สรุป การตลาดวันละคน จะเป็นคนทำงานอย่างไรในยุค AI ที่บริษัทต้องง้อ

รายการ “การตลาดวันละคน” ครั้งนี้จะมาสัมภาษณ์ คุณยศ สรกฤช อ้นมณี People Intelligence จาก CJ MORE มาคุยกันว่าจะเป็นคนทำงานอย่างไรใรยุค AI ที่บริษัทต้องการตัว หรือบริษัทต้องง้อขอให้เราทำงานกับเขา ลองไปอ่านกัน

การเปลี่ยนสายงานเกิดขึ้นได้อย่างไร

ช่วงแรกทำ Data มากกว่า 4 ปี จากเดิมมี 5-6 คน และขยายสู่ 20 คน ได้มอบหมายให้มาดูแลทีม Data ทั้งหมดขององค์กรกว่า 100 คน โดยหลังจากได้มาทำเรื่องของคน จึงมีความสนใจมากยิ่งขึ้นและได้นำมาแบ่งปันผ่านบทความ จึงได้เรียนรู้วิธีการประเมินผลและการวาง Career Path จึงเป็นโอกาสที่ได้มอบหมายในตำแหน่งใหม่ซึ่งต้องเข้าใจในสามด้านหลัก คือ Tech, Business และ People จึงลงตัวพอดีสู่ตำแหน่ง People Intelligence

งาน People Intelligence ต้องทำอะไร

เริ่มจากแต่ละงานทำอะไรบ้างผ่านการ Scan และเก็บข้อมูลเพื่อเข้าใจภาพรวม และจัดการแบ่งสรรทรัพยากรให้เหมาะสม มองหาคอขวดที่เป็นปัญหา หลังจากผ่านมา 4 เดือนได้ดูแลฝั่ง People ของทั้ง Head Office ทั้ง TA, ORD, HRD ออกแบบ Performance Evaluation ให้กับองค์กร กลายเป็น HR เดิมที่เปลี่ยนไป โดยเมื่อทราบปัญหาของแต่ละทีมจากการขุดข้อมูล โดยให้มีคนมาช่วยจัดการเพื่อให้เห็น Turnover rate นำมาสู่การวางกลยุทธ์ แล้วใช้ Pulse Survey ไปวัดผล จะเห็นภาพเพื่อเสนอทางแก้ต่อไป หรือการหาคนจาก BD ก็จำเป็นต้องมีข้อมูลมาช่วยตัดสินใจ วิธีการคือย้อนกลับไปดูข้อมูลสองถึงสามปีเพื่อหาพนักงานดีเด่น (Star) ออกมาเพื่อวาง Career Path ต่อไป

หลังจากมาดูแลเรื่องคน คนแบบไหนที่ต้องง้อ

  1. คนที่ทำได้หลายอย่าง
  2. คนที่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง
  3. คนที่ทันเทคโนโลยี

อันดับหนึ่ง คนที่ทำได้หลายอย่าง ไม่ได้ยึดติดอยู่แค่ด้านใดด้านหนึ่ง

เช่นคนที่ทำ Marketing ควรจะต้องทำ Data ได้ด้วย คือจบได้ที่ตนเอง

จุดเริ่มต้นคือต้องตั้ง Criteria ให้ชัดเจนในการวัดผล ว่า Literacy ด้านต่างๆ มีอะไรบ้าง จะเป็นการดึงความสามารถในตัวคนออกมา หรือเปิดพื้นที่ในการแบ่งปัน แล้วตอบแทนด้วย Incentive หรือคะแนนในการทำงาน แล้วมีวิธีแก้ไขคนไม่กล้าแสดงความสามารถอย่างไร โดยฝั่งองค์กร จะต้องมีวัฒนธรรมว่ายิ่งทำเยอะยิ่งได้เยอะ ไม่ได้ทำไปแล้วเสียเปล่า และต้องเท่าเทียม หากมองในมุมคนทำงาน จะได้พัฒนาสกิลในตนเองติดตัวไปเพื่อในอนาคต ในวันที่ต้องออกหรือเปิดบริษัทตัวเอง จะสามารถทำอะไรเป็นของตนเองได้

“มิติการดูแลคน มีความลึกและละเอียดอ่อน”

อันดับสอง คนที่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง หากเจอปัญหาต้องกล้าพูดออกมา

ทำสิ่งที่ “ถูกต้อง” มากกว่า “ถูกใจ” อย่าปล่อยให้ปัญหาขยายใหญ่จนยากจะแก้ไข ควรจะเป็น Good Messenger ไม่ต่างกับคนส่งสาร (3 ก๊ก)

เป็นงานของทีม People ที่ควรเป็นที่พึ่ง (พื้นที่ปลอดภัย) ของพนักงานที่กล้าพูดคุยได้ และรักษาความลับ รวมทั้งไปหาต้นตอของปัญหาแก้ Toxic องค์กร และแก้ไขการบริหารด้วยความกลัว การสร้าง Trust จึงจำเป็นซึ่งยากจะวัด แต่อาจจะลองทดสอบในขั้นแรกด้วยการปรับทุกข์ก่อน ว่าช่วยได้มากขนาดไหน โดยแต่ละองค์กรก็อาจจไม่เหมือนกัน โดยการนำเทคโนโลยีมาใช่อาจจะมีความยากอยู่ในมุมนี้ บางคนใช้ AI มาปรับการส่งเรื่องแบบ Anonymous ก็อาจจะทำให้สบายใจขึ้นในการส่ง Feedback อีกทั้งปัจจุบันยังทำเมลล์กลางเพื่อยื่นเรื่อง และอาจจะมีการนัดหมายนอกสถานที่เพื่อความสบายใจมากยิ่งขึ้น ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอ คือการแก้ปัญหาเกี่ยวกับหัวหน้า เช่นเรื่องการสื่อสารและพื้นที่ในการทำ One on One ที่กลายเป็น Norm ในปัจจุบัน เพราะบางครั้งเพียงแค่คุยกันอาจจะแก้ปัญหาได้หลายอย่าง นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Benefit (สภาพการทำงานและสวัสดิการ) ที่คนทำงานอาจจะต้องการเพิ่ม รวมทั้งเรื่องการลาออก

อันดับสาม คนที่ทันเทคโนโลยี ที่เปิดใจพร้อมใช้งาน

เช่น AI ในการใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานได้อย่างเหมาะสม และหากไปมากกว่านั้นต้องสามารถให้คนใช้ได้ในวงกว้าง

โดย AI แบ่งเป็นเฟสแรกคือ แชท ต่อมาคือ Dashboard จาก CSV และไปสู่ถึงเฟสสอง คือต้องทำให้ข้อมูลปลอดภัยและใช้ในวงกว้างได้ในองค์กรพัฒนาสู่ Platform

ในช่วงแรกๆ อาจจะต้องผลักดันเยอะให้คนเปลี่ยน และเปิดใจในการใช้งาน ปัญหาหลักคือคนยังไม่รู้ว่าจะใช้ยังไงและริ่มที่ตรงไหน โดยอาจจะเริ่มจากถาม AI ว่าจะใช้ยังไง ซึ่งระดับหัวหน้าต้องริเริ่ม จะพบว่าหลายคนทำได้ดีในขั้นนี้ และพบว่าหลายคนหัดทำ Dashboard แต่ต้องไม่ลืมในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล โดยหากมีทีมงานด้าน DEV มาสนับสนุนจะช่วยทำให้ Vibe Code จากทีม Business เกิดขึ้นได้จริง โดยการวัดผลอาจจะทำด้วยการสอบถามและผลว่าตอบได้ โดยแบ่งเป็นคนที่ใช้แล้วแย่ลงเรื่อยๆ จากการที่ใช้ AI มากเกินไปจนหยุดคิด และคนที่ใช้แล้วดีขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้ AI เป็นคู่หูเพื่อนช่วยคิด ใช้ให้ทำงานที่เป็น Routine แทน รวมทั้งใช้เป็น Co-pilot ในการนำเสนอแล้วคนตัดสินใจ

ถ้าให้ AI ทำ แล้ว “เชื่อเลย + ปล่อยทำ + ไม่มีความรู้ด้านนั้น” คนๆ นั้นจะกำลังหยุดการคิดเพื่อพัฒนาและบางครั้งอาจจะนำมาสู่ “หายนะ” ได้

ประเด็นใช้ AI ทำงานแทนเพื่อไม่ต้องสอนเด็กจบใหม่

มองว่าจริงๆ แล้วองค์กรต้องการไอเดียของเด็กจบใหม่เพราะคิดนอกกรอบและได้โอกาสในการลองสิ่งใหม่ๆ แบบกล้าทำตามไสตล์ โดยใช้ AI มาช่วยยกระดับการทำงานหลายแพลตฟอร์มมาช่วยส่งเสริมกัน นำไปสู่การผลักดันให้องค์กรอยากลองทำอะไรใหม่ๆ ช่วยพัฒนาองค์กร เด็กรุ่นใหม่ได้ฝึกงานตั้งแต่ปี 1-2 ที่ทำให้ได้เรียนรู้และโตเร็วกว่าคนยุคเดิม

ในมุมคนทำงานที่อายุมาก มองว่าอย่างไรจะทำให้รู้สึกมั่นคง

หากเป็นผู้ใหญ่ ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักและเป็นที่พึ่งของคนรุ่นใหม่ เป็นคนมีเมตตา เปิดใจ และไม่บ้าอำนาจ ทำให้องค์กรน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ควรจะมีสกิลที่สำคัญคือความเข้าใจธุรกิจ (Business Mindset) หาเงินและเสียเงินจากช่องทางใด และต้องมี Mindset ที่อยากพัฒนาอยู่เสมอไม่หยุดเดินไปข้างหน้า Soft skill เป็นหลัก Hard Skil เป็นรอง

อยากบอกอะไรกับคนที่กลัว AI มาแย่งงาน

ควรคิดว่าเป็นเครื่องมือ หรือผู้ช่วยที่มายกระดับมนุษย์ เพราะหากคิกว่าจะมาแย่งงานจะมีแต่ความกลัว และหากโดนบังคับจะยิ่งต่อต้าน แนะนำให้ใช้กับชีวิตส่วนตัวเช่นวิเคราะห์รายรับ รายจ่าย หากทำได้ดีจะได้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในการใช้งาน

การตลาดวันละคน EP91 จะเป็นคนทำงานอย่างไรในยุค AI ที่บริษัทต้องง้อ กับคุณยศ CJ MORE

การสรุปคือการย่อยความรู้เพื่อให้ง่ายต่อผู้อ่าน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *