Mental Health สุขภาพใจของเจนที่เหงาที่สุด (ข้อ 61-70)
Identity & Culture ตัวตนและวัฒนธรรม (ข้อ 71-80)
Media & Entertainment สื่อและความบันเทิง (ข้อ 81-90)
Thai Gen Z บริบทเจนซีไทย (ข้อ 91-100)
Spending Power กำลังซื้อและพฤติกรรมการเงินของ Gen Z
เริ่มจากหมวดที่นักการตลาดสนใจที่สุดก่อน นั่นคือเรื่องเงินในกระเป๋า เพราะภาพจำว่า Gen Z เป็นเด็กไม่มีตังค์นั้นล้าสมัยไปแล้วครับ
1. Spending Power กำลังซื้อระดับ 12 ล้านล้านดอลลาร์
Source: รายงาน Spend Z ของ NIQ ร่วมกับ World Data Lab คาดว่ากำลังซื้อของ Gen Z ทั่วโลกจะโตแตะ 12 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ใหญ่กว่าเศรษฐกิจของหลายประเทศรวมกัน
ตัวอย่างบริบท: ลองนึกภาพว่าเวลาแบรนด์วางแผน 5 ปี ส่วนใหญ่ยังตั้งงบก้อนใหญ่ไว้จับ Gen Y ที่กำลังซื้อสูงวันนี้ แต่พอถึงปี 2030 คนที่กดจ่ายจริงในหมวดความงาม แฟชั่น และเทคโนโลยีจะกลายเป็น Gen Z แทบทั้งหมด
Marketing Recommendation: เริ่มกันงบส่วนหนึ่งไว้สร้างความสัมพันธ์กับ Gen Z ตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้พวกเขากลายเป็นลูกค้าหลักก่อนแล้วค่อยเริ่ม เพราะแบรนด์ที่พวกเขารู้จักตั้งแต่วัยเรียนจะได้เปรียบตอนพวกเขามีกำลังซื้อเต็มที่
2. Largest Generation เจนที่มีประชากรมากเป็นพิเศษ
Source: McKinsey ระบุว่า Gen Z มีประชากรราว 2 พันล้านคน คิดเป็นราว 25% ของประชากรโลก และเป็นเจนแรกที่เติบโตแบบ Global จริงๆ เพราะเสพคอนเทนต์ชุดเดียวกันทั้งโลกผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน
ตัวอย่างบริบท: เทรนด์อย่าง Mukbang จากเกาหลี หรือมีมจากฝั่งอเมริกา เดินทางถึงฟีดวัยรุ่นไทยภายในไม่กี่ชั่วโมง ต่างจากยุค Gen X ที่กว่าเทรนด์ตะวันตกจะข้ามมาถึงไทยอาจใช้เวลาเป็นปี
Marketing Recommendation: จับตาเทรนด์ระดับโลกแบบ Real-Time แล้ว Localize ให้เร็ว เพราะ Gen Z ไทยรับรู้เทรนด์โลกพร้อมกับเพื่อนต่างชาติ แบรนด์ที่ปรับตัวช้าจะดูตกยุคในสายตาพวกเขาทันที
3. Richer Than Boomers รายได้แซงรุ่นพ่อแม่ตอนอายุเท่ากัน
Source: ข้อมูลจาก McKinsey State of the Consumer 2025 พบว่า Gen Z อเมริกันวัย 25 ปีมีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยสูงกว่า Baby Boomer ตอนอายุเท่ากันถึง 50% และการใช้จ่ายโตเร็วเป็น 2 เท่าของเจนก่อนหน้า
Marketing Recommendation: เลิกมองว่า Gen Z คือตลาดของถูกอย่างเดียว ลองออกสินค้าหรือบริการระดับ Mid-to-Premium ที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ เพราะพวกเขามีกำลังจ่ายมากกว่าที่ภาพจำเดิมบอกไว้
4. Feel-Spend Gap มีเงินแต่รู้สึกว่าไม่มี
Source: McKinsey พบว่าครึ่งหนึ่งของ Gen Z สหรัฐฯ บอกว่ามีเงินเก็บไม่พอประคองชีวิตเกิน 1 เดือน แต่ก็ยังเต็มใจ Splurge ซื้อของที่อยากได้อยู่ดี
ตัวอย่างบริบท: คนที่บ่นว่าเดือนนี้ถังแตกแต่ยังกดพรีออเดอร์ Art Toy ราคาหลักพัน หรือจ่ายค่าคอนเสิร์ตศิลปินที่รัก คือภาพที่เห็นได้ทั่วไป เพราะพวกเขาแยกกระเป๋าความจำเป็นออกจากกระเป๋าความสุขอย่างชัดเจน
Marketing Recommendation: ออกแบบทางเลือกการจ่ายที่ยืดหยุ่น ทั้งการผ่อนและแพ็กเกจย่อย เพื่อให้ Gen Z เข้าถึงสินค้าที่พวกเขาอยากได้โดยไม่รู้สึกว่ากระทบเงินก้อน และวางตำแหน่งสินค้าให้เป็นรางวัลของความสุขที่คุ้มค่าแก่การจ่าย
Source: ผลสำรวจของ The Motley Fool ปี 2025 พบว่ากว่าครึ่งของ Gen Z และ Millennials ชอบใช้ Buy Now Pay Later มากกว่าบัตรเครดิต เพราะรู้สึกควบคุมยอดได้มากกว่า
Source: NIQ พบว่า Gen Z เป็นหนึ่งในเจนที่มองการเงินตัวเองในแง่ดีมากกว่าเจนอื่น โดย 39% บอกว่าครัวเรือนดีขึ้นกว่าปีก่อน ขณะที่ Boomer มีเพียง 19%
ตัวอย่างบริบท: คอนเทนต์สาย Soft Life และ Treat Yourself ที่บอกว่าชีวิตต้องให้รางวัลตัวเองบ้าง สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้เครียดเรื่องเงินแต่ไม่ยอมให้ความเครียดมาพรากความสุขเล็กๆ ไป
Marketing Recommendation: สื่อสารด้วยโทนที่ให้กำลังใจและมองอนาคตในแง่ดี แทนการขู่ด้วยความกลัวหรือความขาดแคลน เพราะ Gen Z ตอบสนองต่อแบรนด์ที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพรุ่งนี้จะดีกว่า มากกว่าแบรนด์ที่ตอกย้ำว่าโลกกำลังแย่
8. Value Hacking ถูกที่สุดไม่ชนะ คุ้มที่สุดต่างหากที่ชนะ
Marketing Recommendation: หยุดแข่งกันลดราคาจนตาย แล้วหันมาสื่อสารคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับให้ชัด ทั้งคุณภาพ ประสบการณ์ และความหมาย เพราะ Gen Z ยอมจ่ายแพงขึ้นถ้ารู้สึกว่าคุ้ม แต่จะไม่จ่ายแม้แต่บาทเดียวถ้ารู้สึกว่าไม่คุ้ม
9. Don’t Forget Gen X อย่าหลงกระแสจนลืมเจนที่จ่ายหนักกว่า
Source: NIQ เตือนว่าเจนที่ใช้จ่ายสูงสุดในโลกตอนนี้จริงๆ คือ Gen X ที่ 15.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 มากกว่า Gen Z ราว 40%
ตัวอย่างบริบท: หลายแบรนด์เทงบทำคอนเทนต์วัยรุ่นจนลืมว่าคนที่กดจ่ายจริงในหมวดบ้าน รถ ประกัน และการลงทุน ยังเป็น Gen X ที่มีอำนาจซื้อสูงสุด ลองนึกภาพแบรนด์รถยนต์ที่ทุ่มทำ TikTok วัยรุ่นแต่ยอดขายจริงมาจากพ่อบ้านวัย 50
Marketing Recommendation: วางพอร์ตการตลาดให้สมดุลระหว่างการสร้างอนาคตกับ Gen Z และการเก็บเกี่ยวรายได้จาก Gen X วันนี้ อย่าเทงบทั้งหมดไปที่เจนเดียวเพียงเพราะเป็นกระแส ให้แยกเป้าหมายชัดว่าแคมเปญไหนสร้าง Awareness ระยะยาว แคมเปญไหนปิดการขายวันนี้
Source: สอดคล้องกับข้อมูล Krungsri Research ที่พบว่า Gen Z ไทยเริ่มจัดสรรเงินไปลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย ผ่านแอปในมือถือทั้งหุ้น กองทุน และสินทรัพย์ดิจิทัล
Marketing Recommendation: เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้เป็นผู้สร้างร่วมกับแบรนด์ เช่น แคมเปญที่ชวนทำคลิปในธีมของแบรนด์ หรือเปิดให้ส่งผลงานเข้าประกวด เพราะการให้ Gen Z ได้แสดงความเป็นครีเอเตอร์คือการให้สิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุด และได้ UGC กลับมาเป็นของแถม
ตัวอย่างบริบท: Gen Z จำนวนมากแทบไม่โพสต์อะไรบนฟีดหลักเลย แต่แอคทีฟสุดๆ ใน Group Chat, Close Friends และ DM การวัด Engagement จากยอดไลก์คอมเมนต์สาธารณะจึงมองไม่เห็นพฤติกรรมจริงของพวกเขา
ตัวอย่างบริบท: หลายครั้ง Gen Z เปิดคลิปมาเพื่ออ่านคอมเมนต์โดยเฉพาะ เพราะคอมเมนต์ตลกๆ หรือคอมเมนต์ที่แฉความจริงมักสนุกกว่าตัวคลิป และเป็นตัวชี้ว่าควรเชื่อคอนเทนต์นั้นไหม
Marketing Recommendation: ทำ Social Search Optimization ควบคู่กับ SEO แบบเดิม ใส่คำที่คนน่าจะค้นหาลงในแคปชั่นและเสียงพูดในคลิป เพราะ TikTok และ Instagram อ่านทั้งข้อความและเสียงเพื่อจัดอันดับการค้นหา ธุรกิจหน้าร้านที่มีคลิปบรรยากาศจริงจะถูกค้นเจอก่อนคู่แข่ง
22. Google Still Wins แต่กระแส TikTok ฆ่า Google อาจถูกพูดเกินจริง
Source: ข้อมูลล่าสุดที่ Search Engine Journal รายงาน พบว่าสัดส่วน Gen Z ที่เลือก TikTok มากกว่า Google กลับลดลงจาก 8% เหลือ 4% และ 65% ยังใช้ Google เป็นหลัก
ตัวอย่างบริบท: เวลาต้องหาข้อมูลจริงจังอย่างวิธีทำวีซ่า หรือเปรียบเทียบสเปคมือถือ Gen Z ก็ยังกลับไปพึ่ง Google เพราะต้องการข้อมูลที่ครบและเชื่อถือได้ ไม่ใช่แค่คลิปสนุกๆ
Marketing Recommendation: อย่าทิ้ง SEO แบบเดิมเพียงเพราะตกใจกระแส Social Search การค้นหากลายเป็นระบบหลายแพลตฟอร์ม ไม่ใช่การแทนที่ กลยุทธ์ที่ถูกคือกระจายการมองเห็นให้ครบทุกช่องทางที่ลูกค้าอาจค้นหา ทั้ง Google, YouTube, TikTok และ AI
23. Video First Discovery รู้จักแบรนด์ครั้งแรกผ่านวิดีโอสั้น
Source: สอดคล้องกับข้อมูล Deloitte Digital Media Trends ที่พบว่า Gen Z มองคอนเทนต์โซเชียลตรงใจกว่าสื่อดั้งเดิม และการค้นพบสิ่งใหม่มักเกิดจากฟีดที่ Algorithm ป้อนให้
ตัวอย่างบริบท: แบรนด์เล็กๆ ที่ไม่มีงบโฆษณามหาศาลสามารถดังข้ามคืนได้ ถ้าคลิปหนึ่งไวรัลบนฟีด For You ลองนึกภาพร้านขนมโฮมเมดที่คนไม่เคยรู้จัก กลายเป็นร้านที่ต้องต่อคิวเพราะคลิปเดียว
ตัวอย่างบริบท: Gen Z คุ้นกับการได้คำตอบจบในหน้าฟีดหรือหน้า AI โดยไม่คลิกเข้าเว็บไซต์ พาดหัวที่บอกครบในบรรทัดเดียว หรือคลิปที่สรุปจบใน 15 วินาที คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ
Marketing Recommendation: ออกแบบให้ใจความสำคัญสื่อสารได้ตั้งแต่วินาทีแรกและในพื้นที่ที่ลูกค้าอยู่ อย่าซ่อนคุณค่าไว้หลังปุ่มอ่านต่อ เพราะถ้าต้องคลิกหลายชั้น Gen Z จำนวนมากจะเลื่อนผ่านไปก่อนที่จะได้เห็นสิ่งที่คุณอยากบอก
26. Review Stacking เช็ครีวิวซ้อนหลายชั้นก่อนซื้อ
Source: ผลสำรวจของ Talker Research พบว่า Gen Z เชื่อรีวิวจากลูกค้าจริงถึง 72% เมื่อประเมินความน่าเชื่อถือของแบรนด์
Source: จากที่ผมสังเกตพฤติกรรมการ Save คอนเทนต์ สอดคล้องกับที่ GWI ชี้ว่าการเก็บคอนเทนต์ไว้เสพภายหลังเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างบริบท: Gen Z เซฟโพสต์และแคปหน้าจอสินค้าที่อยากได้เก็บไว้เป็น Wishlist ส่วนตัว การซื้อจริงอาจเกิดหลังเห็นคอนเทนต์หลายสัปดาห์ ตอนที่เงินเดือนออกหรือมีโปรโมชั่น
Source: สอดคล้องกับข้อสังเกตของ Google ที่พบว่าคนรุ่นใหม่ใช้โซเชียลค้นหาสถานที่ใกล้ตัวแทน Google Maps มากขึ้น
ตัวอย่างบริบท: คำค้นประเภทร้านอร่อยแถวนี้ หรือคาเฟ่ใกล้ BTS สถานีนั้นๆ โตต่อเนื่อง เพราะ Gen Z อยากได้คำตอบที่ทั้งใกล้และดูดีพอจะถ่ายรูปลงโซเชียล
Marketing Recommendation: ธุรกิจหน้าร้านต้องทำ Local Content และปักหมุดข้อมูลให้ครบทั้งบน Google Maps และในคลิปโซเชียล ใส่ชื่อย่านและจุดสังเกตที่คนค้นหาลงในคอนเทนต์ เพราะการถูกค้นเจอในจังหวะที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจว่าจะไปไหน คือโอกาสปิดการขายที่ตรงที่สุด
30. Trust the Algorithm เชื่อสิ่งที่ฟีดเลือกให้
Source: สอดคล้องกับพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ผ่าน Recommendation Feed ที่ Deloitte Digital Media Trends ชี้ว่า Gen Z พึ่งพา Algorithm ในการค้นพบคอนเทนต์มากกว่าการตั้งใจค้นหา
ตัวอย่างบริบท: ในแง่มุมหนึ่ง Gen Z ยอมให้ Algorithm รู้จักตัวเองเพื่อแลกกับฟีดที่ตรงใจ พวกเขากดไม่สนใจอย่างจริงจังเพื่อสอนฟีดให้ฉลาดขึ้น และรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเจอโฆษณาที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง
Marketing Recommendation: ยิ่ง Targeting แม่นยิ่งได้เปรียบ เพราะโฆษณาที่หลุดกลุ่มเป้าหมายจะถูก Gen Z ลงโทษด้วยการกดไม่สนใจเร็วกว่าเดิมมาก ลงทุนทำความเข้าใจ Audience ให้ลึกและใช้ข้อมูลจริงในการวางกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้แบรนด์ปรากฏในฟีดของคนที่ใช่ในจังหวะที่ใช่
AI-Native Life ชีวิตที่มี AI เป็นเพื่อนร่วมทางของ Gen Z
ถ้า Millennials คือ Mobile-First Generation แล้ว Gen Z ก็กำลังกลายเป็น AI-Native Generation เต็มตัว และนี่คือหมวดที่ผมอยากให้เพื่อนๆ อ่านช้าๆ ที่สุดครับ
31. AI Adoption ใช้ AI เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างบริบท: เด็กจบใหม่หลายคนเปิด ChatGPT ควบคู่กับการทำงานทุกวัน ตั้งแต่ช่วยร่างอีเมล สรุปเอกสาร ไปจนถึงช่วยคิดไอเดีย เหมือนที่ผมเองก็เปิดแชทคุยกับ AI เป็นผู้ช่วยตั้งแต่เช้าทุกวัน
Marketing Recommendation: สมมติว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณใช้ AI ช่วยตัดสินใจอยู่แล้ว ให้เตรียมข้อมูลแบรนด์ในรูปแบบที่ AI ประมวลผลและหยิบไปตอบได้ง่าย ทั้งข้อมูลสินค้าที่ชัดเจน คำถามที่พบบ่อย และรีวิวที่น่าเชื่อถือ เพราะการตลาดยุคใหม่ต้องออกแบบเผื่อทั้งคนและ AI อ่าน
32. ChatGPT Default ค่าเริ่มต้นของคำว่า AI คือ ChatGPT
ตัวอย่างบริบท: เหมือนที่คำว่า Google กลายเป็นคำกริยาของการค้นหา วันนี้คำว่าถาม AI สำหรับ Gen Z จำนวนมากหมายถึงถาม ChatGPT โดยอัตโนมัติ แบรนด์ AI อื่นจึงต้องแย่งพื้นที่ในใจที่ถูกจองไปแล้ว
Marketing Recommendation: ถ้าคุณทำผลิตภัณฑ์ AI บทเรียนคือการเป็นเจ้าแรกในใจสำคัญกว่าการมาทีหลังแล้วเก่งกว่า แต่ถ้าคุณเป็นแบรนด์ทั่วไป บทเรียนคือควรทดลองให้ทีมใช้ ChatGPT ค้นหาแบรนด์คุณดูว่า AI ตอบอะไร เพราะนั่นคือสิ่งที่ลูกค้า Gen Z จำนวนมากจะได้เห็นก่อนเจอเว็บคุณ
33. AI Shopping Assistant ให้ AI ช่วยตัดสินใจซื้อ
Source: ผลสำรวจของ PayPal พบว่า 61% ของนักช้อป Gen Z เคยใช้ AI ช่วยตัดสินใจซื้อในปีที่ผ่านมา
ตัวอย่างบริบท: แทนที่จะเดินวนหาของในเว็บ วัยรุ่นถาม AI ตรงๆ ว่าของขวัญวันเกิดงบพันบาทให้เพื่อนสายเกมควรซื้ออะไร แล้วได้ตัวเลือกมาเทียบทันที AI จึงกลายเป็นด่านแรกก่อนถึงหน้าร้านของแบรนด์
Marketing Recommendation: ทำให้ข้อมูลสินค้าของคุณอยู่ในรูปแบบที่ AI เข้าใจและแนะนำได้ ระบุคุณสมบัติ กลุ่มการใช้งาน และจุดเด่นให้ชัด เพราะเมื่อ AI กลายเป็นผู้ช่วยช้อปปิ้ง แบรนด์ที่ให้ข้อมูลครบและชัดจะถูกแนะนำ ส่วนแบรนด์ที่ข้อมูลกระจัดกระจายจะถูกข้าม
34. AI Coworker มอง AI เป็นเพื่อนร่วมงาน
Source: ผลสำรวจที่ HR Dive รายงาน พบว่า Gen Z วัยทำงานจำนวนมากมอง ChatGPT เป็นเพื่อนร่วมงาน และเกือบครึ่งบอกว่าอยากถาม AI มากกว่าถามหัวหน้าตัวเอง
ตัวอย่างบริบท: เด็กจบใหม่ที่ไม่กล้าถามหัวหน้าเพราะกลัวโดนมองว่าโง่ เลือกถาม AI แทนเพราะถามได้ไม่จำกัดและไม่ต้องอาย พฤติกรรมนี้เปลี่ยนวิธีที่คนรุ่นใหม่เรียนรู้งานไปเลย
Marketing Recommendation: ถ้าคุณทำธุรกิจ B2B หรือเครื่องมือสำหรับคนทำงาน ให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างลื่นไหล เพราะ Gen Z คาดหวังว่าเครื่องมือทำงานทุกอย่างควรมี AI ช่วย และจะเลือกใช้เครื่องมือที่ทำให้พวกเขาทำงานได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา
35. AI Therapist ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาใจ
Source: งานวิจัยของ Common Sense Media พบว่า 1 ใน 3 ของวัยรุ่นเคยเลือกคุยเรื่องซีเรียสกับ AI Companion แทนคนจริง และ 72% เคยใช้ AI Companion
ตัวอย่างบริบท: บางคนระบายความเครียดเรื่องงานหรือความสัมพันธ์กับ AI ตอนตีสองที่ไม่มีเพื่อนคนไหนตื่น เพราะ AI ตอบทันที ไม่ตัดสิน และไม่เล่าต่อ นี่คือพฤติกรรมที่น่าคิดต่อทั้งในแง่โอกาสและความเสี่ยง
Marketing Recommendation: หัวข้อนี้เป็นพื้นที่อ่อนไหวที่แบรนด์ต้องระวังเป็นพิเศษ ถ้าจะเข้ามาเล่นในมิติสุขภาพใจ ต้องทำด้วยความจริงใจและมีผู้เชี่ยวชาญจริงหนุนหลัง อย่าฉวยใช้ความเหงาของคนมาเป็นเครื่องมือการตลาด เพราะ Gen Z จับได้ทันทีและจะตอบโต้อย่างรุนแรง
ตัวอย่างบริบท: คนรุ่นนี้ใช้ AI ทำงานทุกวันแต่ก็แอบกลัวว่าสักวัน AI จะแย่งงานตัวเอง พวกเขาจึงทั้งรักทั้งกลัวเทคโนโลยีนี้ในเวลาเดียวกัน เหมือนใช้ของที่รู้ว่ามีประโยชน์แต่ก็มีดาบสองคม
Marketing Recommendation: ถ้าแบรนด์ของคุณนำ AI มาใช้ ให้สื่อสารว่า AI มาเสริมมนุษย์ ไม่ใช่มาแทนที่ เน้นว่าเทคโนโลยีนี้ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นอย่างไร เพราะการวางตำแหน่ง AI แบบเพื่อนคู่คิดที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพ จะได้ใจมากกว่าการอวดว่า AI เราเก่งจนไม่ต้องใช้คนแล้ว
Source: Goldman Sachs พบว่า 97% ของเด็กฝึกงาน Gen Z ใช้ AI ในชีวิตส่วนตัวอยู่แล้ว
ตัวอย่างบริบท: ความต่างของแต่ละคนวันนี้ไม่ใช่ใช้ AI เป็นหรือไม่เป็น แต่คือใครเข้าใจ Logic เบื้องหลังการสั่งงาน AI ได้ลึกกว่ากัน ผมเองเชื่อมาตลอดว่าการท่องสูตร Prompt สู้การเข้าใจหลักการเบื้องหลังแล้วดัดแปลงเองได้ไม่ได้
Marketing Recommendation: สำหรับแบรนด์สายการศึกษาหรือ HR Tech นี่คือโอกาสสร้างคอนเทนต์สอนทักษะ AI ที่ Gen Z ต้องการ และสำหรับทุกแบรนด์ การ Upskill ทีมงานเรื่องการทำงานกับ AI คือการลงทุนที่ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้อยากร่วมงานด้วย
38. AI Content Fatigue เริ่มเหนื่อยกับคอนเทนต์ที่ AI ปั๊มออกมา
Source: จากที่ผมสังเกตพฤติกรรมบนโซเชียล สอดคล้องกับความกังวลเรื่อง Authenticity ที่ Deloitte ชี้ว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับความจริงใจของแบรนด์
ตัวอย่างบริบท: Gen Z เริ่มแยกออกและเบื่อคอนเทนต์หน้าตา AI จ๋าที่ไม่มีร่องรอยความเป็นมนุษย์ ทั้งภาพที่ดูปลอมและแคปชั่นที่อ่านแล้วรู้ว่าไม่มีคนจริงเขียน
Marketing Recommendation: ใช้ AI ช่วยเบื้องหลังได้เต็มที่ แต่คงเสียงและความเป็นมนุษย์ไว้เบื้องหน้าเสมอ ใส่มุมมอง ประสบการณ์ และความไม่สมบูรณ์แบบที่ AI ทำแทนไม่ได้ เพราะในโลกที่คอนเทนต์ AI ท่วมฟีด สิ่งที่หายากและมีค่าคือร่องรอยของมนุษย์จริง
39. Brand in AI Answer แบรนด์ต้องไปอยู่ในคำตอบของ AI
Source: McKinsey พบว่าเว็บไซต์ของแบรนด์ถูก AI หยิบไปอ้างอิงเพียงราว 1% ของแหล่งที่มาทั้งหมด
