สรุปหนังสือ Data-First Marketing หนังสือที่บอกให้เรารู้ว่าการตลาดในยุค Data และ Analytics นั้นจะต้องปรับตัวและทำงานอย่างไร
เมื่อ Marketing กับ Sale มักทำงานแยกกัน ใช้ Metrics ตัวชี้วัดและ KPI แยกกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสองทีมนี้ต้องทำงานประสานเป็นเนื้อเดียวกันมากที่สุดจึงจะเอาชนะคู่แข่งในตลาดยุค Data และ Analytics
Sale ชอบบ่นว่า Marketing หา Lead ที่ไม่มีคุณภาพมาให้เป็นประจำจึงทำให้ปิดการขายไม่ได้ Conversion rate ต่ำ ส่วน Marketing ก็ชอบบอกว่า Sale ไม่มีความสามารถมากกว่าถึงไม่สามารถปิดการขายไม่ได้อย่ามาโทษ Lead ที่ตัวเองคัดมาให้เป็นอย่างดี นี่คือเรื่องคลาสสิคของบริษัทส่วนใหญ่ทุกวันนี้ที่ทีมขายและทีมการตลาดทำงานแยกขาดกันโดยสิ้นเชิง หรืออย่างดีก็ทำงานแบบส่งต่อกันเป็นทอดๆ
แต่ที่ปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นเพราะ Marketing มีข้อมูลหรือ Data ให้ใช้วิเคราะห์จำกัดมาก ซึ่งทาง Sale ก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองถือ Data อะไรอยู่บ้าง และก็มักจะคิดว่า Data ที่ตัวเองมีไม่มีประโยชน์ต่อทีมการตลาด
ทางแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดคือทีมการตลาดต้องลงไปทำงานฝ่ายขายสักหน่อย เพียงเท่านี้ก็จะเห็นแล้วว่าทีมขายมี Data อะไรบ้างที่จะช่วยให้ Marketing หา Lead ที่ใช่เพื่อที่ Sale จะปิดการขายได้มากกว่านี้
แต่เรื่องนี้บริษัทส่วนใหญ่ไม่ยอมทำ หรือระหว่างสองทีมก็ไม่อยากแชร์ข้อมูลระหว่างกัน เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนตรงไหน มีปัญหาตรงใด จนทำให้ Data ถูกแยกเก็บไว้เป็น Silo ไม่สามารถเอา 2 Data ที่สำคัญของลูกค้ามาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อทำให้เห็น Insight ที่ลึกขึ้นจนนำไปสู่ Opportunity ใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน
และจะดีกว่านี้ถ้าได้ Data จากทีม Financial มาร่วมด้วย เพราะจากประสบการณ์พบว่าทีมการเงินหรือบัญชีมักจะถือ Customer data ไว้ค่อนข้างมากที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดในบริษัท ลองคิดภาพดูซิครับว่าถ้าเราได้ Marketing data + Sale data + Financial data จะทำให้เราเข้าใจ Customer Insight มากขนาดไหน แล้วยิ่งถ้าได้ Service data มาประกอบคราวนี้การจะเข้าใจลูกค้าและธุรกิจที่แท้จริงก็จะเป็นเรื่องง่าย การกำหนด Business Plan ในปีถัดไปก็จะไม่ต้องเดาว่าปัญหาอยู่ตรงไหน โอกาสอยู่ที่ใด เพราะ Data จะเผยความจริงทั้งหมดให้เรารู้จนทำให้เรากลายเป็นบริษัทที่ใช้ Data-Driven Marketing หรือ Data-Driven Business ที่แท้จริงครับ
จากนั้นก็เกิดบริษัทที่ให้บริการเครื่องมือวัดผลเว็บไซต์ที่ชื่อว่า Uchin ซึ่งกลายเป็น Google Analytics ทุกวันนี้ และนั่นก็ทำให้นักการตลาดอย่างเรา(ผม) สามารถเข้าถึง First-party data หรือ Data ที่แท้จริงจากลูกค้าที่ไม่ต้องผ่านมือใครเป็นครั้งแรก
แล้วก็เกิดรูปแบบการทำโฆษณาตามคำค้นหาที่กลายเป็น Google AdWords ซึ่งนี่คือการตลาดแบบ Direct Marketing จากแบรนด์ถึงลูกค้าตรงด้วย Internet ครับ
Creative Analytics นักวิเคราะห์สร้างสรรค์
หลายคนที่อยู่สายงานด้าน Creativity มักกังวลว่าตัวเองจะต้องตกงานในยุค Data หรือเปล่า แต่บอกได้เลยว่าไม่เพราะในโลกยุค Big Data & Analytics นั้นบริษัทต่างๆ มักมี Data อยู่มากมาย ที่ขาดก็คือคนที่มี Creativity มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการบิดข้อมูลดูในแง่มุมต่างๆ ตั้งคำถามที่น่าสนใจต่อข้อมูลนั้น แล้วก็เอา Insight ที่ได้ข้อมูลนั้นมาต่อยอดเป็นไอเดียใหม่ๆ ไม่ว่าจะออกมาเป็น Communication ใหม่ Promotion ใหม่ หรือแม้แต่ Product หรือ Service ใหม่ๆ นั่นเองครับ
ปัญหาหลักของบริษัทส่วนใหญ่ที่อยากทำ Data-Driven แล้วไม่ Success คือ Data ที่เลือกมาวัดผลไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ และการที่ไม่สามารถเชื่อมโยง Data จากหน่วยงานภายในองค์กรเดียวกัน จนทำให้ขาดความเข้าใจ Customer Insight แบบลึกซึ้งและรอบด้านอย่างที่ควรจะเป็นครับ
และปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดทุกวันนี้แถมยังเป็นเรื่องเบสิคคือทีมการตลาดและทีมขายไม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ลูกค้าคนเดียวกันแต่กับแยก Data ใคร Data มัน ซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆ แต่กลับทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจไปมากมายในทุกบริษัท
Evaluating & Cleansing Data
นี่คือสองขั้นตอนแรกและขั้นตอนหลักที่ใช้เวลาในการทำโปรเจค Data-Driven มากที่สุด เพราะแรกเริ่มก็ต้องไปสำรวจก่อนว่าใครในแต่ละทีมถือ Data อะไรอยู่บ้าง เชื่อไหมครับว่าหลายครั้ง Data ที่ทีมการตลาดต้องการแต่เมื่อถามมักบอกว่าไม่มีกลับไปอยู่กับพนักงานตัวเล็กๆ ในองค์กร อย่างคนที่ดูแลเรื่องของ E-marketplace
และที่เจอมากที่สุดคือทีมการเงินหรือบัญชีที่มักจะมี Customer data ที่ครบถ้วนและถูกต้องมากที่สุด เพราะทุกรายการซื้อขายที่เกิดขึ้นต้องถูกลงบัญชีไว้เสมอ ตั้งแต่เปิดบิลยันเก็บเงิน ไปจนถึงลูกค้าที่ไม่ยอมจ่ายเงินไปจนถึงช่องทางและวิธีการจ่ายเงินของแต่ละคน
