ไม่ถึง 200 วันหลังเปิดตัวครั้งแรก ChatGPT Ads ทำอัตรารายได้ต่อปีแตะ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งแต่ 24 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา แบรนด์ไทยก็ซื้อพื้นที่โฆษณาบน ChatGPT ได้แล้วเหมือนกันครับ
ฟังดูเหมือนแค่ช่องทางยิงแอดใหม่อีกหนึ่งช่องใช่มั้ยครับ แต่จริงๆ นี่คือครั้งแรกที่โฆษณาได้ไปอยู่ข้างคำตอบของผู้ช่วยที่คนเชื่อว่าเป็นกลาง ซึ่งทำให้วิธีคิดเรื่องการซื้อสื่อแบบเดิมใช้ได้ไม่ครบอีกต่อไป
บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า ChatGPT Ads ทำงานต่างจาก Search Ads และ Social Ads ตรงไหน มีไอเดียลงโฆษณาแบบไหนที่หยิบไปลองได้เลย และทำไมแบรนด์ไทยควรเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ครับ
ChatGPT Ads เปิดในไทยแล้ว มีอะไรที่นักการตลาดต้องรู้
ตามประกาศของ OpenAI เรื่องการขยาย ChatGPT Ads สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ไทยเปิดพร้อมอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไต้หวัน ต่อจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ตอนนี้ให้บริการแล้วในกว่า 60 ประเทศ มีผู้ลงโฆษณาหลายหมื่นรายทั่วโลกครับ
ฝั่งผู้ลงโฆษณา ธุรกิจที่ผ่านเกณฑ์สร้างแคมเปญเองได้ผ่าน Ads Manager หรือจะลงผ่านทีม OpenAI Ads Solutions และเอเจนซีพาร์ทเนอร์อย่าง dentsu, Havas, Omnicom Media, Publicis Groupe และ WPP ก็ได้ ส่วน Shopee ที่ร่วมมือกับ OpenAI ตั้งแต่ตอนเปิดในบราซิล ก็ขยายความร่วมมือมาในภูมิภาคนี้ด้วย
ฝั่งผู้ใช้ โฆษณาจะแสดงเฉพาะแพ็กเกจ Free และ Go ส่วน Plus, Pro และ Enterprise ยังไม่มีโฆษณาเหมือนเดิม และ OpenAI ย้ำว่าจะไม่เปิดบทสนทนาให้ผู้ลงโฆษณาเห็น ไม่ขายข้อมูลผู้ใช้ และต้องระบุชัดว่าเป็นโฆษณา แยกจากคำตอบ โดยไม่มีผลต่อสิ่งที่ ChatGPT ตอบ
เงื่อนไขข้อสุดท้ายนี้สำคัญมากสำหรับนักการตลาด แต่คนมักอ่านข้ามไป เพราะเงื่อนไขนี้กำหนดว่าเงินค่าโฆษณาของเราซื้ออะไรได้ และซื้ออะไรไม่ได้ครับ
เมื่อโฆษณามาอยู่ข้างคำตอบที่คนเชื่อว่าเป็นกลาง
สิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นคือ Media Plan มีแถวให้ใส่งบเพิ่มอีกหนึ่งแถว ต่อจาก Search, Social และ Marketplace แต่ถ้าอ่านประกาศช้าๆ จะเห็นว่าโฆษณาตัวนี้ถูกวางไว้ในจุดที่ต่างจากทุกช่องที่ผ่านมา คือข้างคำตอบที่คนตั้งใจมาถามเพื่อตัดสินใจ
คำถามจึงไม่ใช่ว่าควรลองลงงบหรือเปล่า แต่คือโฆษณาในจุดนี้ได้เปรียบตรงไหน ถูกจำกัดด้วยอะไร และมีอะไรที่แบรนด์ต้องเตรียมเองโดยที่เงินซื้อไม่ได้ ซึ่งผมขอแตกออกเป็น 3 เรื่องครับ
Contextual Targeting จังหวะที่ลูกค้าเล่าเงื่อนไขให้ฟังเอง
Search Ads ทำงานบน Keyword สั้นๆ แบรนด์ต้องเดาเอาเองว่าคนที่พิมพ์คำว่า รองเท้าวิ่ง อยากได้แบบไหน งบเท่าไหร่ แต่บน ChatGPT คนเล่าโจทย์ทั้งก้อน ทั้งเป้าหมาย ข้อจำกัด และสิ่งที่ให้ความสำคัญ ผมเปิดแชทคุยกับ AI ตั้งแต่เช้าทุกวัน และสังเกตจากตัวเองว่าเวลาถาม AI ผมใส่เงื่อนไขที่ไม่เคยพิมพ์ลงช่อง Search เลยครับ
ตัวเลขก็ยืนยันแบบนั้น งานศึกษาของ Semrush ที่วิเคราะห์ Clickstream Data กว่า 80 ล้านบรรทัด พบว่า Prompt ที่ไม่ได้เปิดโหมดค้นเว็บยาวเฉลี่ย 23 คำ ขณะที่ตอนเปิดโหมดค้นหาเหลือแค่ 4.2 คำ ใกล้กับการพิมพ์ Search แบบเดิม ยิ่งคนเล่ายาว ระบบยิ่งรู้ว่าเขาอยู่ตรงไหนของการตัดสินใจครับ
Logic เดียวกันเคยได้ผลบน Pinterest ซึ่งเปิดเผยว่า 96% ของคำค้นยอดนิยมไม่มีชื่อแบรนด์ คนมาถึงตอนที่ยังไม่ได้เลือกใคร และโฆษณา Top of Search ได้ CTR สูงกว่าแคมเปญปกติ 29% สิ่งที่ ChatGPT มีเพิ่มคือคนไม่ได้แค่ยังไม่ตัดสินใจ แต่บอกเงื่อนไขของการตัดสินใจไว้ครบแล้ว
ลองนึกภาพรีสอร์ตเล็กๆ ในเขาใหญ่ แล้วมีคนถามว่า อยากพาพ่อแม่อายุ 70 ไปพัก 2 คืน งบไม่เกิน 8,000 บาท ต้องมีห้องชั้นล่าง ถ้าข้อมูลของรีสอร์ตเขียนแค่ว่าวิวสวย บรรยากาศดี ก็แทบไม่มีอะไรให้ระบบจับคู่เลย และคนไทยยังถามด้วยเงื่อนไขแบบไทยๆ อย่างผ่อน 0% ได้ไหม ใกล้ BTS ไหม แบรนด์ที่เขียนข้อมูลสินค้าด้วยภาษาโฆษณาล้วนๆ จึงน่าจะเสียเปรียบแบรนด์ที่เขียนด้วยภาษาของโจทย์ลูกค้าอยู่หน่อยนะครับ
ลองเขียนประโยคที่ลูกค้าตัวจริงของคุณน่าจะพิมพ์ถาม AI ก่อนซื้อสินค้าเรา ให้มีงบ มีข้อจำกัดครบ แล้วนับดูว่าข้อมูลสินค้าที่เรามีตอนนี้ตอบเงื่อนไขในประโยคนั้นได้กี่ข้อครับ
Ad Transparency ยิ่งแยกโฆษณาออกจากคำตอบชัด พื้นที่โฆษณายิ่งมีค่า
ท่อนที่ว่าโฆษณาต้องแยกจากคำตอบ อ่านผ่านๆ อาจดูเหมือนย่อหน้านโยบายทั่วไป แต่จริงๆ ท่อนนี้คือตัวสินค้าของ ChatGPT เลยครับ คนถาม ChatGPT ด้วยความเชื่อว่าคำตอบไม่ได้ถูกจ้างมา ถ้าวันไหนคนเริ่มสงสัยว่าคำแนะนำซื้อได้ ไม่ใช่แค่โฆษณาที่ไร้ค่า แต่คำตอบทั้งหมดจะหมดค่าตามไปด้วย
งานวิจัยของ Bartosz Wojdynski และ Nathaniel Evans จาก University of Georgia ทดลองให้คนอ่านบทความที่เป็นโฆษณาแฝง แล้วพบว่ามีแค่ 7% หรือ 17 จาก 242 คนที่รู้ตัวว่ากำลังอ่านโฆษณา และคนดูออกมากขึ้นราว 7 เท่าเมื่อบอกตรงๆ ด้วยคำว่า Advertising หรือ Sponsored Content แทนคำเลี่ยงอย่าง Presented By นั่นแปลว่าถ้าไม่บอกให้ชัดว่านี่คือโฆษณา คนส่วนใหญ่แยกไม่ออกหรอกครับ
ธุรกิจที่ขายความเป็นกลางรู้เรื่องนี้มานานแล้ว Consumer Reports ระบุไว้ชัดว่าไม่รับโฆษณาและจ่ายเงินซื้อสินค้าทุกชิ้นที่นำมาทดสอบ ผ่านทีม Secret Shopper ส่วน ChatGPT เลือกอีกทาง คือยอมมีโฆษณา แต่ขีดเส้นว่าโฆษณาห้ามเข้าไปยุ่งกับคำตอบครับ
ใครเคยเดินโซนเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างบ้านเรา น่าจะคุ้นกับพนักงานเชียร์ขายประจำแบรนด์ที่ถามอะไรไปคำตอบก็วนกลับมาที่แบรนด์ตัวเอง จากที่ผมสังเกต ลูกค้าหลายคนเลยหยิบมือถือเปิดรีวิวก่อนเชื่อ ลองนึกภาพถ้าร้านไทยสักเจ้าแยกให้ชัดว่าใครคือที่ปรึกษากลาง และตรงไหนคือพื้นที่ที่แบรนด์จ่ายเงิน ร้านนั้นอาจขายพื้นที่หน้าร้านได้แพงขึ้นด้วยซ้ำ เพราะของที่วางข้างคำแนะนำที่น่าเชื่อ ก็ดูน่าเชื่อตามไปด้วยครับ
ลองไล่ดูทุกช่องทางที่แบรนด์คุณพูดกับลูกค้า แล้วถามว่าช่องไหนที่ลูกค้าแยกไม่ออกว่านี่คือคำแนะนำหรือการขาย ช่องนั้นแหละที่กำลังลดความเชื่อใจของช่องอื่นไปด้วยครับ
ผลที่ตามมาจากเส้นแบ่งนี้คือเงินซื้อได้แค่ตำแหน่งข้างคำตอบ ถ้าคนถามว่ารองเท้าวิ่งรุ่นไหนเหมาะกับคนน้ำหนักเยอะ แล้วคำตอบแนะนำคู่แข่งใน Category แต่โฆษณาข้างล่างเป็นของเรา ลูกค้าต้องเลือกระหว่างสิ่งที่ผู้ช่วยกลางแนะนำ กับสิ่งที่บอกไว้ชัดว่าเป็นโฆษณา ซึ่งคงไม่ใช่การตัดสินใจที่ยากนักครับ
แล้วคำตอบมาจากไหน งานวิเคราะห์ของ Profound ที่เก็บการอ้างอิงกว่า 680 ล้านครั้ง พบว่าแหล่งที่ ChatGPT อ้างบ่อยที่สุดคือ Wikipedia ที่ 7.8% ของการอ้างอิงทั้งหมด ส่วน Perplexity กับ Google AI Overviews หยิบ Reddit มาอ้างมากที่สุด ทั้งสองแหล่งเป็นพื้นที่ที่คนเขียนกันเอง ไม่ใช่ที่ที่แบรนด์จ่ายเงินวางได้
แบรนด์ที่เข้าใจเรื่องนี้จึงไม่ได้รอแค่ซื้อตำแหน่ง อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยถอดเคส Sephora x ChatGPT ในยุค Agentic Commerce ไว้ Sephora เอาความรู้เรื่องสินค้าของตัวเองเข้าไปอยู่ในบทสนทนาบน ChatGPT ทำให้แบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ ไม่ใช่แค่ยืนอยู่ข้างคำตอบครับ
ในบ้านเรา พื้นที่ที่ทำหน้าที่แบบ Reddit คือ Pantip ซึ่งบทความ GEO กับ AEO ต่างกันอย่างไร เคยชี้ไว้ว่าเป็นหนึ่งในแหล่งที่ LLM ชอบหยิบไปอ้าง ที่ต่างจากตลาดภาษาอังกฤษคือเนื้อหาภาษาไทยดีๆ ยังมีน้อย กระทู้ไม่กี่กระทู้จึงอาจมีน้ำหนักต่อคำตอบสูงเกินตัว ถ้ากระทู้เปรียบเทียบสินค้าในหมวดเรายังเต็มไปด้วยประสบการณ์แย่ๆ ที่ไม่มีใครตอบ งบโฆษณาก็อาจต้องทำงานสวนกับคำตอบที่ระบบสรุปมาครับ
ลองพิมพ์ถาม ChatGPT ด้วยคำถามที่ลูกค้าจะถามก่อนซื้อสินค้าในหมวดของคุณสัก 3 คำถาม แล้วจดว่าชื่อแบรนด์เราโผล่มากี่ครั้ง ในแง่ไหน นั่นคือ Baseline ก่อนตัดสินใจว่าควรใส่งบเท่าไหร่ครับ
10 ไอเดียลงโฆษณาบน ChatGPT Ads สำหรับนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจ
เล่ามาถึงตรงนี้ เราเห็นแล้วว่า ChatGPT Ads ได้เปรียบเรื่องบริบท ถูกจำกัดด้วยเส้นแบ่งระหว่างโฆษณากับคำตอบ และทำงานได้ดีเมื่อคำตอบเข้าข้างเราอยู่แล้ว คำถามต่อไปที่นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจน่าจะอยากรู้ก็คือ แล้วถ้าจะเปิดแคมเปญแรกจริงๆ ควรเริ่มจากไอเดียแบบไหน
ทั้ง 10 ไอเดียข้างล่างผมตั้งต้นจากเครื่องมือที่มีอยู่จริงในคู่มือ ChatGPT Ads ของ OpenAI แต่ละข้อมีตัวอย่างสิ่งที่คนน่าจะพิมพ์ถาม ChatGPT และตัวอย่างโฆษณาที่ควรขึ้นใต้คำตอบ ซึ่งโฆษณาหนึ่งชิ้นจะมีหัวข้อกับคำบรรยายสั้นๆ ส่วนธุรกิจในตัวอย่างทั้งหมดเป็นภาพสมมติ เพื่อให้เห็นว่าหลักการหน้าตาเป็นยังไงเวลาใช้จริงครับ
ดูภาพรวมทั้ง 10 ไอเดียก่อน แล้วค่อยเลือกอ่านข้อที่ตรงกับธุรกิจของคุณได้เลย
Context Hints เขียนด้วยเงื่อนไขที่ลูกค้าพิมพ์จริง
Local Service Ads บอกพื้นที่และราคาตั้งแต่แรก
Planning Moment จับจังหวะคนกำลังวางแผน
Product Feed ร้านที่มีสินค้าหลายร้อยรายการ
B2B Shortlist ให้แบรนด์อยู่ในรายชื่อตอนธุรกิจเลือกระบบ
First-Time Buyer คุยกับคนที่เพิ่งเริ่ม
Comparison Page หน้าเปรียบเทียบที่ยอมบอกว่าเราไม่เหมาะกับใคร
Ad Policy เช็คหมวดต้องห้ามและคำเคลมก่อนเขียนโฆษณา
Custom Audience ใช้ฐานสมาชิกที่มีอยู่ให้คุ้ม
AI Answer Audit ถามแบบลูกค้าก่อน แล้วค่อยลงงบ
1. Context Hints เขียนด้วยเงื่อนไขที่ลูกค้าพิมพ์จริง
Context Hints ในคู่มือของ OpenAI คือข้อมูลเสริมระดับ Ad Group ที่ช่วยให้ระบบรู้ว่าโฆษณาเราเกี่ยวกับบทสนทนาแบบไหน OpenAI เขียนไว้ชัดว่านี่ไม่ใช่ Keyword ให้เขียนเป็นประโยคธรรมชาติที่พูดเรื่องเดียว เจาะจง และตรงกับของที่มีจริง รีสอร์ตเขาใหญ่จากตอนต้นจึงไม่ควรใส่แค่ รีสอร์ต เขาใหญ่ วิวภูเขา แต่ควรเขียนว่า ห้องพักชั้นล่างไม่มีบันได สำหรับครอบครัวที่พาผู้สูงอายุมาพักช่วงสุดสัปดาห์ครับ
ตัวอย่างสิ่งที่คนพิมพ์ถาม ChatGPT
อยากพาพ่อแม่อายุ 70 ไปพักเขาใหญ่ 2 คืน งบไม่เกิน 8,000 บาท ขอที่พักที่ไม่ต้องขึ้นบันได มีที่ไหนแนะนำบ้าง
ตัวอย่างโฆษณาที่ควรขึ้นใต้คำตอบ
หัวข้อ: ห้องพักชั้นล่างที่เขาใหญ่ ไม่ต้องขึ้นบันได
คำบรรยาย: ทางเดินเรียบถึงหน้าห้อง ห้องน้ำมีราวจับ 2 คืนเริ่มต้น 6,900 บาท เหมาะกับครอบครัวที่พาผู้ใหญ่มาพัก
โฆษณานี้ตอบเงื่อนไขในคำถามทีละข้อ ทั้งไม่มีบันได งบ และผู้สูงอายุ แทนที่จะพูดเรื่องวิวสวยที่ลูกค้าไม่ได้ถามเลยครับ
2. Local Service Ads บอกพื้นที่และราคาตั้งแต่แรก
ตัวอย่าง Context Hint อีกอันที่ OpenAI ยกไว้คือ บริการช่างประปานอกเวลาทำการในเมืองที่ระบุ พร้อมค่าเรียกช่าง 89 ดอลลาร์ ในประโยคเดียวมีทั้งพื้นที่ เวลา และราคา ซึ่งเป็นสามเรื่องที่คนมักถาม AI ก่อนเรียกช่างจริง ส่วน Geo Targeting ให้เช็คก่อนว่ารองรับระดับจังหวัดในไทยแล้วหรือยัง ถ้ายัง ให้พื้นที่ใน Context Hint ช่วยทำงานแทนครับ
ตัวอย่างสิ่งที่คนพิมพ์ถาม ChatGPT
ล้างแอร์ที่บ้านแถวบางนา ราคาประมาณเท่าไหร่ เสาร์นี้หาช่างทันไหม
ตัวอย่างโฆษณาที่ควรขึ้นใต้คำตอบ
หัวข้อ: ล้างแอร์ถึงบ้าน บางนาและสมุทรปราการ
คำบรรยาย: แอร์ติดผนังเริ่มต้นเครื่องละ 500 บาท รับงานเสาร์อาทิตย์ แจ้งราคาก่อนเริ่มงานทุกครั้ง
ร้านเล็กที่กล้าบอกราคาตรงๆ จะดูน่าเชื่อกว่าร้านที่เขียนแค่ว่าราคาถูก และตรงกับสิ่งที่คนเพิ่งถามพอดีครับ
3. Planning Moment จับจังหวะคนกำลังวางแผน
ในประกาศเปิดตัวในไทย OpenAI ยกตัวอย่างว่าคนใช้ ChatGPT วางแผนเที่ยว เลือกซอฟต์แวร์ และแต่งบ้าน ทั้งหมดคือการตัดสินใจที่ใช้เวลาหลายวัน โฆษณาช่วงนี้จึงไม่ต้องรีบปิดการขาย แต่ควรช่วยให้การวางแผนง่ายขึ้นหน่อย แล้วเลือกเป้าหมายแคมเปญแบบ Clicks พาคนไปหน้าที่มีประโยชน์จริงครับ
ตัวอย่างสิ่งที่คนพิมพ์ถาม ChatGPT
เพิ่งซื้อคอนโด 1 ห้องนอน 30 ตารางเมตร งบแต่งประมาณ 1 แสน ควรเริ่มจากอะไรก่อน
ตัวอย่างโฆษณาที่ควรขึ้นใต้คำตอบ
หัวข้อ: เช็คลิสต์แต่งคอนโด 1 ห้องนอน งบ 1 แสนบาท
คำบรรยาย: ไล่ทีละขั้นตั้งแต่ผ้าม่าน วอลเปเปอร์ จนถึงแสงไฟ พร้อมตัวอย่างงบแต่ละส่วน อ่านได้ฟรี
โฆษณาแบบนี้มาจากร้านผ้าม่านและวอลเปเปอร์ก็จริง แต่ไม่ได้ขายของตรงๆ คนที่คลิกอาจยังไม่ซื้อวันนี้ แต่จะจำได้ว่าร้านไหนช่วยเขาวางแผน ซึ่งคือการสร้าง Brand Recall ในจังหวะที่คนกำลังตัดสินใจครับ
4. Product Feed ร้านที่มีสินค้าหลายร้อยรายการ
สำหรับร้านที่มีสินค้าเยอะ ระบบรองรับการสร้างแคมเปญจาก Product Feed แทนการเขียนโฆษณาทีละชิ้น จุดที่หลายร้านพลาดคือฟีดมีแค่ชื่อสินค้ากับราคา ทั้งที่คนถาม AI ด้วยขนาด วัสดุ และสถานการณ์การใช้งาน ยิ่งเติมรายละเอียดในฟีดได้ครบ ระบบก็ยิ่งมีข้อมูลให้จับคู่ครับ
ตัวอย่างสิ่งที่คนพิมพ์ถาม ChatGPT
โซฟาแบบไหนเหมาะกับคอนโด 28 ตารางเมตรที่เลี้ยงแมว ไม่อยากให้ผ้าเป็นขุยเร็ว
ตัวอย่างโฆษณาที่ควรขึ้นใต้คำตอบ
หัวข้อ: โซฟา 2 ที่นั่ง กว้าง 150 ซม. ผ้ากันเล็บแมว
คำบรรยาย: ขนาดพอดีห้องคอนโด ถอดผ้าซักได้ทั้งตัว ส่งฟรีในกรุงเทพฯ
ทุกคำในโฆษณานี้ดึงมาจากข้อมูลในฟีด ถ้าฟีดเขียนแค่ว่า โซฟาผ้า สีเทา ราคา 12,900 บาท โฆษณาก็แทบไม่มีอะไรไปตอบคำถามเรื่องแมวเลยครับ
5. B2B Shortlist ให้แบรนด์อยู่ในรายชื่อตอนธุรกิจเลือกระบบ
ธุรกิจ B2B ได้ประโยชน์จาก Contextual Targeting ชัดมาก OpenAI ยกตัวอย่าง Context Hint ของซอฟต์แวร์บัญชีสำหรับร้านค้าที่ต้องกระทบยอดขายออนไลน์กับหน้าร้าน ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะที่คนพิมพ์ถาม AI จริงๆ ข้อนี้ควรเลือกเป้าหมายแคมเปญแบบ Conversions เพื่อวัดยอดสมัครทดลองใช้ ไม่ใช่แค่ยอดคลิกครับ
ตัวอย่างสิ่งที่คนพิมพ์ถาม ChatGPT
ร้านกาแฟ 2 สาขา อยากได้ระบบ POS ที่ดูยอดขายหน้าร้านกับแอปเดลิเวอรีรวมกันได้ มีตัวไหนน่าใช้บ้าง
ตัวอย่างโฆษณาที่ควรขึ้นใต้คำตอบ
หัวข้อ: ระบบ POS สำหรับร้านกาแฟ 1-3 สาขา
คำบรรยาย: ดูยอดขายหน้าร้านและเดลิเวอรีในหน้าเดียว ทดลองใช้ฟรี 14 วัน ไม่ต้องผูกบัตรเครดิต
คนที่มาถึงตรงนี้คือคนที่กำลังทำ Shortlist อยู่แล้ว โฆษณาแค่ต้องทำให้การลองใช้ง่ายเข้าไว้ครับ
6. First-Time Buyer คุยกับคนที่เพิ่งเริ่ม
ตัวอย่างรองเท้าวิ่งของ OpenAI ที่พูดถึงมือใหม่ซ้อมวิ่ง 5K ครั้งแรก บอกอะไรบางอย่างครับ มือใหม่น่าจะเป็นกลุ่มที่ถาม AI เยอะ เพราะยังไม่รู้จะถามใคร และไม่อยากดูไม่รู้ต่อหน้าคนขาย โฆษณาที่พูดกับความกังวลของมือใหม่ตรงๆ จึงเข้ากับบทสนทนาแบบนี้ได้ดีกว่าโฆษณาที่โชว์สเปกเต็มหน้า
ตัวอย่างสิ่งที่คนพิมพ์ถาม ChatGPT
อายุ 40 แล้วไม่เคยออกกำลังกายเลย อยากลองพิลาทิส จะตามคนอื่นในคลาสทันไหม
ตัวอย่างโฆษณาที่ควรขึ้นใต้คำตอบ
หัวข้อ: พิลาทิสสำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกาย
คำบรรยาย: คลาสแรกสอนตัวต่อตัว เริ่มจากท่าพื้นฐาน ไม่ต้องกลัวตามไม่ทัน จองคลาสทดลองราคาพิเศษได้วันนี้
โฆษณานี้ตอบความกลัวในคำถามก่อนเรื่องอื่น ตรงกับสิ่งที่คนกำลังลังเลอยากได้ยินพอดีครับ
7. Comparison Page หน้าเปรียบเทียบที่ยอมบอกว่าเราไม่เหมาะกับใคร
ข้อนี้มาจากเรื่อง Ad Transparency โดยตรง คนที่คลิกโฆษณาเพิ่งอ่านคำตอบที่เป็นกลางมาหมาดๆ ถ้า Landing Page เป็นหน้าขายของแบบเชียร์สุดตัว ความรู้สึกจะสะดุดทันที หน้าที่ควรรับคนกลุ่มนี้คือหน้าเปรียบเทียบที่ตรงไปตรงมา รวมถึงบอกว่าสินค้าเราไม่เหมาะกับใครครับ
ตัวอย่างสิ่งที่คนพิมพ์ถาม ChatGPT
เครื่องกรองน้ำ RO กับ UF ต่างกันยังไง บ้านใช้น้ำประปา ควรเลือกแบบไหน
ตัวอย่างโฆษณาที่ควรขึ้นใต้คำตอบ
หัวข้อ: RO หรือ UF แบบไหนเหมาะกับบ้านคุณ
คำบรรยาย: เทียบข้อดีข้อจำกัดแบบตรงไปตรงมา รวมถึงกรณีที่บ้านคุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้ RO
แบรนด์ที่กล้าบอกว่าลูกค้าบางคนไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่นแพง คือแบรนด์ที่ทำให้คนเชื่อคำแนะนำอื่นๆ ในหน้าเดียวกันครับ
8. Ad Policy เช็คหมวดต้องห้ามและคำเคลมก่อนเขียนโฆษณา
นโยบายโฆษณาของ OpenAI ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน แอปหาคู่ และคำเคลมด้านสุขภาพที่ไม่มีหลักฐานรองรับ เช่นยาลดน้ำหนัก ดีท็อกซ์ และอาหารเสริมที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ ส่วนบริการการเงินและสุขภาพจัดเป็นหมวดจำกัดที่พิจารณาเป็นรายกรณี และโฆษณาจะไม่แสดงในบทสนทนาเรื่องสุขภาพจิตเลย จากที่ผมสังเกต หมวดอาหารเสริมและความงามบ้านเราคุ้นกับคำเคลมแรงๆ ข้อนี้จึงสำคัญกับตลาดไทยเป็นพิเศษครับ
ตัวอย่างสิ่งที่คนพิมพ์ถาม ChatGPT
ขนมกินเล่นตอนบ่ายที่โปรตีนสูง น้ำตาลน้อย มีอะไรบ้าง อยากซื้อติดไว้ที่ออฟฟิศ
ตัวอย่างโฆษณาที่ควรขึ้นใต้คำตอบ
หัวข้อ: ขนมโปรตีน 10 กรัม น้ำตาลไม่เกิน 3 กรัมต่อซอง
คำบรรยาย: ระบุโปรตีนและน้ำตาลไว้บนฉลากทุกซอง มีให้เลือก 4 รส สั่งยกกล่องส่งถึงออฟฟิศ
เทียบกับโฆษณาแบบ ลด 5 กิโลใน 7 วัน ที่หลายแบรนด์ยังใช้อยู่ แบบหลังเสี่ยงผิดนโยบายตั้งแต่แรก ส่วนแบบแรกขายด้วยตัวเลขที่ลูกค้าตรวจสอบเองได้บนฉลากครับ
9. Custom Audience ใช้ฐานสมาชิกที่มีอยู่ให้คุ้ม
ระบบให้ใช้ Custom Audience ได้ทั้งแบบรวมและแบบตัดออก แต่ในคู่มือการสร้างแคมเปญ ระบุว่าส่วนใหญ่ต้องจับคู่ผู้ใช้ได้อย่างน้อย 25,000 คน ไอเดียนี้จึงเหมาะกับแบรนด์ที่มีฐานสมาชิกใหญ่ ส่วนธุรกิจที่ฐานยังไม่ถึง ข้ามข้อนี้ไปได้สบายๆ ครับ
ตัวอย่างสิ่งที่คนพิมพ์ถาม ChatGPT
ผิวแห้งมากช่วงหน้าหนาว มอยส์เจอไรเซอร์แบบไหนเนื้อบางเบาแต่ไม่แห้งตึงระหว่างวัน
ตัวอย่างโฆษณาที่ควรขึ้นใต้คำตอบ ซึ่งยิงเฉพาะสมาชิกเดิมที่ไม่ได้ซื้อมาเกิน 6 เดือน
หัวข้อ: สูตรใหม่สำหรับผิวแห้งช่วงหน้าหนาว
คำบรรยาย: เนื้อบางเบา ลองขนาดพกพาก่อนได้ สมาชิกที่กลับมาซื้อรับส่วนลด 15%
อีกทางคือใช้ฐานเดียวกันแบบตัดออก เพื่อให้งบทั้งหมดไปหาคนที่ยังไม่เคยเป็นลูกค้าล้วนๆ ครับ
10. AI Answer Audit ถามแบบลูกค้าก่อน แล้วค่อยลงงบ
ข้อสุดท้ายคือลำดับการทำงาน เริ่มจากถาม ChatGPT ด้วยคำถามที่ลูกค้าจะถามจริงสัก 10 ข้อ ดูว่าคำตอบพูดถึงเราไหม และพูดในแง่ไหน แล้วเอาสิ่งที่คำตอบชมเราอยู่แล้วมาเป็นแกนของโฆษณา ถ้ายังไม่ถูกพูดถึงเลย ให้กลับไปแก้ข้อมูลบนเว็บ รีวิว และกระทู้ก่อนครับ
ตัวอย่างสิ่งที่คนพิมพ์ถาม ChatGPT
กันแดดสำหรับผิวมันที่ทาแล้วไม่เหนอะ ใช้ทุกวันได้ มีแบรนด์ไหนน่าลองบ้าง
ตัวอย่างโฆษณาที่ควรขึ้นใต้คำตอบ ถ้าคำตอบพูดถึงแบรนด์เราว่าเนื้อบางไม่เหนอะอยู่แล้ว
หัวข้อ: กันแดดเนื้อบางสำหรับผิวมัน ทาทุกวันไม่เหนอะ
คำบรรยาย: SPF50 PA++++ เนื้อเจลซึมเร็ว มีขนาดทดลองให้ลองก่อนซื้อขวดใหญ่
พอคำตอบกับโฆษณาพูดเรื่องเดียวกัน โฆษณาก็แค่ช่วยยืนยันสิ่งที่ลูกค้าเพิ่งอ่านจบ จากนั้นค่อยเปิดแคมเปญเล็กๆ ด้วย Daily Budget พร้อมติด Conversion Tracking หรือ UTM ให้เทียบ CPA กับช่องทางเดิมได้ครับ
ทำไมแบรนด์ไทยควรเริ่มใช้ ChatGPT Ads ตั้งแต่ตอนนี้
ถ้าเอาทั้งหมดมาต่อกัน ChatGPT Ads ขายจังหวะที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจ แยกโฆษณาออกจากคำตอบชัดเจน และได้ผลเมื่อคำตอบเข้าข้างเราอยู่แล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่าควรลองหรือเปล่า แต่คือควรเริ่มเมื่อไหร่
คำตอบของผมคือตอนนี้ครับ และไม่ได้หมายความว่าต้องย้ายงบก้อนใหญ่มาทั้งหมด แต่หมายถึงเริ่มเรียนรู้ช่องนี้ด้วยงบที่เสียแล้วไม่เจ็บ ด้วยเหตุผล 4 ข้อ
Early Bird Advantage ช่วงที่คู่แข่งในการประมูลยังน้อย
ระบบเลือกโฆษณาด้วยการประมูลที่ถ่วงน้ำหนักด้วยความเกี่ยวข้อง ช่วงแรกที่เพิ่งเปิดในไทย จำนวนแบรนด์ไทยที่เข้ามาประมูลน่าจะยังไม่เยอะ เหมือนหลายช่องทางใหม่ที่ต้นทุนช่วงคนยังน้อยมักถูกกว่าตอนที่ทุกคนเข้ามาแล้ว อย่างที่เคยเล่าไว้ในบทความ 10 ช่องทางการตลาดใหม่ยุค Digital และ AI ครับ
Learning Curve ทักษะใหม่ที่ต้องใช้เวลาฝึก
การเขียน Context Hints กับการทำ Landing Page ให้รับคนที่เพิ่งอ่านคำตอบกลางมา เป็นทักษะที่ทีมการตลาดส่วนใหญ่ยังไม่เคยทำ ฝึกตอนงบยังเล็กและคนยังน้อย น่าจะถูกกว่าไปฝึกตอนที่ช่องนี้แน่นแล้วเยอะครับ
First-Party Data ข้อมูลที่เก็บก่อนได้เปรียบก่อน
แคมเปญแบบ Conversions ต้องอาศัยข้อมูลเหตุการณ์จาก Pixel หรือ Conversions API ใครติดตั้งและเก็บข้อมูลก่อน ระบบก็น่าจะเรียนรู้ได้เร็วกว่า และเราจะมีตัวเลข CPA ของตัวเองไว้เทียบกับ Search กับ Social ไม่ต้องเดาจากตัวเลขของตลาดอื่นครับ
Zero-Cost Start ต่อให้ยังไม่ลงงบก็เริ่มได้วันนี้
การถามคำถามที่ลูกค้าถามจริงแล้วดูว่าคำตอบพูดถึงเรายังไง ไม่ต้องใช้งบสักบาท แต่บอกได้ทันทีว่าเราควรใส่เงินเลย หรือควรกลับไปแก้เว็บ รีวิว และกระทู้ก่อนครับ
ก่อนเริ่ม มีข้อจำกัดที่แบรนด์ไทยควรรู้ไว้
หมวดต้องห้าม: แอลกอฮอล์ การพนัน แอปหาคู่ และคำเคลมสุขภาพที่ไม่มีหลักฐาน ลงโฆษณาไม่ได้ หมวดเหล่านี้ใช้ช่วงนี้ทำให้คำตอบเข้าข้างไปก่อน
ฐาน Custom Audience: ส่วนใหญ่ต้องจับคู่ได้อย่างน้อย 25,000 คน SME ส่วนมากยังใช้ไม่ได้
ค่าคลิก: คู่มือพื้นฐานของ ChatGPT Ads แนะนำให้เริ่มตั้ง Max Bid ที่ 3-5 ดอลลาร์สหรัฐต่อคลิก ซึ่งน่าจะสูงกว่าที่หลายหมวดในไทยคุ้นเคย ทุกคลิกจึงควรพาคนไปหน้าที่พร้อมรับจริง
ถ้าให้ผมรวบทั้งหมดเหลือคำเดียว คำนั้นคือ Answer Engine Marketing หรือ การตลาดบนคำตอบของ AI คือการทำให้คำตอบเข้าข้างแบรนด์ด้วย GEO แล้วใช้ ChatGPT Ads ยืนยันซ้ำในจังหวะที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจ สองอย่างนี้ต้องไปด้วยกัน ทำอย่างเดียวได้ผลแค่ครึ่งเดียวครับ
คำถามที่ผมอยากฝากไว้คือ วันที่ช่องนี้แน่นเหมือน Search Ads ทุกวันนี้มาถึง ใครจะเป็นคนที่รู้แล้วว่าอะไรได้ผลในหมวดของคุณ ระหว่างคู่แข่ง หรือทีมของคุณเองอย่างแท้จริงครับ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ChatGPT Ads
ChatGPT Ads คืออะไร
ChatGPT Ads คือระบบโฆษณาของ OpenAI ที่แสดงโฆษณาใต้คำตอบของ ChatGPT เมื่อสินค้าหรือบริการเกี่ยวข้องกับบทสนทนาตอนนั้น โฆษณาแต่ละชิ้นมีชื่อผู้ลงโฆษณา โลโก้ หัวข้อ คำบรรยาย รูปภาพ และลิงก์ไปหน้าเว็บ ระบบจับคู่จากบริบทของบทสนทนา ไม่ได้จับคู่จาก Keyword แบบ Search Ads
ChatGPT Ads เปิดให้ใช้ในไทยเมื่อไหร่
ChatGPT Ads เปิดให้บริการในไทยวันที่ 24 กันยายน 2569 พร้อมอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไต้หวัน ตอนนี้ให้บริการแล้วในกว่า 60 ประเทศ และทำอัตรารายได้ต่อปีแตะ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในไม่ถึง 200 วันหลังเปิดตัวครั้งแรก
โฆษณาใน ChatGPT แสดงกับใครบ้าง
โฆษณาใน ChatGPT แสดงเฉพาะผู้ใช้แพ็กเกจ Free และ Go เท่านั้น ผู้ใช้แพ็กเกจเสียเงินอย่าง Plus, Pro, Business และ Enterprise จะไม่เห็นโฆษณา และระบบจะไม่แสดงโฆษณากับผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี รวมถึงบทสนทนาเรื่องอ่อนไหวอย่างสุขภาพจิต
ChatGPT Ads คิดเงินยังไง
ChatGPT Ads มีเป้าหมายแคมเปญ 3 แบบ คือ Views คิดเงินต่อ 1,000 Impression แบบ CPM, Clicks คิดเงินต่อคลิกแบบ CPC และ Conversions ที่ Optimize ตามเหตุการณ์ที่เลือก คู่มือของ OpenAI แนะนำให้เริ่มตั้ง Max Bid ที่ 3-5 ดอลลาร์สหรัฐต่อคลิก ส่วนงบขั้นต่ำต่อวันแตกต่างกันไปตามสกุลเงิน
ลงโฆษณาบน ChatGPT Ads ต้องเริ่มยังไง
ธุรกิจที่ผ่านเกณฑ์สร้างและบริหารแคมเปญเองได้ผ่าน Ads Manager ที่ ads.openai.com หรือจะลงผ่านทีม OpenAI Ads Solutions และเอเจนซีพาร์ทเนอร์อย่าง dentsu, Havas, Omnicom Media, Publicis Groupe และ WPP ก็ได้ ขั้นตอนแรกที่ควรทำคือเขียน Context Hints ติด Pixel และเตรียม Landing Page ให้พร้อม
โฆษณาใน ChatGPT มีผลต่อคำตอบไหม
โฆษณาใน ChatGPT ไม่มีผลต่อคำตอบ OpenAI ระบุว่าโฆษณาต้องบอกชัดเจนว่าเป็นโฆษณาและแยกออกจากคำตอบเสมอ ไม่เปิดบทสนทนาให้ผู้ลงโฆษณาเห็น และไม่ขายข้อมูลผู้ใช้ ผู้ใช้ยังตั้งค่าการปรับโฆษณาให้ตรงกับตัวเองได้
สินค้าอะไรลงโฆษณาใน ChatGPT Ads ไม่ได้
ChatGPT Ads ไม่รับโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า การพนัน แอปหาคู่ เนื้อหาการเมือง และคำเคลมสุขภาพที่ไม่มีหลักฐาน เช่นยาลดน้ำหนัก ดีท็อกซ์ และอาหารเสริมที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ ส่วนบริการการเงิน สุขภาพ และกฎหมายจัดเป็นหมวดจำกัดที่พิจารณาเป็นรายกรณี
ChatGPT Ads ต่างจาก Google Ads ยังไง
ChatGPT Ads จับคู่โฆษณาจากบริบทและ Intent ของทั้งบทสนทนา ส่วน Google Ads ฝั่ง Search จับคู่จาก Keyword ที่คนพิมพ์ ผู้ลงโฆษณาบน ChatGPT จึงไม่ได้ซื้อ Keyword แต่เขียน Context Hints เป็นประโยคที่อธิบายว่าสินค้าเหมาะกับใครและสถานการณ์ไหน
ลงโฆษณา ChatGPT Ads แล้วแบรนด์จะถูกแนะนำในคำตอบของ ChatGPT ไหม
ไม่ครับ การลงโฆษณาซื้อได้แค่พื้นที่ใต้คำตอบ ไม่ได้ทำให้ ChatGPT แนะนำแบรนด์ในคำตอบ การถูกพูดถึงในคำตอบต้องมาจากการทำ GEO หรือ Generative Engine Optimization คือทำให้ข้อมูลของแบรนด์บนเว็บ รีวิว และแหล่งภายนอกอย่าง Pantip มีคุณภาพพอที่ AI จะหยิบไปอ้าง แบรนด์จึงควรทำทั้ง GEO และ ChatGPT Ads ไปพร้อมกัน ให้คำตอบกับโฆษณาพูดเรื่องเดียวกัน