Insight YouTube 2026 จาก Data 799,718 คลิปของ Metricool วิวยาวโต 76% Shorts โต 127% แต่ View Duration ร่วง 37% รายได้โฆษณาหาย 55% พร้อมจุดคุ้มโพสต์ 2-4 คลิปต่อสัปดาห์

10 Insight สำคัญจาก YouTube Study 2026 ของ Metricool เมื่อ Views พุ่ง แต่โลกกำลังเข้าสู่ Attention Recession

ในฐานะคนที่ทำช่อง YouTube เองและอ่าน Report ต่างประเทศเยอะจนติดเป็นนิสัย ผมเจอรายงานไหนน่าสนใจก็อยากเอามาย่อยให้เพื่อนๆ นักการตลาดไทยอ่านแบบไม่ต้องไล่อ่านเองทั้ง 41 หน้า และรอบนี้คือ YouTube Study 2026 ของ Metricool ที่วิเคราะห์วิดีโอจริงถึง 799,718 คลิป จาก 71,177 ช่องทั่วโลก เทียบข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2025 กับ 2026 แบบปีต่อปี บทความนี้ผมเลยอยากชวนคุณมาถอดรหัสทั้ง 10 ประเด็นว่าทำไม YouTube ถึงกำลังเข้าสู่ภาวะที่ผมขอเรียกว่า Attention Recession หรือภาวะที่ Attention ของคนดูถดถอยสวนทางกับ Views ที่พุ่งขึ้น และนักการตลาดไทยควรปรับกลยุทธ์ YouTube อย่างไรต่อจากนี้ครับ

  1. More Views, Less Attention Views วิดีโอยาวโต 76% แต่ View Duration ร่วง 37%
  2. The 16-Second Reality คนดู Shorts เหลือคลิปละ 16 วินาที
  3. The Monetization Squeeze วิวเพิ่มแต่รายได้โฆษณาหายเกินครึ่ง
  4. The Algorithm Gatekeeper 61% ของวิวมาจาก Shorts Feed
  5. The Shorts Halo ลง Shorts พอดีๆ ช่วยดันวิดีโอยาวโต 46%
  6. The Sweet Spot โพสต์ 2-4 คลิปต่อสัปดาห์คือจุดคุ้มสุด
  7. The Hashtag Myth ใส่ Hashtag แล้ววิวลด แต่ได้คนดูตัวจริง
  8. Small Accounts Win ปีทองของช่องเล็ก
  9. The Platform Race YouTube โตช้ากว่า TikTok แต่ Subscriber มีค่ากว่า
  10. The Long Tail คอนเทนต์พีค 3 วันแรก แต่หากินต่อได้เป็นปี

1. More Views, Less Attention Views วิดีโอยาวโต 76% แต่ View Duration ร่วง 37%

ถ้าดูแค่ผิวเผิน YouTube ปี 2026 ดูเหมือนกำลังไปได้สวย เพราะวิดีโอยาวมียอดวิวเฉลี่ยต่อคลิปเพิ่มขึ้นเกือบ 76% จาก 3,405 วิว เป็น 5,985 วิว และ Estimated Minutes Watched หรือนาทีการรับชมรวมก็เพิ่มขึ้นราว 11% แปลว่าปริมาณการดูโดยรวมของทั้งแพลตฟอร์มยังโตต่อเนื่อง

แต่พอเจาะลึกลงไปอีกชั้น ภาพกลับตรงกันข้ามครับ เพราะ Average View Duration หรือระยะเวลาดูเฉลี่ยต่อวิว ลดลงถึง 37% จาก 3.98 นาที เหลือแค่ 2.51 นาที ส่วน Engagement Rate ลดจาก 2.38% เหลือ 1.30% หรือหายไปราว 45% ภายในปีเดียว

นั่นหมายความว่าคอนเทนต์ของเราเข้าถึงหน้าฟีดคนมากขึ้นก็จริง แต่คนตัดสินใจเร็วขึ้นว่าจะดูต่อหรือปัดผ่าน และส่วนใหญ่เลือกอย่างหลัง ยอด Views ที่สวยขึ้นจึงเสี่ยงเป็นแค่ Vanity Metric ตัวเลขที่ดูดีในรายงานแต่ไม่สะท้อนคุณค่าจริง ถ้าแบรนด์ไหนยังวัดความสำเร็จของ YouTube ด้วยยอด Views อย่างเดียว ปีนี้ถึงเวลาต้องเปลี่ยน KPI มาโฟกัสที่ Watch Time และ Retention กันได้แล้วครับ

2. The 16-Second Reality คนดู Shorts เหลือคลิปละ 16 วินาที

ฝั่ง Shorts เล่าเรื่องเดียวกันในเวอร์ชันที่แรงกว่า เพราะยอดวิวเฉลี่ยต่อคลิปพุ่งขึ้นกว่า 127% จาก 2,343 วิว เป็น 5,321 วิว ขณะที่แบรนด์และครีเอเตอร์ก็โหมผลิตกันหนักขึ้น ความถี่การโพสต์เพิ่มขึ้นกว่า 20% ภายในปีเดียว

แต่รู้มั้ยว่าเวลาที่คนใช้ดู Shorts แต่ละคลิปตอนนี้เหลือเฉลี่ยแค่ราว 16 วินาที สั้นลงจากปีก่อนถึง 32 วินาที หรือพูดง่ายๆ คือคนดูแต่ละคลิปสั้นลง 3 เท่า ส่วน Interactions ก็ลดลง 15% คอนเทนต์ไปโผล่บนฟีดคนมากขึ้น แต่นิ้วคนดูก็ปัดเร็วขึ้นเช่นกัน

บทเรียนสำหรับคนทำ Shorts คือ 3 วินาทีแรกกลายเป็นสมรภูมิจริงของเกมนี้ Hook ที่ Scroll-Stopping ต้องมาก่อนทุกอย่าง และความยาวคลิปที่เหมาะสมอาจไม่ใช่ 60 วินาทีเต็มอีกต่อไป เพราะถ้าค่าเฉลี่ยการดูอยู่ที่ 16 วินาที การอัดสาระสำคัญไว้ครึ่งหลังของคลิปก็แทบเท่ากับไม่มีใครเห็นครับ

3. The Monetization Squeeze วิวเพิ่มแต่รายได้โฆษณาหายเกินครึ่ง

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ วิวที่เพิ่มขึ้น 76% ไม่ได้แปลงเป็นรายได้เลย เพราะรายงานพบว่า Ad Impressions ของวิดีโอยาวลดลง 51% Monetized Playbacks ลดลง 59% Estimated Ad Revenue หายไป 55% และแม้แต่รายได้จากฝั่ง YouTube Premium ก็ลดลง 44%

Logic เบื้องหลังตัวเลขชุดนี้ตรงไปตรงมาครับ เมื่อคนดูแต่ละวิวสั้นลงจาก 4 นาที เหลือ 2 นาทีครึ่ง โอกาสที่ระบบจะยิงโฆษณา Mid-Roll ระหว่างคลิปก็น้อยลงตาม รายได้ต่อวิวเลยหดลงทั้งระบบ วิวเยอะขึ้นแต่แต่ละวิวมีมูลค่าน้อยลง

บทเรียนสำหรับแบรนด์และครีเอเตอร์ไทยคือ อย่าประเมินมูลค่าช่องจากยอด Views เพียงอย่างเดียว เพราะ View ที่คนดูแค่ 30 วินาทีแรกแทบไม่สร้างมูลค่าอะไรเลย ทั้งในแง่รายได้โฆษณาและในแง่ Brand Recall ส่วนแบรนด์ที่กำลังเลือก Influencer ทำแคมเปญ ลองขอดู Average View Duration ประกอบการตัดสินใจแทนที่จะดูแค่ยอด Views จะได้ภาพที่ใกล้ความจริงกว่ากันเยอะครับ

4. The Algorithm Gatekeeper 61% ของวิวมาจาก Shorts Feed

รู้มั้ยว่าทุกวันนี้วิว Organic บน YouTube มาจากไหนกันบ้าง รายงานเผยว่ากว่า 61% ของวิวทั้งหมดในกลุ่มตัวอย่างมาจาก Shorts Feed ตามด้วย Subscriber ราว 11% YouTube Search เกือบ 9% Related Video ราว 6% และ Playlist อีก 5% ส่วนคนที่ตั้งใจกดเข้าไปดูที่หน้าช่องตรงๆ มีแค่ 3% เท่านั้น

พูดง่ายๆ คือ Algorithm กลายเป็น Gatekeeper ตัวจริงที่ตัดสินว่าใครจะได้เห็นคอนเทนต์ของเรา ซึ่งสอดคล้องกับที่การตลาดวันละตอนเคยเจาะเรื่องนี้ไว้ในบทความ YouTube Algorithm 2026 ว่าระบบแนะนำคอนเทนต์ให้น้ำหนักกับพฤติกรรมคนดูมากกว่าขนาดของช่อง

แต่อย่ามองข้ามเลขตัวเล็กอย่าง Search 9% นะครับ เพราะนี่คือ Traffic กลุ่มเดียวที่คนตั้งใจพิมพ์หาสิ่งที่อยากดูเอง Title, Description และ Keyword ที่ตรงกับคำค้นจริงของคนไทย จึงยังเป็นงานพื้นฐานที่ต้องทำให้ดี เพราะ Traffic จากการค้นหาคือ High-Intent Traffic ที่มาพร้อมความตั้งใจซื้อและตั้งใจดู ต่างจาก Views ที่ Algorithm สุ่มป้อนให้บนฟีดครับ

5. The Shorts Halo ลง Shorts พอดีๆ ช่วยดันวิดีโอยาวโต 46%

ข้อมูลที่ผมชอบที่สุดในรายงานคือความสัมพันธ์ระหว่าง Shorts กับวิดีโอยาว ช่องที่ไม่ลง Shorts เลยมีวิวเฉลี่ยต่อวิดีโอยาวแค่ 4,364 วิว ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมที่ 5,985 วิว ขณะที่ช่องที่ลง Shorts ราว 5 คลิปต่อเดือน วิดีโอยาวได้วิวเฉลี่ยถึง 8,789 วิว หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ย 46%

แต่เกมนี้มีเพดานครับ เพราะช่องที่โหมลง Shorts เกิน 35 คลิปต่อเดือน ผลของวิดีโอยาวกลับตกลงมาอยู่ระดับเดียวกับช่องที่ไม่ลง Shorts เลย แปลว่าเกินจุดหนึ่งไปแล้ว ปริมาณไม่ได้ช่วยอะไร

ในรายงานยกเคสที่ทำเรื่องนี้ได้ดีอย่าง El Podcast de Druni รายการ Podcast ของร้านค้าปลีกความงามจากสเปน ที่ใช้วิธีตัดทุก Episode ยาวออกมาเป็น Shorts หลายชิ้น เพื่อให้ Shorts ทำหน้าที่เป็น Discovery Engine พาคนใหม่เข้ามาเจอ แล้วส่งต่อเข้า Funnel ไปดูคลิปเต็ม จนได้วิวเฉลี่ยสูงกว่าช่องขนาดเดียวกันถึง 17.7 เท่า สรุปคือ Shorts ควรเป็นเครื่องมือสร้าง Awareness และ Discovery ให้ช่อง ไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง ใช้พอดีๆ แล้วพาคนไปดูวิดีโอยาวต่อจะคุ้มกว่าครับ

6. The Sweet Spot โพสต์ 2-4 คลิปต่อสัปดาห์คือจุดคุ้มสุด

Insight YouTube 2026 จาก Data 799,718 คลิปของ Metricool วิวยาวโต 76% Shorts โต 127% แต่ View Duration ร่วง 37% รายได้โฆษณาหาย 55% พร้อมจุดคุ้มโพสต์ 2-4 คลิปต่อสัปดาห์

