สวัสดีค่ะ,, ช่วงนี้ถ้าเพื่อนๆ ท่านใดติดตามข่าวสารด้าน AI หรือการพัฒนาแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งจากใน X, YouTube หรือแม้แต่ Facebook, Toktok น่าจะเคยผ่านตาคำแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็น cracked , cooked , lock in หรือศัพท์ที่ฟังดูเหมือน User ทั่วไปที่ไม่ใช่ Developer กำลังอินกับการเขียนโค้ดแบบสุดๆ โดยหนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงควบคู่กันแทบทุกครั้งก็คือคำว่า Vibe Coding ค่ะ^^
คำถามก็คือ และเจ้าคำว่า Vibe Coding หรือ Vibe Code นี่คืออะไรล่ะ? (●’◡’●)
ซึ่งเราจะมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันในบทความนี้ พร้อมกับการเรียนรู้แพลตฟอร์ม และ Tools ต่างๆ ที่ให้เราสามารถเข้าไปโค้ดแบบ Vibe นี้เพื่อสร้าง Website/ Web app/ Dashboard หรือระบบต่างๆ ที่เราต้องการออกมาได้ =>> Let’s go,,,,
#0 Vibe Coding คืออะไร?
สำหรับตัวนิกเองพอเห็นกระแสแบบนี้ก็อดสงสัยไม่ได้ค่ะว่า คำนี้มันเกิดมาจากไหน ใครเป็นคนเริ่มพูด และทำไมถึงแพร่กระจายได้เร็วขนาดนี้ ซึ่งพอย้อนกลับไปดูตาม Timeline ของแนวคิดนี้ ก็พบว่ามีนักวิจัยและนักพัฒนาระดับโลกที่ชื่อว่าคุณ Andrej Karpathy ที่มีการกล่างถึงแนวคิดนี้บน X ส่วนตัวค่ะ
หลังจากโพสต์นั้นถูกเผยแพร่ออกไป ยอดวิวก็พุ่งทะลุ 5.1 ล้านครั้งอย่างรวดเร็วย ซึ่งที่จริงเครื่องมือเขียนโค้ดแนว Vibe เนี่ยมีอยู่ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้มีใครไปตั้งชื่อให้ ดังนั้นหลังจากที่ Karpathy ได้พูดถึงก็ทำให้สิ่งนี้เหมือนได้ ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ขึ้นมาค่ะ^^
As a result, และหลังจากนั้น ใน Social network ก็เต็มไปด้วย Content ที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น โชว์สร้างเกม สร้าง SaaS สร้างแอปภายในไม่กี่ชั่วโมง ด้วยพลังของ AI (Generative AI) เพียงแค่เราเล่า (Prompt) ให้ AI ฟังว่าเราอยากได้อะไร แล้วกด Enter => แล้วรอเพียงไม่กี่นาที ก็ได้สิ่งที่เราต้องการออกมาแล้ว !!!! เร็วจนนิกที่ลองแล้วนับว่าช็อคสุดๆ
ซึ่งถ้าจะอธิบายแบบเข้าใจง่ายนะคะ=> Vibe Coding คือการเขียนโค้ดที่เราไม่ได้ Focus กับขั้นตอนเชิงเทคนิคทีละบรรทัดเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนมาโฟกัสที่ผลลัพธ์ที่อยากได้มากกว่า เราบอก AI ว่าอยากได้แอป/เว็บแอป ที่เราต้องการหน้าตาประมาณไหน ระบบควรทำงานยังไง แล้วปล่อยให้ AI จัดการรายละเอียดให้ทั้งหมด
VIDEO
Keyword คือ เพียงแค่ให้เราปล่อยใจไปกับการทำงาน (Vibe =บรรยากาศ) แล้วใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดขึ้นมา เพราะใน GenAI มีสิ่งที่เรียก LLMs เพื่อสร้างสิ่งที่เราต้องการออกมาได้ โดยที่ไม่ต้องทำความเข้าใจใดๆ ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ Karpathy เคยพูดไว้ว่า ในหลายกรณี วิธีการอาจไม่สำคัญเท่ากับการที่สิ่งนั้นสามารถใช้งานได้จริง
ว่าแล้วนิกก็ขออนุญาตแนะนำแพลตฟอร์ม/ Tools ที่สามารถเข้าไปเขียนโค้ดแบบ Vibe ซึ่งการใช้ Tools เหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เราสามารถสร้างและดู Web app ได้ทันที แต่เรายังสามารถ Click ที่ Feature บางอย่างในนั้น และสั่งให้ AI เปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆ ของ UI ได้ ดังต่อไปนี้ค่ะ
#1 Vibe Coding Tools ที่ควรรู้สำหรับปี 2026
Firstly, ทุกท่านสามารถเข้าไปที่ https://www.tempo.new/ เพื่อเข้าไป Login ใช้งานได้ง่ายๆ
โดยตัว Tempo Labs เป็นตัวช่วยที่มีระบบควบคุมที่ดีสำหรับทั้ง Dev ระดับเริ่มต้น และระดับกลาง ซึ่งเราสามารถเลือกเทคโนโลยีการตรวจสอบสิทธิ์ และ Backend ได้ตั้งแต่เริ่ม Project
ซี่งจุดเด่นของ Tempo Labs คือ AI ในนี้ไม่ได้สร้างแค่โค้ด แต่สร้างเอกสารข้อกำหนดผลิตภัณฑ์หรือ PRD (Product Requirements Document) และ User Flow Diagram ให้พร้อมกันกับตัว Code เลย