ตัวอย่างบริบท: เวลา Gen Z ถาม AI ว่าแบรนด์ไหนดี AI มักดึงคำตอบจากเว็บรีวิว บทความ และสื่อภายนอก ไม่ใช่จากเว็บแบรนด์เอง แปลว่าต่อให้เว็บแบรนด์สวยแค่ไหน ถ้าไม่มีคนพูดถึงในที่อื่น AI ก็ไม่หยิบไปแนะนำ
Marketing Recommendation: กระจายเนื้อหาที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับแบรนด์ไปยังแหล่งภายนอกที่ AI ดึงข้อมูล ทั้งสื่อ เว็บรีวิว และแพลตฟอร์มที่มีอำนาจ อย่าพึ่งพาแค่เว็บตัวเอง เพราะในยุค AI Search การถูกพูดถึงในที่ที่ถูกต้องสำคัญกว่าการพูดถึงตัวเองบนบ้านของตัวเอง
40. Human Premium ของที่ทำโดยมนุษย์จะกลายเป็นของพรีเมียม
Source: จากที่ผมสังเกตประกอบกับเทรนด์ Authenticity ที่ Deloitte ย้ำว่าเป็นค่านิยมหลักของ Gen Z
ตัวอย่างบริบท: ยิ่ง AI ทำอะไรได้มากเท่าไหร่ งานคราฟต์ ลายมือ และสิ่งที่มนุษย์ตั้งใจทำเองก็ยิ่งมีมูลค่าทางใจมากขึ้น ลองนึกภาพการ์ดเขียนมือที่แพงกว่าการ์ดพิมพ์ หรือภาพวาดจากศิลปินจริงที่มีค่ากว่าภาพที่ AI สร้าง
Marketing Recommendation: ถ้าแบรนด์ของคุณมีองค์ประกอบที่ทำด้วยมือหรือด้วยความตั้งใจของคน ให้เล่าเรื่องนั้นให้เด่น เพราะความเป็นมนุษย์กำลังกลายเป็นจุดขายใหม่ที่แยกแบรนด์คุณออกจากทะเลของสินค้าที่ผลิตด้วย AI น่าจะเป็นทิศทางที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นได้ครับ
Brand Trust ความเชื่อใจที่แบรนด์ต้องหามาเองจาก Gen Z
อ่านมาถึงตรงนี้เพื่อนๆ คงเห็นแล้วว่า Gen Z ฉลาดเลือกและมีเครื่องมือช่วยเลือกเพียบ คำถามคือแล้วพวกเขาเชื่อใคร คำตอบในหมวดนี้อาจทำให้คุณแปลกใจครับ
ตัวอย่างบริบท: Gen Z ใช้เวลากับโซเชียลมากที่สุดแต่กลับเชื่อมันน้อยที่สุด เพราะรู้ทันว่าอะไรคือโฆษณาแฝงและอะไรคือรีวิวจ้าง สุดท้ายเสียงที่พวกเขาเชื่อที่สุดคือเพื่อนสนิทที่บอกปากต่อปาก
Marketing Recommendation: ออกแบบการตลาดรอบความจริงข้อนี้ ทำให้ลูกค้าจริงอยากบอกต่อเพื่อน ด้วยสินค้าและบริการที่ดีเกินคาดจริง เพราะการลงทุนในประสบการณ์ลูกค้าเพื่อสร้าง Word of Mouth ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการทุ่มงบโฆษณาบนช่องทางที่ Gen Z ไม่เชื่ออยู่แล้ว
42. Brands Over Institutions เชื่อแบรนด์มากกว่ารัฐบาลและสื่อ
Marketing Recommendation: ใช้ความเชื่อใจที่ได้มาอย่างรับผิดชอบ แบรนด์ที่กล้ายืนหยัดในค่านิยมที่ถูกต้องและช่วยแก้ปัญหาสังคมจริงจะได้ใจ Gen Z แต่ต้องทำจากจุดยืนที่แท้จริงและสอดคล้องกับตัวตนแบรนด์ ไม่ใช่แค่เกาะกระแสประเด็นร้อนเพื่อยอด
ตัวอย่างบริบท: ลองนึกภาพสินค้าสองยี่ห้อราคาเท่ากันคุณภาพใกล้กัน Gen Z จะเลือกยี่ห้อที่พวกเขาไว้ใจมากกว่าเสมอ ความเชื่อใจกลายเป็นตัวตัดสินที่จับต้องได้พอๆ กับป้ายราคา
Marketing Recommendation: ลงทุนสร้างความไว้วางใจอย่างเป็นระบบ ทั้งความโปร่งใสเรื่องที่มาสินค้า การรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา และความสม่ำเสมอของคุณภาพ เพราะการลดราคาซื้อใจ Gen Z ได้แค่ครั้งเดียว แต่ความไว้ใจซื้อใจได้ตลอดไป
44. Low Loyalty พร้อมเปลี่ยนแบรนด์ตลอดเวลา
Source: eMarketer พบว่า Gen Z เป็นนักช้อปดิจิทัลที่พร้อมเปลี่ยนแบรนด์มากกว่าเจนก่อนหน้า
ตัวอย่างบริบท: แค่แบรนด์ที่เคยใช้ทำพลาดครั้งเดียว หรือมีคู่แข่งที่ให้ประสบการณ์ดีกว่าโผล่มา Gen Z ก็พร้อมย้ายค่ายทันทีโดยไม่รู้สึกผิด เพราะ Loyalty ของพวกเขาต้องได้มาใหม่ทุกวัน
Source: สอดคล้องกับข้อมูลที่ Pulse Advertising รายงานว่า Gen Z จำนวนมากเคยเลิกสนับสนุนแบรนด์เพราะการกลับลำเรื่องค่านิยม
ตัวอย่างบริบท: แบรนด์ที่ประกาศจุดยืนเรื่องความหลากหลายหรือสิ่งแวดล้อมแล้วทำไม่ตรงกับที่พูด จะถูก Gen Z จับได้และเลิกอุดหนุนทันที พวกเขาไม่ได้ขอให้แบรนด์สมบูรณ์แบบ แค่ขอให้พูดแล้วทำ
Marketing Recommendation: ก่อนประกาศจุดยืนใดๆ ต้องแน่ใจว่าแบรนด์ทำได้จริงและทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลโก้เป็นสีรุ้งเฉพาะเดือน Pride แล้วหายไปทั้งปี เพราะความไม่สอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำคือระเบิดเวลาที่ Gen Z พร้อมจุดชนวนให้เป็นดราม่า
46. Creator Over Ads เชื่อครีเอเตอร์มากกว่าโฆษณา 3 เท่า
Source: ข้อมูลที่ Influencers Time รวบรวมพบว่า Gen Z มีแนวโน้มซื้อของที่ Creator แนะนำมากกว่าโฆษณาทั่วไปราว 3.1 เท่า
Source: ผลสำรวจของ Talker Research พบว่า Gen Z เชื่อรีวิวจากลูกค้าจริงถึง 72% มากกว่าเชื่อ Influencer เมื่อประเมินความน่าเชื่อถือของแบรนด์
ตัวอย่างบริบท: เวลาจะซื้อของแพง Gen Z มักเชื่อรีวิวจากคนธรรมดาที่ซื้อไปใช้จริงและไม่ได้เงินจากแบรนด์ มากกว่าอินฟลูฯ ที่รับรีวิว เพราะรู้ว่าคนธรรมดาไม่มีเหตุผลต้องโกหก
Marketing Recommendation: ให้ความสำคัญกับการสร้างและรวบรวมรีวิวจากลูกค้าจริงพอๆ กับการจ้างอินฟลูฯ กระตุ้นให้ลูกค้าที่พอใจแบ่งปันประสบการณ์ ทำให้การรีวิวเป็นเรื่องง่ายและมีแรงจูงใจ เพราะ UGC ของจริงคือสินทรัพย์ที่มีพลังโน้มน้าวสูงและต้นทุนต่ำกว่าการจ้างคนดัง
ตัวอย่างบริบท: การแอบเนียนขายของโดยไม่บอกว่าเป็นงานจ้าง เมื่อถูกจับได้ จะทำลายความน่าเชื่อถือทั้งของครีเอเตอร์และแบรนด์พร้อมกัน Gen Z ให้เครดิตครีเอเตอร์ที่ซื่อสัตย์บอกตรงๆ ว่าอันนี้งานจ้างนะ แต่เราชอบจริง
Marketing Recommendation: ยืนยันให้ครีเอเตอร์เปิดเผย Paid Partnership อย่างชัดเจนเสมอ อย่ามองว่าการบอกว่าเป็นโฆษณาจะลดผล เพราะจริงๆ แล้วความโปร่งใสสร้างความน่าเชื่อถือ และ Gen Z ให้อภัยการขายที่ซื่อสัตย์ แต่ไม่ให้อภัยการหลอกลวง
49. Micro Over Mega ครีเอเตอร์ตัวเล็กแต่ใจถึงกันได้ผลกว่า
ตัวอย่างบริบท: เทรนด์กำลังเปลี่ยนจาก Career Acceleration ที่เร่งไต่บันไดให้เร็วที่สุด สู่ Career Sustainability ที่ขอเติบโตอย่างมั่นคงและมีความสุขระยะยาว คล้ายการวิ่งมาราธอนมากกว่าวิ่งร้อยเมตร
Marketing Recommendation: แบรนด์ที่ทำสินค้าหรือบริการเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง ควรวางตำแหน่งเป็นเพื่อนร่วมทางระยะยาว ไม่ใช่ทางลัดสู่ความสำเร็จเร็ว เพราะ Gen Z ระแวงคำสัญญาว่ารวยเร็วหรือสำเร็จข้ามคืน แต่ตอบสนองต่อการเติบโตที่จับต้องได้และยั่งยืน
Marketing Recommendation: องค์กรที่อยากได้คนเก่งรุ่นใหม่ต้องขาย Purpose ให้เป็น ไม่ใช่ขายแค่สวัสดิการ และแบรนด์ที่สื่อสารกับผู้บริโภค Gen Z ก็ควรมีจุดยืนและความหมายที่ชัดเจน เพราะคนรุ่นนี้เลือกทั้งที่ทำงานและแบรนด์ที่ซื้อ ด้วยเกณฑ์เดียวกันคือสิ่งนี้มีความหมายกับตัวเองไหม
57. Manager as Coach อยากได้โค้ช ไม่ใช่เจ้านาย
Source: สอดคล้องกับข้อมูล Randstad ที่ชี้ว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและ Feedback ในที่ทำงาน
ตัวอย่างบริบท: Gen Z โตมากับเกมและโซเชียลที่ให้ผลตอบรับทันที การรอประเมินปลายปีครั้งเดียวจึงช้าเกินไปสำหรับจังหวะชีวิตของพวกเขา พวกเขาอยากรู้ว่าทำดีหรือต้องปรับตรงไหนแบบทันควัน
Marketing Recommendation: บทเรียนเรื่องการให้ Feedback ทันทีใช้ได้ทั้งกับการบริหารทีมและการออกแบบผลิตภัณฑ์ แอปหรือบริการที่ให้ผลตอบรับทันทีและเห็นความก้าวหน้าชัดเจน เช่น ระบบสะสมแต้มที่เห็นผลทันตา หรือแอปที่แสดงพัฒนาการ จะตอบโจทย์นิสัยที่ชอบเห็นผลลัพธ์แบบ Real-Time ของ Gen Z
58. AI Skills Gap Fear กลัวตกขบวน AI มากกว่ากลัวตกงาน
Source: Gallup พบว่าความกังวลเรื่อง AI ในกลุ่มคนรุ่นใหม่เชื่อมโยงกับความมั่นคงในอาชีพและการตามเทคโนโลยีให้ทัน
ตัวอย่างบริบท: ความกังวลอันดับต้นของ Gen Z วัยทำงานคือทักษะตัวเองจะไล่ AI ไม่ทัน พวกเขาจึงกระตือรือร้นเรียนรู้ทักษะใหม่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ตกขบวน
Marketing Recommendation: องค์กรที่ลงทุน Upskill เรื่อง AI ให้พนักงานจะชนะสองต่อ ทั้งได้งานที่มีประสิทธิภาพขึ้นและได้ใจคนรุ่นใหม่ที่อยากพัฒนาตัวเอง และแบรนด์สายการศึกษาหรือคอร์สเรียนที่ตอบโจทย์ความกลัวตกขบวนนี้ มีตลาดที่พร้อมจ่ายรออยู่
ตัวอย่างบริบท: Gen Z รีวิวที่ทำงานเหมือนรีวิวร้านอาหาร ทั้งบนแพลตฟอร์มหางานและ TikTok สายออฟฟิศ ประสบการณ์พนักงานที่แย่จะกลายเป็นคอนเทนต์ไวรัลได้ในคืนเดียว
Marketing Recommendation: ปฏิบัติกับ Employer Brand ด้วยความจริงจังเท่ากับ Consumer Brand เพราะพนักงาน Gen Z คือกระบอกเสียงที่ทรงพลังทั้งด้านบวกและด้านลบ การดูแลประสบการณ์พนักงานให้ดีคือการลงทุนด้านการตลาดที่คุ้มค่า ในยุคที่คนในองค์กรเล่าเรื่องข้างในให้โลกฟังได้ตลอดเวลา
Mental Health สุขภาพใจของเจนที่เหงาที่สุด
หมวดนี้อ่านแล้วอาจหนักใจหน่อย แต่ผมยืนยันว่านักการตลาดที่เข้าใจหัวข้อนี้จะสื่อสารกับ Gen Z ได้ลึกกว่าคนที่มองแค่ยอดขายครับ
Marketing Recommendation: แบรนด์ที่ช่วยสร้างความเชื่อมต่อจริงระหว่างคนมีโอกาสสร้างคุณค่าที่ลึกซึ้ง เช่น อีเวนต์ที่ให้คนได้เจอกันจริง หรือคอมมูนิตี้ที่มีปฏิสัมพันธ์แท้จริง ไม่ใช่แค่ยอดฟอลโลว์ เพราะการตอบโจทย์ Loneliness Economy คือการเติมเต็มสิ่งที่ Gen Z ขาดที่สุด
62. Mental Health Openness เปิดใจเรื่องสุขภาพจิตที่สุดในประวัติศาสตร์
Source: Deloitte พบว่า Gen Z ใช้เครื่องมือดูแลสุขภาพจิตแบบดิจิทัลและพูดถึงเรื่องนี้อย่างเปิดเผยมากกว่าเจนก่อน
ตัวอย่างบริบท: การไปพบนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับ Gen Z แต่เป็นการดูแลตัวเองแบบหนึ่งเหมือนเข้ายิม พวกเขาพูดเรื่องความเครียดและการบำบัดบนโซเชียลได้อย่างเป็นธรรมชาติ
Marketing Recommendation: แบรนด์สามารถพูดเรื่องสุขภาพใจได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น แต่ต้องทำด้วยความเข้าใจและความจริงใจ การ Normalize การดูแลสุขภาพใจในแบบที่สอดคล้องกับแบรนด์ จะได้ใจ Gen Z ตราบใดที่ไม่ใช่แค่การฉวยกระแสเพื่อยอดขาย
Marketing Recommendation: สื่อสารด้วยความเข้าใจแทนการกดดัน หลีกเลี่ยงการตลาดที่สร้างความกลัวหรือความเร่งรีบเกินจำเป็น เพราะ Gen Z ที่เครียดอยู่แล้วจะหันหนีแบรนด์ที่เพิ่มความกังวล และเข้าหาแบรนด์ที่ทำให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายและได้รับการดูแล
64. Digital Wellbeing รู้ตัวว่าติดจอและพยายามถอย
Source: จากที่ผมสังเกตพฤติกรรม Digital Detox สอดคล้องกับที่ GWI ชี้ว่าเวลาการใช้โซเชียลโดยรวมเริ่มลดจากจุดพีค
ตัวอย่างบริบท: Gen Z จำนวนมากตั้งเวลาจำกัดการใช้แอปเอง ปิดแจ้งเตือน และทำ Digital Detox เป็นช่วงๆ พวกเขารักโซเชียลแต่ก็ระแวงมันไปพร้อมกัน
Marketing Recommendation: ลงทุนสร้างประสบการณ์ออฟไลน์ที่มีความหมายและแชร์ลงโซเชียลได้ เพราะ Gen Z ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์จริงที่ AI และหน้าจอทำแทนไม่ได้ Pop-Up Store, Experiential Marketing และอีเวนต์ที่ออกแบบมาให้ถ่ายรูปสวย คือการลงทุนที่ให้ทั้งความประทับใจและการบอกต่อ
66. Sober Curious ดื่มน้อยลงอย่างมีนัยยะ
Source: ผลสำรวจของ Circana พบว่า 65% ของ Gen Z ตั้งใจดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงในปี 2025 ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพใจและเงินในกระเป๋า
ตัวอย่างบริบท: เครื่องดื่ม Non-Alcoholic และม็อกเทลกลายเป็นตัวเลือกที่ Gen Z สั่งอย่างภาคภูมิใจ ไม่ใช่เพราะดื่มไม่ได้ แต่เพราะเลือกที่จะไม่ดื่ม การไปปาร์ตี้โดยไม่เมากลายเป็นเรื่องเท่
Marketing Recommendation: เข้าใจว่าคอนเทนต์ไม่ได้มีแค่หน้าที่ขายหรือกระตุ้น บางจังหวะการทำคอนเทนต์ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยจะเชื่อมกับ Gen Z ได้ลึกกว่า แบรนด์ที่เข้าใจอารมณ์ของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลาและปรับโทนให้เหมาะ จะกลายเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจในวันที่พวกเขาต้องการกำลังใจ
ตัวอย่างบริบท: คำอย่าง Boundary, Toxic, Burnout, Gaslighting กลายเป็นคำสามัญประจำบ้านของ Gen Z พวกเขาใช้ภาษาจิตวิทยาอธิบายความรู้สึกและความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันอย่างคล่องแคล่ว
70. Support Not Sell แบรนด์ที่ช่วยจริงชนะแบรนด์ที่พูดสวย
Source: สอดคล้องกับความคาดหวังเรื่อง Authenticity และ Action ที่ Deloitte ย้ำว่า Gen Z ต้องการเห็นการกระทำจริง
ตัวอย่างบริบท: แคมเปญด้านสุขภาพใจที่ Gen Z ยอมรับคือแบบที่มี Action จริง เช่น สายด่วนที่ใช้ได้จริงหรือพื้นที่ปลอดภัยที่จัดจริง ไม่ใช่แค่โพสต์ให้กำลังใจวัน Mental Health Day แล้วหายไปทั้งปี
Marketing Recommendation: ถ้าจะเข้ามาเล่นในประเด็นสุขภาพใจ ต้องลงมือทำจริงและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่สื่อสาร จัดสรรทรัพยากรจริง ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจริง และวัดผลกระทบจริง เพราะ Gen Z แยกออกทันทีระหว่างแบรนด์ที่ช่วยเหลือด้วยความจริงใจกับแบรนด์ที่แค่อยากได้ภาพลักษณ์ดีจากประเด็นอ่อนไหว
Identity & Culture ตัวตนและวัฒนธรรมของ Gen Z
หมวดนี้ว่าด้วยเรื่องที่ Gen Z ยึดถือเป็นตัวตน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์เชื่อมกับพวกเขาได้ในระดับที่ลึกกว่าแค่การซื้อขายครับ
ตัวอย่างบริบท: กระแส Y2K เสื้อผ้ายุค 2000 กล้องฟิล์ม และของเล่นยุคเก่ากลับมาฮิตในหมู่ Gen Z ที่บางคนยังไม่เกิดด้วยซ้ำตอนของพวกนั้นรุ่งเรือง พวกเขาโหยหาความรู้สึกของยุคที่ดูอบอุ่นและจริงกว่า
Marketing Recommendation: แบรนด์เก่าที่มีมรดกสามารถปัดฝุ่นความคลาสสิกมาเล่ากับคนรุ่นใหม่ได้ และแบรนด์ใหม่ก็หยิบกลิ่นอายยุคเก่ามาสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงได้ แต่ต้องทำให้ร่วมสมัย ไม่ใช่แค่ก็อปอดีตมาตรงๆ เพราะ Gen Z ชอบอดีตที่ถูกตีความใหม่ให้เข้ากับวันนี้
75. Blind Box Economy เศรษฐกิจของการลุ้นแบบสุ่ม
Source: จากปรากฏการณ์ Art Toy และ Blind Box ที่บูมทั่วเอเชีย โดยเฉพาะกระแส Labubu ที่เห็นได้ชัดในไทยช่วงปี 2024-2025
ตัวอย่างบริบท: คนต่อคิวยาวและยอมจ่ายแพงเพื่อลุ้นเปิดกล่องสุ่ม Art Toy ที่ไม่รู้ว่าจะได้ตัวไหน ความสนุกอยู่ที่การลุ้นและการตามเก็บให้ครบเซ็ต ไม่ใช่แค่ตัวสินค้า กระแส Labubu ในไทยดันให้ Art Toy กลายเป็นทั้งของสะสมและสัญลักษณ์สถานะ
ตัวอย่างบริบท: สไตล์อย่าง Clean Girl, Coquette, Cottagecore, Dark Academia กลายเป็นภาษาภาพที่ Gen Z ใช้บอกว่าตัวเองเป็นใคร แค่เห็นฟีดก็รู้ว่าคนนั้นอยู่สายไหน
Source: McKinsey What is Gen Z ชี้ว่า Gen Z เป็นเจนที่หลากหลายที่สุดและให้ความสำคัญกับ Inclusion
ตัวอย่างบริบท: Gen Z มองความหลากหลายทั้งเรื่องรูปร่าง สีผิว และวิถีชีวิต เป็นเรื่องปกติที่ควรมีในโฆษณา ไม่ใช่เรื่องพิเศษ การเห็นโฆษณาที่มีแต่คนแบบเดียวกันหมดจะรู้สึกว่าล้าสมัยและไม่จริง
Marketing Recommendation: สะท้อนความหลากหลายที่แท้จริงในคอนเทนต์และการสื่อสารของแบรนด์ แต่ต้องมาจากความเข้าใจและความจริงใจ ไม่ใช่แค่ใส่ตัวแทนความหลากหลายเข้าไปเพื่อเช็กลิสต์ เพราะ Gen Z แยกออกระหว่างความหลากหลายที่เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์จริงกับการทำเพื่อภาพลักษณ์
Source: สอดคล้องกับข้อมูลที่ YouTube Culture & Trends 2024 ชี้ว่า Gen Z อยากเป็นผู้ร่วมสร้างวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค
ตัวอย่างบริบท: เวลาแบรนด์เปิดให้โหวตเลือกรสชาติใหม่ ให้ออกแบบลาย หรือให้ส่งไอเดียแคมเปญ Gen Z มักตอบสนองดีมาก เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของแบรนด์ร่วมด้วย ไม่ใช่แค่คนที่ถูกขายของให้
หมวดนี้ว่าด้วยเรื่องที่ Gen Z ใช้เวลาว่างไปกับอะไร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แบรนด์จะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในความบันเทิงของพวกเขาได้ครับ
81. Gamer Generation เจนที่เล่นเกมเป็นกิจกรรมหลัก
Source: จากข้อมูลอุตสาหกรรมเกมที่ Newzoo รายงานว่า Gen Z ใช้เวลากับเกมสูงและมองเกมเป็นพื้นที่สังคม
ตัวอย่างบริบท: สำหรับ Gen Z จำนวนมาก เกมไม่ใช่แค่การเล่นแต่คือพื้นที่สังสรรค์กับเพื่อน เหมือนที่คนรุ่นก่อนไปห้าง พวกเขานัดเจอกันในเกมเพื่อคุยและใช้เวลาร่วมกัน
ตัวอย่างบริบท: คอนเสิร์ตในเกม แฟชั่นโชว์เสมือน และการเปิดตัวสินค้าในโลกเกม กลายเป็นพื้นที่ที่แบรนด์ระดับโลกเข้าไปเล่น เพราะเป็นที่ที่ Gen Z ใช้เวลาอยู่จริง
Source: สอดคล้องกับ Deloitte Digital Media Trends ที่พบว่า Gen Z ชอบคอนเทนต์บนโซเชียลมากกว่าทีวีและภาพยนตร์แบบดั้งเดิม
ตัวอย่างบริบท: เวลาว่าง Gen Z เปิด TikTok หรือ YouTube ก่อนเปิดทีวีเสมอ คอนเทนต์สั้นจากครีเอเตอร์ที่รู้สึกใกล้ตัวและตรงใจ ชนะรายการทีวีที่ผลิตแบบ Mass ในใจพวกเขา
Marketing Recommendation: จัดสรรงบสื่อตามที่กลุ่มเป้าหมายอยู่จริง ถ้าลูกค้าหลักคือ Gen Z การลงทุนในคอนเทนต์โซเชียลและครีเอเตอร์มักให้ผลคุ้มกว่าสื่อดั้งเดิม แต่อย่าทิ้งทีวีทั้งหมดถ้ากลุ่มเป้าหมายมีหลายวัย ให้ใช้ข้อมูลจริงตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ตามกระแส