เมื่อทำการสำรวจและประเมินแล้วว่า Data อันไหนบ้างที่ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ก็มาถึงขั้นตอนการ Cleansing data หรือทำดาต้าให้สะอาด จัดระเบียบให้เรียบร้อยพร้อมใช้งาน เพราะแต่ละทีมในบริษัทก็มักจะมีเครื่องมือของตัวเองในการเก็บข้อมูลลูกค้า ทำให้ข้อมูลแบบเดียวกันมักจะมีหลากหลายรูปแบบ เช่น เบอร์โทรศัพท์ บ้างก็เขียนแบบ 081 234 5678 อีกทีมอาจเก็บในรูปแบบ 081-234-5678
แค่มี – ขีดคั่นตรงกลางอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่ในความเป็นจริงก่อนจะเริ่มต้นทำ Data Analytics ใดๆ ก็ต้องทำข้อมูลเดียวกันให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน เพื่อที่โปรแกรมจะสามารถทำความเข้าใจได้ว่ามันคืออันเดียวกันครับ
เพราะสุดท้ายแล้ว Conversion Rate หรืออัตราปิดการขายจะดีได้ก็ต้องเมื่อทีม Marketing สามารถหา Lead ที่ใช่ให้กับ Sale แต่การที่เราจะรู้ว่า Lead แบบไหนใช่ไม่ใช่ก็ต้องเอา Data ลูกค้าที่ซื้อมากางดูแล้ววิเคราะห์ร่วมกันว่า คนแบบไหนที่ปิดการขายได้ง่ายที่สุด ต้องสามารถแตกรายละเอียดหรือองค์ประกอบออกมาเป็นข้อๆ ได้ ไม่เอาคำว่า “คนดี” อย่างเดียว แต่ต้องอธิบายได้ด้วยว่า “คนดี” มีองค์ประกอบแบบไหน เช่น ไม่พูดปด ไม่โกง ไม่ยืมนาฬิกาเพื่อน ให้ตรวจสอบทรัพย์สินได้ ไม่ทำรัฐประหารเข้ามาเป็นนายก เป็นต้น
จนกระทั่งพวกเขาเปลี่ยนมาใช้ Data ในการเลือกนักกีฬาที่เก่งพอในงบประมาณที่มีจำกัด ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงนักกีฬามือทองชั้นดีที่แมวมองในวันนั้นมองข้าม เมื่อเก็บทั้งหมดมาจนครบก็ทำให้ทีมเบสบอลม้ารองบ่นนี้กลายเป็นม้าตัวเต็งในฤดูกาลถัดไป
แล้วหลังจากนั้น Coca Cola ค่อยดึงเอาตำแหน่ง CMO กลับมาอีกครั้งด้วยความคาดหวังใหม่จากตำแหน่งนี้ ทาง CEO Coca-Cola เวลานั้นบอกว่าโลกการตลาดสมัยก่อนเน้นการตลาดแบบ One to Millions หรือ Mass Marketing แต่การตลาดแบบหว่านเช่นนี้ถือว่าล้าหลังกับโลกดิจิทัลทุกวันนี้ไปมากแล้ว เพราะด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เรามีเราสามารถย่อยกลุ่มลูกค้าออกมาเป็น Customer Segments แยกย่อยได้มากมายมหาศาล
Digital ไม่ใช่แค่เครื่องมือหรือช่องทาง แต่มันคือ Fundamental of Business 5.0
นักการตลาดหลายคนชอบยังคิดว่า Digital Marketing คือช่องทางใหม่ๆ ในการทำการตลาดและโฆษณาเข้าหาลูกค้า หรือมองเป็นแค่เครื่องมือใหม่ๆ ที่ทำให้เราเล่นท่าพิศดารได้มากกว่า Traditional Marketing แบบเดิม
แต่ในความเป็นจริงแล้ว Digital เป็นอะไรที่มากกว่านั้น เพราะมันคือ Fundamental ของธุรกิจหรือ Business 5.0 ว่าเราจะสามารถเก็บ Data มาต่อยอดหรือ Monetization ได้อย่างไร
เพราะ Digital ทำให้เกิด Data ในทุกๆ คลิ๊กหรือการกด หรือ Interaction ที่เกิดขึ้นของลูกค้าสามารถเก็บรวบรวม Data เหล่านั้นมาต่อยอดทำอะไรได้อีกมากกว่าแค่การทำโฆษณาหรือ Communication เท่านั้น
แต่แค่มี Data นั้นไม่พอ เพราะ Data อยู่เฉยๆ มันไม่เกิดค่าใดๆ เราต้องลงทุนลงแรงที่จะหาวิธีใช้ Data ที่มีให้เกิดคุณค่าให้ได้มากที่สุดด้วย นั่นก็คือเราต้องเอามาวิเคราะห์หรือทำ Analytics
เหมือนก่อนหน้านี้ที่บอกว่าตำแหน่งใหม่ที่จะเป็นที่ต้องการมากมายในยุค Age of Analytics คือ Creative Analytics หรือคนที่สามารถหามุมมองที่น่าสนใจจาก Data ที่มี เพราะการมีดาต้าว่าสำคัญแล้วแต่มุมมองต่อดาต้านั้นสำคัญกว่า
และสุดท้ายคือ Insight ที่ได้มาต้องตอบ Business Goal ส่งเสริม Business Strategy ไม่อย่างนั้นเก็บไป วิเคราะห์ไปก็เหนื่อยเปล่าถ้ามันไม่ได้ช่วยให้เราทำธุรกิจได้ดีขึ้น
ผู้คนชอบคิดว่า Data-Driven Marketing เป็นเรื่องใหม่ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมีมานานมาก เพียงแต่ไม่เคยเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง และไม่ได้มีใครเห็นค่าว่า Data จะช่วยธุรกิจอย่างไร
เดี๋ยวเราจะมาดูเนื้อหาของบทที่ 1 ของหนังสือ Data-First Marketing เล่มนี้กันว่า Marketing in the Age of Analytics นั้นต่างจากวันวานอย่างไร
Data-First Marketing กลยุทธ์การตลาดยุค Age of Analytics
Marketing in Age of Analytics การตลาดเปลี่ยนไปเพราะ Data แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าแค่มี Data แล้วจะชนะได้ แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้ ว่าใครสามารถใช้ Data ที่มีให้ได้ประโยชน์มากที่สุด
เรื่องมีอยู่ว่านักการตลาดบางคนมักดีใจเมื่อเว็บไซต์ตัวเองติด SEO มากถึง 15,000 keywords แต่ในความเป็นจริงแล้วเราต้องมาดูว่าจาก 15,000 keywords ที่เราติด SEO จากการตั้งใจคำ Content marketing มานานนั้นส่งผลกระทบทางด้านบวกต่อธุรกิจหรือยอดขายอย่างไรบ้าง
และนี่คือกับดักที่คนส่วนใหญ่เผลอติดกับ ให้ความสำคัญกับ Volume มากกว่า Value เป็นประจำ เพราะการวัดผลแบบพื้นๆ นั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การวัดผลที่สำคัญต่อธุรกิจจริงๆ ให้ได้นั้นยากกว่ากันมาก
คำถามสำคัญจากนี้ไปคือ Click แล้วไง? มีคนกดเข้ามาแล้วกลายเป็น Sale มากน้อยแค่ไหน?
1. The Age of Discovery ยุคเริ่มต้นการตลาดออนไลน์ที่ปูพื้นฐานมาถึง Digital Marketing ทุกวันนี้
ยุคแรกเริ่มของ Digital Marketing เริ่มต้นในปี 1989 ในวันที่โลกได้รู้จัก World Wide Web หรือ www เป็นครั้งแรก จากนั้นในปี 1993 ก็เกิดบริษัทโฆษณาทางออนไลน์ที่ชื่อว่า Global Network Navigator ขึ้นตามมาจนถึงทุกวันนี้
การเกิดขึ้นของ Marketing Technology ในยุค Age of Discovery กลายมาเป็นพื้นฐานของ Digital Marketing ทุกวันนี้มีลำดับเวลาดังนี้ครับ
1989 World Wide Web ถือกำเนิด
1993 Search Engine ถือกำเนิดขึ้นมา
1993 AOL (American Online) เริ่มต้นแจก CD โปรแกรมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้ลูกค้าตามบ้าน พร้อมกับเสนอบริการฟรีอีเมล (สมัยก่อนอีเมลเสียเงินครับ)
และในยุคนี้ยังถือกำเนิดเทคโนโลยีเล็กๆ ที่เปลี่ยนโลกการตลาดอย่างพลิกโฉมที่มีชื่อว่า Cookies ขึ้นมา เพราะนักการตลาดสามารถทำ Personalization ได้หากเราเก็บ Cookies ผู้ใช้งานแล้วเอา Data ที่ได้มา Analytics จากนั้นก็เอามาวางแผน Marketing Strategy ต่อไปให้สามารถทำการตลาดแบบรู้ใจสบายๆ หรือเป็นจริงได้จริงๆ
เจ้า Cookies นี้เองทำให้นักการตลาดที่ฉลาดและขยันสามารถส่งโฆษณาที่ใช่และตรงใจออกไปหาลูกค้าจนปิดการขายได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก เห็นไหมครับว่าหลายสิ่งในวันนี้ล้วนเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ตทั้งนั้น
ในยุคนี้ Data เริ่มเยอะขึ้นจนก่อให้เกิดคำว่า Big Data และในยุคนี้ก็ยังเป็นยุคเริ่มต้นของ MarTech เริ่มมีระบบ Marketing Automation ให้ใช้งาน เริ่มมีการทำ Remarketing กับ Retargeting
ในยุคนี้การตลาดแบบหว่านหรือ Mass Marketing เริ่มถูกท้าทายโดย Digital Marketing ที่สามารถวัดผลและปรับปรุงได้เป็นครั้งแรกครับ
3. The Age of Analytics
จุดเริ่มต้นของยุคนี้มาจากการที่ Google เข้าซื้อ Urchin แล้วเอามาเปลี่ยนชื่อเป็น Google Analytics ที่เว็บส่วนใหญ่ติดตั้งเพื่อติดตามดูหลังบ้านว่ามีคนเข้ามามากน้อยเท่าไหร่ ใช้งานเว็บเราแบบไหน ในวันนั้นนับเป็นครั้งแรกที่นักการตลาดสามารถเข้าถึง Data ได้ตรงโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง ไม่ได้เห็นข้อมูลในรูปแบบ Report รายงานที่ถูกสรุปมาให้เป็นบทวิเคราะห์ที่ผ่านการตีความจากคนอื่นมาแล้ว
Timeline ในยุค Age of Analytics เป็นดังนี้
2005 Google Analytics เปิดตัว
2011 Scott Brinker เปิดตัว MarTech Landscape เป็นครั้งแรก และมีแค่ 150 แพลตฟอร์มเท่านั้น
2012 Zapier เปิดตัว
2012 Looker เปิดตัว
2013 Tableau เปิดตัว
2016 Google Data Studio เปิดตัว
2019 MarTech Landscape มีมากกว่า 7,000 แพลตฟอร์ม
2019 Saleforce ซื้อ Tableau
2020 Google ซื้อ Looker
นี่คือยุคของการต่อยอดจาก Data ที่แท้จริง ยุคของการ Analytics เพราะดูจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเครื่องมือของการทำ Analytics เป็นส่วนใหญ่
ส่วนหนึ่งเพราะ Social media สร้าง Data มากมาย แต่กลับไม่ถูกนำไปใช้งานให้เกิดคุณค่าได้มากพอ และการทำ Data Analytics ก็จะเป็นการยกระดับการใช้ Data จากเดิมธุรกิจแข่งกันที่สร้างยอด Sale ไปสู่การคาดการณ์หรือ Predict ว่าใครจะทำนายอนาคตได้แม่นยำกว่ากัน
เราจะเห็นว่าบริษัทยักษ์ใหญ่พยายามทุ่มลงทุนไปกับการซื้อบริษัทที่ทำเครื่องมือประเภท Data Visualization เพราะ Data จะไร้ค่าถ้าไม่มีความสามารถในการหยิบเอามาใช้งานเริ่มวิเคราะห์ และทั้งสองบริษัทนี้ก็มี Data มากมาย รวมถึงลูกค้าที่ใช้บริการเขาอยู่ก็มี Data เก็บไว้บนระบบมหาศาล
ดังนั้นการลงทุนทุ่มทุนซื้อของทั้งคู่จึงเป็นการเสริม Ecosystem ของบริษัทให้ลูกค้าที่ใช้งานสามารถ Untilize Data ได้เต็มที่ เพื่อที่จะได้ซื้อบริการอื่นๆ เพิ่มนั่นเองครับ
เพราะการเริ่มต้นทำงานกับ Data ที่ง่ายที่สุดจากประสบการณ์ผมคือการเริ่มต้นทำ Data Visualization และผมคิดว่า Data Visualization คือภาษาสำคัญของคนทำงานยุคใหม่ ในยุคที่เต็มไปด้วยดาต้ามากมายเราต้องรู้จักตั้งคำถามและหาคำตอบจาก Data ที่มีด้วยตัวเองให้ได้เหนือกว่าคู่แข่ง (ทั้งคู่แข่งในบริษัทและนอกบริษัท)
MarTech Stack สำคัญถ้าอยากจะทำ Data Analytics ได้ครอบคลุม
สรุปหนังสือ Data-First Marketing บทที่ 2 จะพูดถึง Case study การใช้ Data สำหรับทีมกีฬาที่นอกเหนือจากภาพยนต์เรื่อง Moneyball ที่เปลี่ยนจากทีมบ๊วยมาเป็นทีมท็อปของ Major League Baseball ด้วยการทำ Data Analytics เป็นทีมแรก จนส่งผลให้ทุกทีมต้องทำตาม
ในโลกของการแข่งขันกีฬาแท้จริงแล้วเต็มไปด้วยดาต้ามากมาย การแข่งขัน Formula One หรือ F1 เองก็เป็นหนึ่งกิจกรรมที่ใช้ความสามารถด้าน Data Analytics มหาศาลเพื่อเอาชนะคู่แข่งที่อาจจะห่างกันแค่ 1 วินาที
เพราะจากเซนเซอร์มากมายในตัวรถที่มีเป็นร้อยๆ ชิ้นนั้นสร้าง Data มากถึง 3 GB และ 1,500 Data points ต่อวินาทีที่แข่งขัน ลองเอาไปคูณกับจำนวนนาทีที่ใช้ในการแข่งขันคุณจะพบว่านี่มัน Big Data ชัดๆ ขนาดเป็นข้อมูลที่ถูกสร้างจากแค่รถคันเดียวเท่านั้น
ดังนั้นจะเห็นว่า Data ต่างมีมากมายไม่ต่างกัน สิ่งที่จะทำให้ต่างกันคือความสามารถในการ Analytics วิเคราะห์ข้อมูลได้ทันเวลาที่จำกัดจึงจะสามารถเพิ่มโอกาสชนะให้กับทีมในการแข่งขันสนามถัดไป
ดังนั้นการแข่งขัน F1 ให้ชนะวันนี้จึงไม่ใช่ว่าทุ่มทุนทั้งหมดไปกับการปรับปรุงรถแข่งให้ดีขึ้น แต่ต้องปรับปรุงจาก Data ที่ได้มาว่าควรจะต้องปรับปรุงตรงไหนหรือจุดใดเป็นพิเศษ
เมื่อรถแข่งอย่าง F1 ก็ยังมี Data มากมายขนาดนี้ และแน่นอนว่า Data มากมายมหาศาลจากเซนเซอร์นับร้อยย่อมต้องมีศูนย์กลางที่เอาไว้รวม Data ให้เชื่อมโยงและทำงานด้วยกันได้ สำหรับโลกการตลาดเราเรียกสิ่งนี้ว่า Customer Data Platform หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า CDP นั่นเองครับ
แต่ปัญหาของการสร้างศูนย์กลางสำหรับรวบรวม Customer Data Platform แต่ไหนแต่ไรมาคือราคาที่ไม่น่ารักเอาเสียเลย เพราะเมื่อก่อนจะเริ่มต้นทีต้องมีเงินหลักล้านไปจนถึงหลายสิบล้านบาทต่อปี แต่ในวันนี้ราคาการเข้าถึงและใช้งาน CDP นั้นค่อยๆ น่ารักน่าคบมากขึ้นทุกวัน
กลับมาที่เรื่องราวของ Moneyball อีกสักนิด ที่บทนี้เน้นเรื่องราวของ Moneyball เป็นพิเศษเพราะเขาอยากให้เราได้เห็นวิธีการคิดแบบคนทำธุรกิจ หรือคนทำการตลาดทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวกับ Data โดยตรงว่าแท้จริงแล้วเราเกี่ยวกับดาต้าทั้งทางตรงและทางอ้อมมากน้อยขนาดไหน
ในปี 2013 กว่า 75% ของ Major League Baseball ใช้ดาต้าในการกำหนดกลยุทธ์การแข่งขันผ่านวิธีการคิดที่เรียกว่า Sabermetrics และยิ่งไปกว่านั้นในปี 2018 ทุกทีมใน Major League ล้วนมีทีม Analytics มาเป็นหนึ่งในทีมงานการสร้างทีมให้กลายเป็นแชมป์ทั้งนั้น
จะเห็นว่าในช่วงแรก Data สร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาลให้กับผู้นำที่เริ่มใช้ แต่หลังจากนั้นไม่นานเมื่อทุกคนก็ต่างหันมาใช้ดาต้าจึงทำให้ไม่มีใครได้เปรียบกว่ากัน แต่กลับกลายเป็นว่าใครที่ไม่ใช่ต่างหากจะกลายเป็นเสียเปรียบทุกทีมทันที
เพราะ Data จะเป็นตัวช่วยในการยกระดับเราไปสู่ The Next Level แต่เมื่อทุกคนใช้ก็กลายเป็นว่ามาตรฐานการแข่งขันทั้งหมดยกระดับขึ้นไปสู่การแข่งขันที่ยากขึ้นอีกระดับ และนี่ก็เป็น 3 บทเรียนสำคัญที่นักการตลาดควรรู้จาก Case study ของ Moneyball
การจะทำ Data-Driven Marketing ให้ประสบความสำเร็จจะต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดว่าจะเลือก Data แบบไหนมาเป็น Metric ตัวชี้วัดของธุรกิจเรา ต้องกำหนดและควบคุมตัวชี้วัดให้ได้ จากเดิมเคยใช้ตัวชี้วัดแบบเก่าแต่ไม่สามารถสะท้อนถึงผลลัพธ์ที่แท้จริงได้ เหมือนที่การคัดเลือกนักเบสบอลเดิมดูที่รูปลักษณ์ภายนอกและท่าขว้าง ท่าตีว่าสวยหรือไม่ แต่พอเปลี่ยนมาดูจาก Data ของผลลัพธ์การขวางสำเร็จ การตีสำเร็จ ทำให้ท่าทางการตีการขว้างเดิมที่เคยเชื่อถือมานานไร้ประโยชน์ไปในทันที
นี่คือการเปลี่ยน Metric ตัวชี้วัดที่เข้าใกล้เป้าหมายของธุรกิจมากขึ้น การดูจาก Metric ที่เป็นอัตราการสำเร็จในการขว้างบอล อัตราความสำเร็จในการตีถูกลูก แน่นอนว่าการแข่งขันเบสบอลนั้นแพ้ชนะขึ้นอยู่กับคะแนนเหล่านี้ ลองคิดดูนะครับว่าแท้จริงแล้ว Data แบบไหนหรือ Metrics ใดที่สามารถบ่งชี้ว่าเข้าใกล้ Business Goal ของคุณ
ในโลกการตลาดก็เหมือนกับถ้าเราเป็นธุรกิจตัวเล็ก SME หรือแบรนด์เล็กๆ ที่อาจจไม่ได้มีเงินมากๆ เราจะใช้วิธีแข่งด้วยกำลังเหมือนบริษัทยักษ์ใหญ่คงไม่ได้ เราต้องเอาชนะแบบเล็กๆ แต่สะสมไปเรื่อยๆ เสมือนกับนิทานเรื่อง David and Goliaths ครับ
เราจะไปทุ่มทุนแข่งสร้าง Awareness ผ่านการทำโฆษณามากมายแบบเขาคงไม่ไหว เหมือนกับการที่เราจะทุ่มทุนสร้างเว็บสวยๆ ระเบบเจ๋งๆ คงไม่ไหว ในเมื่อกติกาการแข่งขันของเว็บไซต์คือ SEO เป็นหลัก ดังนั้นเราควรแข่งขันว่าจะทำอย่างไรให้เราสามารถเก็บ Keywords สำคัญๆ ได้มากกว่าคู่แข่ง หรืออย่างน้อยก็ขอให้ติดหน้าแรกโดยใช้งบน้อยกว่ามากๆ เพียงเท่านี้เราก็ทำ ROI ได้ดีกว่าเขาแล้ว
เหมือนกับครั้งหนึ่งผู้เขียนบอกว่าเขาเคยได้อันดับหนึ่งของคีย์เวิร์ดคำว่า the cloud มาตั้งแต่ปี 2009 ก่อนเทคโนโลยี cloud จะเป็นที่นิยมเสียอีก สิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่การทำ SEM หรือการลงทุนทำคอนเทนต์เพื่อตอบ SEO เพิ่ม แต่เป็นการขยายช่องทางใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้บริหารในวันนั้นผ่านช่องทาง LinkedIn ผลปรากฏว่าพวกเขาใช้งบการตลาดน้อยกว่าการทำ Google AdWords ถึง 82% โดยที่ได้ผลลัพธ์ดีกว่าถึง 200% ครับ
ดังนั้นกลยุทธ์ธุรกิจและการตลาดของ SME ที่จะทำให้ตัวเองสามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ได้ก็คือการวัดผลทุกอย่าง ตามเก็บ Data ทุกตัวที่เป็นของเรา จากนั้นก็ Optimized ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบกินเงียบ กินเรียบๆ ที่คู่แข่งจะไม่มีทางรู้เลยว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
Lesson 2 Data อาจไม่ทำให้คุณเป็นแชมป์ แต่ทำให้คุณกลายเป็น Top 5 ได้
นั่นก็เพราะการใช้ Data จะทำให้เรายกระดับตัวเองเหนือคู่แข่งที่ยังไม่ใช้ แต่พอเวลาผ่านไปความได้เปรียบที่เคยมีก็จะกลายเป็นการรู้เท่าทันและกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการแข่งขันมากขึ้นทุกที จนกลายเป็นแรงกันดันคนที่ไม่ใช้ให้ยากจะไล่ตามได้ทัน
การจะทำ Data-Driven Marketing หัวใจหลักไม่ใช่แค่เรามี Data แล้วหรือยัง แต่เราต้องหมั่นถามว่าเรามี Data ที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจเราที่ดีพอแล้วหรือยัง ถ้ายังเราจะต้องหา Data แบบไหนมาเพิ่ม หรือถ้าเดิมมีวิธีการเก็บที่เคยทำตามๆ กันมาก็ต้องตั้งคำถามว่าทำไมต้องใช้ Data นี้ ใช้ Data อื่นไม่ได้หรอ
การเปลี่ยนตัวชี้วัดใหม่จะนำไปสู่การวางแผนเพื่อจัดเก็บ Data ใหม่ สิ่งสำคัญคือเริ่มจากเราอยากรู้อะไร แล้วจะนำมาสู่เราต้องรู้อะไร จากนั้นค่อยหาวิธีว่าเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าไปนี่มันหลัก Data Thinking ของหนังสือเล่มที่ 3 ผมเลยนะครับ
การใช้ดาต้าคือการท้าทายวิธีการคิดและทำงานแบบเดิมที่เคยเชื่อถือกันมาช้านาน แน่นอนว่าในช่วงแรกย่อมต้องถูกต่อต้าน แต่เมื่อผ่านการพิสูจน์แล้วว่าดีกว่าจนเห็นผลที่แตกต่างก็จะทำให้ใครๆ ก็แห่ทำตามหันมาใช้ Data เหมือนเรา
และนั่นก็คือการยกระดับการแข่งขันของทั้งอุตสาหกรรมไปสู่ The Next Level ด้วย Data จะทำให้ทีมที่ไม่สนใจและมองข้ามเรื่องนี้กลายเป็นเสียเปรียบโดยปริยาย ถ้าคุณไม่เริ่มก่อนก็ต้องเป็นผู้ตาม แต่ถ้าทุกคนทำกันหมดแล้วคุณยังไม่คิดตามเตรียมสูญพันธุ์ทางธุรกิจได้เลย
บริษัทต่างยอมรับว่า Data นั้นสำคัญต่อธุรกิจและการตลาดขนาดไหน แต่กลับมีน้อยมากที่ยอมลงทุนในการทำเรื่อง Data-Driven Marketing อย่างจริงจัง จนทำให้ผู้ที่กล้าลงทุนก่อนใครค่อยๆ กลายเป็นผู้นำที่ทิ้งห่างคู่แข่งไปเรื่อยๆ ในระยะยาวแบบที่ยากจะไล่ตามได้ทันเหมือนการทำธุรกิจและการตลาดยุคก่อนด้วย
บ้างก็ไปให้ความสำคัญกับแค่การทำ Data Analytics เข้าใจผิดว่าการทำ Data-Driven Marketing ทั้งหมดคือการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ในมือ ในความเป็นจริงแล้วการทำ Analytics เป็นแค่ปลายทางของการทำ Data-Driven เพราะในความเป็นจริงแล้วการจะทำ Data-Driven ต้องเริ่มต้นตั้งแต่การวาง Data Strategy ให้สอดคล้องกับ Business Strategy และ Business Goal
แล้วยิ่งขาดการทำ Data Integration เอาข้อมูลที่กระจัดกระจายภายในองค์กรมาเชื่อมต่อกันเพื่อให้เห็น Insight ที่ครบถ้วนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ขาดการลงทุนในการสร้างแพลตฟอร์มดาต้าหรือที่อาจจะเรียกว่า Data Warehouse, Data Lake หรือ Customer Data Platform ในวันนี้ ก็ยิ่งทำให้การทำ Data-Driven Marketing ไม่ประสบความสำเร็จสักที และนี่เป็นแค่อุปสรรคทางด้านเทคโนโลยีและการลงทุนครับ
นั่นเพราะคนส่วนใหญ่ใช้ Data ได้ไม่เต็มที่เต็มประสิทธิภาพ คนส่วนใหญ่ยังคงอยู่แค่ในจุดเริ่มต้นที่เป็นการเริ่มทำ Analytics จาก Data ที่แยกส่วนกันระหว่างทีมงานในองค์กร ยังขาดการเชื่อมโยง Data ทั้งองค์กรเพื่อให้เข้าใจภาพรวมธุรกิจ ยังขาดเชื่อมต่อกับ External data ว่าเราจะเข้าใจลูกค้าให้ลึกซึ้งและรอบด้านขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร
แม้หลายองค์กรจะรู้ว่า Data สำคัญอย่างไร และต่อให้เริ่มต้นทำไปแล้วส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยรอดเพราะ Bias หรืออคติ คนส่วนมากยังคงเชื่อกันว่าวิธีการเดิมที่เคยทำมาเป็นสิบๆ ปีนั้นดีอยู่แล้ว ไม่มีทางที่สิ่งใหม่โดยเฉพาะเทคโนโลยีจะมีเปลี่ยนโลกหรือพลิกโฉมธุรกิจได้มากขนาดนั้น อย่างดีก็แค่เป็นเครื่องมือช่วยให้งานเดิมเร็วขึ้นอีกนิด มีประสิทธิภาพขึ้นอีกหน่อย แต่คนเหล่านั้นลืมไปว่าการใช้ Data-Driven Business จะเป็นการเปลี่ยนวิธีการทำงาน เปลี่ยนกติกาการแข่งขันในโลกธุรกิจไปเช่นกัน คนเหล่านั้นนึกไม่ถึงว่า Data is Game Changer หรือ Data จะกลายเป็น The Next Level ของธุรกิจและอุตสาหกรรมของเรา
ถ้าเราวัดผลทั้ง 3 อย่างนี้ก็เหมือนกับการทำ RFM Model แต่เราจะเห็นว่าช่องทางไหนลูกค้าชอบให้เราสื่อสารแบบใดด้วยโปรโมชั่นอะไร เราจะเห็น Insight ในแต่ละช่องทางที่ชัดขึ้น ไม่แน่เราอาจจะได้พบกับสูตรสำเร็จของแต่ละช่องทางที่ดีต่อธุรกิจเรามากที่สุดอีกด้วยครับ
เราต้องรู้ว่า ROI ของเราจะต้องวัดจาก Metric ไหนอย่าง ใช้ Attributes แบบใด คนส่วนใหญ่มักไม่ทำในเรื่องนี้ให้ดีเพราะอ้างว่างานยุ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วงานหลายคนยุ่งเกินไปเพราะไม่กดหนด Attributes ที่จะวัดที่เป็น The Right Metrics ที่จะท้อนถึง Business Goal นั่นเองครับ
และระบบการเก็บ Data ขององค์กรก็ต้องถูกรื้อและวางระบบใหม่เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงทำงานร่วมกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างมี ต่างคนต่างเก็บ ต่างคนต่างมีฟอร์แมทของตัวเอง ทำให้ถึงเวลาจะเอามาเชื่อมกันก็ยาก จะวิเคราะห์ให้เห็น Customer Insight ที่แท้จริงก็ลำบาก ดังนั้นการสร้าง Database ใหม่ของทั้งองค์กรจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ถ้าอยากจะเป็นองค์กรที่ Data-Driven Business ครับ
เราต้องหมั่นปลูกฝังคนในองค์กรให้มี Data Mindset ที่ดี ต้องวางแผนว่า Data แบบไหนที่เราต้องเก็บเพิ่ม เรากำลังวิเคาะห์เพื่อหาอะไรอยู่ ไปจนถึงเราต้องทำ Data Visualization อย่างไรเพื่อให้เข้าใจภาพรวมและสามารถให้คนอื่นในองค์กรเข้าใจเรื่องเดียวกับเราได้
และนี่เป็น 5 ขั้นตอนส่งท้ายของบทนี้สำหรับองค์กรที่อยากจะ Transformation ไปสู่การเป็น Data-Driven Business ครับ
5 ขั้นตอนที่จะ Transform ธุรกิจคุณไปสู่การ Data-Driven Business
1. Marketing และ Business ต้องกำหนด Metrics ตัวชี้วัดร่วมกันก่อนลงมือทำงานใด
เพราะเดิมทีต่างฝ่ายต่างกำหนด Metrics ตัวชี้วัดหรือ KPI ของตัวเองโดยไม่ได้ดูเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นสอดคล้องกับทีมอื่น หรือสอดคล้องกับ Business Goal ในภาพรวมหรือไม่
ดังนั้นจุดเริ่มต้นของ Data-Driven Business คือการให้ทุกฝ่ายในองค์กรร่วมกันกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดออกมาให้ได้ก่อนจะลงมือทำงานใดทุกครั้งไป
2. Data Intrgration ข้อมูลทั้งหมดต้องเชื่อมโยงกันเพื่อเพิ่มประโยชน์สูงสุด
ผลที่ตามมาคือทีมที่ต้องใช้ Customer Data มากที่สุดอย่างทีม Marketing กลับมาข้อมูลลูกค้าจริงให้ใช้น้อยมาก และกว่าจะขอเข้าถึงข้อมูลของทีมอื่นที่ไม่ใช่ทีมตัวเองได้ก็เต็มไปด้วยข้อห้าม และข้อจำกัดมากมาย บางครั้งก็แค่ไม่อยากจะเปิดเผยข้อมูลของทีมตัวเองให้ทีมอื่นรู้ด้วยซ้ำไปครับ
หลังจากกำหนดเป้าหมายร่วมกันแล้วในขั้นตอนแรก ขั้นตอนที่สองก็ต้องเอาข้อมูลลูกค้าที่กระจัดกระจายมาเชื่อมโยงกันเพื่อเพิ่ม Value เมื่อจะทำ Data Analytics ในลำดับถัดมา ต้องมีการกำหนดร่วมกันว่าจะต้องใช้มาตรฐานใดในการเชื่อมต่อกันระหว่างหน่วยงาน
จะใช้ API แบบไหน จะใช้ Technology ได้ เอาง่ายๆ คือการจะต่อ Marketing Stack หรือ Technology Stack ต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกทีมไม่ใช่แค่งานของ IT ฝ่ายเดียวแบบเดิมอีกต่อไป
ทีมการตลาดสามารถเข้าถึง Revenue data ข้อมูลการขายหรือกำไรของบริษัท อาจจะด้วยการใช้ระบบ CRM เข้ามาช่วย หรือสามารถเข้าถึงข้อมูลฝ่ายขายได้ ทำให้ทีมการตลาดสามารถคำนวนหา ROI ที่แท้จริงจากการลงทุนทำแคมเปญการตลาดแต่ละครั้งได้
ทีมการตลาดและทีมเซลล์มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด มีการสื่อสารกันว่าแต่ละฝ่ายอยากได้ดาต้าแบบไหนจากอีกฝ่าย ทีมเซลล์ก็ร่วมในการระบุบอก Lead แบบไหนที่ตัวเองต้องการ หรือที่หนังสือ Data-First Marketing เล่มนี้เรียกว่า SQL ย่อมาจาก Sale Qualified Lead
a. เห็นด้วยอย่างมาก (5) b. เห็นด้วยอยู่บ้าง (3) c. ไม่ค่อยแน่ใจ (0) d. ไม่ค่อยเห็นด้วย (0) e. ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง (0)
17. Data ที่ทีมการตลาดต้องการใช้ทำ Report ที่สะท้อนถึง ROI และยอดขายนั้นสามารถเข้าถึงได้ในแพลตฟอร์มเดียว หรือผ่านการทำออกมาเป็น Dashboard ที่รวม Data จากทุกทีมเรียบร้อยแล้ว
a. เห็นด้วยอย่างมาก (5) b. เห็นด้วยอยู่บ้าง (3) c. ไม่ค่อยแน่ใจ (0) d. ไม่ค่อยเห็นด้วย (0) e. ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง (0)
18. เรามีการแชร์ Data และแบ่งปันรายงานให้กับผู้บริหารคนอื่นนอกเหนือจากทีมเรา หรือแม้แต่กระทั่งทุกคนที่ต้องการเข้าถึงดาต้านั้น
a. เห็นด้วยอย่างมาก (5) b. เห็นด้วยอยู่บ้าง (3) c. ไม่ค่อยแน่ใจ (0) d. ไม่ค่อยเห็นด้วย (0) e. ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง (0)
19. เรามีการทำ Data Visualization เปลี่ยน Data ที่ดูยากให้เข้าใจง่ายเพื่อสื่อสารกับเหล่าผู้บริหาร C-Level เป็นปกติ
a. เห็นด้วยอย่างมาก (5) b. เห็นด้วยอยู่บ้าง (3) c. ไม่ค่อยแน่ใจ (0) d. ไม่ค่อยเห็นด้วย (0) e. ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง (0)
ชุดคำถามที่ 3 Analyzing Data
20. มั่นใจว่าทีมการตลาดมีความสามารถในการ Collect และ Analyze Data ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพแม่นยำ
a. เห็นด้วยอย่างมาก (5) b. เห็นด้วยอยู่บ้าง (3) c. ไม่ค่อยแน่ใจ (0) d. ไม่ค่อยเห็นด้วย (0) e. ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง (0)
ถ้าองค์กรคุณอยู่ในระดับนี้ถือว่าดีตรงที่ได้เริ่มต้นใช้ดาต้าทำการตลาดบ้างแล้ว แต่ยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะมาก ตอนนี้องค์กรคุณอาจกำลังเริ่มวัดผลแบบ Single-touch attribution model และเริ่มมีการใช้ Marketing data เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลให้เห็น Insight ลึกขึ้น แต่ก็ยังขาดการเข้าถึง Data จากหน่วยงานอื่นภายในองค์กรที่ต้องการ
จากการสำรวจของ Gartner 2018 พบว่ากว่า 48% ขององค์กรต่างๆ ใช้งบประมาณไปกับขั้นตอนเริ่มต้นทำงานกับ Data อย่างการ Cleansing data และเตรียม Collecting data ที่ต้องการใช้ให้พร้อมเพื่อทำ Data Analytics ต่อไป
และมีน้อยองค์กรมากที่ใช้งบประมาณไปกับการลงทุนทำ Customer Data Platform อยู่ในวันนี้ ส่วนหนึ่งเพราะค่าใช้จ่ายที่สูงมากในตอนนั้นจนทำให้มีน้อยองค์กรที่สามารถเข้าถึงได้ เรียกได้ว่างบประมาณการลงทุนก็เป็นเงื่อนไขสำคัญว่าองค์กรเราจะใช้ดาต้าไปได้ระดับไหน
เพราะถ้าจะทำงานร่วมกันจะต้องวัดผลร่วมกัน การจะวัดผลร่วมกันได้ต้องมาจากการ Integrated data ระหว่างกัน และการจะ Integrated data ได้ก็ต้องผ่านการ Cleansing และ Prep data ให้มันทำงานร่วมกันได้ก่อน ส่วนใหญ่ไม่ได้ Set data structured ให้ทำงานร่วมกันได้แต่แรก ถ้าองค์กรเล็กหน่อยก็อาจจะง่ายด้วยการเริ่มจากกำหนดโครงสร้าง data ร่วมกันเพื่อให้เห็นภาพสุดท้ายร่วมกันได้ครับ
และต้องมีการกำหนด Data Policies ร่วมกันระหว่างทีมงานต่างๆ เพื่อให้วิธีการบริหารจัดการและจัดเก็บ Customer data เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทีม Marketing ไม่ค่อยกังวลเรื่อง Data ที่ดูน่าเป็นกังวลในหนังสือเล่มนี้คือทีมเซลล์ที่ต้องให้ความร่วมมืออย่างมากถ้าอยากจะเป็นบริษัทที่ Data-Driven ให้ได้
เป็นหัวหอกในการสร้าง Report หรือ Dashboard ที่ทำให้ทุกคนเห็นภาพรวมของธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้น เพราะ Marketing Data คือต้นน้ำ ส่วน Sale data คือกลางน้ำ และ Service and Operation คือปลายน้ำที่สำคัญ ถ้าทีม Marketing เป็นหักหอกในงานนี้ก็จะได้รับความเคารพนับถือและเห็นค่าของทีมการตลาดขึ้นมาในทันที
Data-First Marketing เริ่มต้นด้วย Data Integration และ MarTech Stack Strategy
เพราะไม่มี Marketing Technology ตัวใดที่สามารถทำได้ทุกอย่างแบบ Perfect all in one เพราะแต่ละเครื่องมือแม้จะมีฟีเจอร์ความสามารถคล้ายกัน แต่ก็มีวิธีการทำงานหรือใช้งานที่แตกต่างกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องวาง Marketing Technology Stack ตั้งแต่แรกให้ดีว่าธุรกิจเราต้องการเครื่องมือแบบไหน
สรุปหนังสือ Data-First Marketing บทที่ 7 กับการทำ Data Analysis หรือการใช้ Data เพื่อลด Belief และ Bias จากการตัดสินใจออกไปให้เหลือน้อยที่สุด
ยุค Digital Driven Data เมื่อเราหันมาใช้ดิจิทัลมากขึ้นก่อให้เกิดดาต้ามากมาย และทุกวันนี้เราใช้ดาต้าแค่เพียงน้อยนิดเท่านั้น เปรียบกับนักเดินเรือที่อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร แม้รอบตัวจะเต็มไปด้วยน้ำมากมายแต่ก็ล้วนแต่เป็นน้ำทะเล เป็นน้ำเค็มที่ไม่สามารถดื่มกินเข้าไปได้ เราต้องหาวิธีการกลั่นหรือสกัดน้ำทะเลให้กลายเป็นน้ำจืดที่เราสามารถดื่มได้ กับการทำ Data Analysis ก็เช่นเดียวกัน
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจที่จะทำให้เห็นภาพว่าพลังของ Human Bias นั้นน่ากลัว แต่ถ้าเปิดใจให้ Data ก็จะช่วยให้ธุรกิจหันหัวหลบวิกฤตที่จะพุ่งเข้ามาได้
อย่าปล่อยให้ Bias หรือ Belief ครอบงำการตัดสินใจ
FOSE หนึ่งในงาน IT ใหญ่เก่าแก่งานหนึ่งของอเมริกาที่เกือบจะปิดตัวลงเพราะผู้บริหารเชื่อว่าเราทำมานานเกินไป!
ในตอนนั้นทีมผู้บริหารที่จัดงานเชื่อข่าวลือว่าเหล่า IT ตัวจริงไม่มาเดินงานแบบนี้ด้วยตัวเองหรอก มีแต่ส่งลูกน้องมาเดิน หรือไม่ก็มีแต่พวกที่ตั้งใจมาเอาของแจกฟรีในงานเท่านั้น ข่าวลือนี้ทำงาน FOSE นี้เสียชื่อเสียงไม่จำนวนไม่น้อย ส่งผลให้ผู้บริหารที่จัดงานนี้รู้สึกว่าจัดต่อไปก็ไร้ค่า สู้ปิดไปดีกว่าให้คนมาทำให้เราเสียหน้าอีกปี
แต่เมื่อเอา Data มาดูและ Analytics จริงๆ จึงได้พบความจริงว่ามีดีลเกิดขึ้นมากมายในงานที่จัดตลอดทุกปีแม้แต่ปีล่าสุด ทำให้เข้าใจความจริงที่แท้ว่างานนี้ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนในวงการ IT มากมาย และท้ายที่สุดข่าวลือก็กลายเป็นแค่ข่าวลือต่อไป
ขนาดเว็บไซต์ใหม่มีการใส่วิดีโอเข้าไป ปรับสไตล์ใหม่ให้ดูเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น แต่ก็นั่นแหละครับ เมื่อสวยไปแต่ขายไม่ได้ก็ไร้ค่าทางธุรกิจ ทาง Mark & Spencer ก็เลยปรับเว็บไซต์และแพลตฟอร์มตัวเองใหม่อีกรอบ และกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นก็ล่วงไปถึงต้นปี 2015 ที่ดีไซน์สามารถช่วยยอดขายได้จริงถึง 38.7% แต่ก็มาจากการวิเคราะห์ Data ว่าตกลงดีไซน์แบบไหนแน่จึงจะทำให้คนอยากกดซื้อสินค้ามากกว่าเดิม
Bias ต้องหายไป เพิ่มการใช้ Data เข้ามาแทน
ทั้งหมดที่เล่ามานี้จะทำให้เห็นภาพว่า Bias ต้องหมดไปจากการตัดสินใจทางธุรกิจเสียที (ถ้าส่วนตัวพอรับได้) และหันมาใช้ Data ช่วยตัดสินใจเพิ่มขึ้น หรือให้ดีคือใช้ Data ให้ได้มากที่สุดครับ
การจะสร้าง Buyer Personas ต้องตกลงร่วมกับ Sales เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะทำการตลาดผิดๆ ทำ Communication แบบเพี้ยนๆ ไปจนถึงทำให้ได้ Lead ที่ไม่ใช่มามากมายแล้วเสียเวลา Sales ต้องไปปิดการขายกับคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายจริงๆ
ทุกทีมในบริษัทที่เจอกับลูกค้าต้องช่วยกันประกอบภาพ Personas ลูกค้าออกมา หน้าที่นี้แม้จะเป็นของทีมการตลาดเป็นหลัก แต่ถ้าขาดความร่วมมือและป้อนข้อมูลจากทุกทีมก็จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย
เหมือนที่เขาบอกว่า Garbage In, Garbage Out เก็บดาต้ามาอย่างไรก็ใช้ประโยชน์ได้เท่าที่เก็บมา หลายครั้งเรามีดาต้ามากกว่าที่คิด แต่เมื่อเอามาใช้จริงกลับใช้ประโยชน์ได้น้อยกว่าที่มีและคิดไว้มาก
การเก็บ Data ให้ครบแต่วันแรกไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ต้องระวังคือการเก็บดาต้าที่ซ้ำซ้อนโดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้จะเอาไปใช้ต่อนั้นแทบไม่ได้เลย เช่น การสร้าง Tag ที่ผิดหรือซ้ำซ้อน ส่งผลให้การวัดผลนั้นเป็นไปได้ยาก
และเรื่องนี้ก็มีมานานแล้ว แต่จะอยู่ในโลกฝั่งบริหารธุรกิจมากกว่า เหมือนที่ Jack Welch สร้าง Six Sigma ขึ้นมาจนสามารถลดค่าใช้จ่าย GE ลงไปได้กว่า 12,000 ล้านเหรียญ
หรือ Toyota Way ก็คิดระบบ Kaizen ขึ้นมาจนกลายเป็นบริษัทรถยนต์ชั้นนำระดับโลกด้วยต้นทุนที่ลดลงมาก
ในวันนี้มีวิธีการวัดผลมากมาย หรือที่เรียกว่า Attribution model แต่ส่วนใหญ่มักวัดกันแค่ 3 แบบ
Single-source
Multi-source
Algorithm
คนส่วนใหญ่รู้ว่าการดู Data ที่หลากหลาย Attribution นั้นสำคัญ แต่ส่วนใหญ่ยังคงเลือกดูแค่แบบ Basic แบบ First click หรือไม่ก็ Last click ทำให้พลาด Insight ดีๆ ไปมากมายว่า Customer Journey เป็นอย่างไร
เพราะถ้าเราดูแค่ Last click เราก็จะพลาดว่าก่อนหน้าที่คนจะมาเป็นลูกค้าเรามี Journey อย่างไรบ้าง หรือถ้าเราดูแค่ First click เราก็จะพลาดว่าแล้วหลังจากนั้นพวกเขาไปทางไหนต่อถึงตกลงปลงใจซื้อเรา
กำหนดคนที่เราต้องการให้ชัด อย่าหว่าน อย่าเดา อย่าสุ่ม ดูจาก Data ก่อนจะกำหนด Persona ว่าเรากำลังจะคุยกับใคร หา Pain point เขาให้เจอจะได้รู้ว่าจะต้องทำ Communication แบบไหนจึงจะโดนใจเขาได้ดีที่สุด
ผู้บริหารต้องสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่พยายามให้พนักงานทุกคนตัดสินใจจาก Data เป็นหลัก ลดการใช้สัญชาตญาณส่วนตัวลงไป แล้วหันมาใช้ Insight จาก Data จริงๆ ให้มากที่สุด
การตลาดส่วนใหญ่มักเน้นแค่ระยะสั้น แต่การตลาดยุคใหม่ในยุคดาต้า 5.0 นั้นเน้นการมองเกมระยะยาวว่าใครจะมี Data มากกว่าและสามารถเค้นเอาประโยชน์จาก Data นั้นออกมาได้มากที่สุดครับ