หัวใจสำคัญของการทำ Data-Driven ให้ประสบความสำเร็จคือเราเก็บ Data ได้ดีเพียงพอ เก็บ Data อย่างมีประสิทธิภาพมากพอที่จะสามารถเอาไปต่อยอดใช้งานวิเคราะห์หา Insight ได้จริงหรือเปล่า?
เพราะ Data-Driven Marketing ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้ Data ที่มีให้เกิดประโยชน์ แต่เป็นการเก็บ Data ที่ดีพอเพื่อที่จะสามารถเอาไปวิเคราะห์ต่อยอดหา Insight สำคัญในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดและธุรกิจได้แม่นยำสมกับที่ลงทุนทำไปจริงๆ
เราต้องเริ่มจาก Business Goals จะได้รู้ว่าจะต้องทำอะไรไปเพื่ออะไร จะต้องเก็บ Data แบบไหน จะต้องเอา Data ไปใช้อย่างไร และอะไรคือ Data points ตัวชี้วัดที่เราจะต้องใส่ใจไม่ใช่ว่าเก็บ Data ไปใช้โดยไม่มีเป้าหมายและทิศทาง
นักการตลาดยุคดาต้า 5.0 ต้องมองให้ออกว่า Data แบบไหนหรือตัวชี้วัดใดที่สำคัญต่อธุรกิจเราจริงๆ เราต้องทำงานใกล้ชิดกับทีม Sale มากกว่านี้ ต้องมองว่าเราสองทีมคือทีมเดียวกัน และเราต้องเข้าไปคลุกคลีกับทีม Service ให้มากขึ้นด้วย เพราะเราจะได้รู้ว่าหลังจากเขามาเป็นลูกค้าเราแล้วมีอะไรเกิดขึ้นอีกบ้าง หรือปัญหาของสินค้าที่เรามีอยู่ตรงไหน จะได้แก้ผ่าน Communication ออกไปเพื่อลดปัญหาปลายน้ำที่กำลังเป็นอยู่ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นคือแม้สองทีมสำคัญอย่าง Marketing กับ Sale จะรู้ว่างานของทั้งคู่เชื่อมโยงกัน แต่พวกเขากลับมีเป้าหมาย KPI ที่ไม่สอดคล้องกันส่งผลให้การทำงานประสานกันของสองทีมไม่เกิดขึ้นจริงสักที
ความสัมพันธ์ระหว่างทีม ทีมการตลาดจะไม่ใช่แค่ทีมเดียวในการทำ Data-Driven Marketing แต่ต้องเป็น Data-Driven Business เริ่มจากการประสานงานกับทีม Sale ก่อนว่าเราจะปรับวิธีการทำงานให้สอดคล้องกันเพื่อบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้นออย่างไร เริ่มจากการกำหนดเงื่อนไขของ Lead ที่ทีม Marketing ต้องหามาให้ร่วมกันว่าแบบไหนคือ Quality Lead ที่ Sale ต้องการ ไม่อย่างนั้นเมื่อทีม Sale ปิดการขายไม่ได้ก็จะเอาแต่โทษ Marketing ว่าส่ง Lead ไม่มีคุณภาพมาให้ (เรื่องนี้ผมเจอบ่อยเวลาเป็น Advisor ให้ลูกค้า)
การจะเป็นองค์กรที่ Data-Driven เป็นเรื่องที่รอไม่ได้อีกต่อไป เพราะ Data เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ ตามกลับไปเก็บไม่ได้ โดยเฉพาะในวันที่ผู้บริโภคก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ส่งผลให้มี Data อยู่มากมาย เราจึงต้องรีบทำทันทีไม่ใช่รอวันพรุ่งนี้ เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัว เริ่มจากการตั้งคำถามที่ถูก เริ่มจากการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน เริ่มจากการปรับวิธีการทำงานให้สอดคล้องประสานงานกัน
เพราะธุรกิจยุคดาต้า 5.0 ล้วนก้าวเข้าสู่การเป็น Data Business อย่ามัวรอให้ถึงวันที่สายเกินกว่าจะเริ่มตั้งต้นใหม่ เพราะถึงวันนั้นคุณอาจจะไม่มีวันแก้ตัวอีกต่อไป เรื่อง Data-Driven ไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องมือ แต่เป็นเรื่องระหว่างคนกับคน และคนกับเครื่องมือ และการตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าเราจะเอาชนะเป้าหมายทางธุรกิจด้วย Data ได้อย่างไรครับ
FacebookFacebookXXLINELineผมเป็นคนขี้เกียจจำ Prompt ครับ ใครที่เคยเรียนคลาส AI กับผมจะรู้ดีว่าผมไม่ค่อยให้ท่องสูตร Prompt ยาวๆ ไปใช้ เพราะเชื่อว่าถ้าเราเข้าใจ Logic เบื้องหลังว่าทำไม Prompt ตัวนั้นถึงได้คำตอบดี เราจะดัดแปลงเองได้ทุกสถานการณ์ แต่กับงานประเมินขนาดตลาดนี่ ผมยอมรับว่าการมี Prompt ตั้งต้นที่วางโครงมาดีช่วยประหยัดเวลาได้เยอะจริง เพราะปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดเวลาคนเอา TAM SAM SOM ไปถาม AI ตรงๆ ว่า ช่วยประเมินขนาดตลาดสินค้านี้ให้หน่อย คือ AI จะร่ายตัวเลขออกมาเป็นล้านเป็นพันล้านอย่างมั่นใจ ทั้งที่ไม่มีข้อมูลจริงสักตัว มันแต่งตัวเลขขึ้นมาเองล้วนๆ แล้วคนก็หยิบไปใส่สไลด์เสนอนักลงทุนต่อโดยไม่รู้ว่ากำลังถือระเบิดเวลาอยู่ บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาดูชุด Prompt TAM SAM SOM ทั้ง 8 ตัวที่ผมออกแบบด้วยโครง SPICE เพื่อบังคับให้ AI ทำงานบนข้อมูลจริงและแยกตัวเลขที่เดาออกจากตัวเลขที่อ้างอิงได้ และคราวนี้ผมเติมตัวอย่างการใช้งานจริงให้แต่ละตัวด้วย เพื่อให้เห็นภาพว่าเวลาแทนข้อมูลธุรกิจตัวเองลงไปแล้วหน้าตาเป็นยังไง ใครยังไม่แม่นตัวสูตร แนะนำให้อ่าน TAM SAM SOM คืออะไร […]