ตัวอย่างบริบท: แนวคิดเรื่องรอดูรายการโปรดตามเวลาออกอากาศเป็นเรื่องแปลกสำหรับ Gen Z ที่โตมากับการกดดูอะไรก็ได้เมื่อไหร่ก็ได้ พวกเขาคุมประสบการณ์การเสพสื่อของตัวเองเต็มที่
Marketing Recommendation: อย่าเชื่อมายาคติว่า Gen Z สนใจอะไรได้แค่สั้นๆ ให้ทำคอนเทนต์ทั้งสองแบบ คลิปสั้นเพื่อสะดุดตาและสร้างการรู้จัก และคอนเทนต์ยาวเพื่อสร้างความผูกพันและความน่าเชื่อถือ เพราะพวกเขาพร้อมจดจ่อกับสิ่งที่น่าสนใจจริงได้นานกว่าที่คิด
ตัวอย่างบริบท: Gen Z มักดูซีรีส์ไปพร้อมกับไถ TikTok หรือแชทกับเพื่อนไปด้วย การดูอย่างเดียวโดยไม่ทำอะไรควบคู่กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับพวกเขา
Marketing Recommendation: ออกแบบแคมเปญที่เล่นกับพฤติกรรม Second Screen เช่น การชวนคุยบนโซเชียลระหว่างอีเวนต์ถ่ายทอดสด หรือแฮชแท็กให้คนร่วมพิมพ์ระหว่างดู เพราะการดึงให้ Gen Z มีส่วนร่วมผ่านจอที่สองช่วยเปลี่ยนการดูแบบเฉยๆ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่พวกเขาลงมือทำ
87. Creator-Led Entertainment ครีเอเตอร์คือดาราคนใหม่
ตัวอย่างบริบท: สำหรับ Gen Z จำนวนมาก ครีเอเตอร์ที่ติดตามมีความหมายและใกล้ตัวกว่าดาราภาพยนตร์ พวกเขารู้สึกรู้จักครีเอเตอร์เป็นการส่วนตัวเหมือนเพื่อน เพราะได้ดูชีวิตประจำวันกันแทบทุกวัน
88. Live Experience Premium ยอมจ่ายแพงเพื่อประสบการณ์สด
Source: สอดคล้องกับที่ McKinsey ชี้ว่า Gen Z ให้คุณค่ากับประสบการณ์มากกว่าการครอบครองสิ่งของ
ตัวอย่างบริบท: คอนเสิร์ต เทศกาลดนตรี และอีเวนต์แฟนมีตกลายเป็นสิ่งที่ Gen Z ยอมทุ่มเงินและต่อคิวข้ามคืนเพื่อไปให้ได้ เพราะประสบการณ์สดที่ทำซ้ำไม่ได้มีค่ากว่าสินค้าที่ซื้อเมื่อไหร่ก็ได้
Marketing Recommendation: ธุรกิจที่ขายประสบการณ์มีโอกาสสูงกับ Gen Z ตั้งแต่อีเวนต์ คอนเสิร์ต ไปจนถึง Pop-Up ที่จำกัดเวลา และแบรนด์สินค้าทั่วไปก็เพิ่มมูลค่าได้ด้วยการเปลี่ยนการซื้อให้เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำและถ่ายรูปแชร์ได้ เพราะความทรงจำขายได้ในราคาที่สินค้าธรรมดาทำไม่ได้
Marketing Recommendation: การจับมือกับศิลปินหรือ IP ที่มี Fandom แข็งแรงคือหนึ่งในกลยุทธ์ที่ให้ผลเร็วและแรงที่สุดกับ Gen Z แต่ต้องเลือกให้ตรงกับตัวตนแบรนด์และเข้าใจวัฒนธรรมแฟนคลับ เพราะถ้าทำแบบฉวยโอกาสหรือไม่จริงใจ Fandom ที่ทรงพลังก็พร้อมจะตอบโต้แบรนด์ได้แรงพอกัน
Source: การศึกษา Visa Gen Z Decoded พบว่าไทยมี Gen Z มากกว่า 11.6 ล้านคน คิดเป็นราว 18% ของประชากร โดยเกือบครึ่ง (49%) มีงานทำแล้ว
ตัวอย่างบริบท: ตัวเลขนี้บอกว่า Gen Z ไทยไม่ใช่เด็กในอนาคตอีกต่อไป แต่เกือบครึ่งเป็นวัยทำงานที่มีรายได้และกำลังซื้อของตัวเองแล้ววันนี้ พวกเขากำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่พร้อมกับยังรักษาความเป็นตัวเองไว้
Marketing Recommendation: ปรับมุมมองการวางกลยุทธ์ให้มองGen Z ไทยเป็นลูกค้าที่มีกำลังซื้อจริงในวันนี้ ไม่ใช่แค่การลงทุนเพื่ออนาคต จัดสรรงบและออกแบบข้อเสนอที่เหมาะกับคนวัยเริ่มทำงานที่มีรายได้ของตัวเองแล้ว เพราะพวกเขาพร้อมจ่ายถ้าแบรนด์เข้าใจและเข้าถึง
92. TikTok First Discovery ค้นพบสินค้าใหม่ผ่าน TikTok เป็นหลัก
Source: ข้อมูลที่ Asia News Network รายงาน ชี้ว่า Thai Gen Z ค้นพบสินค้าและตัดสินใจซื้อผ่าน TikTok เป็นสัดส่วนสูง และ Visa พบว่า 58% ของ Thai Gen Z ทำตามคำแนะนำของ Influencer บน YouTube, TikTok และ Facebook
ตัวอย่างบริบท: เส้นทางการซื้อของ Gen Z ไทยจำนวนมากเริ่มจากเห็นคลิปรีวิวบน TikTok แล้วกดซื้อผ่าน TikTok Shop เลย ทั้งการค้นพบและการซื้อเกิดในแอปเดียว โดยมีคำแนะนำจาก Influencer เป็นตัวเร่งการตัดสินใจ
Marketing Recommendation: ถ้ากลุ่มเป้าหมายคือ Gen Z ไทย TikTok ต้องเป็นหนึ่งในช่องทางหลักของแผนการตลาด ทั้งการทำคอนเทนต์ที่ค้นเจอได้ การจับมือกับครีเอเตอร์ และการเปิด TikTok Shop ให้ซื้อจบในที่เดียว แต่อย่าลืมสร้างคอนเทนต์รีวิวที่ดูจริงและเชื่อถือได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่เร่งการตัดสินใจซื้อของพวกเขา
Source: Visa Gen Z Decoded พบว่า 60% ของ Thai Gen Z ระบุว่าอิสรภาพทางการเงินคือเป้าหมายชีวิต และ 81% กำลังสร้างความมั่งคั่งผ่านงานประจำ อาชีพเสริม หรือการลงทุน
ตัวอย่างบริบท: อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่แค่ความฝันไกลๆ แต่เป็นเป้าหมายที่ Gen Z ไทยลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ผ่านการหารายได้หลายทางและการลงทุน พวกเขาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้การเงินสูงถึง 59% ที่อยากเรียนรู้ผ่านคอร์สหรือคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ
Marketing Recommendation: แบรนด์ที่ช่วยให้ Gen Z เข้าใกล้อิสรภาพทางการเงินจะได้ใจพวกเขา ทั้งเครื่องมือการเงิน คอนเทนต์ให้ความรู้ และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างรายได้เสริม และแม้แต่แบรนด์ทั่วไปก็เชื่อมโยงได้ด้วยการวางสินค้าเป็นการลงทุนในตัวเองหรือตัวช่วยประหยัด ที่สอดคล้องกับ Mindset การเงินของพวกเขา
Source: Krungsri Research พบว่า 80% ของ Gen Z ไทยที่สำรวจเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคาร และ 7 ใน 10 พร้อมรับความเสี่ยงระดับหนึ่งกับเงินลงทุน โดยแยกเงินออมกับเงินลงทุนออกจากกันชัดเจน
ตัวอย่างบริบท: ภาพจำว่า Gen Z ใช้เงินตามสโลแกน YOLO ไม่ตรงกับข้อมูลจริงเสมอไป เพราะเมื่อรายได้เกินรายจ่าย คนส่วนใหญ่ก็เก็บออมและวางแผนการเงินอย่างมีวินัย พวกเขาระมัดระวังเรื่องเงินมากกว่าที่หลายคนคิด
Marketing Recommendation: อย่าเหมารวมว่า Gen Z ใช้เงินไม่คิด เพราะจริงๆ แล้วหลายคนมีวินัยการเงินและวางแผนอย่างรอบคอบ การสื่อสารที่เคารพความฉลาดทางการเงินของพวกเขา และช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น จะได้รับการตอบรับดีกว่าการกระตุ้นให้ใช้จ่ายแบบไม่ยั้งคิด
95. Mobile Commerce ช้อปผ่านมือถือเป็นค่าเริ่มต้น
Source: สอดคล้องกับข้อมูล Milieu เรื่องพฤติกรรม Gen Z อาเซียนที่ผูกกับมือถือ ประกอบกับโครงสร้าง PromptPay ที่ทำให้ไทยเข้าถึงบริการการเงินดิจิทัลสูงมาก
ตัวอย่างบริบท: Gen Z ไทยโตมากับ PromptPay และการจ่ายผ่าน QR จนการพกเงินสดกลายเป็นเรื่องแปลก ทั้งการช้อป การจ่าย และการโอน เกิดบนมือถือเครื่องเดียวจบ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ระบบจ่ายเงินดิจิทัลแข็งแรงที่สุดในโลก
Marketing Recommendation: ทุก Touchpoint ของแบรนด์ต้องออกแบบมาเพื่อมือถือก่อนเสมอ ทั้งหน้าร้านออนไลน์ ระบบจ่ายเงิน และคอนเทนต์ เพราะถ้าประสบการณ์บนมือถือติดขัดแม้แต่นิดเดียว Gen Z ไทยที่คุ้นกับความลื่นไหลของ PromptPay จะเลิกกลางคันทันที ความง่ายในการจ่ายคือปัจจัยปิดการขายที่สำคัญ
96. Live Commerce ดูไลฟ์แล้วกดซื้อสด
Source: จากที่ผมสังเกตพฤติกรรมการช้อปของคนไทย ที่ Live Commerce เติบโตแข็งแรงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
ตัวอย่างบริบท: Gen Z ไทยจำนวนมากดูดวงออนไลน์ ซื้อวอลเปเปอร์มงคล ตามวัดขอพร และเลือกสีเสื้อตามวันอย่างเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ความมูเป็นทั้งความเชื่อและความสนุกที่ให้กำลังใจในยุคที่อะไรก็ไม่แน่นอน
98. Local Pride & Soft Power ภูมิใจในความเป็นไทยแบบร่วมสมัย
Source: จากที่ผมสังเกตกระแส Thai Soft Power ที่คนรุ่นใหม่ภูมิใจนำเสนอความเป็นไทยในแบบของตัวเอง
ตัวอย่างบริบท: ตั้งแต่กระแสชุดไทยไปเที่ยววัด อาหารไทยพื้นถิ่นที่กลายเป็นของเท่ ไปจนถึงศิลปินไทยที่ดังระดับโลก Gen Z ไทยภูมิใจในรากเหง้าของตัวเองและนำเสนอมันในแบบร่วมสมัยที่ไม่เชย
Marketing Recommendation: แบรนด์ไทยที่หยิบความเป็นไทยมาเล่าในมุมร่วมสมัยและภาคภูมิใจ มีโอกาสเชื่อมกับ Gen Z ที่โหยหาตัวตนแบบไทยที่เท่ การผสมมรดกวัฒนธรรมไทยกับดีไซน์และการเล่าเรื่องยุคใหม่ ช่วยให้แบรนด์โดดเด่นและได้ใจทั้งคนไทยและตลาดโลกที่กำลังสนใจ Soft Power ไทย
Source: Visa Gen Z Decoded พบว่า 81% ของ Thai Gen Z สร้างความมั่งคั่งผ่านหลายช่องทาง ทั้งงานประจำ อาชีพเสริม และการลงทุน
ตัวอย่างบริบท: พนักงานออฟฟิศที่ขายของออนไลน์หลังเลิกงาน หรือรับงานฟรีแลนซ์วันหยุด คือภาพปกติของ Gen Z ไทย พวกเขาไม่พึ่งรายได้ทางเดียวและมองการมีหลายแหล่งรายได้เป็นความมั่นคงแบบใหม่
Marketing Recommendation: มองเห็นตัวตนสองด้านของ Gen Z ไทย ทั้งในฐานะพนักงานและในฐานะผู้ประกอบการตัวเล็ก เครื่องมือและบริการที่ช่วยให้พวกเขาทำอาชีพเสริมได้ง่ายขึ้นคือตลาดที่กำลังโต และการสื่อสารที่เข้าใจว่าพวกเขาสวมหลายหมวกในชีวิตจะเชื่อมโยงได้ลึกกว่าการมองเป็นแค่มนุษย์เงินเดือน
100. Insight Over Stereotype เข้าใจให้ลึก อย่าตัดสินแค่ภาพจำ
ตัวอย่างบริบท: บทเรียนสำคัญจาก 99 ข้อที่ผ่านมาคือ Gen Z เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง มีเงินแต่รู้สึกจน ใช้โซเชียลมากแต่เชื่อน้อย เชื่อมต่อตลอดเวลาแต่เหงาที่สุด ใครที่ตัดสินพวกเขาด้วยภาพจำง่ายๆ จะพลาดโอกาสเสมอ
Marketing Recommendation: ลงทุนทำความเข้าใจ Gen Z ผ่านข้อมูลจริงและการฟังอย่างต่อเนื่อง แทนการใช้ภาพเหมารวมที่คุ้นเคย เพราะเจนนี้เปลี่ยนเร็วและซับซ้อนกว่าทุกเจน แบรนด์ที่ยอมเข้าใจความย้อนแย้งของพวกเขาอย่างแท้จริง จะสื่อสารได้ตรงใจและสร้างความสัมพันธ์ที่คู่แข่งที่มองแค่ผิวเผินทำไม่ได้
บทสรุป One-Word Takeaway ของ Gen Z คือ Contradiction
อ่านมาครบทั้ง 100 ข้อแล้ว ถ้าให้ผมสรุป Gen Z ด้วยคำเดียว คำนั้นคือ Contradiction หรือความย้อนแย้งครับ
เพราะพวกเขาคือเจนที่มีเงินมากกว่ารุ่นพ่อแม่ตอนอายุเท่ากันแต่รู้สึกว่าตัวเองจน ใช้เวลากับโซเชียลมากที่สุดแต่เชื่อถือมันน้อยที่สุด เชื่อมต่อกับคนทั้งโลกตลอดเวลาแต่กลับเป็นเจนที่เหงาที่สุด ใช้ AI ทำงานทุกวันแต่ก็กลัวว่ามันจะมาแย่งงาน และประกาศว่ารักษ์โลกแต่ยังกดซื้อ Fast Fashion เพราะงบจำกัด
ความย้อนแย้งเหล่านี้ไม่ใช่ความสับสนหรือความไม่รู้ แต่คือการปรับตัวของคนที่โตมาในโลกที่ไม่แน่นอน พวกเขาเรียนรู้ที่จะถือความจริงสองด้านไว้พร้อมกัน และเลือกใช้แต่ละด้านตามสถานการณ์ นักการตลาดที่พยายามยัด Gen Z ลงกล่องเดียวจะพลาดเสมอ แต่คนที่ยอมรับและเข้าใจความย้อนแย้งนี้จะสื่อสารกับพวกเขาได้ตรงใจกว่าใคร
สิ่งที่ผมอยากฝากไว้สำหรับการวางแผนปี 2027 คือ อย่าถาม Gen Z ต้องการอะไร เพราะคำตอบมักย้อนแย้งกันเอง แต่ให้สังเกตว่าพวกเขาทำอะไรจริงในแต่ละบริบท แล้วออกแบบแบรนด์ให้ยืดหยุ่นพอจะอยู่กับความหลากหลายของพวกเขาได้ ปีหน้าเจนซีกลุ่มแรกจะอายุเข้า 30 กำลังซื้อจะยิ่งโตและอิทธิพลจะยิ่งมาก แบรนด์ที่เริ่มเข้าใจพวกเขาอย่างแท้จริงตั้งแต่วันนี้ น่าจะได้เปรียบในสนามที่กำลังจะเปลี่ยนมือไปสู่คนรุ่นนี้อย่างเต็มตัวก็เป็นได้ครับ
ขอให้คุณสนุกกับการถอดรหัส Gen Z และหยิบ Insight เหล่านี้ไปต่อยอดให้เกิดงานที่ทั้งเข้าใจคนและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริงในปีหน้าอย่างมั่นใจนะครับ แล้วเจอกันใหม่ในบทความถัดไปของการตลาดวันละตอนครับผม