Creative Velocity เมื่อ AI ทำให้การผลิตคอนเทนต์เร็วขึ้นกว่าเดิม
ถึงวันนี้พูดได้เต็มปากว่า AI ผ่านช่วงที่เป็นเทรนด์มาแล้วครับ ตอนนี้มันกลายเป็น Mainstream Adoption เรียบร้อย รายงาน The State of Marketing and AI ของ Canva สำรวจนักการตลาดและผู้บริโภคพบว่า 96% ของนักการตลาดใช้ AI ในงานสร้างสรรค์ประจำวันแล้วครับ
บทบาทของ AI ในทีมการตลาดก็ขยับไปไกลกว่าการเป็นผู้ช่วย 39% มองว่า AI เป็น Collaborator ที่ช่วยคิดไปด้วยกัน ส่วนอีก 41% มองว่า AI เป็น Director ที่ช่วยกำหนดทิศทางความคิด ถ้าจะเรียกว่า AI กลายเป็น Teammate คนหนึ่งในทีมก็คงไม่ผิดนักครับ
AI Slop เมื่อคอนเทนต์เพิ่มขึ้น แต่ความสนใจของคนเท่าเดิม
เมื่อทุกแบรนด์ผลิตคอนเทนต์ได้เร็วขึ้น ปริมาณคอนเทนต์ในฟีดก็เพิ่มขึ้นตาม จนเกิดคำเรียกใหม่ว่า AI Slop หรือคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI ซึ่งเห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็น AI และคนส่วนใหญ่มักเลือกกดข้ามไปครับ
ปัญหาอยู่ที่ความสนใจของคนไม่ได้เพิ่มขึ้นตามปริมาณคอนเทนต์ ผู้บริโภคจึงต้องคัดเลือกมากขึ้นว่าจะหยุดดูอะไร และผู้บริโภคเองก็ดูออกมากกว่าที่แบรนด์คิด โดย 70% บอกว่าแยกได้ว่าโฆษณาไหนสร้างด้วย AI ครับ
Define, Direct, Decide สามสเต็ปทำงานกับ AI โดยไม่ถูก AI พาไป
เมื่อรู้แล้วว่ามนุษย์ต้องใส่อะไรลงไป คำถามต่อมาคือจะทำงานร่วมกับ AI อย่างไรให้สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในงาน Framework ที่ช่วยได้มีอยู่ 3 สเต็ปครับ
เริ่มจาก Define กันก่อน พฤติกรรมที่พบบ่อยคือเปิดมาก็พิมพ์ Prompt ทันที ทั้งที่สิ่งแรกที่ควรทำคือนิยามให้ชัดว่า Success ของงานชิ้นนี้คืออะไร และงานที่ดีสำหรับเราหน้าตาเป็นแบบไหน ถ้าข้ามขั้นนี้ไป เราจะถูก AI Sway ได้ง่ายมาก โดยเฉพาะตอนนี้ที่ AI มักถาม Leading Question กลับมาว่าต้องการแบบนั้นไหม แบบนี้ไหม จนความคิดของเราค่อยๆ ไหลไปตามทางที่ AI เสนอครับ
เมื่อมีเป้าหมายชัดแล้ว ก็เข้าสู่ Direct ระหว่างคุยกับ AI หลายครั้งเราจะรู้สึกว่า AI พูดถูกไปหมด และ AI เองก็มักชมเรา ลองให้ AI ประเมินงานดูก็มักได้คะแนน 9 หรือ 9.5 เต็ม 10 จุดนี้เองที่มนุษย์ต้องยึด Taste, Judgment และ Cultural Fluency ของตัวเองไว้ แล้ว Challenge และ Direct AI กลับไป เพื่อให้ความคิดของเราเป็นฝ่ายกำกับ AI ครับ
เทรนด์ที่สองคือการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ในวันที่งานขัดเกลาสวยงามผลิตได้ง่ายด้วย AI กระบวนการทำงานที่ใช้คนจริงก็กลายเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากขึ้น Apple เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ หลังปล่อยโฆษณาออกไป Apple ปล่อยคลิปเบื้องหลังตามมา เผยว่าฉากต่างๆ ในโฆษณาสร้างขึ้นด้วยมือจริงๆ ปรากฏว่าคลิปเบื้องหลังได้รับความสนใจจากคนดูมากกว่าตัวโปรโมทเสียอีกครับ
3.) Brand as a Creator แบรนด์ที่สร้าง Community ของตัวเอง
เทรนด์ที่สามคือการที่แบรนด์ทำตัวเหมือนครีเอเตอร์ นิยามที่ชัดคือแบรนด์ที่สนใจการสร้าง Community ของช่องตัวเอง เพราะหัวใจของครีเอเตอร์คือ Community การสื่อสารของแบรนด์แบบนี้จึงต่อเนื่องยาวกว่าโฆษณาชิ้นเดียว และให้เหตุผลกับคนดูว่าทำไมต้องติดตามแบรนด์ต่อแม้ในช่วงที่ไม่ได้ซื้อของครับ
ตัวอย่างคือโจนส์สลัด ที่มองตัวเองว่ากำลังสร้าง Community ของคนรักสุขภาพ มากกว่าการเป็นแบรนด์ที่ขายผัก คำถามที่แบรนด์ควรถามตัวเองจึงเป็น “Community ของเราคือใคร และเรากำลังสร้าง Community แบบไหนอยู่” ครับ
Content Director บทบาทใหม่ของนักการตลาดยุค AI
แล้วนักการตลาดควรทำอย่างไรต่อ ในฝั่งเครื่องมือ นักการตลาดยังต้อง Experiment และ Explore กับ AI ต่อไป โดยเข้าใจข้อจำกัดของมันไปพร้อมกัน เมื่อทุกคนใช้ AI กันหมด คำถามจึงเปลี่ยนจาก “ใช้หรือไม่ใช้” มาเป็น “ใครใช้แล้วยังมีความเป็นมนุษย์และความ Original มากกว่ากัน” ครับ
แนวคิดที่ตอบโจทย์นี้คือ Imperfect by Design หรือการตั้งใจให้งานมีความไม่สมบูรณ์แบบ และมีความจริงอยู่ในนั้น มนุษย์ยังต้องถือ Taste, Judgment, Cultural Fluency และ Audience Insight ไว้ เพื่อ Challenge และ Direct AI แทนการปล่อยให้ AI ทำงานเองทั้งหมด จุดไหนควรมี Human Touch ก็ต้องออกแบบอย่างตั้งใจ บทบาทของนักการตลาดจึง Shift จาก Content Production มาเป็น Content Director ครับ