Real-time Marketing Data Driven จัดการปัจจัยเพื่อสร้าง Engagement

สวัสดีค่ะ ในฐานะที่เราไม่ว่าจะเป็น Data Analyst หรือ Marketer นิกเชื่อว่าหลายท่านน่าจะสังเกตเห็นความดุเดือดในการทำแคมเปญการตลาดของแต่ละแบรนด์ที่ต้องรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา หรือการที่ Creator พยายามสร้างคอนเทนต์เกาะกระแสออกมาให้ทันเพื่อไม่ตกขบวน แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมคอนเทนต์บางอันขยับนิดเดียวก็โหนกระแสสร้าง Engagement หรือ Awareness ให้แบรนด์อย่างมหาศาล แต่บางคอนเทนต์ที่ตั้งใจสร้างมากๆ ความเร็วในการโพสต์ก็ไม่ได้ช้า แต่กลับเงียบกริบ ซึ่งในบทความนี้จะพาทุกท่านไปหาคำตอบของคำถามนี้ผ่านการทำความเข้าใจเรื่อง Real-time Marketing ผ่านมุมมองทางวิชาการ และปัจจัยขับเคลื่อนพร้อมบอกแนวทางการสร้าง RTM ที่เหมาะสมไปพร้อมๆ กันค่ะ

#1 Real-Time Marketing (RTM) คืออะไร เพราะอะไรถึงสำคัญ?

Real-Time Marketing หรือ RTM คือการตลาดแบบทันท่วงที ซึ่งถ้าแปลตามบริบทคือกลยุทธ์ที่แบรนด์เข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ข่าวด่วน เทรนด์ฮิต หรือบทสนทนาที่กำลังเป็นกระแสไวรัลใน Social Madia แบบ On-the-fly หรือทันทีทันใด โดยมีเป้าหมายหลักคือการช่วงชิงสิ่งที่เรียกว่า Moment หรือจังหวะเวลาที่ผู้บริโภคกำลังให้ความสนใจกับเรื่องนั้นๆ อย่างสูงสุด เพื่อสร้างยอด Engagement และความเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับสถานการณ์ที่กำลังเป็นกระแส

ซึ่งสิ่งสำคัญของ RTM ไม่ใช่แค่การตั้งเวลาโพสต์ล่วงหน้าตามปฏิทิน แต่คือเรื่องของ Speed & Agility ในการพลิกแพลงข้อความที่มี Creativity และอารมณ์ขัน เพื่อให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในกระแสได้อย่างแนบเนียน (เน้นที่คำว่าแนบเนียนนะคะ^^) และสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลลัพธ์ในแง่บวกให้กับคอนเทนต์นั้นได้ โดย RTM แบ่งเป็น 2 ประภทหลักคือ

  • Predictable RTM: เหตุการณ์ที่รู้ล่วงหน้า เช่น วันหยุดเทศกาลต่างๆ สงกรานต์ วาเลนไทน์ ปีใหม่ etc. กลุ่มนี้เรามีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าได้ ทั้งรูปแบบ Content และ ขนาดกลุ่มเป้าหมาย (Audience) ซึ่งแบรนด์สามารถเน้นงานคราฟต์ งานภาพสวยงาม เล่าเรื่องคมๆ หรือจัดดีลโปรโมชันเตรียมไว้ล่วงหน้าได้ ความรวดเร็วอาจจะไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดเท่ากับคุณภาพของการสื่อสารค่ะ
  • Unpredictable RTM: เหตุการณ์ฉับพลันที่เกิดขึ้น แล้วเป็นกระแส เช่น ข่าวด่วนต่างๆ ซึ่ง Timeliness หรือความไว คือส่ิงสำคัญ คอนเทนต์อาจจะไม่ต้องเนี๊ยบมาก ความซับซ้อนของ Content ลดลงได้ แต่ข้อความต้องเฉียบ แตะถูกจุด และส่งออกไปหา Audience ให้เร็วที่สุดก่อนที่กระแสนั้นจะซาลง

แต่อย่างไรก็ตามค่ะ ความสำเร็จของ RTM มีมิติที่ซับซ้อนกว่าแค่เรื่องของความไว และการคิดมีมหรือคอนเทนต์ที่สอดคล้องเท่านั้น แต่การที่แคมเปญจะประสบความสำเร็จ เกิดจากการที่ตัวแปรหลายๆ อย่างที่อยู่ในบริบทของคอนเทนต์ที่แบรนด์นั้นสร้างออกมา ซึ่งเราสามารถวิเคราะห์ผ่าน 2 กรอบความคิดหลักทางสถิติดังนี้ค่ะ

#2 Net-effects (MRA/SEM) VS Set-theoretic (fsQCA)

การที่เราจะสามารถสร้าง Real-time Marketing ให้มีความสัมฤทธิ์ผลได้ ก่อนอื่นเราต้องความเข้าใจกรอบความคิดในการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งเป็นเบื้องหลังของ Data Driven RTM ผ่าน 2 มุมมองหลักทางสถิติกันก่อนค่ะ เพื่อจะเข้าใจว่าความสำเร็จของ RTM มีองค์ประกอบสืบเนื่องจากอะไรบ้าง

#2.1 Net-effects Approach (MRA / SEM)

วิธีนี้คือสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง Multiple Regression Analysis (MRA) หรือ Structural Equation Modeling (SEM) ค่ะ โดยหลักการคือการวัด Net-effect ผลกระทบสุทธิของตัวแปรอิสระแต่ละตัว (βX) ที่ส่งผลต่อตัวแปรตาม เช่น Engagement โดยมองความสัมพันธ์เป็นแบบเส้นตรง (Linear) และเป็นอิสระต่อกัน ดังนี้

  • สมการของ SEM: Y=β1​(X1​)+β2​(X2​)+β3​(X3​)
  • สิ่งที่ได้จากสมการ SEM : ตัวแปร X1​ และ X2​ มีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นทั้งคู่คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่ม Engagement
  • ข้อจำกัดเชิงการประยุกต์ใช้: SEM จะส่งสัญญาณให้เรารู้สึกว่าต้องทำทุกปัจจัยที่มีนัยสำคัญให้ดีที่สุดพร้อมๆ กัน (ซึ่งว่ากันตามจริงแล้วค่อนข้างเปลืองทรัพยากร และเราอาจไม่พร้อมขนาดนั้นค่ะ)

นอกจากนี้การวิเคราะห์ด้วย SEM จะตั้งคำถามว่า ปัจจัยแต่ละตัวส่งผลทางตรง (Direct Effect) ต่อ Social Media Engagement หรือไม่ โดยมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องที่ SEM นำมาใส่ในสมการมีดังนี้

  • ความสอดคล้องระหว่างแบรนด์กับช่วงเวลา (Brand-Moment Congruence): ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ Predictable RTM หรือ Unpredictable RTM การที่แบรนด์สร้างคอนเทนต์ที่เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล และดูไม่ยัดเยียด เป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อ Engagement เสมอ โดยสิ่งนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญหลักที่ต้องพิจารณา
  • ความสอดคล้องกับภาพลักษณ์ลูกค้า (Self-Brand Congruence): หากเนื้อหาของแบรนด์ตรงกับความเชื่อ หรือตัวตนของผู้บริโภค ผู้บริโภคก็จะกดโต้ตอบกับคอนเทนต์นั้นมากขึ้น ซึ่งส่งผลเด่นชัดในเหตุการณ์ Predictable RTM
  • พฤติกรรมการเล่นโซเชียลมีเดีย (Intensity of Usage): ในภาพรวมแล้ว คนที่เล่นโซเชียลมีเดียบ่อย ย่อมมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อเนื้อหา RTM มากกว่า

แต่อย่างไรก็ตามค่ะ การวิเคราะห์ด้วยสถิติแบบ SEM บอกเราแค่ว่าอะไรดีหรือไม่ดี โดยตัวแปรแต่ละตัวเป็นบวกหรือลบเท่านั้น แต่ไม่ได้บอกว่าต้องทำอย่างไรถึงจะดีที่สุด หรือถ้ามีทรัพยากรจำกัด ควรจับคู่การทำอะไรกับอะไร ซึ่งตรงนี้เป็นที่มาของการใช้ fsQCA ในการพิจารณาการสร้างคอนเทนต์ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่นิกจะกล่าวถึงต่อไปค่ะ

#2.2 fuzzy-set Qualitative Comparative Analysis (fsQCA) สำหรับ Real-time Marketing

ในบริบท Real-time Marketing นั้น fsQCA ไม่ได้มองตัวแปรแยกจากกัน แต่มองเป็นสูตรผสม (Configurations) ที่จะนำไปสู่ High Engagement ซึ่งไม่มีปัจจัยไหนเพียงปัจจัยเดียวที่จะทำให้เกิด High Engagement ได้ แต่เกิดจากสูตรสำเร็จหลายรูปแบบดังนี้

2.2.1 สมการความสำเร็จในบริบท Predictable RTM

เมื่อทำคอนเทนต์ในเทศกาลที่ลูกค้าทราบดีอยู่แล้วในวงกว้าง มีอย่างน้อย 3 เงื่อนไขที่ต้องนำมาพิจารณารวมกันเพื่อให้เกิด High Engagement ดังนั้

  • สมการที่ 1 เงื่อนไข ลูกค้าผูกพันสูง + เนื้อหาเข้ากับลูกค้า + เนื้อหาเข้ากับเวลา: การจะให้คอนเทนต์ในวันสำคัญมี Engagement สูงได้ ผู้ใช้จะต้องมี High Brand Involvement หรือความผูกพันกับแบรนด์สูงเป็นทุนเดิม และมองว่าเนื้อหาสะท้อนตัวตนของตัวลูกค้าเอง (High Self-Brand Congruence) ประกอบกับความสมเหตุสมผลของการที่แบรนด์หยิบยกเทศกาลนั้นมาพูดถึง (High Brand-Moment Congruence)
  • สมการที่ 2 เงื่อนไข เล่นโซเชียลบ่อย + เนื้อหาเข้ากับลูกค้า + เนื้อหาเข้ากับเวลา: ในเงือนไขนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ผูกพันกับแบรนด์เป็นพิเศษ แต่ถ้าเขาเป็นคนที่เสพติดการเล่นโซเชียล (High Social Media Usage) ร่วมกับการที่คอนเทนต์นั้นสะท้อนตัวตนและตรงกับเทศกาล ก็เกิด Engagement ได้เช่นกัน
  • สรุป: ไม่ว่าจะสูตรไหน ความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับเหตุการณ์ (Brand-Moment Congruence) ล้วนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ค่ะ

2.2.2 สมการความสำเร็จในบริบท Unpredictable RTM

เมื่อแบรนด์อยากเกาะอยู่ในกระแส หรือทำคอนเทนต์ล้อเลียนข่าวดังในลักษณะ Meme Marketing สมการความสำเร็จจะแตกต่างจากข้อ 2.2.1 ที่เป็น Predictable RTM โดยมีความซับซ้อนน้อยกว่า และเหลือเงื่อนไขเพียง 2 เงื่อนไขดังนี้ค่ะ

  • สมการหลัก เงื่อนไข ความผูกพันกับแบรนด์สูง + เนื้อหาเข้ากับเหตุการณ์: ผู้ใช้ที่มีความสนใจในตัวแบรนด์อยู่แล้ว (High Brand Involvement) หากแบรนด์สามารถหาจุดเชื่อมโยงที่เนียนไปกับกระแสได้ดี (High Brand-Moment Congruence) ผู้บริโภคก็พร้อมที่จะกด Like แชร์ คอมเมนต์ และสนับสนุนทันทีค่ะ โดยไม่ต้องสนใจว่า User เหล่านั้นจะเล่นโซเชียลบ่อยแค่ไหน หรือแบรนด์สะท้อนตัวตนหรือไม่ก็ตาม
  • แต่การเกาะกระแสแบบนี้ห้ามทำโดยที่ขาด Brand-Moment Congruence ซึ่งคือการที่จู่ๆ เราก็โยงกระแสเข้าหาสินค้าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยนั่นเองค่ะ ซึ่งนอกจากจะไม่เกิด Engagement ตามสมการแล้ว ยังอาจเสี่ยงต่อการโดนกระแสตีกลับได้

สรุป: fsQCA มองต่างออกไปจาก SEM โดยใช้ตรรกะเชิงเซต (Set Theory) ที่มองว่า ผลลัพธ์ระดับสูง (High Engagement) ไม่ได้เกิดจากการดันทุกตัวแปรให้สูงสุด แต่เกิดจากการจับกลุ่มปัจจัยอย่างถูกต้องตามข้อ 2.2.1 และ 2.2.2

  • สมการของ fsQCA: High Engagement=(Recipe A) OR (Recipe B)
  • ดังนั้นหากเราต้องการทำ RTM ด้วยการวิเคราะห์แบบ fsQCA จะทำให้
    1. มีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทางเลือก (Equifinality): สมการความสำเร็จไม่ได้มีแค่แนวทางเดียว
    2. หากบริบทสำหรับสร้างคอนเทนต์ไม่ครบ สามารถใช้สิ่งอื่นทดแทนกันได้ (Trade-offs): หากแบรนด์ขาดปัจจัย X1​ เช่น ไม่มีงบทำโปรดักชัน แบรนด์สามารถนำปัจจัย X2​ มาจับคู่กับ X3​ แทน เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ High Engagement ได้เท่ากัน

#3 สรุปการใช้งาน SEM และ fsQCA สำหรับ Data Driven Real-time Marketing

สรุปจากเนื้อหาข้างต้น MRA/SEM วิธีนี้คือกรอบแนวคิดแบบดั้งเดิมที่เราคุ้นเคยกันอย่าง Multiple Regression Analysis (MRA) หรือ Structural Equation Modeling (SEM) โดยหลักการคือการวัด “ผลกระทบสุทธิ” ของตัวแปรอิสระแต่ละตัวที่ส่งผลต่อยอด Engagement โดยมองความสัมพันธ์เป็นแบบเส้นตรง

  • ความหมายง่ายๆ: วิธีนี้พยายามตอบโจทย์ว่า ยิ่งโพสต์ไว ยิ่งได้ยอดไลก์เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ อะไรประมาณนี้
  • ข้อจำกัดของ RTM: ในความเป็นจริง คอนเทนต์ RTM ไม่ได้เติบโตแบบเส้นตรงเสมอไป การเร่งความเร็วเพียงอย่างเดียวไม่ได้การันตีความสำเร็จ หากตัวแปรรอบข้างอื่นๆ เช่น รูปแบบคอนเทนต์ หรือ ขนาดกลุ่มเป้าหมาย ไม่สอดคล้องกัน

ในขณะที่การวิเคราะห์ด้วย fuzzy-set Qualitative Comparative Analysis (fsQCA) จะไม่ได้มองหาผลกระทบของปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งแบบโดดๆ แต่จะมองข้อมูลเป็นชุดปัจจัย (Configurations) หรือสูตรผสม (Recipes) ค่ะ 🍳

  • หลักการ: fsQCA มองว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มาจากการรวมตัวกันอย่างถูกจังหวะของหลายองค์ประกอบ โดยมีแนวคิดสำคัญคือ
    1. Equifinality: RTM ที่สำเร็จไม่ได้มีสูตรเดียว คอนเทนต์บางอันอาจจะเน้นความไวบวกกับภาพมีมฮาๆ ในขณะที่อีกอันอาจจะไม่ต้องไวระดับวินาที แต่เน้นเสิร์ฟข้อมูลเชิงลึกให้กับกลุ่มลูกค้าที่เฉพาะเจาะจง
    2. Asymmetry: ปัจจัยที่ทำให้แคมเปญสำเร็จ อาจไม่ใช่ขั้วตรงข้ามของปัจจัยที่ทำให้ล้มเหลวเสมอไป

ซึ่งนิกขอสรุปเป็น Pre-Publishing Checklist หรือรายการตรวจสอบก่อนปล่อย Content/Campaigns ดังนี้ค่ะ

  • Predictable RTM
    • [ ] Check 1: Brand-Moment Congruence คอนเทนต์นี้โยงเทศกาล/อีเวนต์ เข้ากับจุดขายหรือคุณค่าของแบรนด์เราอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ ซึ่งถ้าโยงแบบพยายามยัดเยียดให้เลือก ✗ นะคะ
    • [ ] Check 2: Self-Brand Congruence มิติของเทศกาลที่เราเลือกมาพูด สะท้อนตัวตน/รสนิยมของกลุ่มเป้าหมายหลักเราหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นคำอวยพรทั่วไปแบบ Generic ที่ใครๆ ก็พูดกันให้เลือก ✗ ค่ะ
    • [ ] Check 3: Audience Target (Brand Involvement) เรากำลังยิงคอนเทนต์นี้ไปหา Custom Audience/ลูกค้ากลุ่ม Royalty ของแบรนด์ใช่หรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นกลุ่มคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์เลย ให้เลือก ✗ ค่ะ
  • Unpredictable RTM
    • [ ] Check 1: The Relevance Filter (Brand-Moment Congruence) มีมหรือข่าวด่วนนี้ มีจุดเชื่อมโยงกับ Feature, Pain Point หรือ Character ของแบรนด์อย่างชัดเจนหรือไม่
    • [ ] Check 2: Target Audience Check (Brand Involvement) กลุ่มคนที่กำลังอินกับกระแสนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับที่มีความผูกพันหรือรู้จักแบรนด์เราอยู่แล้วใช่หรือไม่ค่ะ

Last but not Least (=^-^=)

ท้ายที่สุดค่ะ ไม่ว่าเราจะใช้เครื่องมือทางสถิติหรือ Framework ใดๆ ก็ตามค่ะ หัวใจสำคัญของการทำ Real-Time Marketing ก็ยังคงเป็นการเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ และการอ่านบริบทสังคมในเสี้ยววินาทีนั้นๆ ออกมาให้ได้ การมีกรอบคิดทาง Data Science จะมาช่วยให้เราไม่ต้องทำงานแบบเดาสุ่มหรือเสี่ยงดวง แต่สามารถวางโครง หรือพิจารณาปัจจัยควบคุมในการทำ RTM ได้อย่างสมเหตุสมผล เพื่อผลลัพธ์ที่ดีต่อแบรนด์ยิ่งขึ้นได้ค่ะ

Hi, I am Nick,,,,Panaya Sudta (●'◡'●) Engineer during the daytime. Researcher at night. Reader in spare time. (❁´◡`❁) วิศวกร/นักวิจัย/ Market research ค่ะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้แชร์มุมมองกันนะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *