ในช่วงที่ผ่านมานี้เราอยู่ในยุค AI Era ที่ AI เริ่มเข้ามาอยู่ในการทำงานจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วครับ หลาย ๆ คนก็เริ่มนำ AI มาใช้กับการตลาดกันมากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งผมเชื่อว่านักการตลาดหลาย ๆ คนก็น่าจะมีแอบใจหวิวกันอยู่เหมือนกันว่า แล้วงานที่เราทำอยู่ทุกวันนี้จะโดน AI เข้ามาแทนที่แค่ไหน ทักษะที่เรามีอยู่ยังจำเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า
แต่จะไม่พูดถึงประเด็นนี้ก็คงไม่ได้ครับ แม้ AI จะเข้ามามีบทบาทกับนักการตลาดเหมือนดาบ 2 คมครับ เพราะอีกทักษะที่องค์กรกำลังต้องการกลับกลายเป็นทักษะด้าน AI ครับ เพราะสัดส่วน Job Posting สาย Marketing ที่พูดถึง AI มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี 2025 และเริ่มมี Role ใหม่ ๆ อย่าง AI Workflow Designer, GEO/AEO Specialist ไปจนถึง Agentic Commerce Specialist เกิดขึ้นมาใหม่เรื่อย ๆ ครับ
ถ้ามองรวม ๆ ผมว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับสายงาน Marketing คือนักการตลาดไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นความต้องการของตลาดหรือไส้ข้างในที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปครับ จากเดิมที่องค์กรต้องการคนที่เก่งการ Execute งานตามขั้นตอนหรือถนัดเฉพาะทางไปเลย สู่การมองหาคนที่สามารถวิเคราะห์ วาง Direction ใช้ AI เป็น และออกแบบ Flow ให้กับงานได้แทนครับ
AI Agentic After Structure ก่อนใช้ AI Agent ให้เก่ง คนในองค์กรต้องสนิทกับ Data ก่อน
พอพูดถึงเรื่องการใช้ AI หรือ AI Agent สำหรับงานการตลาด หลาย ๆ คนอาจเริ่มจากคำถามว่าเราจะเอา Agent ตัวไหนมาใช้ หรือจะให้มันช่วยทำงานอะไรดีครับ แต่ก่อนที่เราจะไปถึงตรงนั้นได้ ต้องเริ่มจากรากฐานที่มั่นคงอย่าง Data ที่เรามีอยู่ก่อนครับ เพราะถ้าเรายังไม่เข้าใจข้อมูลขององค์กรเราเอง ก็อย่าเริ่มจากการหวังให้ AI เข้าใจทั้งหมดเลยครับ
เพราะปัญหาที่เจอไม่ได้มาจากองค์กรไม่มี Data นะครับ หลาย ๆ องค์กรมี Data ในมือเยอะมาก ๆ ด้วยซ้ำไปครับ แต่ข้อมูลอาจจะกระจายไปอยู่คนละส่วนคนละระบบ Data ที่ซ้ำกัน หรือแม้กระทั่งมี Data ที่องค์กรเองยังไม่รู้เลยว่าจะเก็บมาทำไมด้วยซ้ำไปครับ ทำให้สุดท้าย AI เห็นข้อมูลที่เรายัดให้มันไปเยอะมากก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะเข้าใจทั้งหมดครับ
ตรงนี้เลยเป็นหน้าที่ขององค์กร ที่ต้องมากำหนดให้ข้อมูลแต่ละชุดมีความหมายและความสัมพันธ์ที่ชัดเจน ทุกฝ่ายเข้าใจกันครับ เพราะสิ่งแรกที่เราต้องทำอาจไม่ใช่การเริ่มจากการหา AI ที่เก่งที่สุด แต่คือทำให้ Data ของเราเป็น Data ที่ทั้งองค์กรเห็นภาพเหมือนกันครับ
Don’t Start with Agent เพราะเราต้องเริ่มจากการดู Workflow ของตัวเองก่อน
หลังจากที่เราจัดการเรื่อง Data กันแล้ว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Workflow ครับ เพราะหลาย ๆ ครั้งเวลาพูดถึง AI Agent เรามักจะเริ่มจากการตั้งคำถามว่า AI Agent ตัวไหนเก่งที่สุด ตัวไหนเหมาะกับที่ทำงานเรา แต่จริง ๆ แล้วคำถามแรกที่ควรถามอาจต้องย้อนกลับมาดูที่งานของเราก่อนว่า ตอนนี้งาน Marketing ของเรากำลังติดอยู่ตรงไหนครับ
ผมว่าเส้นแบ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ว่า “งานนี้ใช้ AI ได้หรือไม่ได้” แต่คือเรารู้หรือเปล่าว่าตรงไหนควรปล่อยให้ AI Cook เต็มที่ และตรงไหนที่เรายังต้องกลับมาเป็นคนชิม เป็นคนเลือกเครื่องปรุง และเป็นคนตัดสินใจเองครับ
Human Still Matters ยิ่ง AI ทำงานได้เยอะขึ้น คนยิ่งต้องเก่งในสิ่งที่ AI แทนไม่ได้
สุดท้ายแล้วพอ AI เริ่มเข้ามารับงานหรือทำหน้าที่แทนเราได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ภาพของการทำงานในอนาคตก็อาจไม่ได้เป็น People vs AI แบบที่หลายคนเคยกังวลกันครับ แต่จะกลายเป็นการแบ่งงานกันระหว่าง People, AI Agent และ Robot มากกว่าครับ งานแบบไหนควรให้ใครเป็นคนทำ บางงานอาจต้องใช้ทั้งสามอย่างทำงานต่อกันไปเลยครับ