Made to Stick หนังสือที่ถอด SUCCESs Framework 6 ข้อ Simple Unexpected Concrete Credible Emotional Stories ไอเดียการตลาดติดหนึบในหัวลูกค้า

ไอเดียการตลาดติดหนึบในหัวคนด้วย SUCCESs Framework จากหนังสือ Made to Stick

มีโฆษณาตัวนึงที่ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ นักการตลาดเกือบทุกคนน่าจะเคยดู และน่าจะยังจำได้แม้เวลาผ่านมาสิบกว่าปี นั่นคือ Unsung Hero ของไทยประกันชีวิต หนังสามนาทีที่แทบไม่มีบทพูด แต่ดันทำเอาคนทั้งประเทศไปจนถึงคนทั่วโลกน้ำตาซึม

แต่ถ้าผมถามกลับว่าแล้วคุณจำสโลแกนของแบรนด์ประกันคู่แข่งเจ้าอื่นที่ยิงโฆษณาในช่วงเวลาเดียวกันได้สักกี่อัน ผมเชื่อว่าคำตอบส่วนใหญ่น่าจะเป็นศูนย์ครับ ทั้งที่หลายเจ้าใช้งบไม่น้อยไปกว่ากัน ดังนั้นคำถามสำคัญคือทำไมบางไอเดียถึงติดฝังหัวคนได้ ขณะที่อีกหลายไอเดียหายไปกับสายลมตั้งแต่วันที่ทำการตลาดออกไป

คำตอบนี้มีคนหาคำตอบไว้ให้แล้วในหนังสือชื่อ Made to Stick เขียนโดยสองพี่น้อง คุณ Chip Heath อาจารย์ด้านพฤติกรรมองค์กรจาก Stanford และคุณ Dan Heath และหัวใจของทั้งเล่มถูกย่อไว้ในคำเดียวคือ SUCCESs Framework บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ มาถอดรหัสว่ากรอบ 6 ตัวอักษรนี้คืออะไร แต่ละตัวทำงานยังไง และเราจะหยิบมาใช้กับงานการตลาดและคอนเทนต์ของเราได้จริงแค่ไหน

Made to Stick คืออะไร และทำไมไอเดียถึง “ติด”

หนังสือ Made to Stick ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2007 โดยเริ่มจากคำถามที่ค้างคาใจสองพี่น้องมานาน ทำไมเรื่องโกหกอย่างตำนานเมือง (Urban Legend) ถึงแพร่กระจายได้ง่ายและจำได้แม่นกว่าข้อมูลที่ถูกต้องและสำคัญต่อชีวิตคนจริงๆ

Made to Stick หนังสือที่ถอด SUCCESs Framework 6 ข้อ Simple Unexpected Concrete Credible Emotional Stories ไอเดียการตลาดติดหนึบในหัวลูกค้า

ตำนานเมืองที่หนังสือยกมาเปิดเล่มเลยคือเรื่องที่ชื่อ The Kidney Heist หรือคดีโจรกรรมไต เรื่องมีอยู่ว่าชายคนหนึ่งเดินทางไปทำงานต่างเมือง แวะเข้าบาร์หลังเลิกงาน มีหญิงสาวเข้ามาตีสนิทและเลี้ยงเครื่องดื่มให้แก้วหนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย จนมาตื่นในอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง ตัวชาไปหมด ข้างอ่างมีโน้ตเขียนว่าอย่าขยับ แต่รีบโทร 191

พอโทรไป เจ้าหน้าที่กลับฟังดูคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้อย่างน่าขนลุก แล้วให้เขาคลำไปที่หลังส่วนล่างว่าเจอท่อยื่นออกมาจากแผลไหม ก่อนจะบอกอย่างใจเย็นว่า ไตของคุณถูกขโมยไปแล้ว

เหตุผลที่หนังสือยกเรื่องนี้มาเปิด ไม่ใช่เพราะมันจริง (มันไม่จริง เป็นตำนานเมืองที่เล่าต่อกันมาหลายเวอร์ชันทั่วโลก) แต่เพราะมันคือตัวอย่างของไอเดียที่ติดหนึบอย่างสมบูรณ์แบบ ลองสังเกตดูครับว่าพออ่านจบ เพื่อนๆ น่าจะเล่าต่อให้คนอื่นฟังได้แทบครบทุกรายละเอียดทั้งที่เพิ่งอ่านครั้งเดียว มันติดหัวขนาดนี้เพราะมีองค์ประกอบหลายตัวที่เรากำลังจะคุยกันอยู่ครบโดยธรรมชาติ

ทั้งความเป็นรูปธรรมจากภาพอ่างน้ำแข็งกับท่อที่ยื่นจากหลัง ความเหนือคาด อารมณ์กลัว และการถูกห่อมาเป็นเรื่องเล่าที่มีลำดับชัดเจน ลองเทียบกับย่อหน้าศัพท์แสงทางการที่อ่านจบแล้วลืมทันทีเล่าต่อไม่ได้ดูสิครับ นี่แหละคือความต่างที่หนังสือเล่มนี้อยากชี้ให้เห็นว่าความติดหนึบไม่ได้ขึ้นกับว่าหัวข้อน่าสนใจตั้งแต่แรกไหม แต่อยู่ที่วิธีออกแบบสารล้วนๆ

คำว่า Stickiness หรือความติดหนึบนี้ คุณ Chip กับคุณ Dan ยืมมาจากหนังสือ The Tipping Point ของคุณ Malcolm Gladwell แล้วเจาะลึกลงไปอีกชั้นว่า โครงสร้างภายในของไอเดียแบบไหนที่ทำให้มันเกาะติดสมองคน ข้อสรุปที่ผมชอบมากคือ นี่ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ แต่เป็นเรื่องของการฝึกฝน ใครก็เรียนรู้ที่จะทำให้ไอเดียติดหนึบได้ไม่ต้องเกิดมาเป็นอัจฉริยะด้านครีเอทีฟ

แล้วไอเดียแบบไหนถึงเรียกว่า Sticky จริงๆ นิยามของหนังสือมีสามข้อครับ คนต้องเข้าใจมัน จดจำมันได้ และเปลี่ยนความคิดหรือพฤติกรรมตามมัน ถ้าครบทั้งสามถึงจะเรียกว่าติดหนึบของจริง ไม่ใช่แค่จำได้แต่ไม่ทำอะไรต่อ

The Curse of Knowledge ศัตรูตัวจริงที่นักการตลาดทุกคนเป็นโดยไม่รู้ตัว

ก่อนจะไปดูสูตร SUCCESs ทั้ง 6 ตัว เราต้องรู้จักวายร้ายของเรื่องก่อน เพราะนี่คือสิ่งที่ขวางไม่ให้ไอเดียดีๆ ของเราติดในหัวคนอื่น สองพี่น้อง Heath เรียกมันว่า The Curse of Knowledge หรือคำสาปแห่งความรู้ครับ

Made to Stick หนังสือที่ถอด SUCCESs Framework 6 ข้อ Simple Unexpected Concrete Credible Emotional Stories ไอเดียการตลาดติดหนึบในหัวลูกค้า

หลักการง่ายมากครับ พอเรารู้อะไรบางอย่างแล้วเราจะนึกภาพไม่ออกอีกต่อไปว่าคนที่ยังไม่รู้เขารู้สึกยังไง ความรู้ของเราเองนี่แหละที่สาปเราไว้ ทำให้สื่อสารกับคนที่ยังไม่รู้ได้ยากขึ้น

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีมาก เป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของคุณ Elizabeth Newton ที่ Stanford เมื่อปี 1990 เธอออกแบบเกมง่ายๆ โดยแบ่งคนเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือคนเคาะ ได้รับรายชื่อเพลงที่คุ้นหูอย่าง Happy Birthday แล้วให้เลือกเพลงมาเคาะจังหวะลงบนโต๊ะ ส่วนกลุ่มที่สองคือคนฟัง ต้องทายว่าเป็นเพลงอะไรจากเสียงเคาะนั้น

ก่อนเริ่มเกม เธอให้คนเคาะทายว่าผู้ฟังจะเดาเพลงถูกกี่เปอร์เซ็นต์ คนเคาะมั่นใจว่าน่าจะถูกราว 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลจริงคือจากทั้งหมด 120 เพลงที่เคาะไป ผู้ฟังเสียงเคาะแล้วทายถูกแค่ 3 เพลง หรือเพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ เหตุผลคือตอนคนเคาะเคาะอยู่ เขาได้ยินทำนองเพลงเต็มๆ ในหัวตัวเอง แต่คนฟังได้ยินแค่เสียงเคาะกระปริบกระปรอยเหมือนรหัส Morse ประหลาดๆ

เห็นไหมครับว่าในงานการตลาดเราคือคนเคาะเพลง เราคิดถึงแบรนด์และสินค้าของเราตลอดเวลา รู้ทุกฟีเจอร์ ทุกจุดขาย จนเผลอคิดว่าลูกค้าก็คงรู้และอินเท่าเรา ทั้งที่ความจริงลูกค้าแทบไม่เคยคิดถึงหมวดสินค้าของเราเลยด้วยซ้ำ และวิธีเดียวที่จะเอาชนะคำสาปนี้ได้ก็คือการแปลงไอเดียของเราผ่าน Checklist ที่ชื่อ SUCCESs Framework นี่แหละครับ

ถอดรหัส SUCCESs Framework ทีละตัวอักษร

SUCCESs ย่อมาจากคุณสมบัติ 6 อย่างของไอเดียที่ติดหนึบ ผมขอไล่ทีละตัวพร้อมตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ นะครับ

S คือ Simple ความเรียบง่ายที่มาจากการหาแก่น

Made to Stick หนังสือที่ถอด SUCCESs Framework 6 ข้อ Simple Unexpected Concrete Credible Emotional Stories ไอเดียการตลาดติดหนึบในหัวลูกค้า

Simple ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าพูดสั้นๆ หรือทำให้มันง่ายลง แต่หมายถึงการหาแก่นที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียวให้เจอ แล้วสื่อมันออกมาให้กระชับชัดเจนจนทรงพลัง

เครื่องมือที่ผมว่าเอาไปใช้ได้เลยคือสิ่งที่กองทัพสหรัฐเรียกว่า Commander’s Intent หรือเจตนาของผู้บัญชาการ เพราะไม่มีแผนรบไหนรอดพ้นการปะทะกับศัตรูได้ครบถ้วน กองทัพเลยใส่ประโยคแก่นไว้บนสุดของทุกคำสั่ง บอกแค่เป้าหมาย ไม่บอกวิธีการ เพื่อให้ทหารทุกระดับตัดสินใจเองได้เมื่อสถานการณ์หน้างานเปลี่ยนครับ

ในโลกธุรกิจ คุณ Herb Kelleher อดีตซีอีโอของสายการบิน Southwest สรุปแก่นของบริษัทไว้ในประโยคเดียวว่า เราคือสายการบินต้นทุนต่ำ ประโยคนี้กลายเป็นตัวกรองการตัดสินใจระดับหน้างานมานานกว่า 30 ปี ถ้ามีใครเสนอเพิ่มเมนูสลัดไก่บนเครื่องเพราะลูกค้าอยากได้หละก็ คำถามเดียวที่ต้องตอบคือมันทำให้เรายังเป็นสายการบินต้นทุนต่ำที่สุดอยู่ไหม ถ้าไม่ ก็จบครับ

หลักสำคัญของ Simple คือการจัดลำดับความสำคัญให้เป็น เพราะถ้าเราพยายามพูดสามอย่างพร้อมกัน สุดท้ายเท่ากับเราไม่ได้พูดอะไรเลย

U คือ Unexpected เรียกความสนใจด้วยความเหนือคาด

Made to Stick หนังสือที่ถอด SUCCESs Framework 6 ข้อ Simple Unexpected Concrete Credible Emotional Stories ไอเดียการตลาดติดหนึบในหัวลูกค้า

สมองคนทำงานเป็น Pattern เราเลยมีแนวโน้มจะเมินสิ่งที่คาดเดาได้ วิธีดึงความสนใจคือต้องทุบ Pattern นั้นด้วยความประหลาดใจ แล้วรักษาความสนใจไว้ด้วยการสร้างความอยากรู้

ตัวอย่างคลาสสิกในหนังสือคือเคสป๊อปคอร์นโรงหนังเมื่อปี 1992 คุณ Art Silverman จากองค์กรผู้บริโภคต้องการเตือนภัยว่าป๊อปคอร์นที่ทอดด้วยน้ำมันมะพร้าวมีไขมันอิ่มตัวสูงมาก แต่แทนที่จะบอกตัวเลขกรัมไขมันเฉยๆ ที่ไม่มีใครอิน เขาพูดว่าป๊อปคอร์นถุงเดียวมีไขมันอิ่มตัวมากกว่าไข่กับเบคอนตอนเช้า บวกบิ๊กแมคกับเฟรนช์ฟรายตอนกลางวัน บวกสเต๊กมื้อเย็น รวมกันทั้งวัน แล้ววางอาหารจริงให้กล้องถ่าย ผลคือเป็นข่าวใหญ่จนโรงหนังต้องเลิกใช้น้ำมันมะพร้าว

อีกเทคนิคที่หนังสือพูดถึงคือ Gap Theory of Curiosity ของคุณ George Loewenstein นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจาก Carnegie Mellon เขาบอกว่าความอยากรู้เกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกถึงช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรารู้กับสิ่งที่เราอยากรู้ ช่องว่างนี้มันคันเหมือนยุงกัดที่ต้องเกา เทคนิคคือต้องเปิดช่องว่างให้คนรู้สึกก่อนแล้วค่อยปิดมัน ไม่ใช่โยนคำตอบให้หมดตั้งแต่แรก ซึ่งตรงนี้คือหัวใจของการเขียน Hook และพาดหัวคอนเทนต์เลยครับ

C ตัวแรกคือ Concrete พูดด้วยภาษาที่จับต้องได้

Made to Stick หนังสือที่ถอด SUCCESs Framework 6 ข้อ Simple Unexpected Concrete Credible Emotional Stories ไอเดียการตลาดติดหนึบในหัวลูกค้า

อะไรที่ตรวจสอบด้วยประสาทสัมผัสได้ถือว่าเป็นรูปธรรม เครื่องยนต์ V8 คือรูปธรรม ส่วนคำว่า High Performance คือนามธรรม ปัญหาใหญ่ของการสื่อสารในวงการธุรกิจคือเราชอบใช้คำนามธรรมอย่าง Mission, Synergy, Strategy จนคนฟังจับต้องอะไรไม่ได้เลย

หนังสือใช้ภาพเปรียบที่ผมชอบมากคือ Velcro Theory of Memory หรือทฤษฎีความจำแบบตีนตุ๊กแก ความจำของคนไม่ได้เก็บแบบแฟ้มเดี่ยวๆ แต่เหมือนแถบตีนตุ๊กแกที่ด้านหนึ่งมีตะขอเป็นพันๆ อัน ยิ่งไอเดียของเรามีตะขอเกี่ยวหลายแบบ มันก็ยิ่งเกาะความจำคนได้แน่นขึ้น

ลองนึกถึงนิทานอีสปเรื่ององุ่นเปรี้ยวดูสิครับ เรื่องนี้อายุกว่า 2,500 ปีและมีอยู่ในแทบทุกภาษา เพราะภาพหมาจิ้งจอกกระโดดไม่ถึงพวงองุ่นแล้วบ่นว่ามันคงเปรี้ยว มันเป็นรูปธรรมที่ติดทนกว่าคำสอนนามธรรมว่าจงสง่างามยามพ่ายแพ้หลายเท่า

C ตัวที่สองคือ Credible ทำยังไงให้คนเชื่อ

Made to Stick หนังสือที่ถอด SUCCESs Framework 6 ข้อ Simple Unexpected Concrete Credible Emotional Stories ไอเดียการตลาดติดหนึบในหัวลูกค้า

ความน่าเชื่อถือมีได้ทั้งจากภายนอกและภายในตัวสารเอง วิธีที่ตรงไปตรงมาคือใช้ผู้เชี่ยวชาญหรือ Authority แต่บางครั้ง Anti-Authority หรือคนที่ดูไม่น่าเชื่อกลับทรงพลังกว่าครับ เช่นการใช้ผู้ป่วยที่กำลังจะตายจากบุหรี่มาเตือนเรื่องบุหรี่ ย่อมสะเทือนใจกว่านักวิชาการ

มีเคส Anti-Authority ในตำนานที่ผมอยากเล่า คือคุณ Barry Marshall นักวิจัยชาวออสเตรเลีย ที่เชื่อว่าโรคแผลในกระเพาะเกิดจากแบคทีเรีย ไม่ใช่ความเครียดหรืออาหารเผ็ดอย่างที่วงการแพทย์เชื่อกันตอนนั้น แต่ไม่มีใครเชื่อเขาเลย ปี 1984 เขาเลยตัดสินใจดื่มน้ำเชื้อแบคทีเรียเข้าไปเอง จนเกิดอาการกระเพาะอักเสบจริงแล้วรักษาหายด้วยยาปฏิชีวนะ สุดท้ายเขาได้รางวัลโนเบลในปี 2005 นี่คือสิ่งที่หนังสือเรียกว่า Testable Credential หรือการให้คนพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง

เทคนิคเรื่องสถิติก็สำคัญ ตัวเลขดิบๆ ไม่มีความหมายกับใคร ต้องแปลงให้อยู่ในสเกลที่คนสัมผัสได้ หนังสือยกตัวอย่างคุณ Stephen Covey ที่แปลงสถิติพนักงานในองค์กรให้เป็นภาพทีมฟุตบอลว่า ถ้าทีมฟุตบอล 11 คนเป็นแบบในผลสำรวจนี้ จะมีแค่ 4 คนเท่านั้นที่รู้ว่าประตูฝั่งไหนเป็นของตัวเอง เห็นภาพชัดกว่าบอกเป็นเปอร์เซ็นต์เยอะเลยใช่มั้ยครับ

E คือ Emotional ทำให้คนรู้สึกแคร์

Made to Stick หนังสือที่ถอด SUCCESs Framework 6 ข้อ Simple Unexpected Concrete Credible Emotional Stories ไอเดียการตลาดติดหนึบในหัวลูกค้า

คนเราจะลงมือทำก็ต่อเมื่อเรารู้สึกแคร์ และโดยธรรมชาติเราแคร์คน ไม่ได้แคร์ตัวเลขหรือเรื่องนามธรรมครับ หนังสือเรียกหลักนี้ว่า Mother Teresa Principle จากประโยคที่ว่า ถ้าฉันมองคนหมู่มาก ฉันจะไม่มีวันลงมือ แต่ถ้าฉันมองคนเพียงคนเดียว ฉันจะทำ

มีงานวิจัยรองรับเรื่องนี้ชัดมาก เป็นงานของคุณ Deborah Small, คุณ George Loewenstein และคุณ Paul Slovic ที่ทดลองขอเงินบริจาคสองแบบ แบบแรกเล่าเรื่องเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ Rokia วัย 7 ขวบจากประเทศ Mali ที่กำลังอดอยาก คนบริจาคเฉลี่ย 2.38 ดอลลาร์ หรือราว 78 บาท แต่พอเปลี่ยนเป็นเล่าด้วยสถิติว่ามีเด็กอดอยากหลายล้านคน ยอดบริจาคกลับลดเหลือเพียง 1.14 ดอลลาร์ หรือราว 37 บาท

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ พอลองเล่าทั้งเรื่อง Rokia บวกสถิติพร้อมกัน ยอดบริจาคกลับลดลงอีก เพราะตัวเลขสถิติไปกระตุ้นโหมดคิดวิเคราะห์ในสมองมากเกินไป จนมันไปกดทับความเห็นอกเห็นใจที่เพิ่งจุดติด งานวิจัยถึงกับสรุปว่าการคิดเชิงวิเคราะห์ในจังหวะนั้นมันบ่มเพาะความเย็นชา นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับนักการตลาดเลยครับ ว่าอย่ายัดตัวเลขเข้าไปในจังหวะที่เรากำลังอยากให้คนรู้สึก

S ตัวสุดท้ายคือ Stories เล่าเป็นเรื่อง

Made to Stick หนังสือที่ถอด SUCCESs Framework 6 ข้อ Simple Unexpected Concrete Credible Emotional Stories ไอเดียการตลาดติดหนึบในหัวลูกค้า

เรื่องเล่าทำงานสองแบบ แบบแรกคือเป็นเครื่องจำลองสถานการณ์ในหัว สอนให้คนรู้ว่าต้องทำตัวยังไงเมื่อเจอเหตุการณ์จริง อีกแบบคือเป็นแรงบันดาลใจให้คนอยากลงมือทำ และหนังสือยังแบ่งโครงเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจไว้ 3 แบบครับ

  1. Challenge Plot แบบเดวิดสู้โกไลแอธที่ตัวเอกฝ่าฟันอุปสรรคที่ดูเป็นไปไม่ได้
  2. Connection Plot ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ข้ามกำแพงบางอย่าง
  3. Creativity Plot ที่ว่าด้วยการแก้ปัญหาด้วยความคิดนอกกรอบ

จุดที่ผมว่าเป็นหมัดเด็ดของบทนี้คือผลทดลองในห้องเรียนของคุณ Chip ที่ Stanford เมื่อให้นักศึกษาฟังการนำเสนอที่มีทั้งสถิติและเรื่องเล่าปนกัน หลังจากนั้นพบว่าคนจำเรื่องเล่าได้ราว 63 เปอร์เซ็นต์ แต่จำสถิติแต่ละตัวได้แค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ตัวเลขนี้บอกเราชัดเจนว่าควรห่อสารสำคัญด้วยอะไรครับ

Unsung Hero Case Study ของการใช้ Emotional และ Stories จนคนทั้งประเทศจำได้

กลับมาที่โฆษณาที่ผมเปิดหัวบทความไว้ครับ Unsung Hero ของไทยประกันชีวิตที่ทำร่วมกับเอเจนซี Ogilvy & Mather Bangkok เผยแพร่เมื่อปี 2014 เป็นเคสที่ถอดด้วยกรอบ SUCCESs ได้สวยงามมาก โดยเฉพาะตัว E และ S สองตัวท้าย

ในแง่ Emotional หนังเล่าเรื่องชายธรรมดาคนหนึ่งที่ทำความดีเล็กๆ น้อยๆ ทุกวันโดยไม่หวังผลตอบแทน รดน้ำต้นไม้ที่กำลังเหี่ยว ให้เงินขอทาน ช่วยคุณยายเข็นรถ มันไม่ได้ขายความกลัวแบบที่โฆษณาประกันยุคนั้นชอบทำกัน แต่เลือกเล่าผ่านความรู้สึกอบอุ่นที่คนไทยเราเรียกว่าน้ำใจ ในแง่ Stories มันคือ Connection Plot เต็มรูปแบบ เรื่องของการให้และความสัมพันธ์ของคนแปลกหน้าในสังคมครับ

ความเหนือคาดหรือ Unexpected ก็อยู่ในรายละเอียดการสร้างด้วยครับ ผู้กำกับคือคุณ ต่อ ธนญชัย ศรัทธาภิรักษ์ เลือกใช้นักแสดงหน้าตาธรรมดาที่ไม่ใช่ดารา เพื่อให้การทำดีของตัวละครรู้สึกจริง และที่กล้ามากคือเก็บโลโก้ไทยประกันชีวิตไว้ไม่ให้โผล่จนถึง 9 วินาทีสุดท้ายของหนังสามนาที กลายเป็นว่าคนดูไม่รู้สึกว่ากำลังถูกขายของ

ผลลัพธ์คือหนังเรียกยอดวิวบน YouTube ถึง 28.9 ล้านวิวภายในปี 2014 และทุกวันนี้ทะลุหลักร้อยล้านวิวไปแล้ว ที่สำคัญคือคุณ Philip Kotler ปรมาจารย์ด้านการตลาดยังเคยยกหนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของ Sadvertising ที่เข้าถึงอารมณ์คนได้ทั่วโลก บทเรียนสำหรับนักการตลาดอย่างเราคือ ความรู้สึกที่ออกแบบมาดีพาแบรนด์ไปไกลกว่าการยัดจุดขายเข้าไปในทุกวินาที และมันคือสิ่งที่เงินซื้อ Media ล้วนๆ ทำไม่ได้

ถ้าเพื่อนๆ อยากเจาะลึกเรื่องการเล่าเรื่องของแบรนด์ต่อ ผมแนะนำให้อ่าน Brand Storytelling 101 ที่ว่าด้วยการทำให้ลูกค้าเป็นฮีโร่ และ 3 Storytelling Framework สำหรับเล่าเรื่องให้ทรงพลัง เพิ่มเติมได้ครับ จะเห็นภาพว่าหลัก Stories ในเล่มนี้ต่อยอดไปได้อีกไกล

4 วิธีเอา SUCCESs ไปใช้กับคอนเทนต์และแคมเปญจริง

อ่านทฤษฎีมาเยอะแล้ว ทีนี้มาดูกันว่าเราจะแปลง SUCCESs เป็นขั้นตอนทำงานจริงได้ยังไงบ้าง ผมขอย่อยเป็น 4 จังหวะตามลำดับการทำงานของคอนเทนต์หนึ่งชิ้น

  1. วาง Commander’s Intent ของแบรนด์ก่อนเริ่มทำอะไร ลองเขียนแก่นของแบรนด์หรือแคมเปญให้เหลือประโยคเดียวแบบ Southwest ที่ใช้เป็นตัวกรองการตัดสินใจของทั้งทีมได้ ถ้ายังเขียนเหลือประโยคเดียวไม่ได้ แปลว่าเรายังหาแก่นไม่เจอ และคอนเทนต์ที่ออกมาก็จะกระจัดกระจาย
  2. ออกแบบ Hook ด้วย Gap Theory แล้วทดสอบกับคนนอก ในวินาทีแรกที่คนเลื่อนเจอคอนเทนต์ ต้องทุบ Pattern และเปิดช่องว่างความอยากรู้ให้ได้ก่อนครับ ไม่ใช่สรุปคำตอบให้หมดตั้งแต่บรรทัดแรก และเทคนิคเอาชนะ Curse of Knowledge ที่ง่ายที่สุดคือเอาคอนเทนต์ไปลองกับคนที่ไม่รู้บริบทเท่าเรา ถ้าเขายังงง แปลว่าเรากำลังเป็นคนเคาะที่ได้ยินทำนองอยู่คนเดียว
  3. แปลงสถิติทุกตัวให้เป็น Human Scale อย่าปล่อยตัวเลขดิบลอยๆ ในคอนเทนต์ ลองเทียบกับสิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันแบบที่คุณ Stephen Covey ทำกับทีมฟุตบอลครับ ตัวเลขเปรียบเทียบที่จับต้องได้จะกลายเป็นตะขอเกาะความจำคนได้ดีกว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์เปล่าๆ หลายเท่า
  4. โฟกัสคนคนเดียวในจังหวะที่อยากให้คนรู้สึก ตอนเขียน Call to Action หรือเล่าเรื่องกระตุ้นอารมณ์ ให้โฟกัสที่คนคนเดียวแบบ Rokia ไม่ใช่มวลรวมที่เป็นตัวเลขครับ และจำบทเรียนจากงานวิจัยไว้ว่าอย่าเอาสถิติไปยัดในจังหวะนั้น เพราะมันจะไปกดความรู้สึกที่เพิ่งจุดติดให้ดับลง

ถ้าเพื่อนๆ สนใจเรื่องการใช้จิตวิทยากระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้าให้ลึกขึ้น ลองอ่าน 7 Marketing Psychology ที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเร็วขึ้น ต่อได้ครับ หลายหลักในนั้นทำงานร่วมกับ SUCCESs ได้ดีมาก

สรุปบทเรียนไอเดียการตลาดติดหนึบ SUCCESs Framework ที่นักการตลาดควรเก็บกลับไปจำให้ติดหัว

สิ่งที่ผมว่าเป็นแก่นจริงๆ ของ Made to Stick ไม่ใช่ตัวอักษรทั้ง 6 ตัว แต่เป็นการเตือนว่าความรู้และความเชี่ยวชาญของเราเองนี่แหละที่เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการสื่อสารหรือการทำการตลาด ยิ่งเรารู้เรื่องแบรนด์ของเราลึกเท่าไหร่ เราก็ยิ่งกลายเป็นคนเคาะที่ลืมไปว่าคนฟังได้ยินแค่เสียงเคาะกระปริบกระปรอย

และต้องบอกตรงๆ ว่า SUCCESs ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่การันตีว่าทำครบหกข้อแล้วไอเดียจะติดแน่นอน สองพี่น้อง Heath ย้ำเองว่ามันเป็น Checklist ที่ช่วยเพิ่มโอกาส ไม่ใช่หลักประกัน และไม่จำเป็นต้องครบทั้งหกข้อก็ได้ครับ อย่างเคส Unsung Hero ที่เด่นจริงๆ ก็แค่สองสามตัว แต่ทำได้คมมาก สิ่งที่กรอบนี้ทำได้ดีคือเรื่องการสื่อสารและการจดจำ ส่วนยอดขายยังต้องอาศัยกลยุทธ์อื่นประกอบอีกเยอะ ทั้ง Distribution, Targeting และ Media

คำถามที่ผมอยากฝากให้คุณคิดต่อคือ คอนเทนต์หรือแคมเปญชิ้นล่าสุดที่คุณทำ ถ้าเอาไปวางบน Checklist SUCCESs มันผ่านกี่ข้อ และข้อที่ขาดไปนั้นคือเหตุผลหรือเปล่าที่ทำให้มันยังไม่ติดในหัวลูกค้าอย่างที่คุณหวังไว้ครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *