สุดค่ะ ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ผ่าน Lazada, Shopee และ TikTok Shop ซึ่งเป้าหมายจึงไม่ใช่แค่การมีหลายช่องทาง แต่เป็นการทำให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนไปมาระหว่างแต่ละแพลตฟอร์มได้ต่อเนื่องโดยไม่รู้สึกว่าต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง
เมื่อมองลึกลงไปจะเห็นว่าบทบาทของแต่ละช่องทางถูกวางไว้ต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านที่ทำหน้าที่เป็นจุดที่ลูกค้าได้เห็นของจริงและสร้างความมั่นใจก่อนตัดสินใจ ขณะที่ออนไลน์เข้ามารับช่วงต่อในจังหวะที่ลูกค้าพร้อมซื้อ ไม่ว่าจะเป็นหลังจากดูรีวิวหรือกลับมาซื้อซ้ำหลังจากเคยลองแล้ว พฤติกรรมการซื้อจึงไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนเดิมแต่กลายเป็นการวนไปมาระหว่างการดู ทดลอง และซื้อ ตามความสะดวกของแต่ละคนนั่นเองค่ะ
ทำให้ภาพรวมของการเชื่อมต่อแบบนี้ทำให้แบรนด์ไม่พลาดโอกาสในแต่ละ touchpoint ไม่ว่าลูกค้าจะเริ่มต้นจากช่องทางไหนก็ตามค่ะ ขณะเดียวกันก็ยังช่วยลดความลังเลในกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งลูกค้าไม่จำเป็นต้องรีบเลือกทันทีหรือกังวลว่าถ้าพลาดแล้วต้องเริ่มใหม่ แต่สามารถใช้เวลาและเลือกจังหวะที่เหมาะกับตัวเองได้ ซึ่งเบลล์มองว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อและการกลับมาใช้บริการซ้ำในระยะยาวค่ะ
4. Data-Driven Strategy ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนร้านให้ตอบโจทย์แต่ละพื้นที่
แทนที่จะกำหนดรูปแบบสินค้าให้เหมือนกันทุกสาขา Found & Found กลับเลือกใช้วิธีทดลองและเก็บข้อมูลจากการขายจริงในแต่ละพื้นที่แทนค่ะ เพื่อทำความเข้าใจว่าลูกค้าในทำเลนั้นมีพฤติกรรมแบบไหนและตอบสนองกับสินค้าใดมากที่สุด เบลล์มองว่าวิธีคิดนี้ทำให้แบรนด์ไม่ได้พึ่งการคาดเดา แต่ใช้ข้อมูลจริงมาเป็นตัวกำหนดทิศทางของสินค้าในร้าน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือแต่ละสาขาจึงมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ เช่น สาขาในอาคารสำนักงานอาจเน้นสินค้าที่ใช้งานง่าย ซื้อซ้ำได้บ่อย หรือเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน ขณะที่สาขาในห้างสรรพสินค้าอาจเพิ่มสัดส่วนของสินค้ากลุ่ม beauty และสินค้าที่อยู่ในกระแส เพื่อรองรับลูกค้าที่ตั้งใจมาเดินเลือกหรือมองหาของใหม่
เบลล์คิดว่าแนวทางนี้ช่วยให้ร้านไม่ต้องแบกสินค้าจำนวนมากที่ไม่จำเป็น และในขณะเดียวกันก็ทำให้ลูกค้าเจอสินค้าที่ตรงกับความต้องการได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องเสียเวลาเลือกจากตัวเลือกที่ไม่เกี่ยวข้องมากนักนั่นเองค่ะ ถือเป็นการใช้ข้อมูลเข้ามาจัดการความซับซ้อนของร้านค้าและเปลี่ยนให้ประสบการณ์การเลือกซื้อมีความเฉพาะตัวมากขึ้นในแต่ละพื้นที่อีกด้วย
5. Promotion & Value for Money ใช้จังหวะเร่งการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ลดราคา
แม้ Found & Found จะมีจุดแข็งด้านสินค้าและประสบการณ์หน้าร้านอยู่แล้ว แต่เบลล์มองว่าแบรนด์ยังคงใช้โปรโมชั่นเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นยอดขายอยู่ค่ะ โดยเฉพาะในช่วงแคมเปญใหญ่ เช่น 11.11 หรือกิจกรรมลดราคาอย่าง WOW SALE ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจเพิ่มเติมให้กับลูกค้าในช่วงเวลาสั้น ๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือบทบาทของโปรโมชั่นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำให้สินค้าราคาถูกลง แต่เป็นการสร้าง “จังหวะ” ให้ลูกค้ารู้สึกว่าควรตัดสินใจในตอนนี้มากกว่าการเลื่อนออกไปในอนาคต โดยเฉพาะกับสินค้าที่ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น สกินแคร์หรือวิตามินบางประเภทที่ลูกค้าอาจลังเลอยู่ก่อนแล้วนั่นเองค่ะ
เมื่อผสานเข้ากับประสบการณ์ที่ลูกค้าได้เห็นและทดลองสินค้ามาก่อน โปรโมชั่นจึงทำหน้าที่เหมือนตัวเร่งที่ช่วยเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นการซื้อจริงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้แบรนด์สามารถเพิ่ม conversion ได้โดยไม่ต้องพึ่งแค่การลดราคาอย่างเดียว แต่ใช้ “จังหวะเวลา” เป็นตัวช่วยสำคัญในการปิดการขายแทน
6. Personalization Strategy เข้าใจลูกค้าแต่ละคน แล้วทำให้การเลือกง่ายขึ้น
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ Found & Found คือการสร้างประสบการณ์แบบ Personalized ผ่านบทบาทของ Smart BA (Beauty Advisor) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความงามในร้าน ที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและแนะนำสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคน โดยไม่ได้แนะนำแบบทั่วไปแต่อิงจากสภาพผิว ความต้องการ และปัญหาที่แตกต่างกันของลูกค้าค่ะ
การแนะนำสินค้าของ Smart BA จะอยู่บนแนวคิดการดูแลผิวแบบ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การทำความสะอาด เตรียมผิว บำรุง เติมความชุ่มชื้น และป้องกันผิว ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเข้าใจการดูแลผิวเป็นลำดับและสามารถเลือกใช้สินค้าได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านสกินแคร์มาก่อนนั่นเองค่ะ
นอกจากการให้คำแนะนำในหน้าร้านแล้ว Smart BA ยังทำงานร่วมกับระบบ CRM ผ่านแอปพลิเคชัน xplORe เพื่อใช้ข้อมูลพฤติกรรม เช่น ประวัติการซื้อ หรือความสนใจของลูกค้า มาช่วยวิเคราะห์และแนะนำสินค้า รวมถึงโปรโมชันที่เหมาะสมในแต่ละคน ทำให้คำแนะนำมีความเฉพาะตัวมากขึ้นไม่ใช่แค่การขายสินค้าแบบเดียวกันกับทุกคนค่ะ
ในภาพรวม Found & Found จึงไม่ได้พึ่งแค่พนักงานขายหรือแค่ระบบข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ใช้ทั้ง “คน” และ “ข้อมูล” ทำงานร่วมกัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับคำแนะนำที่แม่นยำขึ้นและทำให้การเลือกสินค้าดูแลตัวเองเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายขึ้นในทุกครั้งที่เข้าร้านค่ะ
สรุป เจาะลึก กลยุทธ์ Found & Found พลิกเกมตลาด Health & Wellness สร้าง Beauty Destination ด้วยประสบการณ์ที่เข้าถึงง่าย
ในมุมของเบลล์มองว่าสิ่งที่ทำให้ Found & Found แตกต่าง ไม่ใช่การมีอะไรใหม่แบบพลิกตลาดต่างจากแบรนด์อื่นมากนัก แต่เป็นการเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาจัดเรียงใหม่ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้นแทนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการคัดสินค้าที่ช่วยลดตัวเลือกให้ลูกค้า การเลือกทำเลที่ทำให้เข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น การเชื่อมต่อช่องทางการขายให้ซื้อได้ต่อเนื่อง รวมไปถึงการใช้ข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยแนะนำสินค้าให้ตรงกับความต้องการของแต่ละคน
ทั้งหมดนี้ทำให้การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดเยอะอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน สิ่งที่น่าสนใจคือแบรนด์ไม่ได้มองแต่ละกลยุทธ์แยกกัน แต่ทำให้ทุกอย่างทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียวตั้งแต่การดึงคนเข้าร้าน ไปจนถึงการทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในยุคนี้ธุรกิจไม่ได้แข่งกันที่สินค้าเพียงอย่างเดียว แต่แข่งกันที่การออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “เลือกได้ง่าย” และนี่คือแนวคิดสำคัญที่เบลล์คิดว่าทุกคนสามารถนำไปต่อยอดได้กับธุรกิจอื่นในตลาด Health & Wellness รวมถึงธุรกิจค้าปลีกในภาพรวมไม่มากก็น้อยอีกด้วยค่ะ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่นคะ