หนึ่งในคำถามที่ผมเจอบ่อยเวลาไปบรรยายคือ ต้องโพสต์ถี่แค่ไหนถึงจะพอ รายงานนี้มีคำตอบเป็นตัวเลขให้เลยครับ สำหรับวิดีโอยาว ช่วง 2-4 คลิปต่อสัปดาห์คือจุดที่ผลลัพธ์ต่อคลิปดีที่สุด และถ้าฝืนโพสต์ถี่กว่านั้น ยอดวิวรายเดือนเพิ่มขึ้นแค่ราว 6% ซึ่งไม่คุ้มกับแรงที่ต้องผลิตคอนเทนต์เพิ่มเลย ที่หนักกว่าคือใครโพสต์เกิน 7 คลิปต่อสัปดาห์ ยอดวิวรวมรายเดือนกลับลดลงด้วยซ้ำ

แต่ฝั่ง Shorts เกมต่างออกไป จุดที่ผลต่อคลิปดีสุดยังเป็น 2-4 คลิปต่อสัปดาห์เหมือนกัน แต่การโพสต์ถี่กว่านั้นแทบไม่ทำให้ตัวเลขต่อคลิปแย่ลง และยอดรวมรายเดือนยิ่งโพสต์ยิ่งโต เพราะ Shorts อยู่บน Feed แบบเลื่อนไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคลิปที่ลงคือโอกาสปรากฏตัวเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง

สำหรับทีมการตลาดไทยที่คนน้อยงบจำกัด สูตรที่ถอดจากข้อมูลชุดนี้คือ วางแรงหลักไว้กับวิดีโอยาวคุณภาพดี 2-4 คลิปต่อสัปดาห์ แล้ว Repurpose ตัด Shorts จากคลิปยาวมาลงเสริมให้ได้ Consistency สม่ำเสมอ ได้ทั้ง Posting Frequency และไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิตมากนักครับ

7. The Hashtag Myth ใส่ Hashtag แล้ววิวลด แต่ได้คนดูตัวจริง

Insight YouTube 2026 จาก Data 799,718 คลิปของ Metricool วิวยาวโต 76% Shorts โต 127% แต่ View Duration ร่วง 37% รายได้โฆษณาหาย 55% พร้อมจุดคุ้มโพสต์ 2-4 คลิปต่อสัปดาห์

เรื่อง Hashtag ที่หลายคนยังเถียงกันไม่จบ ข้อมูลรอบนี้ชัดครับ วิดีโอยาวที่ใส่ Hashtag ได้วิวน้อยลงราว 17% แต่ Interactions สูงขึ้น 13% และ Engagement Rate ขยับจาก 1.30% เป็น 1.77% ฝั่ง Shorts ก็ไปทางเดียวกัน วิวลดราว 10% แต่ Engagement Rate สูงขึ้นเกือบ 9%

ดูเหมือนว่า Hashtag ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการมองเห็นแบบที่หลายคนเข้าใจ แต่ทำหน้าที่คล้าย Targeting ช่วยให้ Algorithm จัดหมวดคอนเทนต์และจับคู่คนดูแม่นขึ้น คนที่เข้ามาผ่าน Hashtag คือคนที่สนใจเรื่องนั้นอยู่แล้ว เลยดูจริง กดไลก์จริง คอมเมนต์จริง Reach แคบลงแต่ได้ Quality Views ที่ Engagement สูงกว่า

คำแนะนำจากรายงานคือ วิดีโอยาวใส่แค่ 1-2 อันที่ตรงกับธุรกิจ ส่วน Shorts ใส่ได้ 1-5 อันที่เกี่ยวกับคอนเทนต์จริงๆ อย่าหว่าน Hashtag กว้างๆ หวังวิว เพราะข้อมูลบอกแล้วว่าเกมนั้นไม่เวิร์กครับ

8. Small Accounts Win ปีทองของช่องเล็ก

Insight YouTube 2026 จาก Data 799,718 คลิปของ Metricool วิวยาวโต 76% Shorts โต 127% แต่ View Duration ร่วง 37% รายได้โฆษณาหาย 55% พร้อมจุดคุ้มโพสต์ 2-4 คลิปต่อสัปดาห์

ข่าวดีสำหรับแบรนด์ SME และครีเอเตอร์หน้าใหม่ครับ เพราะปีนี้ช่องเล็กคือผู้ชนะตัวจริง ช่องขนาด Small ที่มี 2,000 ถึง 10,000 Subscribers มีสัดส่วนขยับขึ้น Tier สูงที่สุดถึง 16% ตามด้วยช่อง Tiny ที่ต่ำกว่า 2,000 Subscribers ราว 10% ขณะที่ช่อง Medium เหลือ 7% และช่อง Big มีแค่ 2% เท่านั้น ยิ่งใหญ่ยิ่งโตยาก

คุณภาพการดูก็ไปทางเดียวกัน ช่อง Small เป็นกลุ่มเดียวที่ View Duration ของวิดีโอยาวเพิ่มขึ้นเกือบ 13% และ Interactions เพิ่ม 14% สวนทางกับทุกขนาดที่ตัวเลขลดลงทั้งกระดาน ส่วนช่อง Tiny แม้วิวจะพุ่งถึง 267% แต่ View Duration ร่วงกว่า 58% แปลว่าได้วิวปริมาณมากแต่คุณภาพต่ำ ฝั่ง Shorts ช่องต่ำกว่า 10,000 Subscribers โตแรงสุดในทุกมิติ โดยช่อง Small ทำวิวโตกว่า 200% และ Interactions เพิ่ม 42%

เหตุผลก็คือกลไกของ Algorithm ยุคนี้ไม่สนว่าช่องคุณใหญ่แค่ไหนหรืออยู่มานานเท่าไหร่ ระบบดูแค่ว่าคนหยุดดูคอนเทนต์ของคุณหรือเปล่า คลิปที่โดนใจคนกลุ่มเล็กสามารถถูกดันไปหาคนกลุ่มใหญ่ได้เสมอ นี่คือจังหวะที่ดีมากสำหรับแบรนด์ไทยที่เพิ่งเริ่มทำช่อง เพราะสนามนี้ช่องเล็กไม่ได้เสียเปรียบเหมือนที่หลายคนกลัวครับ

9. The Platform Race YouTube โตช้ากว่า TikTok แต่ Subscriber มีค่ากว่า

Insight YouTube 2026 จาก Data 799,718 คลิปของ Metricool วิวยาวโต 76% Shorts โต 127% แต่ View Duration ร่วง 37% รายได้โฆษณาหาย 55% พร้อมจุดคุ้มโพสต์ 2-4 คลิปต่อสัปดาห์

พอเทียบข้ามแพลตฟอร์ม รายงานพบว่าค่าเฉลี่ยของบัญชี YouTube ที่โตจนขยับขึ้น Tier อยู่ที่ 10.08% เป็นรองแค่ TikTok ที่ทำได้ราว 16% แต่สูงกว่า Instagram, LinkedIn และ Facebook ส่วน Twitter/X กับ Pinterest รั้งท้ายที่ราว 1% เท่านั้น

ตัวเลขนี้อ่านเผินๆ เหมือน YouTube แพ้ TikTok แต่ผมมองต่างครับ เพราะพอประกอบกับข้อมูล Traffic Sources ในข้อ 4 จะเห็นว่า Subscriber บน YouTube คือ Follower ที่มีพฤติกรรมต่างจากแพลตฟอร์มอื่น พวกเขาสร้างวิวให้ถึง 11% ของทั้งระบบ และมีแนวโน้มตั้งใจกลับมาดูคอนเทนต์ของเรา ไม่ใช่แค่เลื่อนผ่านบนฟีดแล้วบังเอิญเจอ

ในรายงานยังยกเคส Chess.com ที่ทำ Localization แตกช่องแยกตามภาษา ทั้งโปรตุเกสบราซิลและเกาหลี เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่คนรู้สึกว่าคอนเทนต์นี้ทำมาเพื่อพวกเขาจริงๆ จนวิวเฉลี่ยสูงกว่าช่องขนาดเดียวกัน 2.8 เท่า แนวคิดนี้แบรนด์ไทยที่มีลูกค้าหลายกลุ่มเอาไปคิดต่อได้เลย การโตบน YouTube อาจช้ากว่า TikTok แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ Community ที่มี Loyalty กับช่องจริงๆ ครับ

10. The Long Tail คอนเทนต์พีค 3 วันแรก แต่หากินต่อได้เป็นปี

Insight YouTube 2026 จาก Data 799,718 คลิปของ Metricool วิวยาวโต 76% Shorts โต 127% แต่ View Duration ร่วง 37% รายได้โฆษณาหาย 55% พร้อมจุดคุ้มโพสต์ 2-4 คลิปต่อสัปดาห์

จุดที่ทำให้ YouTube ต่างจากแพลตฟอร์มอื่นชัดที่สุดคือ Content Lifespan หรืออายุของคอนเทนต์ วิดีโอจะพีคช่วง 3 วันแรกที่ระบบดันไปหา Subscriber และคนที่มีความสนใจใกล้เคียง โดย 83% ของ Interactions ทั้งหมดเกิดภายใน 10 วันแรก แต่หลังจากนั้นคลิปไม่ได้ตายครับ แค่เปลี่ยนเข้าสู่จังหวะช้าที่ไหลต่อเนื่อง ถ้าคอนเทนต์เป็น Evergreen Content ที่ตอบโจทย์ Search Demand จริง คลิปเดิมสามารถทำ Views ต่อไปได้เป็นเดือนเป็นปี ต่างจากคอนเทนต์บน Feed อื่นที่หมดอายุภายในไม่กี่วัน

ส่วนเรื่องเวลาโพสต์ รายงานพบว่าวิดีโอยาวถูกโพสต์หนาแน่นสุดช่วง 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น ขณะที่ Shorts ไปกระจุกช่วงบ่าย 2 ถึง 6 โมงเย็น ใครอยากเกาะช่วงคนคึกคักก็ใช้เป็นจุดอ้างอิงได้ หรือจะเลือกหลบไปโพสต์ช่วงที่คู่แข่งบางตากว่าก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่น่าลอง

แต่ต้องหมายเหตุไว้หน่อยว่านี่คือพฤติกรรมการโพสต์ของบัญชีทั่วโลก ไม่ใช่เวลาที่การันตีผลลัพธ์สำหรับคนดูไทย ใครอยากได้ตัวเลขที่จูนกับบ้านเรา ลองอ่านต่อเรื่องเวลาโพสต์ YouTube ที่เหมาะกับแบรนด์ไทยที่เราเคยถอดจาก Data อีก 1.8 ล้านวิดีโอประกอบกันได้ครับ

Retention สรุป YouTube Study 2026 ที่นักการตลาดไทยต้องรู้

Insight YouTube 2026 จาก Data 799,718 คลิปของ Metricool วิวยาวโต 76% Shorts โต 127% แต่ View Duration ร่วง 37% รายได้โฆษณาหาย 55% พร้อมจุดคุ้มโพสต์ 2-4 คลิปต่อสัปดาห์

เล่ามาถึงตรงนี้ เราได้เห็นทั้งภาพใหญ่ของ Attention Recession ที่ Views โตสวนทางกับ Attention ของคนดู เห็นรายได้โฆษณาที่หดตามเวลาดูที่สั้นลง เห็นสูตรความถี่การโพสต์ที่มีจุดคุ้มชัดเจน และเห็นว่า Algorithm กับช่องเล็กกำลังเขียนกติกาใหม่ของแพลตฟอร์มนี้ คำถามคือแล้วเราควรถือหลักอะไรกลับไปใช้ต่อ

และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างในรายงาน 41 หน้านี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Retention หรือการรักษาคนดูให้อยู่กับเรา เพราะในวันที่ทุกช่องผลิตคอนเทนต์ได้มากขึ้นและ Views เฟ้อขึ้นทั้งระบบ สิ่งเดียวที่ Algorithm ให้รางวัลและแปลงเป็นรายได้จริงคือคอนเทนต์ที่ทำให้คนหยุดดูจนจบ

นับจากนี้ไปยอด Views จะไม่ใช่ KPI ความสำเร็จบน YouTube อีกต่อไป แต่จะเป็นแค่ใบเบิกทางไปสู่คำถามที่ยากกว่าว่า คุณทำให้คนที่กดเข้ามาแล้วอยากอยู่ต่อได้หรือเปล่า ใครตอบคำถามนี้ได้ก่อน จะคว้าโอกาสจากแพลตฟอร์มนี้ไปอย่างชัดเจนครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *