การตลาด Under Armour เมื่อ AI คือทางรอดเดียว ของการทำโฆษณา ในวันที่พรีเซนเตอร์ไม่มีคิวให้

บทความนี้พามาดู Case Study ระดับโลกของ การตลาด Under Armour ที่จะเปลี่ยนมุมมองเรื่องการทำโฆษณาของเราไปตลอดกาลครับ ในยุคที่ใคร ๆ ก็พูดถึง AI แต่ส่วนใหญ่มักจบที่การเล่นสนุก ๆ ทว่าเคสนี้คือบทพิสูจน์ของจริงเมื่อแบรนด์ต้องเจอกับวิกฤตพรีเซนเตอร์เบอร์หนึ่งไม่มีคิวให้ จะทำอย่างไรเมื่องบมี แผนพร้อม แต่คนไม่มี คำตอบไม่ได้อยู่ที่การยกเลิก แต่คือการใช้ AI เป็นทางรอดเพื่อสร้างหนังโฆษณาสุด Epic โดยไม่ต้องออกกองถ่ายเลยสักวันเดียวครับ เลยอยากพาทุกคนมาดูการใช้ Technology แก้ Business Problem ที่เกิดขึ้นใน Case นี้่กัน

บทความการตลาดวันละตอนวันนี้ พามาดูหนึ่งในเคสที่ใช้ AI ได้อย่างน่าสนใจและเป็นกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการโฆษณาทั่วโลกช่วงข้ามปีที่ผ่านมาครับ ในยุคที่ทุกแบรนด์ต่างตะโกนว่าฉันใช้ AI เรามักจะเห็นแคมเปญที่ใช้ AI สร้างภาพแปลกตา หรือสร้าง Gimmick สนุก ๆ ให้คนมาเล่น แต่สิ่งที่เรากำลังจะคุยกันในวันนี้ มันข้ามขั้นไปไกลกว่าคำว่า Gimmick แต่มันคือการใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาจริง ๆ ครับ

ลองจินตนาการว่าคุณเป็น Brand Manager ของแบรนด์กีฬาระดับโลก มีงบประมาณก้อนโต มีแผนการตลาดที่วางไว้หมดแล้ว แต่จู่ ๆ พรีเซนเตอร์เบอร์หนึ่งของคุณบอกว่า “ผมไม่ว่างถ่ายงานนะ และจะไม่มีคิวให้เลยแม้แต่วันเดียว” คุณจะทำอย่างไร? จะพับแผนเก็บ? หรือจะเสี่ยงทำกราฟิกธรรมดาๆ?

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Under Armour และวิธีที่พวกเค้าแก้ปัญหานี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนคำว่า Production กันใหม่ทั้งหมดครับ

เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของโฆษณาชุดนี้ ไม่ได้เริ่มจากไอเดียสวยหรูที่อยากจะโชว์เทคโนโลยี แต่เริ่มจากข้อจำกัดที่โหดหินที่สุด สำหรับคนทำโฆษณา นั่นคือ Talent Unavailability เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ Under Armour ต้องการโปรโมตแคมเปญใหญ่โดยมี Anthony Joshua แชมป์มวยโลก Heavyweight เป็นตัวชูโรง

การตลาด Under Armour

แต่ทว่าในช่วงเวลาที่ต้องผลิตชิ้นงานนั้น Anthony Joshua กำลังอยู่ในช่วงเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงเพื่อเตรียมขึ้นชกไฟต์สำคัญ ทีมงานได้รับโจทย์ที่ชัดเจนว่า “ห้ามรบกวนนักกีฬา” และ “ไม่มีวันสำหรับการออกกองถ่าย”

ในอดีตสถานการณ์แบบนี้มีทางออกเพียงไม่กี่ทาง คือ 1. ใช้ภาพ Stock Photo มาตัดต่อ 2. ทำ Motion Graphic โดยไม่มีคนจริง หรือ 3. ยกเลิกโปรเจกต์ ซึ่งทุกทางเลือกล้วนลดทอนความขลัง และพลังของแบรนด์ลงอย่างน่าเสียดายครับ

แต่ Wes Walker ผู้กำกับของโปรเจกต์นี้มองเห็นทางเลือกที่ 4 เค้าตั้งคำถามว่า ในเมื่อเราถ่ายใหม่ไม่ได้ ทำไมเราไม่เอา ‘ของเก่า’ ที่เรามีมากมายมหาศาล มาทำให้กลายเป็น ‘ของใหม่’ ด้วยพลังของ AI ล่ะ? นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่ท้าทายที่สุด คือการทำหนังโฆษณาที่มีนักแสดงนำ แต่ตัวนักแสดงนำไม่ต้องมาปรากฏตัวเลยแม้แต่เงา จึงเป็นที่มาของแคมเปญนี้ครับ

ตัวแคมเปญชื่อ “Forever is Made Now” เป็นภาพยนตร์โฆษณาความยาว 60 วินาที ที่ถ่ายทอดอารมณ์ความดุดัน ความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณนักสู้ตามสไตล์ Under Armour แต่ความพิเศษของเนื้องานอยู่ที่กระบวนการปรุงวัตถุดิบครับ

งานภาพทีมงานเริ่มจากการขุดไฟล์วิดีโอเก่า ๆ ของ Anthony Joshua ที่เคยถ่ายทำไว้ในโฆษณาตัวก่อน ๆรวมถึงฟุตเทจเบื้องหลังที่อาจไม่เคยถูกใช้ นำมาร้อยเรียงใหม่ ทีมงานใช้ Generative AI และเทคโนโลยี 3D CGI เข้ามาเปลี่ยน Environment ทั้งหมด

  • จากโรงยิมสี่เหลี่ยมธรรมดา กลายเป็นทุ่งทะเลทรายที่เวิ้งว้าง
  • สร้างแสงเงาใหม่ที่ดู Dramatic และ Surreal
  • ผสมผสาน Texture ที่มีความเป็นเม็ดทราย ความหยาบโลน เพื่อสื่อถึงความยากลำบากในการฝึกซ้อม
การตลาด Under Armour

ไฮไลท์ที่สำคัญที่สุด หนังเรื่องนี้มีเสียงบรรยายของ Anthony Joshua ตลอดทั้งเรื่อง เป็นบทพูดใหม่ที่ปลุกใจและทรงพลัง แต่เจ้าตัวอย่าง Anthony Joshua ไม่ได้เป็นคนพูดประโยคเหล่านั้น ทีมงานใช้ AI ในการโคลนเสียง โดยป้อนข้อมูลเสียงสัมภาษณ์เก่า ๆ ของเค้าเข้าไป เพื่อให้ AI เรียนรู้โทนเสียง จังหวะการหายใจ และสำเนียงเฉพาะตัว จนสามารถสังเคราะห์เสียงพูดประโยคใหม่ตามสคริปต์ ที่เขียนขึ้นมาได้อย่างแนบเนียน จนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงสังเคราะห์ครับ

ผลลัพธ์คืองานศิลปะที่ผสมผสานระหว่าง “ความจริงในอดีต” กับ “จินตนาการจาก AI” ออกมาเป็นหนังโฆษณาที่ดูสดใหม่ และ Epic ระดับฮอลลีวูด

บทเรียนข้อแรกและสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยน Mindset ของคนทำงานการตลาดที่มักมองว่างานโฆษณาเป็นสินค้าประเภทใช้แล้วทิ้งเมื่อจบแคมเปญก็โยนไฟล์ลง Harddisk แล้วลืมมันไป แต่ในยุค AI ไฟล์วิดีโอเก่าๆ, ภาพเบื้องหลัง, หรือเสียงสัมภาษณ์ที่เคยถูกตัดทิ้ง ทั้งหมดนี้คือวัตถุดิบชั้นเลิศที่ AI ต้องการครับ

นักการตลาดต้องเริ่มให้ความสำคัญกับระบบจัดเก็บ Digital Asset อย่างจริงจัง และต้องมั่นใจว่าแบรนด์เป็นเจ้าของไฟล์ Raw Data เหล่านั้น เพราะเมื่อถึงวันที่วิกฤตหรือต้องการลดต้นทุน เราสามารถสั่งให้ AI นำของเก่าเหล่านี้มาชุบชีวิต สร้างเป็นชิ้นงานใหม่ที่สดใหม่ได้โดยไม่ต้องเสียเงินออกกองถ่ายแม้แต่บาทเดียวครับ

กรณีศึกษาของ Under Armour ทำให้เรารู้ว่า การใช้ AI ที่ทรงพลังที่สุด ไม่ใช่การใช้เพื่อโชว์ว่าแบรนด์เราทันสมัย แต่คือการใช้เพื่อแก้ Pain Point ที่มนุษย์หรือวิธีการเดิม ๆ แก้ไม่ได้ ในเคสนี้คือข้อจำกัดเรื่องเวลาและคิวงาน ของพรีเซนเตอร์ที่เป็นไปไม่ได้เลยในโลกความเป็นจริง ดังนั้นนักการตลาดควรตั้งโจทย์เริ่มจากปัญหาทางธุรกิจก่อน เช่น งบไม่พอ, เวลาไม่มี, หรือสินค้ายังผลิตไม่เสร็จ แล้วค่อยมองหาว่า AI ตัวไหนจะเข้ามาปลดล็อกข้อจำกัดนั้น อย่าเริ่มจากการอยากใช้ AI แล้วค่อยหาโจทย์มาใส่ เพราะนั่นมักจะจบลงที่เป็นแค่ Gimmick ทางการตลาดที่ไม่ได้สร้าง Impact ที่แท้จริงครับ

สรุป การตลาด Under Armour เมื่อ AI คือทางรอดเดียว ของการทำโฆษณา ในวันที่พรีเซนเตอร์ไม่มีคิวให้

แคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ได้เข้ามาทลายกำแพงความเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นโอกาสใหม่ที่ไร้ขีดจำกัด จากนี้ไปนักการตลาดต้องมองให้ลึกกว่าแค่การใช้เครื่องมือ แต่ต้องมองถึงการบริหารจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลและเตรียมพร้อมรับมือกับประเด็นลิขสิทธิ์ที่จะซับซ้อนขึ้น เพราะในโลกยุคใหม่ของเก่าในมือคุณ อาจช่วยกู้สถานการณ์วิกฤตให้กลายเป็นผลงานระดับโลกได้ เหมือนที่ Under Armour ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วในใน Case นี้ครับ

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

ชื่อเติ้ลครับ เป็น Senior Data Insight Researcher & Marketing Content Creator แห่งการตลาดวันละตอนครับ ^^ มีงานอดิเรกเป็น ผู้ช่วยนักวิจัยฝั่ง Consumer Insights ที่คณะวิทยาศาตร์การกีฬา ที่จุฬาครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *