รู้มั้ยครับว่าทุกวันนี้ 70% ของการค้นเรื่องช้อปปิ้งบน Google ไม่ใช่การพิมพ์ชื่อสินค้าที่อยากซื้อ แต่เป็นการค้นเพื่อหาไอเดีย เพื่อเทียบ และเพื่อหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ตัวเลขนี้มาจากบทความ Think with Google ของ Courtney Rose, VP of Retail ของ Google ที่ทำออกมาเป็น Checklist ให้แบรนด์เตรียมตัวรับ Cyber Week หรือสัปดาห์ลดราคาใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนของฝั่งอเมริกา
The AI Holiday Checklist 3 ข้อที่ Google อยากให้แบรนด์ทำก่อน Cyber Week
เริ่มจากข้อมูลภาพรวมก่อนครับ งานวิจัยของ BCG ที่ออกมาต้นปี 2026 พบว่า การใช้ AI ช่วยช้อปปิ้ง เป็นเหตุผลอันดับสามที่คนใช้ AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini มาใช้ Google เลยเรียกเทศกาลช้อปปลายปีรอบนี้ว่าเป็นรอบแรกที่ AI เข้ามาช่วยคนเลือกของช้อปปิ้งอย่างเต็มตัว
Google เลยแนะนำแบรนด์ไว้ 3 ข้อ แปลเป็นภาษาง่ายๆ ได้แบบนี้ครับ
เขียนข้อมูลสินค้าให้ละเอียดขึ้น ไม่ใช่แค่ชื่อ ราคา ไซซ์ แต่ต้องบอกด้วยว่าทรงเป็นยังไง ทำจากอะไร และเหมาะกับการใช้งานแบบไหน ข้อมูลชุดนี้คือ Product Feed ที่ร้านค้าส่งเข้าไปในระบบ Merchant Center ของ Google
ใช้แคมเปญโฆษณาที่ให้ AI ช่วยเลือกว่าจะโชว์โฆษณาให้ใคร ที่ไหน อย่าง Performance Max และ AI Max แต่ต้องกำหนดกรอบให้ AI ด้วย ว่าอะไรพูดได้ อะไรห้ามพูด และควรดันสินค้าตัวไหนเป็นพิเศษ
สิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นคือ Checklist สามข้อที่ทุกข้อพาไปจบที่การซื้อโฆษณาของ Google แต่สิ่งที่ผมเห็นคือคำถามของนักการตลาดกำลังเปลี่ยนไปครับ
จากเดิมที่เราถามว่า จะซื้อคำค้นหาคำไหน และจะตั้งงบวันละเท่าไหร่ กลายเป็นคำถามใหม่ที่ยากกว่าเดิม คือ เราต้องบอกอะไร AI บ้าง ทั้งเรื่องสินค้าและเรื่องธุรกิจ ถึงจะปล่อยให้ AI ตัดสินใจแทนเราได้โดยไม่เสียงบการตลาดเปล่า และคำถามนี้ไม่ได้อยู่แค่บน Google หรอกครับ ทุกแพลตฟอร์มที่มี AI ช่วยขายกำลังพาเราไปเจอคำถามเดียวกัน
Context over Keyword สินค้าต้องตอบคำถามได้ ไม่ใช่แค่มีคำค้นหาเฉยๆ
ลองดูตัวอย่างที่ Google ยกมาครับ เมื่อก่อนคนจะพิมพ์ค้นสั้นๆ ว่า เสื้อกันหนาวผู้หญิง แต่วันนี้คนพิมพ์ถาม AI ว่า อยากได้เสื้อกันหนาวที่เหมาะกับการเดินทาง สิ่งที่คนถามจึงไม่ใช่ชื่อสินค้าอีกต่อไป แต่คือสถานการณ์ที่เขากำลังเจอ
ผมเองเปิดแชทคุยกับ AI ตั้งแต่เช้าทุกวัน และสังเกตว่าประโยคที่ตัวเองพิมพ์ลงไปยาวขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งเงื่อนไข ทั้งข้อจำกัด ทั้งบริบทครบ พอชินกับการคุยแบบนี้แล้ว ก็ยากที่จะกลับไปพิมพ์คำค้นสั้นๆ แบบเดิมครับ
ถ้าอธิบายแบบบ้านๆ คือคนไม่ได้อยากได้ตัวสินค้า แต่อยากให้สินค้าช่วยทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ แนวคิดนี้มีชื่อว่า Jobs to Be Done ของ Clayton Christensen ที่ HBS Online ยกเคสมิลค์เชคมาอธิบาย ว่ามิลค์เชคจำนวนมากถูกขายก่อน 8.30 น. ให้คนที่ซื้อไปกินแก้เบื่อระหว่างเดินทางไปทำงาน คนพวกนี้ไม่ได้ซื้อมิลค์เชคเพราะอยากกินของหวาน แต่ซื้อเพราะอยากให้การเดินทางตอนเช้าไม่น่าเบื่อ
คำถามที่คนพิมพ์คุยกับ AI ก็คือการเล่าออกมาตรงๆ ว่าเขาอยากให้สินค้าช่วยทำอะไรนั่นเอง ปีนี้ Google เลยเพิ่มช่องข้อมูลใหม่ใน Merchant Center ให้ร้านค้าใส่คำถามและคำตอบเกี่ยวกับสินค้าได้สูงสุด 30 คำถามต่อชิ้น เพื่อให้ AI มีข้อมูลไปตอบลูกค้าได้
เรื่องนี้มีหลักคิดที่อธิบายไว้ชัดมาก คือ Goodhart’s Law ที่สรุปกันว่า เมื่อตัวเลขที่ใช้วัดผลกลายเป็นเป้าหมายเสียเอง ตัวเลขนั้นก็จะหมดความหมาย คนทำงานยังพอมีวิจารณญาณยั้งตัวเองได้บ้าง แต่ AI ถูกออกแบบมาให้ไล่ตามเป้าอย่างเดียว ในมุมของผม ถ้าตั้งเป้าผิดไปนิดเดียว AI ก็จะพาเราไปผิดทางได้เร็วและไกลกว่าคนทำเองมาก
คำถามที่อยากฝากไว้คือ ถ้าคืนวันที่ 11.11 นี้ AI ต้องเลือกระหว่างสินค้าของคุณกับของคู่แข่ง เหตุผลที่ AI เจอจะเป็นข้อมูลที่คุณเขียนไว้เอง หรือเป็นสิ่งที่ AI ต้องเดาแทนคุณอย่างน่าเสียดายครับ