Content Marketing Trend 2026-2027 เมื่อ AI ทำให้คอนเทนต์ล้นฟีด แบรนด์ต้องเปลี่ยนจากผู้ผลิตเป็นผู้กำกับ

สังเกตไหมครับว่าช่วงหลังมานี้ เวลาไถฟีดเรามักเจอคอนเทนต์หน้าตาคล้ายกันเต็มไปหมด ภาพสวยเนี้ยบ เสียงพากย์ลื่นไหล แต่ดูปุ๊บก็รู้ทันทีว่าเป็นงานจาก AI แล้วเราก็เลื่อนปัดผ่านไปเองโดยอัตโนมัติ

ในวันที่ทุกคต่างสร้างคอนเทนต์ได้ภายในไม่กี่นาที คำถามที่แบรนด์ต้องตอบเลยไม่ใช่แค่ “จะทำคอนเทนต์ยังไง” มาเป็น “จะทำยังไงให้คนหยุดดู” โจทย์นี้ถูกหยิบมาคุยในเซสชัน “Marketing Trends 2026-2027: Content & Communication” ในงาน MARKETING CONFERENCE 2026 (MKTCON2026) โดย คุณภัคพล ตั้งตงฉิน Country Manager ของ Canva Thailand และคุณขจร เจียรนัยพานิชย์ จาก RAiNMaker และนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย จะมีเรื่องอะไรที่น่าสนใจบ้าง มาติดตามไปพร้อมกันเลยครับ

Creative Velocity เมื่อ AI ทำให้การผลิตคอนเทนต์เร็วขึ้นกว่าเดิม

ถึงวันนี้พูดได้เต็มปากว่า AI ผ่านช่วงที่เป็นเทรนด์มาแล้วครับ ตอนนี้มันกลายเป็น Mainstream Adoption เรียบร้อย รายงาน The State of Marketing and AI ของ Canva สำรวจนักการตลาดและผู้บริโภคพบว่า 96% ของนักการตลาดใช้ AI ในงานสร้างสรรค์ประจำวันแล้วครับ

ผลที่ตามมาคือสิ่งที่เรียกว่า Creative Velocity หรือความเร็วในการผลิตคอนเทนต์ที่สูงขึ้น โดย 89% ของนักการตลาดประหยัดเวลาได้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และอีก 25% ประหยัดได้เกิน 8 ชั่วโมง เท่ากับได้วันทำงานคืนมาหนึ่งวันเต็มๆ ครับ

บทบาทของ AI ในทีมการตลาดก็ขยับไปไกลกว่าการเป็นผู้ช่วย 39% มองว่า AI เป็น Collaborator ที่ช่วยคิดไปด้วยกัน ส่วนอีก 41% มองว่า AI เป็น Director ที่ช่วยกำหนดทิศทางความคิด ถ้าจะเรียกว่า AI กลายเป็น Teammate คนหนึ่งในทีมก็คงไม่ผิดนักครับ

แน่นอนว่าประโยชน์ด้านความเร็วเป็นสิ่งที่นักการตลาดรู้กันอยู่แล้ว คำถามที่น่าสนใจกว่าคือเวลาที่ได้คืนมานั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไร จะเอาไปผลิตคอนเทนต์ให้ได้จำนวนมากขึ้น หรือเอาไปทำคอนเทนต์ให้แตกต่างขึ้น คำถามนี้คือจุดตั้งต้นของทุกประเด็นที่ตามมาครับ

AI Slop เมื่อคอนเทนต์เพิ่มขึ้น แต่ความสนใจของคนเท่าเดิม

เมื่อทุกแบรนด์ผลิตคอนเทนต์ได้เร็วขึ้น ปริมาณคอนเทนต์ในฟีดก็เพิ่มขึ้นตาม จนเกิดคำเรียกใหม่ว่า AI Slop หรือคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI ซึ่งเห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็น AI และคนส่วนใหญ่มักเลือกกดข้ามไปครับ

Content Marketing Trend 2026-2027

ปัญหาอยู่ที่ความสนใจของคนไม่ได้เพิ่มขึ้นตามปริมาณคอนเทนต์ ผู้บริโภคจึงต้องคัดเลือกมากขึ้นว่าจะหยุดดูอะไร และผู้บริโภคเองก็ดูออกมากกว่าที่แบรนด์คิด โดย 70% บอกว่าแยกได้ว่าโฆษณาไหนสร้างด้วย AI ครับ

ตัวเลขจากรายงานยังสะท้อนภาพที่ย้อนแย้งน่าสนใจ 68% ของผู้บริโภคไม่ติดที่แบรนด์ใช้ AI ตราบใดที่คอนเทนต์มีประโยชน์และตรงกับตัวเอง ขณะเดียวกัน 78% กลับชอบโฆษณาที่คนสร้างมากกว่า และ 74% มีแนวโน้มซื้อสินค้ามากขึ้นจากโฆษณาที่สร้างโดยมนุษย์ พูดง่าย ๆ คือปากบอกว่าไม่ติด ส่วนใจยังเลือกงานที่มีคนอยู่เบื้องหลัง แล้ว “ความเป็นมนุษย์” ที่ผู้บริโภคมองหานั้นคืออะไรกันแน่ครับ

Human Touch 4 สิ่งที่ AI ยังทำแทนมนุษย์ไม่ได้

Content Marketing Trend 2026-2027

คำตอบอยู่ที่ Human Touch ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 เรื่องครับ

  • Taste: รสนิยม ทุกวันนี้ตัดสินได้ยากว่างานที่ AI ผลิตออกมาดีหรือไม่ มนุษย์จึงต้องเป็นคนบอกว่างานชิ้นนั้น “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”
  • Judgment: การประเมินว่างานนั้นเหมาะกับสถานการณ์ตรงหน้าหรือไม่
  • Cultural Fluency: ความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรม
  • Audience Insight: ความเข้าใจคนดูของแบรนด์เอง

เรื่อง Cultural Fluency เห็นภาพได้ชัดจากการที่ Canva ตั้งทีมในประเทศไทยแบบ Multidisciplinary มีทั้งทีม Product ทีม Marketing และทีมที่ดูแล AI Deployment ในไทยโดยเฉพาะ เหตุผลคือภาษาไทยมีความดิ้นได้ คำเดียวกันอาจมีความหมายต่างกันไปตามบริบท ซึ่งต้องอาศัยคนที่เข้าใจวัฒนธรรมมากำกับ ทั้ง 4 เรื่องนี้จึงเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ยังต้องถือไว้เองครับ

Define, Direct, Decide สามสเต็ปทำงานกับ AI โดยไม่ถูก AI พาไป

เมื่อรู้แล้วว่ามนุษย์ต้องใส่อะไรลงไป คำถามต่อมาคือจะทำงานร่วมกับ AI อย่างไรให้สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในงาน Framework ที่ช่วยได้มีอยู่ 3 สเต็ปครับ

เริ่มจาก Define กันก่อน พฤติกรรมที่พบบ่อยคือเปิดมาก็พิมพ์ Prompt ทันที ทั้งที่สิ่งแรกที่ควรทำคือนิยามให้ชัดว่า Success ของงานชิ้นนี้คืออะไร และงานที่ดีสำหรับเราหน้าตาเป็นแบบไหน ถ้าข้ามขั้นนี้ไป เราจะถูก AI Sway ได้ง่ายมาก โดยเฉพาะตอนนี้ที่ AI มักถาม Leading Question กลับมาว่าต้องการแบบนั้นไหม แบบนี้ไหม จนความคิดของเราค่อยๆ ไหลไปตามทางที่ AI เสนอครับ

เมื่อมีเป้าหมายชัดแล้ว ก็เข้าสู่ Direct ระหว่างคุยกับ AI หลายครั้งเราจะรู้สึกว่า AI พูดถูกไปหมด และ AI เองก็มักชมเรา ลองให้ AI ประเมินงานดูก็มักได้คะแนน 9 หรือ 9.5 เต็ม 10 จุดนี้เองที่มนุษย์ต้องยึด Taste, Judgment และ Cultural Fluency ของตัวเองไว้ แล้ว Challenge และ Direct AI กลับไป เพื่อให้ความคิดของเราเป็นฝ่ายกำกับ AI ครับ

สเต็ปสุดท้ายคือ Decide ซึ่งย้อนกลับไปที่ปัญหา AI Slop โดยตรง วันนี้เราสร้างคอนเทนต์ได้เป็นร้อยเป็นพันชิ้นในเวลาสั้นๆ แต่ถ้าปล่อยออกไปทั้งหมด แบรนด์ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งคอนเทนต์ที่คนเลื่อนผ่าน งานทุกชิ้นจึงต้องจบที่มนุษย์ เป็นคนตัดสินว่าชิ้นไหนควรค่าแก่การออกสู่ตลาดครับ

เมื่อฝั่งการผลิตเปลี่ยนไป ฝั่งการสื่อสารก็เปลี่ยนตามเช่นกัน ที่ผ่านมาแบรนด์มักให้ครีเอเตอร์ช่วยพูดในสิ่งที่แบรนด์พูดเองไม่ได้ แต่วันนี้คนดูเริ่มรู้สึกว่าคอนเทนต์ของครีเอเตอร์บางชิ้นก็ดูเป็นโฆษณามากเกินไป แบรนด์จึงต้องหาวิธีสื่อสารแบบใหม่ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 เทรนด์ครับ

1.) Super Authentic จริงใจแบบกล้าพูดข้อเสีย

เทรนด์แรกคือการสื่อสารด้วยความจริงใจแบบสุดทาง ตัวอย่างที่เห็นชัดคือแคมเปญ r/eal Reviews ของ Dove เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 แบรนด์นำรีวิวจาก Reddit 50 รายการแรกมาใช้แบบไม่ตัดต่อ มีทั้งคำชมและคำติ รวมถึงคอมเมนต์ที่ติเรื่องกลิ่นของสินค้า แล้วนำไปขึ้นสื่อโฆษณาขนาดใหญ่ในนิวยอร์กครับ

เหตุผลที่วิธีนี้ได้ผลคือ เมื่อแบรนด์ยอมให้เห็นทั้งคำชมและคำติ คำชมที่อยู่ข้างๆ กันก็ดูน่าเชื่อขึ้นตามไปด้วย แบรนด์ที่ออกมาสื่อสารแบบนี้เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น บางแบรนด์ออกมาขอโทษตรงๆ ว่าพยายามเต็มที่แล้วจริงๆ บางงานอีเวนต์ยอมรับว่าจัดตลาดแล้วถังขยะน้อยไปจริงๆ และจะเพิ่มให้ ปรากฏว่าคนในคอมเมนต์อินไปกับความตรงไปตรงมาแบบนี้ครับ

อีกตัวอย่างคือ Vespa ที่เปิดตัวมอเตอร์ไซค์โดยกล้าบอกตรงๆ ว่ารุ่นนี้เหมาะกับคนที่รัก Vespa และไม่ได้เหมาะกับทุกคน การที่แบรนด์กล้าพูดถึงข้อจำกัดของตัวเองทำให้คนดูรู้สึกว่ากำลังคุยกับแบรนด์ที่ซื่อตรง แบรนด์ที่ยังวางฟอร์มอยู่จึงควรลองปรับวิธีสื่อสารดูครับ

2.) The Original เล่าเบื้องหลังและที่มาที่ไป

เทรนด์ที่สองคือการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ในวันที่งานขัดเกลาสวยงามผลิตได้ง่ายด้วย AI กระบวนการทำงานที่ใช้คนจริงก็กลายเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากขึ้น Apple เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ หลังปล่อยโฆษณาออกไป Apple ปล่อยคลิปเบื้องหลังตามมา เผยว่าฉากต่างๆ ในโฆษณาสร้างขึ้นด้วยมือจริงๆ ปรากฏว่าคลิปเบื้องหลังได้รับความสนใจจากคนดูมากกว่าตัวโปรโมทเสียอีกครับ

Content Marketing Trend 2026-2027

ทุกวันนี้ผู้บริโภครู้อยู่แล้วว่าแบรนด์ต้องทำการตลาด แบรนด์จึงดึงใครมาเล่นคอนเทนต์ก็ได้ ตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงแม่บ้าน สิ่งที่วัดผลจริงคือได้ใจคนดูมากแค่ไหน ตัวอย่างคือ MK ที่หยิบเทรนด์ “ล้มสวยๆ” ซึ่งวัยรุ่นกำลังเล่นกันอยู่มาถ่ายเป็นคอนเทนต์ในออฟฟิศ คนดูชอบมากเพราะตรงกับสิ่งที่วัยรุ่นกำลังพูดถึง ทั้งที่สมัยก่อนแบรนด์มักไม่ Approve งานที่ไม่สวยหรือทำเพื่อความสนุกล้วนๆ แบบนี้ครับ

หรืออย่างแสนสิริ ที่ขายบ้านราคาสูง แต่ให้ผู้บริหารมาเล่นคลิปแบบสนุก ไม่เกร็ง และไม่ต้องเนี้ยบ คนดูยุคนี้ชอบอารมณ์ง่ายๆ แบบนี้ เพราะรู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์มากขึ้นครับ

3.) Brand as a Creator แบรนด์ที่สร้าง Community ของตัวเอง

เทรนด์ที่สามคือการที่แบรนด์ทำตัวเหมือนครีเอเตอร์ นิยามที่ชัดคือแบรนด์ที่สนใจการสร้าง Community ของช่องตัวเอง เพราะหัวใจของครีเอเตอร์คือ Community การสื่อสารของแบรนด์แบบนี้จึงต่อเนื่องยาวกว่าโฆษณาชิ้นเดียว และให้เหตุผลกับคนดูว่าทำไมต้องติดตามแบรนด์ต่อแม้ในช่วงที่ไม่ได้ซื้อของครับ

Content Marketing Trend 2026-2027

ตัวอย่างคือโจนส์สลัด ที่มองตัวเองว่ากำลังสร้าง Community ของคนรักสุขภาพ มากกว่าการเป็นแบรนด์ที่ขายผัก คำถามที่แบรนด์ควรถามตัวเองจึงเป็น “Community ของเราคือใคร และเรากำลังสร้าง Community แบบไหนอยู่” ครับ

Content Director บทบาทใหม่ของนักการตลาดยุค AI

แล้วนักการตลาดควรทำอย่างไรต่อ ในฝั่งเครื่องมือ นักการตลาดยังต้อง Experiment และ Explore กับ AI ต่อไป โดยเข้าใจข้อจำกัดของมันไปพร้อมกัน เมื่อทุกคนใช้ AI กันหมด คำถามจึงเปลี่ยนจาก “ใช้หรือไม่ใช้” มาเป็น “ใครใช้แล้วยังมีความเป็นมนุษย์และความ Original มากกว่ากัน” ครับ

Content Marketing Trend 2026-2027

แนวคิดที่ตอบโจทย์นี้คือ Imperfect by Design หรือการตั้งใจให้งานมีความไม่สมบูรณ์แบบ และมีความจริงอยู่ในนั้น มนุษย์ยังต้องถือ Taste, Judgment, Cultural Fluency และ Audience Insight ไว้ เพื่อ Challenge และ Direct AI แทนการปล่อยให้ AI ทำงานเองทั้งหมด จุดไหนควรมี Human Touch ก็ต้องออกแบบอย่างตั้งใจ บทบาทของนักการตลาดจึง Shift จาก Content Production มาเป็น Content Director ครับ

ในฝั่งการสื่อสาร การเลือกหมวดคอนเทนต์และแพลตฟอร์มให้ถูกก็สำคัญไม่แพ้กัน รายงานปีที่ผ่านมาพบ 6 หมวดคอนเทนต์ที่คนเสพเพิ่มขึ้นมาก หมวดที่เห็นชัดคือคอนเทนต์สุขภาพที่มีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ แบรนด์สามารถนำ Context ของตัวเองไปจับกับหมวดเหล่านี้เพื่อหาไอเดียใหม่ๆ ได้ นอกจากนี้ คอนเทนต์แต่ละหมวดยังทำงานได้ดีบนแพลตฟอร์มต่างกัน ได้แก่

Content Marketing Trend 2026-2027
  • YouTube: เมื่อคนจะซื้ออะไรมักเสิร์ชที่นี่ก่อน เช่น ดูรีวิวรถยนต์
  • Facebook: หมวดธุรกิจไปได้ดีกว่าหมวดอื่น
  • TikTok: หมวด Beauty ที่หลายคนคิดว่าต้องลง IG กลับทำงานบน TikTok ได้ดีกว่า

เมื่อเลือกหมวดและแพลตฟอร์มได้ตรงกับคนดู แบรนด์ก็มีเรื่องให้เล่าได้กว้างกว่าตัวสินค้า และดึงความสนใจจากหมวดคอนเทนต์ที่คนชอบอยู่แล้วเข้ามาช่วยได้ครับ

สรุป Content Marketing Trend 2026-2027 เมื่อ AI ทำให้คอนเทนต์ล้นฟีด แบรนด์ต้องเปลี่ยนจากผู้ผลิตเป็นผู้กำกับ

Content Marketing Trend 2026-2027 จากเวที MKTCON2026 สะท้อนให้เห็นว่า AI ทำให้การสร้างคอนเทนต์ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ขณะที่ความสนใจของผู้บริโภคยังมีอยู่เท่าเดิม ในฟีดที่เต็มไปด้วย AI Slop สิ่งที่ทำให้คนหยุดดูจึงเป็นมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลัง คือคนที่ Define เป้าหมายให้ชัด Direct AI ด้วยรสนิยมและความเข้าใจคนดู Decide ว่างานชิ้นไหนควรออกสู่ตลาด และกล้าสื่อสารอย่างจริงใจ เล่าเบื้องหลัง และสร้าง Community ของตัวเอง แบรนด์ที่เปลี่ยนจากผู้ผลิตมาเป็นผู้กำกับได้ก่อน จะเป็นแบรนด์ที่คนเลือกหยุดดูในวันที่ทุกคนเลื่อนผ่านครับ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่

Marketing Content Creator and Data Insight Researcher

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *