ในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไป ทั้งเศรษฐกิจ สังคม พฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแบบไม่เคยรอใคร จนหลายธุรกิจรวมถึงตัวคุณเองอาจเริ่มตั้งคำถามว่า… “จะประคองกิจการให้มั่นคงได้ยังไง ในวันที่ทุกอย่างสั่นไหวแบบนี้?”
ในงาน CTC 2025 มีหนึ่งเซสชันที่โอปอว่าน่าสนใจมาก ๆ ค่ะ ชื่อว่า “The Unshakable Business ทำอย่างไรให้ธุรกิจมั่นคงในวันที่โลกสั่นคลอน” ที่เชิญตัวจริงจาก 3 ธุรกิจที่ต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่บริษัทอสังหาฯ ที่อยู่มานานอย่าง Supalai ร้านคาเฟ่ที่ต้องรับมือกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนเร็วสุด ๆ อย่าง The Coffee Club ไปจนถึงแบรนด์ชาไทยรุ่นใหม่อย่าง Karun ที่เพิ่งเติบโตจากจุดเล็ก ๆ ในยุคโควิด
แต่ละคนมีประสบการณ์คนละแบบ เจอโจทย์คนละอย่าง ใช้ทรัพยากรก็ต่างกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำตอบคือ “วิธีคิด ” ที่ฟังแล้วทำให้เราอยากหยุดมองธุรกิจตัวเองแบบลึกขึ้นว่า วันนี้เรามีอะไรในมือ ที่จะพาให้แบรนด์ของเราอยู่รอด และไปต่อได้ แม้โลกจะไม่นิ่งก็ตาม
ธุรกิจจะมั่นคง ต้องเริ่มจากภายใน
“ตอนนี้เป็นหนึ่งในปีที่ยากที่สุดของธุรกิจอสังหาฯ”
คุณไตรเตชะ MD, Supalai PLC เปิดเวทีด้วยประโยคที่สะท้อนความจริงแบบตรงไปตรงมา พร้อมอธิบายว่าอสังหาฯ คือธุรกิจที่พึ่งพา 2 แกนหลัก ได้แก่ GDP Growth และ ความสามารถในการกู้ซื้อของลูกค้า
แต่วันนี้ ทั้งสองอย่างกำลังสั่นคลอนพร้อมกันค่ะ
🔹 ลบแรก: GDP หลังโควิดฟื้นตัวได้ “น้อย ” แม้จะไม่ดิ่งหนักเท่าปี 2540 แต่รอบนี้ก็ไม่มีวี่แววจะบวกแรงเหมือนในอดีต
🔹 ลบสอง: ภาระหนี้ครัวเรือนสูงแตะเกือบ 90% ต่อ GDP แม้อัตราดอกเบี้ยยังไม่ได้แพง แต่คนส่วนใหญ่ “กู้ไม่ผ่าน” เพราะมีภาระหนี้สะสมมากเกินไป
ทั้งหมดนี้ทำให้ธุรกิจอสังหาฯ ไม่ได้รับแรงกดดันแค่จากภายในประเทศและเศรษฐกิจโลก แต่เจอพร้อมกันจากทุกทิศทาง เพราะงั้น “สิ่งที่เราต้องโฟกัสมากที่สุดคือ วินัยทางการเงิน และมันไม่ใช่ของที่สร้างได้ในวันนี้ แต่ต้องถูกสะสมไว้ตั้งแต่ 5–10 ปีก่อน”
Supalai เองคือเคสที่น่าสนใจมากในเรื่องนี้ค่ะ เพราะในปี 2017 ที่ใคร ๆ มองว่าเป็นจังหวะเร่งลงทุน Supalai กลับ “หยุดซื้อคอนโด” ทั้งที่ปีถัดมา (2018) คือปีที่ตลาดคอนโดคึกคักที่สุดในประวัติศาสตร์ เรียกได้ว่า การตัดสินใจนี้ ไม่ใช่เพราะมองไม่เห็นโอกาส แต่เพราะมี “วินัยพอจะไม่ไหลตามกระแส” เพื่อเก็บแรงสำรองไว้ใช้ในวันที่คนอื่นเริ่มอ่อนแรง
โอปอมองว่า สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ความระวัง แต่คือ “การวางแผนล่วงหน้า ” ที่เกิดจากการมองเกมให้ไกลกว่าใคร และกล้ายอมพลาดโอกาสบางช่วง เพื่อให้พร้อมยืนมั่นในวันที่พายุซัดแรง
และถ้าอยากให้ธุรกิจยั่งยืนได้จริง สิ่งที่ต้องรักษาไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่คือ “ความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน R&D ระบบซัพพลายเชนที่แข็งแรง หรือ ความเชื่อมั่น ที่ต้องสะสมกับลูกค้า ทีม และคู่ค้า เพราะอสังหาฯ คือสินค้าก้อนใหญ่ในชีวิต หากวันใดส่งบ้านไม่ได้ หรือคุณภาพตก ความไว้ใจที่เคยมี อาจหายไปในวันเดียว เพราะงั้น Supalai จึงไม่โตเพียงลำพัง แต่ “โตไปพร้อม” ซัพพลายเออร์ ผู้รับเหมา และคนในทีม และนั่นแหละค่ะ ที่ทำให้ธุรกิจแข็งแรงจากราก ไม่ใช่แค่ยอด
เพราะฉะนั้น สำหรับ Supalai “การอยู่รอด” ไม่ใช่แค่ตัดรายจ่ายเพื่อประคอง แต่คือการวางรากที่ลึกพอให้เติบโตในทุกฤดูกาล และพร้อมคว้าโอกาสในวันที่คู่แข่งต้องถอยค่ะ
ความพึงพอใจของลูกค้า คือสิ่งที่เราต้องรักษาไว้ให้ได้ทุกครั้ง
“ลูกค้าไม่ได้เปลี่ยนใจง่าย แต่เปลี่ยนได้เร็ว”
คุณนงชนก ผู้จัดการทั่วไปจาก The Coffee Club เชื่อว่า ต่อให้กาแฟเป็นสินค้าราคาต่อหน่วยไม่สูง (ซื้อได้แบบไม่ต้องคิดเยอะ) แต่ในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกเต็มไปหมด ทั้งร้านสะดวกซื้อ คาเฟ่สุดฮิป หรือเครื่องดื่มแนวใหม่ที่ผุดขึ้นมากมาย สิ่งเดียวที่จะทำให้เขากลับมาซ้ำได้ คือ “ความพึงพอใจที่สม่ำเสมอ ” และแม้ต้นทุนจะสูงขึ้นแค่ไหน The Coffee Club ก็ยังเลือก “ไม่ลดคุณภาพ” เพราะเชื่อว่า สิ่งที่แบรนด์ต้องรักษาไว้ให้ได้ทุกวัน คือประสบการณ์ดี ๆ ที่ลูกค้าไว้วางใจเสมอมา
แต่ความพึงพอใจที่ว่า ไม่ได้เกิดจากหน้าร้านหรือโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียวค่ะ สิ่งที่ทำให้มันเกิดขึ้นจริง คือ ระบบหลังบ้านที่ชัดเจนและแข็งแรง The Coffee Club จึงใช้ Core Brand Values ทั้ง 5 ข้อ Customer Focus, Result-Oriented, People Development, Innovation และ Partnership เป็นเหมือน “กรอบร่วมกัน” ให้ทุกทีมตัดสินใจไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่การออกแบบเมนูใหม่ ๆ ไปจนถึงการรับมือปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้ลูกค้า “รู้สึกถึงมาตรฐานเดียวกัน”
อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญคือ การปลูกฝัง Entrepreneurial Mindset ให้กับทีม เพื่อให้พนักงานทุกคนไม่แค่ “ทำตามหน้าที่” แต่ “ใส่ใจแบบเจ้าของร้าน” กล้าคิด กล้ารับผิดชอบ และดูแลลูกค้าในแบบที่ตัวเองก็อยากได้รับ
และทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีการสื่อสารในทีมที่ชัดเจน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้คนในทีม เมื่อทุกคนเข้าใจตรงกันว่าจะ “ให้ประสบการณ์แบบไหนกับลูกค้า” ทุกคนก็จะมีเข็มทิศของตัวเอง ไม่ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา และไม่ต้องเสี่ยงกับการหลุดจากมาตรฐาน
โอปอเห็นด้วยมาก ๆ ว่า สุดท้ายแล้วสิ่งที่แบรนด์ควรยึดไว้แน่นที่สุด ไม่ใช่แค่คุณภาพสินค้า แต่คือ “ความพึงพอใจของลูกค้า” ที่ไม่เคยเปลี่ยน และถ้ารักษาไว้ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ก็จะแข็งแรงพอจะยืนระยะไปได้อีกยาว แม้ทุกอย่างรอบตัวจะเปลี่ยนไปหมดแล้ว
แบรนด์เล็กจะโตได้ ต้องชัดทั้งใน-นอก
ฝั่งของคุณธัญย์ณภัคช์ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ Karun มีสิ่งที่ชัดเจนมากตั้งแต่วันแรกคือ ตัวตนและจุดยืนที่ไม่สั่นคลอน และเชื่อว่า “ธุรกิจเล็กเจ็บก่อนคนอื่นเสมอ” โดยเฉพาะเวลาขาดทุน หลายครั้งต้อง “คว้านท้องตัวเองก่อนใคร” เพื่อให้ทีมอยู่รอด และแบรนด์ไม่สั่นคลอนในสายตาลูกค้า
ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็ว และธุรกิจ F&B มี Barrier of Entry ต่ำ ใครก็เริ่มได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะอยู่ได้ Karun จึงเลือก “ชะลอการโต” เพื่อควบคุมความเสี่ยงให้แบรนด์อยู่ในจุดที่รับมือได้ พร้อมทั้งแตกแบรนด์ใหม่ เพื่อตอบความชอบของผู้บริโภคกลุ่มอื่นที่ไม่ได้อินกับชาไทย เพราะรู้ดีว่าท่าเดิมอาจใช้ไม่ได้ตลอดไป โดยเฉพาะกับผู้บริโภคที่อยากลองของใหม่อยู่เสมอ
ซึ่งสิ่งที่ช่วยให้ Karun เดินต่อได้ คุณธัญย์ณภัคช์ย้ำเสมอว่า “ทีมหลังบ้าน” คือกำลังหลักที่ทำให้แบรนด์ยืนระยะได้จริง ไม่ใช่แค่เพราะพวกเขาเก่ง แต่เพราะทุกคน “เข้าใจตรงกัน” ว่า Karun เชื่อในอะไร และจะไม่หลุดมาตรฐานแม้ในวันที่คลื่นลมซัดแรง
ฟังดูแล้ว โอปอรู้สึกว่าจุดแข็งของ Karun ไม่ใช่แค่ branding ที่ชัดเจน แต่คือการสร้างระบบหลังบ้านที่ทำให้ความจริงใจนั้นเกิดขึ้นได้ทุกวัน โดยเฉพาะในวันที่เจอปัญหา เช่น สินค้าหลุด QC เธอเลือกสื่อสารตรงไปตรงมากับลูกค้า ไม่หนี ไม่ปิดบัง และพร้อมรับผิดชอบแบบที่ทำให้ลูกค้ารู้ว่า “แบรนด์นี้ เราเชื่อใจเขาได้นะ”
และนั่นแหละค่ะ ที่ทำให้จุดยืนของ Karun ไม่ใช่แค่คำสวย ๆ ใช้แปะในสไลด์ แต่มันคือความชัดที่คนในทีมสัมผัสได้ และส่งไปถึงลูกค้าให้รู้สึกได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบาย
แล้วเจ้าของกิจการล่ะ…ควรถามอะไรกับตัวเองในวันนี้?
ในวันที่โลกธุรกิจยังสั่นคลอน ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของแบรนด์เล็ก หรือผู้นำในตลาดใหญ่ สิ่งหนึ่งที่โอปอเห็นได้จากที่ทั้ง 3 ท่านพูดมาคือ “ไม่ใช่ว่าใครใหญ่กว่า แต่ใครแข็งในแบบของตัวเองมากกว่า”
คุณไตรเตชะ จาก Supalai เชื่อว่าธุรกิจจะอยู่รอดได้ ถ้าสะสม “ความเชื่อใจ” มากพอ ไม่ใช่แค่กับลูกค้า แต่รวมถึงทีม คู่ค้า และสังคมรอบตัว เพราะสุดท้ายแล้ว คนจะตัดสินว่าเราเป็นใคร “ในวันที่เกิดเรื่อง” ไม่ใช่วันที่ทุกอย่างราบรื่น และความไว้ใจไม่ใช่ของที่ขอได้ทันที แต่ต้องสร้างตั้งแต่วันนี้ จากการทำให้ดีที่สุด แม้ในเรื่องเล็ก ๆ
คุณนงชนก จาก The Coffee Club ย้ำว่าธุรกิจ F&B จะอยู่ได้ ต้อง “ช่างสังเกต” และ “คิดไวทำไว” ทดลองบ่อย ปรับตัวทัน ให้เร็วกว่า Demand ที่เปลี่ยน เพราะยุคนี้ท่าเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป และเมื่อไหร่ที่ร้านมีจังหวะรุ่ง ก็อย่าลืม “เก็บ” ไว้รับมือช่วงร่วง “อย่าวู่วาม” เพราะ Fixed Cost ไม่เคยปรับตัวตามฤดูกาล
คุณธัญย์ณภัคช์ จาก Karun ฝากไว้ว่า “จุดยืน” คือเข็มทิศสำคัญที่จะพาธุรกิจไปต่อได้จริง ๆ เพราะทุกครั้งที่เกิดคลื่น ถ้าไม่มีจุดยืนที่ชัดพอ ก็จะไหลตามตลาดจนหลงทาง และที่สำคัญคือ “อย่าไปเป็นใครที่ตลาดมีอยู่แล้ว” ให้ใช้ความเข้าใจตลาดและตัวเอง หาช่องที่ว่าง และยืนให้มั่นในพื้นที่ที่ใช่
AI image generated by Shutterstock (Prompt : Cute character 3D image of cinematic shot of a small business owner standing outside their coffee shop at dawn, soft golden light reflecting off the glass, thoughtful expression, warm atmosphere, bokeh lights in the background, sense of pride and ambition –ar 16:9)
ถ้าจะสรุปให้เป็นคำถามที่ชวนเจ้าของกิจการถามตัวเองในวันนี้ โอปอว่าอาจจะเป็นคำถามเหล่านี้ค่ะ
จุดยืนของเราชัดพอหรือยัง จนทีมในรู้ คนข้างนอกเห็น โดยไม่ต้องอธิบาย?
เราสะสมความไว้ใจจากลูกค้าและคนรอบตัวมากพอไหม ในวันที่โลกสั่น?
ถ้าท่าเดิมใช้ไม่ได้พรุ่งนี้ เราพร้อมเปลี่ยนไวแค่ไหน?
และเรารู้ไหมว่าในตลาดตอนนี้ ยังมี “ช่องว่าง” ตรงไหน ที่เป็นของเรา?
เพราะในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว “ความมั่นคง” อาจไม่ได้วัดกันที่ใครใหญ่กว่า แต่ใครยืนนิ่งได้ในจุดของตัวเอง ต่างหากที่จะอยู่รอด
สรุป สรุปกลยุทธ์ธุรกิจจากงาน CTC 2025 รอดยังไงในวันที่เศรษฐกิจไม่มั่นคง
โอปอว่าบทเรียนจากเวทีนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่คือการชวนเรากลับไปตั้งคำถามพื้นฐานที่มักหล่นหายตอนยุ่งวุ่นสุด ๆ เพราะ “วินัยทางการเงิน ความเชื่อใจ และจุดยืนที่ชัดเจน” ไม่ได้สร้างใน 3 เดือน แต่ถ้าสร้างได้ ก็จะพาเราผ่านได้มากกว่า 3 ปี
และบางที คำถามที่สำคัญกว่าว่า “ปีนี้จะโตแค่ไหน” คือ “ถ้าทุกอย่างหยุดวันนี้… เรายังเหลืออะไรที่มั่นคงพอจะตั้งหลักได้บ้าง?” ถ้ามีสิ่งนั้นอยู่ ธุรกิจเราก็จะไม่ใช่แค่ยืนรอพายุผ่าน แต่ “ยืนอย่างเข้าใจ” และแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกคลื่นที่ซัดมาค่ะ แล้วพบกันใหม่บทความหน้านะคะ :0)
อ่านบทความเพิ่มเติมที่นี่