ทำให้เราสามารถเพิ่มส่วนประกอบใหม่ได้ทั้งแบบเห็นภาพ หรือโดยตรงด้วยคำแนะนำจาก AI หรือโดยการส่งออกโค้ด และใช้ PRD เพื่อปรับปรุงโค้ดด้วยเครื่องมือเขียนโค้ด AI อื่นๆ อีกทั้งยังรองรับ Payment ผ่าน Stripe / Polar และมี Auth + Database ผ่าน Supabase / Convex ได้อีกด้วย
ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ Tempo Labs ได้เปิดตัว Feature ใหม่ที่ช่วยให้สร้าง Application ใหม่จากที่โปรเจกต์เก่าใน Github ที่มีอยู่ได้ ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่อยากคิดเป็นระบบ ตั้งแต่วันแรก ถึงแม้ตอนนี้การ import โปรเจกต์เก่าอาจยังงอแงบ้าง แต่อนาคตน่าลุ้นค่ะ^^
Then, มาสู่ตัวที่สองนั่นคือ https://bolt.new ค่ะ ซึ่ง Tool นี้มาจาก Stackblitz ที่มีจุดขายที่แข็งแกร่งๆ มากคือ มีการดึงดีไซน์จาก Figma ให้กลายเป็นแอปจริงได้เลย ^^
แถมยังเปิดโค้ดทั้งหมดใน VS Code บน Browser ซึ่งสำหรับใครที่เป็นสาย Dev น่าจะชอบมากๆ เพราะแก้โค้ดเองได้เต็มที่ รองรับ Supabase แต่ๆๆ But!! ตัวนี้ยังไม่มี Payment แบบสำเร็จรูปนะคะ
V0.dev คือเครื่องมือ AI จาก Vercel ที่ช่วยให้เราสร้าง Code เว็บแอปได้จากการพิมพ์คำสั่งหรือ Prompt ด้วยภาษาธรรมดา (Plain English) โดยที่เราไม่ต้องมีพื้นฐานการเขียนโค้ดที่ลึกซึ้งใดๆ ก็สามารถใช้งานได้
ปณยา สุดตา – จากไอเดียการตลาดสู่ MVP ใน 5 นาที ใช้ V0.dev ทำเว็บแอปด้วย AI
ซึ่งจากคุณสมบัตินี้เองค่ะที่ส่งผลให้ AI ตัวนี้จาก Vercel เหมาะกับทั้ง Developer, UX/UI designer, นักการตลาด also, มือใหม่ที่แค่อยากเห็นไอเดียของตัวเองกลายเป็นของจริง
โดยจุดเด่นของ v0.app คือ เราสามารถเริ่มต้นจากคำสั่ง หรือ Prompt ง่าย ๆ แล้วค่อยปรับแต่งเพิ่มเติมภายหลัง อีกทั้งยังสามารถวางแผนโครงสร้าง Project ไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เราสามารถ Integrate โค้ดกับ Service ก่อนหน้าได้ และสามารถใช้คำอธิบายให้ละเอียด เพื่อให้เราสามารถกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการได้ชัดเจนมากขึ้นได้ เช่น ระบุฟังก์ชัน, สี, ขนาด, การตอบสนองต่อ Micro-Interacte ต่างๆ ของ User
#2 Limitation ของ Vibe Coding
ถึงแม้ว่าการ Vibe Code จะทำให้ User ทั่วไปอย่างเราๆ สามารถสร้าง Web app/ หรือ Application ง่ายๆ ได้ด้วยการ Prompt บอก AI แล้วปล่อยให้เป็นความสามารถของ LLMs ในการทำความเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อ แล้วสร้างเป็นสิ่งที่เราต้องการออกมา
ซึ่งถ้าเราเป็นคนที่ชอบทดลอง สร้างโปรเจกต์ใหม่ๆ เล่นวันละชิ้น Vibe Coding คือของเล่นที่สนุกมาก However, แต่ในความจริงการโค้ดแบบนี้ก็มี Limitation อยู่ค่ะ เพราะถ้าเราเป็น Dev ที่ต้องทำงานกับโค้ดจำนวนมากๆ ต้อง Debug โค้ดเก่า เพิ่ม Feature ใหม่ และทำงานร่วมกับคนอื่นในทีม วิธีการเขียนโค้ด โครงสร้าง และความเข้าใจในระบบยังคงมีความสำคัญอยู่มากเช่นเดิม
นิกเลยมองว่า Vibe Coding เหมาะอย่างยิ่งกับวันแรกของการเริ่มต้น Project แต่หลังจากนั้น เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ช่วยให้เราดูแลและต่อยอดโค้ดได้อย่างเป็นระบบจริงๆ ในระยะยาว 💬
Last but not Least^^
Therefore, นิกเชื่อว่าทุกๆ ท่านอาจได้ข้อสรุปแล้วว่า Vibe Coding เหมาะมากกับใครก็ตามที่อยากลองเริ่มสร้าง Project ที่เราต้องการด้วยตัวเอง แม้ว่าจะไม่มีพื้นฐาน Coding ก็ตาม และเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านวิธีคิดในการเขียนโค้ด ที่ AI เข้ามามีบทบาทตั้งแต่จุดเริ่มต้นของไอเดียไปจนถึงการสร้าง MVP ออกมาได้จริง 🌎
Meanwhile, การดูแลและพัฒนาให้ระบบยังคงใช้งานอยู่ได้ในระยะยาวยังคงต้องอาศัยความเข้าใจของมนุษย์ ทำให้นอกจากสร้างสรรค์ Project ได้ เรายังคงต้องทำความเข้าใจ สิ่งที่ควรเข้าใจไปพร้อมๆ กันค่ะ (❁´◡`❁)