ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ผู้ประกอบการ SMEs ไทยควรปรับตัวอย่างไรดี? บทความนี้ผมจะพามาถอด 5 ประเด็นสำคัญจากบทสัมภาษณ์ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง หรือ ผอ.เติ้ล (หลังจากนี้ในบทความนี้ผมขอเรียกว่า ผอ.เติ้ลนะครับ) ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA มาดูกันว่า 5 ประเด็นสำคัญในเรื่อง Future of Thai Innovation 2025 SMEs ที่ผู้ประกอบการ SMEs ควรรู้มีอะไรบ้าง และจะปรับตัวยังไงในยุคที่นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ติดตามได้ในบทความนี้เลยครับ
#1 อันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (GII) ของประเทศไทยขยับดีขึ้น 2 อันดับ
ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาจากอันดับที่ 43 เป็นอันดับที่ 41 ในดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index – GII) ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจหลังจากที่อันดับของประเทศเราไม่ขยับมาหลายปีครับ ซึ่งต้องบอกว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้มาโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากความพยายามร่วมกันของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
stoke
ผอ.เติ้ลเล่าว่าปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้ประเทศไทยขยับอันดับขึ้นคือ สัดส่วนการลงทุนในการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมของภาคเอกชน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาคธุรกิจไทยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลครับ
นอกจากนี้ การปรับปรุงกฎระเบียบและข้อบังคับของภาครัฐ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้อันดับของประเทศไทยดีขึ้น โดยภาครัฐได้ทำการแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อการลงทุนและการพัฒนานวัตกรรมมากขึ้น เช่น การลดขั้นตอนการขออนุญาตต่าง ๆ และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริษัทที่ลงทุนใน R&D
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ ประเทศไทยได้ลงทุนอย่างมากในด้านนี้ ทำให้ความเร็วและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชนเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
สุดท้าย ความเข้มแข็งของตลาดและระบบธุรกิจที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น ทำให้ภาคเอกชนสามารถปรับตัวและนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้ร่วมกันส่งเสริมให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมและขยับอันดับใน GII ครับ
แล้วส่งผลต่อ SMEs ไทยยังไง?
ผมมองว่าการขยับอันดับดีขึ้นในดัชนีนวัตกรรมโลก (GII) ของประเทศไทยไม่ได้เพียงแค่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในระดับสากล แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อ SMEs ไทยในหลายมิติครับ เช่น
1. การเติบโตในเวทีสากล
การปรับอันดับ GII ที่ดีขึ้นช่วยยกระดับความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนและคู่ค้าในต่างประเทศครับ ทำให้ SMEs ไทยมีโอกาสเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผ่านการจับคู่ธุรกิจ หรือการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ ซึ่งช่วยให้ SMEs สามารถขยายฐานลูกค้าและสร้างพันธมิตรในต่างประเทศ
2. ความท้าทายในการปรับตัว
แม้จะมีโอกาสมากขึ้น แต่ SMEs ไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย เช่น การขาดบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งในและต่างประเทศ SMEs จึงต้องเร่งพัฒนาศักยภาพภายในองค์กร เช่น การอบรมพนักงาน หรือการปรับใช้ระบบอัตโนมัติในการดำเนินงาน
โดยรวมแล้ว ผมมองว่าการขยับอันดับขึ้นใน GII ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของ SMEs ไทยอย่างแน่นอน แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะต้องใช้โอกาสนี้ในการปรับตัวและพัฒนานวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนในระยะยาวครับ
#2 บทบาทของ SMEs ในการพัฒนานวัตกรรม
ต้องบอกว่า SMEs เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย เพราะมีจำนวนมากและครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม แต่บทบาทของ SMEs ไทยในการพัฒนานวัตกรรมยังไม่เด่นชัดเท่าที่ควร ผอ.เติ้ลกล่าวว่าในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว กลุ่ม SMEs นี่แหละที่เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้าง GDP ในขณะที่ประเทศไทย บริษัทขนาดใหญ่ยังคงเป็นผู้มีบทบาทหลักในการสร้าง GDP และนวัตกรรม
แต่ที่เป็นแบบนั้นมันก็มีเหตุผลของมันอยู่นะครับ ผอ.เติ้ลเล่าว่ามีหลายอุปสรรคที่ SMEs ไทยต้องเผชิญ เช่น ขาดทรัพยากรทางการเงินและเทคโนโลยี ขาดความรู้และทักษะในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการ นอกจากนี้ การเข้าถึงตลาดและโอกาสในการขยายธุรกิจก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับ SMEs หลายราย ทำให้ภาพที่มองว่า SMEs จะเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในประเทศไทย ยังไม่ใกล้ความเป็นจริงสักเท่าไหร่ครับ
แล้วสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติมีบทบาทอย่างไร?
ผอ.เติ้ลเล่าว่า เพื่อช่วยแก้ไขปัญหานี้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน SMEs ในการพัฒนานวัตกรรม ผ่านการให้ทุนสนับสนุน การจัดอบรมและให้คำปรึกษา และการเชื่อมโยงกับภาคเอกชนรายใหญ่ ทำให้ SMEs มีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรและความรู้ที่จำเป็นต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม นอกจากนี้ NIA ยังสนับสนุนการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่าง SMEs ด้วยกันเอง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศครับ
ดังนั้นผมจึงมองว่าการผลักดันให้ SMEs ไทยก้าวสู่บทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมจำเป็นต้องอาศัยทั้งความพยายามจากตัวผู้ประกอบการเอง และการสนับสนุนจากหน่วยงานอย่าง NIA ที่ช่วยเสริมสร้างความพร้อมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุน การอบรม หรือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ด้วยการผสานกำลังนี้ ผมมองว่า SMEs จะมีโอกาสพัฒนานวัตกรรมที่โดดเด่น สามารถแข่งขันในตลาดโลก และกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืนแน่นอนครับ
#3 ตัวอย่าง SMEs ที่สนับสนุนโดย NIA
หัวข้อนี้ผมแอบถาม ผอ. เติ้ลเป็นตัวอย่างดู ว่ามี SMEs แบบไหนบ้างที่ได้รับการสนับสนุนในด้านนวัตกรรมจาก NIA จนประสบความสำเร็จ เผื่อใครสนใจอยากจะขอการสนับสนุนจาก NIA เผื่อจะได้ดูไว้เป็นแนวทางครับ
- ผลิตภัณฑ์น้ำดื่มสำหรับสัตว์เลี้ยง: น้ำดื่มสำหรับสุนัขและแมวที่มีแร่ธาตุเฉพาะ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ใส่ใจสุขภาพสัตว์เลี้ยงของตน ผลิตภัณฑ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความสะดวกสบาย แต่ยังเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับสัตว์เลี้ยงอีกด้วย
- ทรายแมวจากมันสำปะหลัง: นวัตกรรมนี้นำวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างมันสำปะหลังมาพัฒนาเป็นทรายแมวที่ย่อยสลายได้ง่ายและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยลดกลิ่นและง่ายต่อการทำความสะอาด ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์เกษตรของไทย
- นวัตกรรมด้านการแพทย์: การใช้เทคโนโลยี 3D Printing ในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น กะโหลกเทียม หรือโมเดลสำหรับฝึกฝนทางการแพทย์ ทำให้สามารถผลิตอุปกรณ์ที่มีความแม่นยำสูงและปรับแต่งตามความต้องการของผู้ป่วยได้ นอกจากนี้ ยังช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการผลิตเมื่อเทียบกับวิธีการแบบดั้งเดิม
- นวัตกรรมด้านอาหาร: การผลิตเส้นไข่ขาวสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการโปรตีนสูง เป็นนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะทางด้านสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ซีอิ๊วจากมะพร้าว สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่สอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
จากตัวอย่างทุกคนจะเห็นได้ว่ามีหลายอุตสาหกรรมมาก ตั้งแต่นวัตกรรมทางด้านการแพทย์ไปจนถึงด้านอาหาร การสนับสนุนจาก NIA ไม่ได้มีเพียงแค่การให้เงินลงทุนเท่านั้นนะครับ แต่ยังรวมถึงการช่วยเชื่อมโยงกับตลาด การให้คำปรึกษา และการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถขยายธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ฉะนั้นใครกำลังสนใจอยู่ แต่ไม่มั่นใจว่าจะให้ NIA สนับสนุนเรื่องอะไร ลองติดต่อไปคุยก่อนได้นะครับคิดว่าเป็นประโยชน์แน่นอน
#4 แผนงานและโครงการของ NIA ในอนาคต
ผอ. เติ้ลเล่าว่าเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่อนาคต NIA ได้วางแผนงานและโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมในหลายด้าน เช่น
1. การเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย: NIA มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร, สุขภาพและการแพทย์, พลังงานทดแทนและยานยนต์ไฟฟ้า (EV), การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ (Creative Products) ซึ่งเหตุผลในการเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นเพราะว่ากลุ่มเหล่านี้มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมที่นอกจาก 5 กลุ่มนี้จะไม่ช่วยสนับสนุนนะครับ
2. การสนับสนุน SMEs ในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ: NIA มีโครงการ Accelerator Program ที่สนับสนุน SMEs ในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ผ่านการบ่มเพาะ ให้คำปรึกษา ให้ความรู้ และการเชื่อมโยงกับพันธมิตรต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม Business Matching และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ เช่น การพาผู้ประกอบการสายสุขภาพไปเปิดตลาดยังสหรัฐอเมริกา
3. การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลและการบูรณาการข้อมูล: NIA มุ่งเน้นการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สนับสนุนนวัตกรรม และการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนานวัตกรรม การสร้างระบบข้อมูลที่เข้าถึงง่ายและใช้ประโยชน์ได้จริงจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจและพัฒนานวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน: NIA มีแผนที่จะสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และทรัพยากร การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน
5. การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในระดับสูง: NIA จะเน้นการใช้ประโยชน์จากการวิจัยและพัฒนาในระดับมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างฐานความรู้และนวัตกรรมที่เข้มแข็ง เพราะผอ.เติ้ลมองว่าการลงทุนในการศึกษาและการวิจัยจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ครับ
SMEs ไทยควรทำยังไง?
ผมมองว่าการที่ NIA วางแผนพัฒนานวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เกษตรและอาหาร สุขภาพ พลังงานทดแทน และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ SMEs ไทยควรใช้ประโยชน์ในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน โดยเฉพาะโครงการ Accelerator Program ที่สนับสนุนการขยายตลาดต่างประเทศและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทรัพยากร เทคโนโลยี และความรู้ที่จำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
นอกจากนี้ การมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลยังเปิดโอกาสให้ SMEs ไทยสามารถพัฒนานวัตกรรมที่ตรงกับความต้องการของตลาดได้แม่นยำขึ้นครับ ในยุคที่นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกผมคิดว่า SMEs จำเป็นต้องปรับตัวและใช้โครงการเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความยั่งยืนและขยายศักยภาพธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากลครับ
#5 ความจำเป็นในการร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน
ผอ.เติ้ลเล่าว่าการพัฒนานวัตกรรมเป็นเรื่องที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากขาดการร่วมมือจากฝ่ายไหนฝ่ายหนึ่ง มาดูบทบาทของแต่ละฝ่ายที่กระทบต่ออนาคตของวงการนัวตกรรมไทยกันครับ
- ภาครัฐ: มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการนำนวัตกรรมมาใช้ การสนับสนุนทางการเงิน การปรับปรุงกฎหมาย และการส่งเสริมการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นที่ภาครัฐต้องทำเพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนสามารถพัฒนานวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ครับ
- ภาคเอกชน: เป็นผู้ลงทุนและสร้างนวัตกรรม การมีนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนใน R&D และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรม จะช่วยให้ภาคเอกชนสามารถสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่าและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ประชาชน: มีบทบาทในการสนับสนุนและเลือกใช้สินค้านวัตกรรมของไทย การสร้างความตระหนักรู้และการให้ความสำคัญกับการใช้สินค้านวัตกรรมจะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการและกระตุ้นการพัฒนานวัตกรรมในประเทศ
การพัฒนานวัตกรรมต้องการความร่วมมือและการประสานงานระหว่างกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ การสร้างระบบการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืนครับ
สรุป Future of Thai Innovation 2025 SMEs ไทยปรับตัวยังไงดี
ในยุคที่นวัตกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยโอกาสจากแผนงานและโครงการของ NIA ซึ่งมุ่งเน้นการสนับสนุนในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การพัฒนาในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย การขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขัน ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนจะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน SMEs ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการพัฒนานวัตกรรม ต่อยอดธุรกิจ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน
บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