พฤติกรรมผู้บริโภคยุค AI ที่ CMO ต้องรู้ Generative AI เข้าถึงคน 53% ใน 3 ปี สร้างมูลค่า 172,000 ล้านดอลลาร์/ปี ถอดกรอบ Head Heart Hands พร้อมการบ้าน CMO 3 ข้อ

Head Heart Hands กลยุทธ์รับมือผู้บริโภคยุค AI ที่ CMO ต้องรู้ จากบิดาแห่ง ZMOT

ถ้าเพื่อนๆ เป็นนักการตลาดรุ่นที่โตมากับคำว่า ZMOT หรือ Zero Moment of Truth น่าจะคุ้นชื่อคุณ Jim Lecinski ดี เพราะเขาคือคนที่นิยามโมเมนต์การค้นหาข้อมูลก่อนซื้อให้กลายเป็นตำราการตลาดที่นักการตลาดทั่วโลกใช้กันมาตั้งแต่ปี 2011 สมัยที่ยังเป็น Vice President อยู่ที่ Google ครับ

วันนี้คุณ Jim Lecinski ในบทบาทศาสตราจารย์ด้านการตลาดที่ Kellogg School of Management กลับมาพร้อมแนวคิดใหม่บน Think with Google ที่ผมอ่านแล้วต้องรีบเอามาเล่าต่อทันที นั่นคือ Head, Heart & Hands กรอบคิดที่อธิบายว่าผู้บริโภคยุคนี้กำลังพึ่งพา AI ใน 3 มิติ คือใช้ AI ช่วยคิด (Head) ใช้ AI ช่วยให้รู้สึกมั่นใจ (Heart) และใช้ AI ลงมือทำแทน (Hands)

ในฐานะคนที่เปิดแชทคุยกับ AI เหมือนผู้ช่วยส่วนตัวตั้งแต่เช้าทุกวัน ผมยืนยันได้เลยครับว่าพฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นจริง และไม่ได้เกิดแค่กับคนสายเทคโนโลยีอย่างเราเท่านั้น บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า ผู้บริโภคที่พึ่งพา AI หรือ The AI-Reliant Consumer หน้าตาเป็นอย่างไร ทำไมคุณ Jim Lecinski ถึงบอกว่านี่คือโจทย์ใหญ่ถัดไปของ CMO และนักการตลาดไทยอย่างเราจะเตรียมแบรนด์รับมืออย่างไรได้บ้างครับ

The AI-Reliant Consumer เมื่อผู้บริโภคพึ่งพา AI เร็วกว่าที่แบรนด์ตั้งตัวทัน

คุณ Jim Lecinski เปิดประเด็นได้คมมากครับ เขาบอกว่าตลอดปีที่ผ่านมา ผู้นำการตลาดส่วนใหญ่หมกมุ่นอยู่กับคำถามว่า AI จะเปลี่ยนวิธีทำงานของทีมเราอย่างไร จะใช้ Use Case ไหน จะปรับ Workflow ตรงไหน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ควรทำครับ แต่ CMO แถวหน้าต้องเริ่มถามคำถามที่สำคัญกว่านั้นแล้ว นั่นคือ AI กำลังเปลี่ยนตัวลูกค้าของเราอย่างไร

พฤติกรรมผู้บริโภคยุค AI ที่ CMO ต้องรู้ Generative AI เข้าถึงคน 53% ใน 3 ปี สร้างมูลค่า 172,000 ล้านดอลลาร์/ปี ถอดกรอบ Head Heart Hands พร้อมการบ้าน CMO 3 ข้อ

เพราะจากตัวเลขใน รายงาน AI Index 2026 ของ Stanford HAI ที่คุณ Jim Lecinski หยิบมาอ้าง Generative AI ใช้เวลาแค่ 3 ปีในการเข้าถึงประชากร 53% ซึ่งเร็วกว่าตอนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและอินเทอร์เน็ตเข้ามาเปลี่ยนโลกเสียอีก และรายงานฉบับเดียวกันยังประเมินว่ามูลค่าที่เครื่องมือ Generative AI สร้างให้ผู้บริโภคสหรัฐสูงถึง 172,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีภายในต้นปี 2026 โดยมูลค่าเฉลี่ยต่อผู้ใช้หนึ่งคนเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายในปีเดียว

ตัวเลขชุดนี้บอกอะไรเราครับ มันบอกว่าผู้บริโภคไม่ได้แค่ลองเล่น AI แล้วเลิก แต่กำลังได้ประโยชน์จริงจนเกิดการพึ่งพา เพราะ AI เป็นผู้ช่วยที่เร็ว ใจเย็น พูดภาษาคน พร้อมตอบตลอด 24 ชั่วโมง ยอมอธิบายเรื่องเดิมซ้ำ 5 รอบด้วย 5 วิธีโดยไม่มีอารมณ์เบื่อ และเริ่มขยับจากการให้คำแนะนำไปสู่การลงมือทำแทนได้แล้ว พูดง่ายๆ คือผู้บริโภคกำลังเรียนรู้ว่าความช่วยเหลือที่ฉลาดจริงๆ ให้ความรู้สึกแบบไหน แล้วพวกเขาก็เริ่มติดใจครับ

สอดคล้องกับที่การตลาดวันละตอนเคยสรุปไว้ในบทความ Digital Marketing & Consumer Behavior Trends 2026 ว่า AI กลายเป็นความปกติใหม่ในชีวิตผู้บริโภคไปแล้ว คำถามคือแบรนด์จะเจอลูกค้าแบบใหม่นี้ในมิติไหนบ้าง คุณ Jim Lecinski แบ่งไว้เป็น 3 ส่วนของร่างกายที่จำง่ายมาก คือหัว หัวใจ และมือ ลองไล่ดูทีละมิติกันครับ

Head เมื่อ AI กลายเป็นสมองที่สองช่วยลูกค้าคิดเรื่องซื้อที่ยากและซับซ้อน

มิติแรกคือเรื่องของความคิดครับ ผู้บริโภคใช้ AI ช่วยคิดเรื่องยากๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ ตั้งแต่ให้อธิบายสิ่งที่ไม่เข้าใจ ย่อยข้อมูลที่ซับซ้อน เปรียบเทียบตัวเลือก ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย แปลศัพท์เทคนิคของสินค้าให้เป็นภาษาคนธรรมดา ไปจนถึงให้ช่วยตรวจทานการตัดสินใจก่อนกดซื้อจริง

พฤติกรรมแบบ Head จะเกิดหนักในหมวดสินค้าที่ความเสี่ยงของการตัดสินใจสูงและภาระทางความคิดหนัก อย่างสุขภาพ ท่องเที่ยว เทคโนโลยี ยานยนต์ ประกัน การศึกษา การรีโนเวทบ้าน ความงาม Wellness การเงิน และงานฝั่ง B2B อีกจำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็นหมวดที่ลูกค้ารู้สึกไม่มั่นใจว่าตัวเองรู้พอครับ

ตัวอย่างที่คุณ Jim Lecinski ยกมาเห็นภาพมาก คือคนที่กำลังเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันแรก เธอสามารถขอให้ AI เปรียบเทียบรถ 3 รุ่นทั้งเรื่องระยะทางวิ่ง เวลาชาร์จ เงื่อนไขส่วนลด ต้นทุนรวมตลอดการเป็นเจ้าของ คะแนนความปลอดภัย และความเข้ากับพฤติกรรมการขับขี่ในชีวิตจริงของเธอ

ภายในเวลาแค่ไม่กี่นาที AI ก็เปลี่ยนตัวเลือกที่ชวนสับสนให้กลายเป็น Short List ที่จัดการต่อได้ ลองนึกภาพผู้บริโภคไทยที่วันนี้ต้องเลือกระหว่างแบรนด์ EV จีนนับสิบแบรนด์ในตลาดดูสิครับ พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลย

นั่นหมายความว่าอะไรสำหรับแบรนด์ครับ ข้อแรก แบรนด์ต้องหาให้เจอว่าลูกค้าของเรากำลังสมองล้าตรงจุดไหนของ Journey แล้วทำให้ Content ข้อมูลสินค้า ราคา ความพร้อมของสต๊อก และหลักฐานยืนยันคุณภาพทั้งหมด เป็นข้อมูลที่อัปเดต ชัดเจน และอ่านเข้าใจได้ทั้งโดยมนุษย์และโดยระบบ AI ข้อสอง ที่ผมว่าสำคัญไม่แพ้กัน เมื่อ AI ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้เร็วขึ้น แบรนด์ก็ต้องพร้อมลด Friction ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนปิดการขายด้วย เพราะลูกค้าที่คิดจบแล้วแต่มาเจอขั้นตอนซื้อที่ยุ่งยาก คือลูกค้าที่พร้อมเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อครับ

Heart เมื่อ AI ช่วยลูกค้ารู้สึกมั่นใจในโมเมนต์ที่เปราะบางที่สุด

มิติที่สองเป็นมุมที่ผมชอบที่สุดในบทความนี้ครับ เพราะเราชอบมอง AI เป็นเรื่องของเหตุผลและข้อมูล แต่คุณ Jim Lecinski ชี้ว่าผู้บริโภคกำลังใช้ AI จัดการกับความรู้สึกด้วย

พฤติกรรมผู้บริโภคยุค AI ที่ CMO ต้องรู้ Generative AI เข้าถึงคน 53% ใน 3 ปี สร้างมูลค่า 172,000 ล้านดอลลาร์/ปี ถอดกรอบ Head Heart Hands พร้อมการบ้าน CMO 3 ข้อ

ตัวอย่างที่เขายกคือพ่อแม่มือใหม่ที่กำลังซื้อประกันชีวิตครั้งแรก การตัดสินใจนี้เต็มไปด้วยศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย คำถามที่ชวนอึดอัดเกี่ยวกับครอบครัวและความมั่นคงทางการเงิน และการต้องนั่งคุยกับตัวแทนขายที่อาจทำให้รู้สึกถูกกดดัน สิ่งที่ AI ช่วยได้คือการอธิบายศัพท์ประกันให้เข้าใจ ช่วยซ้อมคำถามที่ควรถาม ช่วยชี้จุดที่เรายังไม่แน่ใจ จนลูกค้าเดินเข้าห้องคุยกับตัวแทนด้วยความรู้สึกพร้อม ผ่อนคลาย และควบคุมสถานการณ์ได้

จากที่ผมสังเกต พฤติกรรมแบบนี้เกิดในไทยแล้วเหมือนกันครับ หลายคนเอาเงื่อนไขกรมธรรม์หรือใบเสนอราคาไปถาม AI ก่อนตอบตกลงตัวแทน ลองนึกภาพต่อว่าถ้าแบรนด์ประกันหรือธนาคารไทยสักแห่งออกแบบประสบการณ์โดยยอมรับความจริงข้อนี้ตั้งแต่แรก แทนที่จะปล่อยให้ลูกค้าไปหาความมั่นใจจากที่อื่น จะน่าประทับใจแค่ไหน

สำหรับ CMO โอกาสอยู่ที่การปิดสิ่งที่คุณ Jim Lecinski เรียกว่า Vulnerability Gap หรือช่องว่างความเปราะบาง คือหาโมเมนต์ที่ลูกค้ารู้สึกไม่มั่นใจ รู้สึกเสี่ยง หรือรู้สึกท่วมท้นให้เจอ แล้วออกแบบประสบการณ์ตรงนั้นใหม่ให้มีคำอธิบายที่ชัดเจน น้ำเสียงที่ทำให้อุ่นใจ ขั้นตอนถัดไปที่โปร่งใส ความต่อเนื่องของข้อมูลข้ามทุก Touchpoint และทางเข้าถึงพนักงานที่เป็นมนุษย์ได้ง่ายเมื่อลูกค้าต้องการ

เพราะมาตรฐานใหม่ของ Customer Experience คือ ในโมเมนต์ซื้อที่เดิมพันสูงหรือตึงเครียด ลูกค้าจะตัดสินแบรนด์จากความรู้สึกว่าตัวเองถูกเคารพ ได้รับความอุ่นใจ และได้รับการซัพพอร์ตที่พอดี ไม่ใช่แค่จากฟีเจอร์หรือราคาครับ

Hands เมื่อลูกค้าเปลี่ยนจากถาม AI เป็นสั่ง AI ให้จัดการแทน

มิติที่สามคือมิติที่กำลังมาแรงที่สุด นั่นคือลูกค้าเริ่มให้ AI ลงมือทำแทนครับ

คุณ Jim Lecinski เรียกเส้นทางนี้ว่า Agentic Commerce คือ AI ที่ช่วยตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบ คัดเหลือ Short List เลือก และในที่สุดก็ทำธุรกรรมแทนเราได้เลย โดยรายงานของ Stanford HAI ระบุว่าความสามารถของ AI Agent ในการทำงานบนคอมพิวเตอร์จริงพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้ความเสถียรจะยังไม่นิ่งก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนชัดคือคำขอของผู้บริโภคที่ส่งให้ AI กำลังขยับจาก “บอกหน่อยว่าควรทำอะไร” ไปเป็น “ช่วยทำให้เสร็จ” และ “จัดการเรื่องนี้ให้เลย”

เรื่องนี้ต่อจิ๊กซอว์กับสิ่งที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความ Agent-to-Agent Marketing เทรนด์ที่แบรนด์ต้องเอาใจ AI ของลูกค้า พอดีเลยครับ ว่าคำถามใหม่ของแบรนด์ไม่ใช่แค่ลูกค้าจะเจอเราที่ไหน แต่คือ AI ของลูกค้าจะคุยกับระบบของเราได้ไหม

ประเด็นที่คุณ Jim Lecinski เน้นย้ำแรงมากคือ ถ้าแบรนด์อยากอยู่ในเกมนี้ ข้อมูลของแบรนด์ต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจนและเข้าถึงได้ ทั้งข้อมูลสินค้า ราคา สต๊อก รีวิว และนโยบายต่างๆ เพราะถ้าข้อมูลของเรากระจัดกระจายหรือระบบปิดตาย AI Agent จะข้ามแบรนด์เราไปหาเจ้าอื่นที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ทันที โดยที่ลูกค้าอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเคยเป็นตัวเลือกครับ

เล่ามาถึงตรงนี้ เราเห็นครบทั้ง 3 มิติแล้วว่าผู้บริโภคใช้ AI ช่วยคิด ช่วยให้รู้สึกมั่นใจ และช่วยลงมือทำแทนอย่างไร คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ แล้วพรุ่งนี้เช้าเราควรเริ่มจากตรงไหนก่อน ซึ่งคุณ Jim Lecinski สรุปการบ้านของ CMO ไว้ 3 ข้อตามกรอบ Head Heart Hands พอดีครับ

CMO Action Agenda 3 การบ้านจากคุณ Jim Lecinski ที่นักการตลาดเริ่มได้ทันที

1. Map the AI-Before-Brand Moments หาจุดที่ลูกค้าคุยกับ AI ก่อนมาเจอแบรนด์

การบ้านฝั่ง Head คือการไล่ Journey ของลูกค้าว่า ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงเว็บไซต์ แอป หน้าร้าน ทีมขาย หรือช่องทางบริการของเรา พวกเขาใช้ AI ทำอะไรไปแล้วบ้าง ทั้งให้อธิบาย Category เปรียบเทียบตัวเลือก ตรวจสอบคำกล่าวอ้างของแบรนด์ อ่านสรุปรีวิว ร่างคำถาม หรือคัดตัวเลือกจนเหลือไม่กี่แบรนด์

ลองนึกภาพแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ถาม AI เรื่องค่าไฟและการประหยัดพลังงานก่อนเข้าเว็บ แบรนด์นั้นก็รู้ทันทีว่าต้องทำข้อมูลส่วนนี้ให้เด่น ชัด และถูกดึงไปตอบได้ง่ายครับ

2. Redesign the High-Friction Moments รื้อโมเมนต์ที่ลูกค้าเหนื่อยและกังวลที่สุด

การบ้านฝั่ง Heart คือการหาว่าลูกค้าสับสน กังวล ข้อมูลท่วม หรือแค่อยากทำอะไรสักอย่างให้เสร็จแต่ทำไม่ได้ ที่ตรงไหนบ้าง แล้วออกแบบโมเมนต์เหล่านั้นใหม่ด้วยส่วนผสมของความชัดเจน ความอุ่นใจ ความโปร่งใส และการส่งต่อให้มนุษย์ในจังหวะที่เหมาะสม

ลองนึกถึงขั้นตอนเคลมประกันหรือขอสินเชื่อที่ลูกค้ามักถอดใจกลางทาง ถ้ามีผู้ช่วยที่อธิบายทุกขั้นตอนด้วยภาษาคนและบอกชัดว่าเหลืออีกกี่ขั้น ความรู้สึกของลูกค้าจะเปลี่ยนไปคนละเรื่องเลยครับ

3. Prepare for Assistant-Led Journeys เตรียมข้อมูลแบรนด์ให้พร้อมรับลูกค้าที่มากับ AI

การบ้านฝั่ง Hands คือการทำให้ Content คำกล่าวอ้าง ข้อมูลสินค้า นโยบาย รีวิว ความพร้อมของสต๊อก ราคา และหลักฐานยืนยันต่างๆ ของแบรนด์ มีโครงสร้างชัดเจน อัปเดตเสมอ น่าเชื่อถือ และง่ายต่อการที่ทั้งมนุษย์และระบบอัจฉริยะจะเข้าใจ ประเมิน และนำไปทำต่อได้

ซึ่งไปทางเดียวกับเรื่อง GEO หรือ Generative Engine Optimisation ที่ผมเคยเล่าไว้ในบทความ 10 Marketing Trends 2026 จาก Kantar เพราะถ้าโมเดล AI อ่านข้อมูลแบรนด์เราไม่รู้เรื่อง แบรนด์ก็อาจถูกปัดตกตั้งแต่ยังไม่ทันได้แข่งครับ

Reliance สรุปบทเรียน Head Heart Hands ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้

สิ่งที่ผมชอบที่สุดในบทความของคุณ Jim Lecinski คือประโยคปิดของเขาครับ เขาบอกว่าทีมของคุณกำลังคิดเรื่องเอา AI มาช่วยให้การตลาดมีประสิทธิภาพขึ้นอยู่แล้ว แต่โจทย์ผู้นำข้อถัดไปคือการถามว่า AI กำลังเปลี่ยนสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังจากแบรนด์ของคุณอย่างไร ซึ่งเป็นคนละคำถามกันเลย และ CMO ที่เริ่มตอบคำถามนี้ตั้งแต่วันนี้ จะพร้อมออกแบบประสบการณ์ยุค AI ก่อนคู่แข่งเสมอ

มองในมุมหนึ่ง นี่คือภาคต่อของ ZMOT ที่คุณ Jim Lecinski เขียนไว้เมื่อ 15 ปีก่อนนั่นแหละครับ ตอนนั้นเขาบอกให้แบรนด์ไปยืนรอในโมเมนต์ที่ลูกค้าค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ วันนี้โมเมนต์นั้นไม่ได้เกิดแค่ในช่องค้นหาอีกต่อไป แต่เกิดในบทสนทนาระหว่างลูกค้ากับ AI ที่พวกเขาไว้ใจมากขึ้นทุกวัน

และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Reliance หรือการพึ่งพา เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ลูกค้ามีเครื่องมือใหม่ แต่คือลูกค้าเริ่มพึ่งพา AI ทั้งความคิด ความรู้สึก และการลงมือทำ จนความคาดหวังต่อทุกแบรนด์ถูกยกระดับตามไปด้วย

นับจากนี้ไป แบรนด์ที่มองว่า AI เป็นแค่เครื่องมือลดต้นทุนภายในองค์กร กับแบรนด์ที่มองว่า AI คือพฤติกรรมใหม่ของลูกค้าที่ต้องออกแบบประสบการณ์รองรับ จะได้ผลลัพธ์ที่ห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือ วันนี้คุณเริ่มถามคำถามข้อที่สองกับทีมของตัวเองแล้วหรือยังครับ ถ้ายัง ลองเริ่มจากการบ้าน 3 ข้อของคุณ Jim Lecinski ดูก่อนได้อย่างสบายใจเลยครับ

Source: https://business.google.com/us/think/future-of-marketing/consumer-behavior-ai-customer-experience/

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *