Insight Gen Z 2027 ครบ 100 ข้อจาก McKinsey, Deloitte, Pew, GWI กำลังซื้อ 12 ล้านล้านดอลลาร์, 74% ใช้ AI ทุกวัน, TikTok ครองการค้นหาของเจนซีไทย 66.9%

100 Insight Gen Z ส่งท้ายปี 2026 เตรียมพร้อมสู่ 2027 ที่นักการตลาดต้องรู้

ย้อนกลับไปปี 2023 ผมเคยขึ้นบรรยายเรื่อง Insight Gen Z บนเวที CTC โดยสกัดจากดาต้าย้อนหลัง 5 ปีกับอีก 10 Report ผ่านมาถึงวันนี้ผมกลับมานั่งอ่าน Report ระดับโลกชุดใหม่ทั้ง McKinsey, Deloitte, Pew Research, GWI และ NIQ อีกครั้ง แล้วพบว่าภาพของ Gen Z เปลี่ยนไปเยอะกว่าที่คิดครับ จากวัยรุ่นที่นักการตลาดเคยมองว่าเป็นลูกค้าแห่งอนาคต วันนี้พวกเขาคือวัยทำงานที่มีกำลังซื้อจริง มีหนี้จริง มีความเครียดจริง และมี AI เป็นเพื่อนสนิทเรียบร้อยแล้ว

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาไล่อ่าน 100 Insight Gen Z ที่ผมย่อยมาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากทั่วโลก แบ่งเป็น 10 หมวดใหญ่ และคราวนี้ผมเพิ่มให้แต่ละข้อมีครบ 3 ชั้น คือแหล่งอ้างอิงที่มา ตัวอย่างบริบทให้เห็นภาพ และ Marketing Recommendation ที่บอกว่าควรทำอะไรต่อกับ Insight ข้อนั้น อ่านจบแล้วน่าจะหยิบไปวางแผนปี 2027 ได้ทันทีครับ

สารบัญ 10 หมวด

  1. Spending Power กำลังซื้อและพฤติกรรมการเงิน (ข้อ 1-10)
  2. Social Media พฤติกรรมบนโซเชียลมีเดีย (ข้อ 11-20)
  3. Search Shift การค้นหาข้อมูลยุคใหม่ (ข้อ 21-30)
  4. AI-Native Life ชีวิตที่มี AI เป็นเพื่อนร่วมทาง (ข้อ 31-40)
  5. Brand Trust ความเชื่อใจที่แบรนด์ต้องหามาเอง (ข้อ 41-50)
  6. Work Redefined นิยามใหม่ของการทำงาน (ข้อ 51-60)
  7. Mental Health สุขภาพใจของเจนที่เหงาที่สุด (ข้อ 61-70)
  8. Identity & Culture ตัวตนและวัฒนธรรม (ข้อ 71-80)
  9. Media & Entertainment สื่อและความบันเทิง (ข้อ 81-90)
  10. Thai Gen Z บริบทเจนซีไทย (ข้อ 91-100)

Spending Power กำลังซื้อและพฤติกรรมการเงินของ Gen Z

Insight Gen Z 2027 ครบ 100 ข้อจาก McKinsey, Deloitte, Pew, GWI กำลังซื้อ 12 ล้านล้านดอลลาร์, 74% ใช้ AI ทุกวัน, TikTok ครองการค้นหาของเจนซีไทย 66.9%

เริ่มจากหมวดที่นักการตลาดสนใจที่สุดก่อน นั่นคือเรื่องเงินในกระเป๋า เพราะภาพจำว่า Gen Z เป็นเด็กไม่มีตังค์นั้นล้าสมัยไปแล้วครับ

1. Spending Power กำลังซื้อระดับ 12 ล้านล้านดอลลาร์

Source: รายงาน Spend Z ของ NIQ ร่วมกับ World Data Lab คาดว่ากำลังซื้อของ Gen Z ทั่วโลกจะโตแตะ 12 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ใหญ่กว่าเศรษฐกิจของหลายประเทศรวมกัน

ตัวอย่างบริบท: ลองนึกภาพว่าเวลาแบรนด์วางแผน 5 ปี ส่วนใหญ่ยังตั้งงบก้อนใหญ่ไว้จับ Gen Y ที่กำลังซื้อสูงวันนี้ แต่พอถึงปี 2030 คนที่กดจ่ายจริงในหมวดความงาม แฟชั่น และเทคโนโลยีจะกลายเป็น Gen Z แทบทั้งหมด

Marketing Recommendation: เริ่มกันงบส่วนหนึ่งไว้สร้างความสัมพันธ์กับ Gen Z ตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้พวกเขากลายเป็นลูกค้าหลักก่อนแล้วค่อยเริ่ม เพราะแบรนด์ที่พวกเขารู้จักตั้งแต่วัยเรียนจะได้เปรียบตอนพวกเขามีกำลังซื้อเต็มที่

2. Largest Generation เจนที่มีประชากรมากเป็นพิเศษ

Source: McKinsey ระบุว่า Gen Z มีประชากรราว 2 พันล้านคน คิดเป็นราว 25% ของประชากรโลก และเป็นเจนแรกที่เติบโตแบบ Global จริงๆ เพราะเสพคอนเทนต์ชุดเดียวกันทั้งโลกผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน

ตัวอย่างบริบท: เทรนด์อย่าง Mukbang จากเกาหลี หรือมีมจากฝั่งอเมริกา เดินทางถึงฟีดวัยรุ่นไทยภายในไม่กี่ชั่วโมง ต่างจากยุค Gen X ที่กว่าเทรนด์ตะวันตกจะข้ามมาถึงไทยอาจใช้เวลาเป็นปี

Marketing Recommendation: จับตาเทรนด์ระดับโลกแบบ Real-Time แล้ว Localize ให้เร็ว เพราะ Gen Z ไทยรับรู้เทรนด์โลกพร้อมกับเพื่อนต่างชาติ แบรนด์ที่ปรับตัวช้าจะดูตกยุคในสายตาพวกเขาทันที

3. Richer Than Boomers รายได้แซงรุ่นพ่อแม่ตอนอายุเท่ากัน

Source: ข้อมูลจาก McKinsey State of the Consumer 2025 พบว่า Gen Z อเมริกันวัย 25 ปีมีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยสูงกว่า Baby Boomer ตอนอายุเท่ากันถึง 50% และการใช้จ่ายโตเร็วเป็น 2 เท่าของเจนก่อนหน้า

ตัวอย่างบริบท: ลองนึกภาพเด็กจบใหม่ที่ทำงานประจำไปด้วยรับงานฟรีแลนซ์ไปด้วย มีรายได้หลายทางตั้งแต่อายุ 23 ต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่มักมีรายได้ทางเดียวจากงานประจำ

Marketing Recommendation: เลิกมองว่า Gen Z คือตลาดของถูกอย่างเดียว ลองออกสินค้าหรือบริการระดับ Mid-to-Premium ที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ เพราะพวกเขามีกำลังจ่ายมากกว่าที่ภาพจำเดิมบอกไว้

4. Feel-Spend Gap มีเงินแต่รู้สึกว่าไม่มี

Source: McKinsey พบว่าครึ่งหนึ่งของ Gen Z สหรัฐฯ บอกว่ามีเงินเก็บไม่พอประคองชีวิตเกิน 1 เดือน แต่ก็ยังเต็มใจ Splurge ซื้อของที่อยากได้อยู่ดี

ตัวอย่างบริบท: คนที่บ่นว่าเดือนนี้ถังแตกแต่ยังกดพรีออเดอร์ Art Toy ราคาหลักพัน หรือจ่ายค่าคอนเสิร์ตศิลปินที่รัก คือภาพที่เห็นได้ทั่วไป เพราะพวกเขาแยกกระเป๋าความจำเป็นออกจากกระเป๋าความสุขอย่างชัดเจน

Marketing Recommendation: ออกแบบทางเลือกการจ่ายที่ยืดหยุ่น ทั้งการผ่อนและแพ็กเกจย่อย เพื่อให้ Gen Z เข้าถึงสินค้าที่พวกเขาอยากได้โดยไม่รู้สึกว่ากระทบเงินก้อน และวางตำแหน่งสินค้าให้เป็นรางวัลของความสุขที่คุ้มค่าแก่การจ่าย

5. BNPL Generation ผ่อนก่อนจ่ายทีหลังคือเรื่องปกติ

Source: ผลสำรวจของ The Motley Fool ปี 2025 พบว่ากว่าครึ่งของ Gen Z และ Millennials ชอบใช้ Buy Now Pay Later มากกว่าบัตรเครดิต เพราะรู้สึกควบคุมยอดได้มากกว่า

ตัวอย่างบริบท: บริการผ่อน 0% ผ่านแอปช้อปปิ้งอย่างที่เห็นบน Shopee หรือ Lazada กลายเป็นตัวเลือกมาตรฐานที่วัยรุ่นกดใช้โดยไม่ลังเล ทั้งที่บางครั้งมูลค่าสินค้าไม่ได้สูงมาก

Marketing Recommendation: ถ้าสินค้าคุณมีราคาต่อหน่วยสูง การจับมือกับผู้ให้บริการ BNPL คือการลดกำแพงการตัดสินใจซื้อที่ทรงพลัง แต่ควรสื่อสารเงื่อนไขอย่างโปร่งใส เพราะ Gen Z อ่อนไหวกับความรู้สึกว่าถูกหลอกให้เป็นหนี้

6. Phantom Debt หนี้ที่ระบบมองไม่เห็น

Source: ตามรายงานของ Billboard ที่อ้างผ่านสื่อธุรกิจหลายสำนัก ราว 60% ของคนซื้อตั๋ว Coachella 2025 แบบ General Admission เลือกผ่อนจ่าย เพิ่มจากเพียง 18% ในปี 2009

ตัวอย่างบริบท: แม้แต่ค่าตั๋วคอนเสิร์ตและค่าเที่ยวก็ผ่อนได้ ลองนึกภาพวัยรุ่นที่ผ่อนตั๋วเทศกาลดนตรี ผ่อนค่าตั๋วเครื่องบิน และผ่อนมือถือพร้อมกันสามก้อน โดยที่ยอดรวมไม่เคยปรากฏในรายงานเครดิตแบบเดิม

Marketing Recommendation: มองความบันเทิงและประสบการณ์เป็นหมวดที่ผ่อนได้ ไม่ใช่แค่สินค้าชิ้นใหญ่ ธุรกิจอีเวนต์ ท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ควรมีทางเลือกผ่อนจ่ายเพื่อปลดล็อกลูกค้ากลุ่มนี้ พร้อมกับให้ความรู้เรื่องการจัดการเงินควบคู่กันเพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่รับผิดชอบ

7. Optimistic Broke จนแต่มองโลกในแง่ดีมากเป็นพิเศษ

Source: NIQ พบว่า Gen Z เป็นหนึ่งในเจนที่มองการเงินตัวเองในแง่ดีมากกว่าเจนอื่น โดย 39% บอกว่าครัวเรือนดีขึ้นกว่าปีก่อน ขณะที่ Boomer มีเพียง 19%

ตัวอย่างบริบท: คอนเทนต์สาย Soft Life และ Treat Yourself ที่บอกว่าชีวิตต้องให้รางวัลตัวเองบ้าง สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้เครียดเรื่องเงินแต่ไม่ยอมให้ความเครียดมาพรากความสุขเล็กๆ ไป

Marketing Recommendation: สื่อสารด้วยโทนที่ให้กำลังใจและมองอนาคตในแง่ดี แทนการขู่ด้วยความกลัวหรือความขาดแคลน เพราะ Gen Z ตอบสนองต่อแบรนด์ที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพรุ่งนี้จะดีกว่า มากกว่าแบรนด์ที่ตอกย้ำว่าโลกกำลังแย่

8. Value Hacking ถูกที่สุดไม่ชนะ คุ้มที่สุดต่างหากที่ชนะ

Source: จากภาพรวมพฤติกรรมใน McKinsey State of the Consumer 2025 ที่ชี้ว่า Gen Z ตัดสินใจซื้อบนความคุ้มค่าที่รับรู้ ไม่ใช่ราคาต่ำสุดเสมอไป

ตัวอย่างบริบท: ลองนึกภาพลูกค้าที่ยอมจ่ายบุฟเฟต์ระดับพรีเมียมเดือนละครั้งเพื่อถ่ายรูปลงโซเชียล แต่กดโค้ดส่วนลดทุกครั้งที่สั่งข้าวกล่องเดลิเวอรี่ พวกเขาไม่ได้ขี้เหนียวหรือฟุ่มเฟือย แค่จัดลำดับความคุ้มในแต่ละโอกาสไม่เหมือนกัน

Marketing Recommendation: หยุดแข่งกันลดราคาจนตาย แล้วหันมาสื่อสารคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับให้ชัด ทั้งคุณภาพ ประสบการณ์ และความหมาย เพราะ Gen Z ยอมจ่ายแพงขึ้นถ้ารู้สึกว่าคุ้ม แต่จะไม่จ่ายแม้แต่บาทเดียวถ้ารู้สึกว่าไม่คุ้ม

9. Don’t Forget Gen X อย่าหลงกระแสจนลืมเจนที่จ่ายหนักกว่า

Source: NIQ เตือนว่าเจนที่ใช้จ่ายสูงสุดในโลกตอนนี้จริงๆ คือ Gen X ที่ 15.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 มากกว่า Gen Z ราว 40%

ตัวอย่างบริบท: หลายแบรนด์เทงบทำคอนเทนต์วัยรุ่นจนลืมว่าคนที่กดจ่ายจริงในหมวดบ้าน รถ ประกัน และการลงทุน ยังเป็น Gen X ที่มีอำนาจซื้อสูงสุด ลองนึกภาพแบรนด์รถยนต์ที่ทุ่มทำ TikTok วัยรุ่นแต่ยอดขายจริงมาจากพ่อบ้านวัย 50

Marketing Recommendation: วางพอร์ตการตลาดให้สมดุลระหว่างการสร้างอนาคตกับ Gen Z และการเก็บเกี่ยวรายได้จาก Gen X วันนี้ อย่าเทงบทั้งหมดไปที่เจนเดียวเพียงเพราะเป็นกระแส ให้แยกเป้าหมายชัดว่าแคมเปญไหนสร้าง Awareness ระยะยาว แคมเปญไหนปิดการขายวันนี้

10. Investment Curious ลงทุนเร็วกว่าทุกเจนก่อนหน้า

Source: สอดคล้องกับข้อมูล Krungsri Research ที่พบว่า Gen Z ไทยเริ่มจัดสรรเงินไปลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย ผ่านแอปในมือถือทั้งหุ้น กองทุน และสินทรัพย์ดิจิทัล

ตัวอย่างบริบท: ความรู้การเงินที่เคยต้องเสียเงินเรียน วันนี้หาได้ฟรีจาก Creator สายการเงินบน TikTok และ YouTube ทำให้เด็กมหาลัยเปิดพอร์ตลงทุนก่อนเรียนจบเป็นเรื่องปกติ

Marketing Recommendation: ถ้าคุณอยู่ในธุรกิจการเงินหรือการลงทุน นี่คือโอกาสจับลูกค้าตั้งแต่อายุน้อยด้วยคอนเทนต์ให้ความรู้ที่เข้าใจง่ายและไม่ตัดสิน สำหรับธุรกิจอื่น การพูดภาษาการเงินที่ Gen Z คุ้นเคย เช่น การมองสินค้าเป็นการลงทุนในตัวเอง จะช่วยให้แบรนด์เชื่อมกับ Mindset ของพวกเขาได้

Social Media พฤติกรรมบนโซเชียลมีเดียของ Gen Z

Insight Gen Z 2027 ครบ 100 ข้อจาก McKinsey, Deloitte, Pew, GWI กำลังซื้อ 12 ล้านล้านดอลลาร์, 74% ใช้ AI ทุกวัน, TikTok ครองการค้นหาของเจนซีไทย 66.9%

เข้าใจกระเป๋าเงินแล้ว ลองมาดูพฤติกรรมบนหน้าจอกันต่อ เพราะนี่คือสนามหลักที่แบรนด์ต้องไปเจอพวกเขาครับ

11. Heavy Users ใช้โซเชียลมากกว่า Boomer เท่าตัว

Source: ข้อมูลจาก GWI ระบุว่า Gen Z ใช้เวลากับโซเชียลมีเดียราว 3 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่า Baby Boomer เกิน 2 เท่า และเป็นกลุ่มที่เวลาใช้งานยังเพิ่มขึ้นสวนทางเจนอื่น

ตัวอย่างบริบท: ตั้งแต่ตื่นเช้าไถฟีดก่อนแปรงฟัน ไปจนถึงดูคลิปก่อนนอน โซเชียลคือพื้นที่ที่ Gen Z ใช้ชีวิตอยู่จริง ไม่ใช่แค่แวะเข้าไปเช็ก

Marketing Recommendation: อย่ามองโซเชียลเป็นแค่ช่องทางประกาศโปรโมชั่น แต่ให้ออกแบบการมีตัวตนของแบรนด์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ เพราะการเจอแบรนด์บ่อยในบริบทที่เป็นธรรมชาติสร้าง Mental Availability ได้ดีกว่าการยิงโฆษณาถี่ๆ ในช่วงสั้น

12. YouTube King แพลตฟอร์มอันดับหนึ่งตัวจริงคือ YouTube

Source: ผลสำรวจวัยรุ่นสหรัฐฯ ของ Pew Research Center พบว่า YouTube ครองอันดับ 1 ที่ 90% ทิ้งห่าง TikTok ที่ 63% และ Instagram ที่ 61%

ตัวอย่างบริบท: เวลาวัยรุ่นอยากเรียนรู้อะไรจริงจัง ตั้งแต่แต่งหน้า เล่นเกม ไปจนถึงติวสอบ พวกเขาเปิด YouTube ไม่ใช่ TikTok เพราะต้องการคอนเทนต์ยาวที่อธิบายละเอียด

Marketing Recommendation: อย่าทุ่มงบทั้งหมดไปที่ TikTok จนลืม YouTube การมีคอนเทนต์ยาวที่ให้คุณค่าจริงบน YouTube ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและถูกค้นเจอได้ยาวนานกว่าคลิปสั้นที่หายไปตามกระแส ควรวางกลยุทธ์ให้คลิปสั้นสร้างการรู้จัก แล้วคลิปยาวปิดการตัดสินใจ

13. Facebook Fading เฟซบุ๊กกลายเป็นแพลตฟอร์มของผู้ใหญ่ในฝั่งตะวันตก

Source: Pew Research Center พบว่าวัยรุ่นสหรัฐฯ ใช้ Facebook เหลือเพียง 32% จากที่เคยเป็นแพลตฟอร์มหลัก

ตัวอย่างบริบท: แต่ในไทยและอาเซียน Facebook ยังแข็งแรงกว่าฝั่งตะวันตกมาก โดยเฉพาะสำหรับการซื้อขายผ่าน Marketplace กลุ่มซื้อขาย และไลฟ์ขายของ ดังนั้นห้ามเอาข้อมูลฝั่งตะวันตกมาใช้กับไทยแบบตรงๆ

Marketing Recommendation: อ่านข้อมูลแพลตฟอร์มตามบริบทของตลาดที่คุณทำจริง อย่าเพิ่งถอนงบ Facebook ในไทยเพียงเพราะเห็นข่าวว่าวัยรุ่นตะวันตกทิ้ง Facebook แต่ควรทดสอบด้วยข้อมูลลูกค้าของคุณเองว่ากลุ่มเป้าหมายไทยยังอยู่ที่ไหน

14. Multi-Platform Life หนึ่งคนใช้หลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน

Source: GWI พบว่า Gen Z ใช้แพลตฟอร์มหลายตัวต่อคน โดยแต่ละแพลตฟอร์มมีบทบาทต่างกัน

ตัวอย่างบริบท: คนคนเดียวอาจคุยกับเพื่อนใน LINE ดูคลิปสั้นบน TikTok หาข้อมูลลึกบน YouTube และส่องไลฟ์สไตล์เพื่อนบน Instagram โดยไม่รู้สึกว่าซ้ำซ้อน เพราะแต่ละที่ทำหน้าที่คนละอย่าง

Marketing Recommendation: อย่าใช้คอนเทนต์ชุดเดียวยิงทุกแพลตฟอร์มแบบก็อปวาง แต่ให้ปรับสารและรูปแบบให้เข้ากับบทบาทของแต่ละที่ เช่น TikTok เน้นสะดุดตาใน 3 วินาที LINE เน้นบริการและปิดการขาย YouTube เน้นให้ความรู้เชิงลึก

15. Creator Mindset มองตัวเองเป็นครีเอเตอร์ ไม่ใช่แค่ผู้ใช้

Source: รายงาน YouTube Culture & Trends 2024 พบว่า Gen Z จำนวนมากระบุว่าตัวเองเป็นผู้สร้างวิดีโอคอนเทนต์ ไม่ใช่แค่ผู้ชม

ตัวอย่างบริบท: วัยรุ่นไทยจำนวนมากมีเพจรีวิวของกิน มีช่องเล่าเรื่องผี หรือทำคลิปสอนแต่งตัวเป็นงานอดิเรกที่หวังต่อยอดเป็นรายได้ พวกเขามองกล้องมือถือเป็นเครื่องมือทำมาหากิน

Marketing Recommendation: เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้เป็นผู้สร้างร่วมกับแบรนด์ เช่น แคมเปญที่ชวนทำคลิปในธีมของแบรนด์ หรือเปิดให้ส่งผลงานเข้าประกวด เพราะการให้ Gen Z ได้แสดงความเป็นครีเอเตอร์คือการให้สิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุด และได้ UGC กลับมาเป็นของแถม

16. Influencer Dream อาชีพในฝันคือการเป็นครีเอเตอร์

Source: ผลสำรวจของ Morning Consult พบว่าราว 57% ของ Gen Z อยากเป็น Influencer

ตัวอย่างบริบท: ลองนึกภาพว่าถ้าลูกค้าครึ่งหนึ่งของคุณแอบฝันอยากมีเพจของตัวเอง แคมเปญที่ทำให้พวกเขาได้ลองเป็นครีเอเตอร์แม้แค่วันเดียว เช่น การเชิญไปเป็น Guest Creator ให้แบรนด์ จะมีเสน่ห์มากแค่ไหน

Marketing Recommendation: สร้างโปรแกรม Micro-Creator หรือ Brand Ambassador ที่เปิดกว้างให้ลูกค้าธรรมดาได้ร่วม ไม่จำเป็นต้องจ้างแต่คนดัง เพราะการให้ลูกค้าตัวจริงได้เป็นกระบอกเสียงตอบโจทย์ทั้งความฝันของพวกเขาและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ไปพร้อมกัน

17. Lurker Majority เสพเงียบมากกว่าโพสต์

Source: จากที่ผมสังเกตประกอบกับพฤติกรรมที่ GWI ชี้ว่าการมีส่วนร่วมแบบเปิดเผยลดลง ขณะที่การเสพแบบเงียบเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างบริบท: Gen Z จำนวนมากแทบไม่โพสต์อะไรบนฟีดหลักเลย แต่แอคทีฟสุดๆ ใน Group Chat, Close Friends และ DM การวัด Engagement จากยอดไลก์คอมเมนต์สาธารณะจึงมองไม่เห็นพฤติกรรมจริงของพวกเขา

Marketing Recommendation: อย่าตัดสินความสำเร็จของคอนเทนต์จากยอด Engagement สาธารณะอย่างเดียว ให้ดู Metric ที่สะท้อนการเสพเงียบด้วย เช่น ยอด Save ยอด Share ไป DM และ Reach เพราะคอนเทนต์ที่คนแชร์ให้เพื่อนในที่ลับมักมีพลังบอกต่อมากกว่าคอนเทนต์ที่คนกดไลก์แล้วเลื่อนผ่าน

18. Private Sharing แชร์ในที่ลับมากกว่าที่แจ้ง

Source: สอดคล้องกับเทรนด์ Dark Social ที่ GWI และนักการตลาดทั่วโลกจับตา ว่าการส่งต่อคอนเทนต์ย้ายไปเกิดในพื้นที่ปิดมากขึ้น

ตัวอย่างบริบท: คลิปรีวิวร้านอาหารที่ดีจริงมักถูกส่งต่อในแชทกลุ่มเพื่อนพร้อมข้อความว่าไปกินกันมั้ย มากกว่าถูกคอมเมนต์ในโพสต์สาธารณะ การตัดสินใจไปกินจึงเกิดในพื้นที่ที่แบรนด์มองไม่เห็น

Marketing Recommendation: ออกแบบคอนเทนต์ที่คนอยากส่งให้เพื่อน ไม่ใช่แค่คอนเทนต์ที่คนอยากกดไลก์ ลองตั้งคำถามก่อนโพสต์ทุกครั้งว่าคอนเทนต์ชิ้นนี้มีเหตุผลให้ใครสักคนแคปส่งเข้ากลุ่มเพื่อนไหม ถ้าไม่มี แปลว่ายังไม่แรงพอ

19. Comment Culture คอมเมนต์คือคอนเทนต์

Source: จากที่ผมสังเกตพฤติกรรมบนแพลตฟอร์มไทย สอดคล้องกับที่ YouTube Culture & Trends 2024 ชี้ว่า Community และการมีส่วนร่วมในคอมเมนต์คือหัวใจของการเสพคอนเทนต์ยุคนี้

ตัวอย่างบริบท: หลายครั้ง Gen Z เปิดคลิปมาเพื่ออ่านคอมเมนต์โดยเฉพาะ เพราะคอมเมนต์ตลกๆ หรือคอมเมนต์ที่แฉความจริงมักสนุกกว่าตัวคลิป และเป็นตัวชี้ว่าควรเชื่อคอนเทนต์นั้นไหม

Marketing Recommendation: ลงไปเล่นในคอมเมนต์อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งบนโพสต์ตัวเองและโพสต์ของคนอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะแบรนด์ที่ตอบคอมเมนต์ด้วยอารมณ์ขันและความจริงใจ สร้างความจดจำได้มากกว่าแบรนด์ที่โพสต์สวยแต่เงียบ อย่างที่หลายแบรนด์ไทยพิสูจน์แล้วว่า Admin เก่งคือสินทรัพย์

20. Social Commerce ซื้อจบในแอปโดยไม่ต้องออกไปไหน

Source: สอดคล้องกับข้อมูลจาก Milieu ที่พบว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Gen Z อาเซียนกับร้านค้าย้ายไปออนไลน์และเกิดบนมือถือเป็นส่วนใหญ่

ตัวอย่างบริบท: เส้นทางจากเห็นคลิปรีวิวบน TikTok ไปจนถึงกดสั่งซื้อผ่าน TikTok Shop เกิดขึ้นในแอปเดียวจบภายในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องออกไปเปิดเว็บหรือเดินห้าง

Marketing Recommendation: ทำให้เส้นทางจากเห็นถึงซื้อสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลงทุนใน Shoppable Content ที่กดซื้อได้ทันทีจากคลิป และอย่าลืมว่า Content, Commerce และ Community หลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันแล้ว คอนเทนต์ที่ดีต้องขายได้ในตัวเอง ไม่ใช่แค่สร้างการรับรู้

Search Shift การค้นหาข้อมูลยุคใหม่ของ Gen Z

Insight Gen Z 2027 ครบ 100 ข้อจาก McKinsey, Deloitte, Pew, GWI กำลังซื้อ 12 ล้านล้านดอลลาร์, 74% ใช้ AI ทุกวัน, TikTok ครองการค้นหาของเจนซีไทย 66.9%

พฤติกรรมหนึ่งที่กระทบ SEO และ Media Plan โดยตรงคือวิธีหาข้อมูลของคนรุ่นนี้ ที่ไม่ได้เริ่มจากช่องค้นหาสีขาวของ Google เสมอไปแล้วครับ

21. Social Search ค้นหาด้วยคลิปแทนตัวหนังสือ

Source: Google เคยเปิดเผยตั้งแต่ปี 2022 ว่าราว 40% ของคนรุ่นใหม่หาที่กินข้าวผ่าน TikTok และ Instagram แทน Google Search

ตัวอย่างบริบท: เวลาอยากหาคาเฟ่ใหม่ วัยรุ่นไทยพิมพ์ชื่อย่านลงช่องค้นหาของ TikTok เพื่อดูบรรยากาศจริงและเมนูจริงจากคลิป มากกว่าอ่านรีวิวตัวหนังสือที่ไม่รู้ว่าจริงหรือจ้าง

Marketing Recommendation: ทำ Social Search Optimization ควบคู่กับ SEO แบบเดิม ใส่คำที่คนน่าจะค้นหาลงในแคปชั่นและเสียงพูดในคลิป เพราะ TikTok และ Instagram อ่านทั้งข้อความและเสียงเพื่อจัดอันดับการค้นหา ธุรกิจหน้าร้านที่มีคลิปบรรยากาศจริงจะถูกค้นเจอก่อนคู่แข่ง

22. Google Still Wins แต่กระแส TikTok ฆ่า Google อาจถูกพูดเกินจริง

Source: ข้อมูลล่าสุดที่ Search Engine Journal รายงาน พบว่าสัดส่วน Gen Z ที่เลือก TikTok มากกว่า Google กลับลดลงจาก 8% เหลือ 4% และ 65% ยังใช้ Google เป็นหลัก

ตัวอย่างบริบท: เวลาต้องหาข้อมูลจริงจังอย่างวิธีทำวีซ่า หรือเปรียบเทียบสเปคมือถือ Gen Z ก็ยังกลับไปพึ่ง Google เพราะต้องการข้อมูลที่ครบและเชื่อถือได้ ไม่ใช่แค่คลิปสนุกๆ

Marketing Recommendation: อย่าทิ้ง SEO แบบเดิมเพียงเพราะตกใจกระแส Social Search การค้นหากลายเป็นระบบหลายแพลตฟอร์ม ไม่ใช่การแทนที่ กลยุทธ์ที่ถูกคือกระจายการมองเห็นให้ครบทุกช่องทางที่ลูกค้าอาจค้นหา ทั้ง Google, YouTube, TikTok และ AI

23. Video First Discovery รู้จักแบรนด์ครั้งแรกผ่านวิดีโอสั้น

Source: สอดคล้องกับข้อมูล Deloitte Digital Media Trends ที่พบว่า Gen Z มองคอนเทนต์โซเชียลตรงใจกว่าสื่อดั้งเดิม และการค้นพบสิ่งใหม่มักเกิดจากฟีดที่ Algorithm ป้อนให้

ตัวอย่างบริบท: แบรนด์เล็กๆ ที่ไม่มีงบโฆษณามหาศาลสามารถดังข้ามคืนได้ ถ้าคลิปหนึ่งไวรัลบนฟีด For You ลองนึกภาพร้านขนมโฮมเมดที่คนไม่เคยรู้จัก กลายเป็นร้านที่ต้องต่อคิวเพราะคลิปเดียว

Marketing Recommendation: ออกแบบคอนเทนต์เพื่อการค้นพบ ไม่ใช่แค่เพื่อคนที่ติดตามอยู่แล้ว ทำให้ 3 วินาทีแรกหยุดนิ้วคนที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์ให้ได้ เพราะ Algorithm จะป้อนคอนเทนต์ที่คนหยุดดูไปให้คนแปลกหน้าเพิ่มเรื่อยๆ นี่คือ Organic Reach ที่เงินซื้อไม่ได้

24. AI Search ถาม AI ก่อนถาม Google

Source: Pew Research Center พบว่าการใช้ ChatGPT ในกลุ่มคนอายุน้อยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และคำถามเชิงเปรียบเทียบเริ่มย้ายไปหา AI มากขึ้น

ตัวอย่างบริบท: แทนที่จะเสิร์ช Google แล้วเปิดสิบแท็บมาเทียบ วัยรุ่นเริ่มถาม ChatGPT ตรงๆ ว่าครีมกันแดดยี่ห้อไหนเหมาะกับผิวมัน แล้วได้คำตอบสรุปมาเลยโดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บไหน

Marketing Recommendation: เริ่มทำ GEO หรือ Generative Engine Optimization ทำให้แบรนด์ถูก AI หยิบไปตอบ ด้วยการกระจายเนื้อหาที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือไปยังแหล่งที่ AI ดึงข้อมูล ทั้งเว็บรีวิว บทความ และสื่อที่มีอำนาจ เพราะถ้า AI ไม่รู้จักแบรนด์คุณ คุณจะหายไปจากคำตอบที่ลูกค้าได้รับ

25. Zero-Click Behavior อ่านจบโดยไม่คลิกเข้าเว็บ

Source: สอดคล้องกับเทรนด์ Zero-Click Search ที่นักการตลาดทั่วโลกจับตา และพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์จบในฟีดที่ GWI รายงาน

ตัวอย่างบริบท: Gen Z คุ้นกับการได้คำตอบจบในหน้าฟีดหรือหน้า AI โดยไม่คลิกเข้าเว็บไซต์ พาดหัวที่บอกครบในบรรทัดเดียว หรือคลิปที่สรุปจบใน 15 วินาที คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ

Marketing Recommendation: ออกแบบให้ใจความสำคัญสื่อสารได้ตั้งแต่วินาทีแรกและในพื้นที่ที่ลูกค้าอยู่ อย่าซ่อนคุณค่าไว้หลังปุ่มอ่านต่อ เพราะถ้าต้องคลิกหลายชั้น Gen Z จำนวนมากจะเลื่อนผ่านไปก่อนที่จะได้เห็นสิ่งที่คุณอยากบอก

26. Review Stacking เช็ครีวิวซ้อนหลายชั้นก่อนซื้อ

Source: ผลสำรวจของ Talker Research พบว่า Gen Z เชื่อรีวิวจากลูกค้าจริงถึง 72% เมื่อประเมินความน่าเชื่อถือของแบรนด์

ตัวอย่างบริบท: พฤติกรรมจริงคือดูคลิปรีวิว แล้วอ่านคอมเมนต์ใต้คลิป แล้วไปเสิร์ชรีวิวใน Pantip หรือ Lemon8 เพิ่มอีกรอบ การตัดสินใจซื้อหนึ่งครั้งจึงผ่านหลักฐานหลายชั้นจากหลายแหล่ง

Marketing Recommendation: อย่าฝากความน่าเชื่อถือไว้กับช่องทางเดียว กระจายรีวิวจริงให้ครบทุกชั้นที่ลูกค้าจะไปเช็ก ทั้งคลิป คอมเมนต์ เว็บบอร์ด และแพลตฟอร์มรีวิว เพราะ Gen Z จะเชื่อก็ต่อเมื่อเห็นเสียงตรงกันจากหลายที่ การมีรีวิวดีแค่ที่เดียวไม่พอ

27. Hashtag Navigation ใช้แฮชแท็กเป็นสารบัญชีวิต

Source: สอดคล้องกับพฤติกรรมการค้นหาบนแพลตฟอร์มวิดีโอที่ Google ตั้งข้อสังเกต ว่าคนรุ่นใหม่ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเป็นเครื่องมือค้นหา

ตัวอย่างบริบท: แฮชแท็กอย่างคาเฟ่ลับ ที่เที่ยวหน้าฝน หรือของกินใต้ร้อยบาท ทำหน้าที่เป็นหมวดหมู่ที่ Gen Z ใช้เดินทางในแพลตฟอร์มเพื่อค้นเจอสิ่งที่ตรงใจ

Marketing Recommendation: วางกลยุทธ์แฮชแท็กใหม่ จากเดิมที่ใช้เพิ่ม Reach ให้เปลี่ยนเป็นการจัดหมวดให้ถูกค้นเจอ ใช้แฮชแท็กที่คนค้นหาจริง ไม่ใช่แฮชแท็กที่แบรนด์อยากให้ดัง และสร้างแฮชแท็กแคมเปญที่คนอยากใช้ตามเพื่อรวมคอนเทนต์ให้อยู่ที่เดียว

28. Screenshot Economy บันทึกไว้ก่อน ค่อยกลับมาซื้อ

Source: จากที่ผมสังเกตพฤติกรรมการ Save คอนเทนต์ สอดคล้องกับที่ GWI ชี้ว่าการเก็บคอนเทนต์ไว้เสพภายหลังเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างบริบท: Gen Z เซฟโพสต์และแคปหน้าจอสินค้าที่อยากได้เก็บไว้เป็น Wishlist ส่วนตัว การซื้อจริงอาจเกิดหลังเห็นคอนเทนต์หลายสัปดาห์ ตอนที่เงินเดือนออกหรือมีโปรโมชั่น

Marketing Recommendation: อย่าวัดผลคอนเทนต์แค่ Conversion ทันที เพราะคอนเทนต์ที่ถูก Save ไว้คือเมล็ดพันธุ์ที่จะงอกเป็นยอดขายในอนาคต ควรทำ Retargeting เพื่อเตือนคนที่เคยสนใจให้กลับมาซื้อในจังหวะที่พร้อม และสร้างคอนเทนต์ประเภทที่คนอยากเก็บไว้ เช่น เช็กลิสต์ หรือคู่มือ

29. Local Intent ค้นหาแบบใกล้ตัวมากขึ้น

Source: สอดคล้องกับข้อสังเกตของ Google ที่พบว่าคนรุ่นใหม่ใช้โซเชียลค้นหาสถานที่ใกล้ตัวแทน Google Maps มากขึ้น

ตัวอย่างบริบท: คำค้นประเภทร้านอร่อยแถวนี้ หรือคาเฟ่ใกล้ BTS สถานีนั้นๆ โตต่อเนื่อง เพราะ Gen Z อยากได้คำตอบที่ทั้งใกล้และดูดีพอจะถ่ายรูปลงโซเชียล

Marketing Recommendation: ธุรกิจหน้าร้านต้องทำ Local Content และปักหมุดข้อมูลให้ครบทั้งบน Google Maps และในคลิปโซเชียล ใส่ชื่อย่านและจุดสังเกตที่คนค้นหาลงในคอนเทนต์ เพราะการถูกค้นเจอในจังหวะที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจว่าจะไปไหน คือโอกาสปิดการขายที่ตรงที่สุด

30. Trust the Algorithm เชื่อสิ่งที่ฟีดเลือกให้

Source: สอดคล้องกับพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ผ่าน Recommendation Feed ที่ Deloitte Digital Media Trends ชี้ว่า Gen Z พึ่งพา Algorithm ในการค้นพบคอนเทนต์มากกว่าการตั้งใจค้นหา

ตัวอย่างบริบท: ในแง่มุมหนึ่ง Gen Z ยอมให้ Algorithm รู้จักตัวเองเพื่อแลกกับฟีดที่ตรงใจ พวกเขากดไม่สนใจอย่างจริงจังเพื่อสอนฟีดให้ฉลาดขึ้น และรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเจอโฆษณาที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง

Marketing Recommendation: ยิ่ง Targeting แม่นยิ่งได้เปรียบ เพราะโฆษณาที่หลุดกลุ่มเป้าหมายจะถูก Gen Z ลงโทษด้วยการกดไม่สนใจเร็วกว่าเดิมมาก ลงทุนทำความเข้าใจ Audience ให้ลึกและใช้ข้อมูลจริงในการวางกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้แบรนด์ปรากฏในฟีดของคนที่ใช่ในจังหวะที่ใช่

AI-Native Life ชีวิตที่มี AI เป็นเพื่อนร่วมทางของ Gen Z

Insight Gen Z 2027 ครบ 100 ข้อจาก McKinsey, Deloitte, Pew, GWI กำลังซื้อ 12 ล้านล้านดอลลาร์, 74% ใช้ AI ทุกวัน, TikTok ครองการค้นหาของเจนซีไทย 66.9%

ถ้า Millennials คือ Mobile-First Generation แล้ว Gen Z ก็กำลังกลายเป็น AI-Native Generation เต็มตัว และนี่คือหมวดที่ผมอยากให้เพื่อนๆ อ่านช้าๆ ที่สุดครับ

31. AI Adoption ใช้ AI เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

Source: Pew Research Center พบว่า 58% ของผู้ใหญ่สหรัฐฯ อายุต่ำกว่า 30 เคยใช้ ChatGPT เพิ่มจาก 43% ในปีก่อนหน้า และ Deloitte Global Gen Z and Millennial Survey 2026 พบว่าราว 74% ของ Gen Z ใช้ AI ในงานประจำวันแล้ว

ตัวอย่างบริบท: เด็กจบใหม่หลายคนเปิด ChatGPT ควบคู่กับการทำงานทุกวัน ตั้งแต่ช่วยร่างอีเมล สรุปเอกสาร ไปจนถึงช่วยคิดไอเดีย เหมือนที่ผมเองก็เปิดแชทคุยกับ AI เป็นผู้ช่วยตั้งแต่เช้าทุกวัน

Marketing Recommendation: สมมติว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณใช้ AI ช่วยตัดสินใจอยู่แล้ว ให้เตรียมข้อมูลแบรนด์ในรูปแบบที่ AI ประมวลผลและหยิบไปตอบได้ง่าย ทั้งข้อมูลสินค้าที่ชัดเจน คำถามที่พบบ่อย และรีวิวที่น่าเชื่อถือ เพราะการตลาดยุคใหม่ต้องออกแบบเผื่อทั้งคนและ AI อ่าน

32. ChatGPT Default ค่าเริ่มต้นของคำว่า AI คือ ChatGPT

Source: ข้อมูลจาก eMarketer ระบุว่าวัยรุ่นสหรัฐฯ 59% เลือกใช้ ChatGPT มากกว่า Gemini ที่ 23%

ตัวอย่างบริบท: เหมือนที่คำว่า Google กลายเป็นคำกริยาของการค้นหา วันนี้คำว่าถาม AI สำหรับ Gen Z จำนวนมากหมายถึงถาม ChatGPT โดยอัตโนมัติ แบรนด์ AI อื่นจึงต้องแย่งพื้นที่ในใจที่ถูกจองไปแล้ว

Marketing Recommendation: ถ้าคุณทำผลิตภัณฑ์ AI บทเรียนคือการเป็นเจ้าแรกในใจสำคัญกว่าการมาทีหลังแล้วเก่งกว่า แต่ถ้าคุณเป็นแบรนด์ทั่วไป บทเรียนคือควรทดลองให้ทีมใช้ ChatGPT ค้นหาแบรนด์คุณดูว่า AI ตอบอะไร เพราะนั่นคือสิ่งที่ลูกค้า Gen Z จำนวนมากจะได้เห็นก่อนเจอเว็บคุณ

33. AI Shopping Assistant ให้ AI ช่วยตัดสินใจซื้อ

Source: ผลสำรวจของ PayPal พบว่า 61% ของนักช้อป Gen Z เคยใช้ AI ช่วยตัดสินใจซื้อในปีที่ผ่านมา

ตัวอย่างบริบท: แทนที่จะเดินวนหาของในเว็บ วัยรุ่นถาม AI ตรงๆ ว่าของขวัญวันเกิดงบพันบาทให้เพื่อนสายเกมควรซื้ออะไร แล้วได้ตัวเลือกมาเทียบทันที AI จึงกลายเป็นด่านแรกก่อนถึงหน้าร้านของแบรนด์

Marketing Recommendation: ทำให้ข้อมูลสินค้าของคุณอยู่ในรูปแบบที่ AI เข้าใจและแนะนำได้ ระบุคุณสมบัติ กลุ่มการใช้งาน และจุดเด่นให้ชัด เพราะเมื่อ AI กลายเป็นผู้ช่วยช้อปปิ้ง แบรนด์ที่ให้ข้อมูลครบและชัดจะถูกแนะนำ ส่วนแบรนด์ที่ข้อมูลกระจัดกระจายจะถูกข้าม

34. AI Coworker มอง AI เป็นเพื่อนร่วมงาน

Source: ผลสำรวจที่ HR Dive รายงาน พบว่า Gen Z วัยทำงานจำนวนมากมอง ChatGPT เป็นเพื่อนร่วมงาน และเกือบครึ่งบอกว่าอยากถาม AI มากกว่าถามหัวหน้าตัวเอง

ตัวอย่างบริบท: เด็กจบใหม่ที่ไม่กล้าถามหัวหน้าเพราะกลัวโดนมองว่าโง่ เลือกถาม AI แทนเพราะถามได้ไม่จำกัดและไม่ต้องอาย พฤติกรรมนี้เปลี่ยนวิธีที่คนรุ่นใหม่เรียนรู้งานไปเลย

Marketing Recommendation: ถ้าคุณทำธุรกิจ B2B หรือเครื่องมือสำหรับคนทำงาน ให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างลื่นไหล เพราะ Gen Z คาดหวังว่าเครื่องมือทำงานทุกอย่างควรมี AI ช่วย และจะเลือกใช้เครื่องมือที่ทำให้พวกเขาทำงานได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา

35. AI Therapist ใช้ AI เป็นที่ปรึกษาใจ

Source: งานวิจัยของ Common Sense Media พบว่า 1 ใน 3 ของวัยรุ่นเคยเลือกคุยเรื่องซีเรียสกับ AI Companion แทนคนจริง และ 72% เคยใช้ AI Companion

ตัวอย่างบริบท: บางคนระบายความเครียดเรื่องงานหรือความสัมพันธ์กับ AI ตอนตีสองที่ไม่มีเพื่อนคนไหนตื่น เพราะ AI ตอบทันที ไม่ตัดสิน และไม่เล่าต่อ นี่คือพฤติกรรมที่น่าคิดต่อทั้งในแง่โอกาสและความเสี่ยง

Marketing Recommendation: หัวข้อนี้เป็นพื้นที่อ่อนไหวที่แบรนด์ต้องระวังเป็นพิเศษ ถ้าจะเข้ามาเล่นในมิติสุขภาพใจ ต้องทำด้วยความจริงใจและมีผู้เชี่ยวชาญจริงหนุนหลัง อย่าฉวยใช้ความเหงาของคนมาเป็นเครื่องมือการตลาด เพราะ Gen Z จับได้ทันทีและจะตอบโต้อย่างรุนแรง

36. AI Anxiety กังวลกับ AI ไปพร้อมกับใช้มันทุกวัน

Source: ผลสำรวจของ Gallup ร่วมกับ Walton Family Foundation พบว่า 41% ของคนอายุ 13-28 กังวลเรื่อง AI โดยเฉพาะผลกระทบต่ออาชีพ

ตัวอย่างบริบท: คนรุ่นนี้ใช้ AI ทำงานทุกวันแต่ก็แอบกลัวว่าสักวัน AI จะแย่งงานตัวเอง พวกเขาจึงทั้งรักทั้งกลัวเทคโนโลยีนี้ในเวลาเดียวกัน เหมือนใช้ของที่รู้ว่ามีประโยชน์แต่ก็มีดาบสองคม

Marketing Recommendation: ถ้าแบรนด์ของคุณนำ AI มาใช้ ให้สื่อสารว่า AI มาเสริมมนุษย์ ไม่ใช่มาแทนที่ เน้นว่าเทคโนโลยีนี้ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นอย่างไร เพราะการวางตำแหน่ง AI แบบเพื่อนคู่คิดที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพ จะได้ใจมากกว่าการอวดว่า AI เราเก่งจนไม่ต้องใช้คนแล้ว

37. Prompt Literacy ทักษะเขียน Prompt คือทักษะใหม่ของการหางาน

Source: Goldman Sachs พบว่า 97% ของเด็กฝึกงาน Gen Z ใช้ AI ในชีวิตส่วนตัวอยู่แล้ว

ตัวอย่างบริบท: ความต่างของแต่ละคนวันนี้ไม่ใช่ใช้ AI เป็นหรือไม่เป็น แต่คือใครเข้าใจ Logic เบื้องหลังการสั่งงาน AI ได้ลึกกว่ากัน ผมเองเชื่อมาตลอดว่าการท่องสูตร Prompt สู้การเข้าใจหลักการเบื้องหลังแล้วดัดแปลงเองได้ไม่ได้

Marketing Recommendation: สำหรับแบรนด์สายการศึกษาหรือ HR Tech นี่คือโอกาสสร้างคอนเทนต์สอนทักษะ AI ที่ Gen Z ต้องการ และสำหรับทุกแบรนด์ การ Upskill ทีมงานเรื่องการทำงานกับ AI คือการลงทุนที่ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้อยากร่วมงานด้วย

38. AI Content Fatigue เริ่มเหนื่อยกับคอนเทนต์ที่ AI ปั๊มออกมา

Source: จากที่ผมสังเกตพฤติกรรมบนโซเชียล สอดคล้องกับความกังวลเรื่อง Authenticity ที่ Deloitte ชี้ว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับความจริงใจของแบรนด์

ตัวอย่างบริบท: Gen Z เริ่มแยกออกและเบื่อคอนเทนต์หน้าตา AI จ๋าที่ไม่มีร่องรอยความเป็นมนุษย์ ทั้งภาพที่ดูปลอมและแคปชั่นที่อ่านแล้วรู้ว่าไม่มีคนจริงเขียน

Marketing Recommendation: ใช้ AI ช่วยเบื้องหลังได้เต็มที่ แต่คงเสียงและความเป็นมนุษย์ไว้เบื้องหน้าเสมอ ใส่มุมมอง ประสบการณ์ และความไม่สมบูรณ์แบบที่ AI ทำแทนไม่ได้ เพราะในโลกที่คอนเทนต์ AI ท่วมฟีด สิ่งที่หายากและมีค่าคือร่องรอยของมนุษย์จริง

39. Brand in AI Answer แบรนด์ต้องไปอยู่ในคำตอบของ AI

Source: McKinsey พบว่าเว็บไซต์ของแบรนด์ถูก AI หยิบไปอ้างอิงเพียงราว 1% ของแหล่งที่มาทั้งหมด

ตัวอย่างบริบท: เวลา Gen Z ถาม AI ว่าแบรนด์ไหนดี AI มักดึงคำตอบจากเว็บรีวิว บทความ และสื่อภายนอก ไม่ใช่จากเว็บแบรนด์เอง แปลว่าต่อให้เว็บแบรนด์สวยแค่ไหน ถ้าไม่มีคนพูดถึงในที่อื่น AI ก็ไม่หยิบไปแนะนำ

Marketing Recommendation: กระจายเนื้อหาที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับแบรนด์ไปยังแหล่งภายนอกที่ AI ดึงข้อมูล ทั้งสื่อ เว็บรีวิว และแพลตฟอร์มที่มีอำนาจ อย่าพึ่งพาแค่เว็บตัวเอง เพราะในยุค AI Search การถูกพูดถึงในที่ที่ถูกต้องสำคัญกว่าการพูดถึงตัวเองบนบ้านของตัวเอง

40. Human Premium ของที่ทำโดยมนุษย์จะกลายเป็นของพรีเมียม

Source: จากที่ผมสังเกตประกอบกับเทรนด์ Authenticity ที่ Deloitte ย้ำว่าเป็นค่านิยมหลักของ Gen Z

ตัวอย่างบริบท: ยิ่ง AI ทำอะไรได้มากเท่าไหร่ งานคราฟต์ ลายมือ และสิ่งที่มนุษย์ตั้งใจทำเองก็ยิ่งมีมูลค่าทางใจมากขึ้น ลองนึกภาพการ์ดเขียนมือที่แพงกว่าการ์ดพิมพ์ หรือภาพวาดจากศิลปินจริงที่มีค่ากว่าภาพที่ AI สร้าง

Marketing Recommendation: ถ้าแบรนด์ของคุณมีองค์ประกอบที่ทำด้วยมือหรือด้วยความตั้งใจของคน ให้เล่าเรื่องนั้นให้เด่น เพราะความเป็นมนุษย์กำลังกลายเป็นจุดขายใหม่ที่แยกแบรนด์คุณออกจากทะเลของสินค้าที่ผลิตด้วย AI น่าจะเป็นทิศทางที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นได้ครับ

Brand Trust ความเชื่อใจที่แบรนด์ต้องหามาเองจาก Gen Z

Insight Gen Z 2027 ครบ 100 ข้อจาก McKinsey, Deloitte, Pew, GWI กำลังซื้อ 12 ล้านล้านดอลลาร์, 74% ใช้ AI ทุกวัน, TikTok ครองการค้นหาของเจนซีไทย 66.9%

อ่านมาถึงตรงนี้เพื่อนๆ คงเห็นแล้วว่า Gen Z ฉลาดเลือกและมีเครื่องมือช่วยเลือกเพียบ คำถามคือแล้วพวกเขาเชื่อใคร คำตอบในหมวดนี้อาจทำให้คุณแปลกใจครับ

41. Trust Paradox ใช้โซเชียลมากที่สุดแต่เชื่อโซเชียลน้อยที่สุด

Source: McKinsey พบว่าโซเชียลมีเดียคือแหล่งข้อมูลที่ผู้บริโภคเชื่อถือน้อยที่สุดในการตัดสินใจซื้อ ขณะที่ครอบครัวและเพื่อนเชื่อถือมากที่สุด

ตัวอย่างบริบท: Gen Z ใช้เวลากับโซเชียลมากที่สุดแต่กลับเชื่อมันน้อยที่สุด เพราะรู้ทันว่าอะไรคือโฆษณาแฝงและอะไรคือรีวิวจ้าง สุดท้ายเสียงที่พวกเขาเชื่อที่สุดคือเพื่อนสนิทที่บอกปากต่อปาก

Marketing Recommendation: ออกแบบการตลาดรอบความจริงข้อนี้ ทำให้ลูกค้าจริงอยากบอกต่อเพื่อน ด้วยสินค้าและบริการที่ดีเกินคาดจริง เพราะการลงทุนในประสบการณ์ลูกค้าเพื่อสร้าง Word of Mouth ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการทุ่มงบโฆษณาบนช่องทางที่ Gen Z ไม่เชื่ออยู่แล้ว

42. Brands Over Institutions เชื่อแบรนด์มากกว่ารัฐบาลและสื่อ

Source: ข้อมูล Edelman Brand Trust 2025 ที่ The Drum รายงาน พบว่า 80% ของผู้บริโภคเชื่อถือแบรนด์ที่ตัวเองใช้ สูงกว่าความเชื่อถือต่อรัฐบาลที่ 54% และสื่อที่ 55%

ตัวอย่างบริบท: ในยุคที่คนไม่ค่อยเชื่อสถาบันใหญ่ แบรนด์กลับกลายเป็นสิ่งที่คนพึ่งพาและคาดหวังให้ออกมาพูดในประเด็นสังคม แบรนด์จึงแบกความคาดหวังที่สถาบันอื่นทำหล่นไว้

Marketing Recommendation: ใช้ความเชื่อใจที่ได้มาอย่างรับผิดชอบ แบรนด์ที่กล้ายืนหยัดในค่านิยมที่ถูกต้องและช่วยแก้ปัญหาสังคมจริงจะได้ใจ Gen Z แต่ต้องทำจากจุดยืนที่แท้จริงและสอดคล้องกับตัวตนแบรนด์ ไม่ใช่แค่เกาะกระแสประเด็นร้อนเพื่อยอด

43. Trust Equals Price ความเชื่อใจมีน้ำหนักเท่าราคา

Source: Edelman พบว่าเป็นครั้งแรกที่ Trust มีน้ำหนักในการตัดสินใจซื้อเทียบเท่า Price และ Quality

ตัวอย่างบริบท: ลองนึกภาพสินค้าสองยี่ห้อราคาเท่ากันคุณภาพใกล้กัน Gen Z จะเลือกยี่ห้อที่พวกเขาไว้ใจมากกว่าเสมอ ความเชื่อใจกลายเป็นตัวตัดสินที่จับต้องได้พอๆ กับป้ายราคา

Marketing Recommendation: ลงทุนสร้างความไว้วางใจอย่างเป็นระบบ ทั้งความโปร่งใสเรื่องที่มาสินค้า การรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา และความสม่ำเสมอของคุณภาพ เพราะการลดราคาซื้อใจ Gen Z ได้แค่ครั้งเดียว แต่ความไว้ใจซื้อใจได้ตลอดไป

44. Low Loyalty พร้อมเปลี่ยนแบรนด์ตลอดเวลา

Source: eMarketer พบว่า Gen Z เป็นนักช้อปดิจิทัลที่พร้อมเปลี่ยนแบรนด์มากกว่าเจนก่อนหน้า

ตัวอย่างบริบท: แค่แบรนด์ที่เคยใช้ทำพลาดครั้งเดียว หรือมีคู่แข่งที่ให้ประสบการณ์ดีกว่าโผล่มา Gen Z ก็พร้อมย้ายค่ายทันทีโดยไม่รู้สึกผิด เพราะ Loyalty ของพวกเขาต้องได้มาใหม่ทุกวัน

Marketing Recommendation: อย่าคิดว่าลูกค้าเก่าจะอยู่กับเราตลอด ต้องรักษาความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องด้วยประสบการณ์ที่ดีสม่ำเสมอและการสื่อสารที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่ายังเป็นคนสำคัญ ระบบสมาชิกที่ให้คุณค่าจริง ไม่ใช่แค่สะสมแต้ม จะช่วยยึดใจคนที่พร้อมจะเดินจากได้

45. Values Watching จับตาว่าแบรนด์ทำตามค่านิยมที่พูดจริงไหม

Source: สอดคล้องกับข้อมูลที่ Pulse Advertising รายงานว่า Gen Z จำนวนมากเคยเลิกสนับสนุนแบรนด์เพราะการกลับลำเรื่องค่านิยม

ตัวอย่างบริบท: แบรนด์ที่ประกาศจุดยืนเรื่องความหลากหลายหรือสิ่งแวดล้อมแล้วทำไม่ตรงกับที่พูด จะถูก Gen Z จับได้และเลิกอุดหนุนทันที พวกเขาไม่ได้ขอให้แบรนด์สมบูรณ์แบบ แค่ขอให้พูดแล้วทำ

Marketing Recommendation: ก่อนประกาศจุดยืนใดๆ ต้องแน่ใจว่าแบรนด์ทำได้จริงและทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลโก้เป็นสีรุ้งเฉพาะเดือน Pride แล้วหายไปทั้งปี เพราะความไม่สอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำคือระเบิดเวลาที่ Gen Z พร้อมจุดชนวนให้เป็นดราม่า

46. Creator Over Ads เชื่อครีเอเตอร์มากกว่าโฆษณา 3 เท่า

Source: ข้อมูลที่ Influencers Time รวบรวมพบว่า Gen Z มีแนวโน้มซื้อของที่ Creator แนะนำมากกว่าโฆษณาทั่วไปราว 3.1 เท่า

ตัวอย่างบริบท: คำแนะนำจากครีเอเตอร์ที่พวกเขาติดตามและรู้สึกรู้จักเป็นการส่วนตัว มีน้ำหนักกว่าโฆษณาที่แบรนด์พูดถึงตัวเอง แต่เงื่อนไขคือครีเอเตอร์คนนั้นต้องดูใช้จริง ไม่ใช่อ่านสคริปต์

Marketing Recommendation: ลงทุนกับ Creator Marketing แต่ให้อิสระครีเอเตอร์ในการเล่าด้วยภาษาและสไตล์ของตัวเอง อย่าบังคับให้พูดตามสคริปต์เป๊ะจนดูปลอม เพราะคุณค่าของครีเอเตอร์อยู่ที่ความน่าเชื่อถือส่วนตัว ถ้าทำให้พวกเขาดูเหมือนกระบอกเสียงโฆษณา คุณก็ทำลายสิ่งที่จ่ายเงินซื้อมา

47. Reviews Beat Influencers รีวิวจากคนธรรมดาชนะอินฟลูฯ

Source: ผลสำรวจของ Talker Research พบว่า Gen Z เชื่อรีวิวจากลูกค้าจริงถึง 72% มากกว่าเชื่อ Influencer เมื่อประเมินความน่าเชื่อถือของแบรนด์

ตัวอย่างบริบท: เวลาจะซื้อของแพง Gen Z มักเชื่อรีวิวจากคนธรรมดาที่ซื้อไปใช้จริงและไม่ได้เงินจากแบรนด์ มากกว่าอินฟลูฯ ที่รับรีวิว เพราะรู้ว่าคนธรรมดาไม่มีเหตุผลต้องโกหก

Marketing Recommendation: ให้ความสำคัญกับการสร้างและรวบรวมรีวิวจากลูกค้าจริงพอๆ กับการจ้างอินฟลูฯ กระตุ้นให้ลูกค้าที่พอใจแบ่งปันประสบการณ์ ทำให้การรีวิวเป็นเรื่องง่ายและมีแรงจูงใจ เพราะ UGC ของจริงคือสินทรัพย์ที่มีพลังโน้มน้าวสูงและต้นทุนต่ำกว่าการจ้างคนดัง

48. Disclosure Expected ต้องบอกว่าเป็นงานจ้าง ไม่งั้นเสียหมด

Source: Kantar พบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่คาดหวังให้ Influencer เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเป็น Paid Partnership

ตัวอย่างบริบท: การแอบเนียนขายของโดยไม่บอกว่าเป็นงานจ้าง เมื่อถูกจับได้ จะทำลายความน่าเชื่อถือทั้งของครีเอเตอร์และแบรนด์พร้อมกัน Gen Z ให้เครดิตครีเอเตอร์ที่ซื่อสัตย์บอกตรงๆ ว่าอันนี้งานจ้างนะ แต่เราชอบจริง

Marketing Recommendation: ยืนยันให้ครีเอเตอร์เปิดเผย Paid Partnership อย่างชัดเจนเสมอ อย่ามองว่าการบอกว่าเป็นโฆษณาจะลดผล เพราะจริงๆ แล้วความโปร่งใสสร้างความน่าเชื่อถือ และ Gen Z ให้อภัยการขายที่ซื่อสัตย์ แต่ไม่ให้อภัยการหลอกลวง

49. Micro Over Mega ครีเอเตอร์ตัวเล็กแต่ใจถึงกันได้ผลกว่า

Source: สอดคล้องกับข้อมูลที่ Influencers Time ชี้ว่า Micro และ Nano Influencer มักได้ Engagement Rate สูงกว่าดาราดัง

ตัวอย่างบริบท: ครีเอเตอร์สายเฉพาะทางที่มีผู้ติดตามหลักพันถึงหลักหมื่น มักมีความสัมพันธ์กับผู้ติดตามแน่นกว่า คำแนะนำของพวกเขาจึงมีน้ำหนักเหมือนเพื่อนแนะนำ มากกว่าดาราที่ดูไกลตัว

Marketing Recommendation: ลองกระจายงบจากการจ้างดาราคนเดียว ไปจ้างไมโครครีเอเตอร์หลายคนที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะนอกจากได้ Engagement ที่แท้จริงกว่าแล้ว ยังกระจายความเสี่ยงและเข้าถึงคอมมูนิตี้ที่หลากหลาย งบเท่าเดิมแต่เข้าถึงลูกค้าตัวจริงได้ลึกกว่า

50. Say-Do Gap on Sustainability พูดเรื่องรักษ์โลกแต่ซื้อ Fast Fashion

Source: GWI และรายงานหลายฉบับชี้ว่าความเต็มใจจ่ายเพิ่มเพื่อความยั่งยืนของ Gen Z ลดลงเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น สวนทางกับค่านิยมที่พวกเขาประกาศ

ตัวอย่างบริบท: คนที่บอกว่าห่วงโลกร้อนแต่ยังกดซื้อเสื้อผ้า Fast Fashion ราคาถูกเพราะงบจำกัด คือความย้อนแย้งที่พบได้ทั่วไป พวกเขาอยากรักษ์โลกจริง แต่กระเป๋าเงินบีบให้เลือกทางที่ถูกกว่า

Marketing Recommendation: อย่าขาย Sustainability เป็นของแพงที่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ทำให้ทางเลือกที่ยั่งยืนสะดวกและคุ้มค่าที่สุดแทน ใช้หลักฐานการทำจริงที่ตรวจสอบได้แทนคำโฆษณาลอยๆ เพื่อป้องกันข้อหา Greenwashing และช่วยลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่ Gen Z อยากทำกับสิ่งที่พวกเขาทำได้จริง

Work Redefined นิยามใหม่ของการทำงานในแบบ Gen Z

Insight Gen Z 2027 ครบ 100 ข้อจาก McKinsey, Deloitte, Pew, GWI กำลังซื้อ 12 ล้านล้านดอลลาร์, 74% ใช้ AI ทุกวัน, TikTok ครองการค้นหาของเจนซีไทย 66.9%

หมวดนี้สำคัญกับเพื่อนๆ ที่เป็นทั้งนักการตลาดและหัวหน้าทีม เพราะ Gen Z ไม่ได้เป็นแค่ลูกค้า แต่คือคนที่นั่งข้างๆ คุณในออฟฟิศด้วยครับ

51. Leadership Not the Goal มีแค่ 6% ที่อยากเป็นผู้บริหารระดับสูง

Source: Deloitte Global Gen Z and Millennial Survey 2025 ที่สำรวจกว่า 23,000 คนใน 44 ประเทศ พบว่ามีเพียง 6% ของ Gen Z ที่ตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้นำระดับสูงขององค์กร

ตัวอย่างบริบท: ไม่ใช่เพราะไร้ความทะเยอทะยาน แต่เพราะพวกเขานิยามความสำเร็จใหม่เป็นเงินบวกความหมายบวกสุขภาพใจ หลายคนเห็นหัวหน้าทำงานจนไม่มีชีวิตส่วนตัวแล้วรู้สึกว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองอยากเป็น

Marketing Recommendation: ถ้าคุณเป็นแบรนด์นายจ้าง ต้องเปลี่ยนวิธีดึงดูดคนรุ่นใหม่ จากการขายภาพความก้าวหน้าในตำแหน่ง มาเป็นการขายความหมายของงานและคุณภาพชีวิต และถ้าคุณทำสินค้าสำหรับคนวัยทำงาน การสื่อสารที่เข้าใจว่าความสำเร็จไม่ได้มีแค่การเลื่อนตำแหน่งจะเชื่อมกับพวกเขาได้ลึกกว่า

52. Career Sustainability ขอโตแบบยั่งยืนมากกว่าโตแบบพุ่ง

Source: Deloitte 2026 พบว่ามีเพียง 25% ที่ชอบการเลื่อนตำแหน่งเร็ว ขณะที่ 44% เลือกความก้าวหน้าแบบมั่นคง

ตัวอย่างบริบท: เทรนด์กำลังเปลี่ยนจาก Career Acceleration ที่เร่งไต่บันไดให้เร็วที่สุด สู่ Career Sustainability ที่ขอเติบโตอย่างมั่นคงและมีความสุขระยะยาว คล้ายการวิ่งมาราธอนมากกว่าวิ่งร้อยเมตร

Marketing Recommendation: แบรนด์ที่ทำสินค้าหรือบริการเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง ควรวางตำแหน่งเป็นเพื่อนร่วมทางระยะยาว ไม่ใช่ทางลัดสู่ความสำเร็จเร็ว เพราะ Gen Z ระแวงคำสัญญาว่ารวยเร็วหรือสำเร็จข้ามคืน แต่ตอบสนองต่อการเติบโตที่จับต้องได้และยั่งยืน

53. Growth Hunting เปลี่ยนงานเฉลี่ยทุก 1.1 ปี แต่ไม่ใช่เพราะไม่ทุ่มเท

Source: ผลวิจัยของ Randstad พบว่า Gen Z อยู่กับงานหนึ่งเฉลี่ยแค่ 1.1 ปี และ 52% กำลังมองหางานใหม่ แต่ 68% ยังตั้งใจทำงานปัจจุบันให้ดี

ตัวอย่างบริบท: พวกเขาไม่ได้หนีงานเพราะขี้เกียจ แต่วิ่งหาที่ที่โตได้เร็วกว่าและเรียนรู้ได้มากกว่า ถ้าที่ทำงานปัจจุบันไม่มีอะไรให้เรียนรู้เพิ่ม พวกเขาก็พร้อมไปที่ใหม่ทันที

Marketing Recommendation: สำหรับแบรนด์นายจ้าง การรักษา Gen Z ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือน แต่คือการให้โอกาสเรียนรู้และเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสำหรับแบรนด์ทั่วไป นี่คือสัญญาณว่าคนรุ่นนี้กระหายการพัฒนาตัวเอง คอนเทนต์และสินค้าที่ช่วยให้พวกเขาเก่งขึ้นจะมีที่ยืนเสมอ

54. Paycheck to Paycheck เกือบครึ่งใช้เงินเดือนชนเดือน

Source: Deloitte พบว่า 48% ของ Gen Z ไม่รู้สึกมั่นคงทางการเงิน และเกือบครึ่งใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน

ตัวอย่างบริบท: ความเครียดเรื่องเงินคือฉากหลังของทุกการตัดสินใจ ทั้งเรื่องงานและเรื่องซื้อของ คนที่เงินเดือนหมดก่อนสิ้นเดือนจะคิดหนักกับทุกบาทที่จ่าย แม้จะอยากได้แค่ไหนก็ตาม

Marketing Recommendation: เข้าใจแรงกดดันทางการเงินของลูกค้ากลุ่มนี้แล้วออกแบบข้อเสนอให้เข้าถึงง่าย ทั้งแพ็กเกจย่อย ราคาที่ยืดหยุ่น และการสื่อสารที่ไม่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าถูกกดดันให้ใช้จ่ายเกินตัว เพราะแบรนด์ที่เข้าใจสถานการณ์จริงของลูกค้าจะได้ใจมากกว่าแบรนด์ที่ขายฝันเกินเอื้อม

55. Side Hustle Generation เจนแห่งอาชีพเสริมตัวจริง

Source: The Harris Poll พบว่า 57% ของ Gen Z มีอาชีพเสริม เทียบกับ Boomer ที่มีเพียง 21%

ตัวอย่างบริบท: ตั้งแต่ขายของออนไลน์ รับงานฟรีแลนซ์ ไปจนถึงปั้นเพจตัวเอง งานประจำงานเดียวไม่ใช่คำตอบของความมั่นคงอีกต่อไป ลองนึกภาพพนักงานออฟฟิศที่เปิดร้านขายเสื้อผ้ามือสองใน Instagram หลังเลิกงาน

Marketing Recommendation: มองเห็นโอกาสตลาดใหม่ที่เป็น Gen Z ในฐานะเจ้าของธุรกิจตัวเล็ก เครื่องมือ บริการ และคอนเทนต์ที่ช่วยให้พวกเขาทำอาชีพเสริมได้ง่ายขึ้นคือตลาดที่กำลังโต และแบรนด์ที่พูดกับพวกเขาในฐานะผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่พนักงานกินเงินเดือน จะเปิดมุมความสัมพันธ์ใหม่ได้

56. Meaning Matters งานต้องมีความหมาย ไม่ใช่แค่มีเงินเดือน

Source: Deloitte พบว่า Gen Z ส่วนใหญ่ยอมปฏิเสธงานหรือนายจ้างที่ขัดกับคุณค่าที่ตัวเองยึดถือ

ตัวอย่างบริบท: เด็กจบใหม่จำนวนมากยอมรับเงินเดือนน้อยลงเพื่อทำงานกับองค์กรที่มีเป้าหมายตรงกับใจ มากกว่ารับเงินเดือนสูงกับบริษัทที่รู้สึกว่าไม่มีความหมาย

Marketing Recommendation: องค์กรที่อยากได้คนเก่งรุ่นใหม่ต้องขาย Purpose ให้เป็น ไม่ใช่ขายแค่สวัสดิการ และแบรนด์ที่สื่อสารกับผู้บริโภค Gen Z ก็ควรมีจุดยืนและความหมายที่ชัดเจน เพราะคนรุ่นนี้เลือกทั้งที่ทำงานและแบรนด์ที่ซื้อ ด้วยเกณฑ์เดียวกันคือสิ่งนี้มีความหมายกับตัวเองไหม

57. Manager as Coach อยากได้โค้ช ไม่ใช่เจ้านาย

Source: สอดคล้องกับข้อมูล Randstad ที่ชี้ว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและ Feedback ในที่ทำงาน

ตัวอย่างบริบท: Gen Z โตมากับเกมและโซเชียลที่ให้ผลตอบรับทันที การรอประเมินปลายปีครั้งเดียวจึงช้าเกินไปสำหรับจังหวะชีวิตของพวกเขา พวกเขาอยากรู้ว่าทำดีหรือต้องปรับตรงไหนแบบทันควัน

Marketing Recommendation: บทเรียนเรื่องการให้ Feedback ทันทีใช้ได้ทั้งกับการบริหารทีมและการออกแบบผลิตภัณฑ์ แอปหรือบริการที่ให้ผลตอบรับทันทีและเห็นความก้าวหน้าชัดเจน เช่น ระบบสะสมแต้มที่เห็นผลทันตา หรือแอปที่แสดงพัฒนาการ จะตอบโจทย์นิสัยที่ชอบเห็นผลลัพธ์แบบ Real-Time ของ Gen Z

58. AI Skills Gap Fear กลัวตกขบวน AI มากกว่ากลัวตกงาน

Source: Gallup พบว่าความกังวลเรื่อง AI ในกลุ่มคนรุ่นใหม่เชื่อมโยงกับความมั่นคงในอาชีพและการตามเทคโนโลยีให้ทัน

ตัวอย่างบริบท: ความกังวลอันดับต้นของ Gen Z วัยทำงานคือทักษะตัวเองจะไล่ AI ไม่ทัน พวกเขาจึงกระตือรือร้นเรียนรู้ทักษะใหม่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ตกขบวน

Marketing Recommendation: องค์กรที่ลงทุน Upskill เรื่อง AI ให้พนักงานจะชนะสองต่อ ทั้งได้งานที่มีประสิทธิภาพขึ้นและได้ใจคนรุ่นใหม่ที่อยากพัฒนาตัวเอง และแบรนด์สายการศึกษาหรือคอร์สเรียนที่ตอบโจทย์ความกลัวตกขบวนนี้ มีตลาดที่พร้อมจ่ายรออยู่

59. Wellbeing Benefits สวัสดิการสุขภาพใจสำคัญเท่าโบนัส

Source: สอดคล้องกับข้อมูล Deloitte ที่ชี้ว่าสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกงานของ Gen Z

ตัวอย่างบริบท: วันลาเพื่อสุขภาพจิต ประกันที่ครอบคลุมการปรึกษานักจิตวิทยา และวัฒนธรรมที่ไม่ยกย่องการทำงานจนพัง กลายเป็นเกณฑ์เลือกที่ทำงานของคนรุ่นนี้ไปแล้ว

Marketing Recommendation: สำหรับแบรนด์นายจ้าง สวัสดิการด้านสุขภาพใจคือจุดขายที่ดึงดูด Gen Z ได้จริง และสำหรับธุรกิจสาย Wellness ตลาดสุขภาพใจของคนรุ่นนี้กำลังโตอย่างชัดเจน ทั้งแอปสมาธิ บริการปรึกษา และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย ล้วนเป็นโอกาสที่รอการเติมเต็ม

60. Employer Brand คือ Marketing องค์กรคือแบรนด์ที่ต้องทำการตลาดกับพนักงาน

Source: จากที่ผมสังเกตพฤติกรรมการรีวิวที่ทำงานบนโซเชียล สอดคล้องกับที่ Randstad ชี้ว่าประสบการณ์พนักงานส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กร

ตัวอย่างบริบท: Gen Z รีวิวที่ทำงานเหมือนรีวิวร้านอาหาร ทั้งบนแพลตฟอร์มหางานและ TikTok สายออฟฟิศ ประสบการณ์พนักงานที่แย่จะกลายเป็นคอนเทนต์ไวรัลได้ในคืนเดียว

Marketing Recommendation: ปฏิบัติกับ Employer Brand ด้วยความจริงจังเท่ากับ Consumer Brand เพราะพนักงาน Gen Z คือกระบอกเสียงที่ทรงพลังทั้งด้านบวกและด้านลบ การดูแลประสบการณ์พนักงานให้ดีคือการลงทุนด้านการตลาดที่คุ้มค่า ในยุคที่คนในองค์กรเล่าเรื่องข้างในให้โลกฟังได้ตลอดเวลา

Mental Health สุขภาพใจของเจนที่เหงาที่สุด

Insight Gen Z 2027 ครบ 100 ข้อจาก McKinsey, Deloitte, Pew, GWI กำลังซื้อ 12 ล้านล้านดอลลาร์, 74% ใช้ AI ทุกวัน, TikTok ครองการค้นหาของเจนซีไทย 66.9%

หมวดนี้อ่านแล้วอาจหนักใจหน่อย แต่ผมยืนยันว่านักการตลาดที่เข้าใจหัวข้อนี้จะสื่อสารกับ Gen Z ได้ลึกกว่าคนที่มองแค่ยอดขายครับ

61. Loneliest Generation เชื่อมต่อมากที่สุดแต่เหงาที่สุด

Source: GWI และรายงานหลายฉบับพบว่าความเหงาในกลุ่ม Gen Z สูงกว่าเจนที่อายุมากกว่าอย่างมีนัยยะ ทั้งที่พวกเขาเชื่อมต่อออนไลน์ตลอดเวลา

ตัวอย่างบริบท: มีเพื่อนออนไลน์เต็มหน้าจอแต่กลับรู้สึกว่าไม่มีใครที่คุยด้วยได้จริง คือความย้อนแย้งที่คนรุ่นนี้เผชิญ การเชื่อมต่อที่มากขึ้นกลับไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์ลึกขึ้น

Marketing Recommendation: แบรนด์ที่ช่วยสร้างความเชื่อมต่อจริงระหว่างคนมีโอกาสสร้างคุณค่าที่ลึกซึ้ง เช่น อีเวนต์ที่ให้คนได้เจอกันจริง หรือคอมมูนิตี้ที่มีปฏิสัมพันธ์แท้จริง ไม่ใช่แค่ยอดฟอลโลว์ เพราะการตอบโจทย์ Loneliness Economy คือการเติมเต็มสิ่งที่ Gen Z ขาดที่สุด

62. Mental Health Openness เปิดใจเรื่องสุขภาพจิตที่สุดในประวัติศาสตร์

Source: Deloitte พบว่า Gen Z ใช้เครื่องมือดูแลสุขภาพจิตแบบดิจิทัลและพูดถึงเรื่องนี้อย่างเปิดเผยมากกว่าเจนก่อน

ตัวอย่างบริบท: การไปพบนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับ Gen Z แต่เป็นการดูแลตัวเองแบบหนึ่งเหมือนเข้ายิม พวกเขาพูดเรื่องความเครียดและการบำบัดบนโซเชียลได้อย่างเป็นธรรมชาติ

Marketing Recommendation: แบรนด์สามารถพูดเรื่องสุขภาพใจได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น แต่ต้องทำด้วยความเข้าใจและความจริงใจ การ Normalize การดูแลสุขภาพใจในแบบที่สอดคล้องกับแบรนด์ จะได้ใจ Gen Z ตราบใดที่ไม่ใช่แค่การฉวยกระแสเพื่อยอดขาย

63. Always Anxious ราว 4 ใน 10 เครียดหรือกังวลแทบตลอดเวลา

Source: Deloitte พบว่าราว 40% ของ Gen Z รู้สึกวิตกหรือเครียดเกือบตลอดเวลา สาเหตุหลักคือเรื่องเงิน อนาคตการงาน และสถานการณ์โลก

ตัวอย่างบริบท: ความกังวลกลายเป็นสภาวะปกติของคนรุ่นนี้ ทำให้พวกเขาโหยหาสิ่งที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและสงบ ตั้งแต่คอนเทนต์ผ่อนคลายไปจนถึงสินค้าที่ช่วยลดความเครียด

Marketing Recommendation: สื่อสารด้วยความเข้าใจแทนการกดดัน หลีกเลี่ยงการตลาดที่สร้างความกลัวหรือความเร่งรีบเกินจำเป็น เพราะ Gen Z ที่เครียดอยู่แล้วจะหันหนีแบรนด์ที่เพิ่มความกังวล และเข้าหาแบรนด์ที่ทำให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายและได้รับการดูแล

64. Digital Wellbeing รู้ตัวว่าติดจอและพยายามถอย

Source: จากที่ผมสังเกตพฤติกรรม Digital Detox สอดคล้องกับที่ GWI ชี้ว่าเวลาการใช้โซเชียลโดยรวมเริ่มลดจากจุดพีค

ตัวอย่างบริบท: Gen Z จำนวนมากตั้งเวลาจำกัดการใช้แอปเอง ปิดแจ้งเตือน และทำ Digital Detox เป็นช่วงๆ พวกเขารักโซเชียลแต่ก็ระแวงมันไปพร้อมกัน

Marketing Recommendation: อย่าออกแบบการตลาดที่พึ่งพาการรบกวนความสนใจตลอดเวลา แต่ให้เน้นคุณภาพของการมีปฏิสัมพันธ์มากกว่าปริมาณ แบรนด์ที่เคารพเวลาและความสนใจของลูกค้า ไม่สแปมจนน่ารำคาญ จะได้รับความไว้วางใจในระยะยาวจากคนรุ่นที่กำลังพยายามใช้จออย่างมีสติ

65. IRL Comeback ประสบการณ์ตัวจริงเสียงจริงกลับมามีค่า

Source: สอดคล้องกับเทรนด์ที่ McKinsey ชี้ว่าผู้บริโภคให้คุณค่ากับประสบการณ์มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่

ตัวอย่างบริบท: งานอีเวนต์ คอนเสิร์ต ตลาดนัด และกิจกรรมออฟไลน์กลายเป็นของหายากที่ยอมจ่าย เพราะชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนจอไปแล้ว ความทรงจำที่จับต้องได้จึงพรีเมียมขึ้นเรื่อยๆ

Marketing Recommendation: ลงทุนสร้างประสบการณ์ออฟไลน์ที่มีความหมายและแชร์ลงโซเชียลได้ เพราะ Gen Z ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์จริงที่ AI และหน้าจอทำแทนไม่ได้ Pop-Up Store, Experiential Marketing และอีเวนต์ที่ออกแบบมาให้ถ่ายรูปสวย คือการลงทุนที่ให้ทั้งความประทับใจและการบอกต่อ

66. Sober Curious ดื่มน้อยลงอย่างมีนัยยะ

Source: ผลสำรวจของ Circana พบว่า 65% ของ Gen Z ตั้งใจดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงในปี 2025 ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพใจและเงินในกระเป๋า

ตัวอย่างบริบท: เครื่องดื่ม Non-Alcoholic และม็อกเทลกลายเป็นตัวเลือกที่ Gen Z สั่งอย่างภาคภูมิใจ ไม่ใช่เพราะดื่มไม่ได้ แต่เพราะเลือกที่จะไม่ดื่ม การไปปาร์ตี้โดยไม่เมากลายเป็นเรื่องเท่

Marketing Recommendation: ธุรกิจเครื่องดื่มและร้านอาหารควรมีตัวเลือก Non-Alcoholic ที่จริงจังและน่าดื่ม ไม่ใช่แค่น้ำเปล่ากับน้ำอัดลม เพราะตลาดนี้กำลังโตสวนกระแส และแบรนด์ที่มองเห็นก่อนจะจับกลุ่ม Sober Curious ที่มีกำลังซื้อและอยากสังสรรค์แบบมีสติได้ก่อนใคร

67. Sleep is Status การนอนดีกลายเป็นเรื่องอวดได้

Source: จากที่ผมสังเกตกระแสคอนเทนต์สาย Wellness สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพที่ McKinsey ระบุว่า Wellness เป็นหมวดที่คนรุ่นใหม่ลงทุนเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างบริบท: คอนเทนต์สาย Sleep Score, Morning Routine และการฟื้นฟูร่างกายโตแรงในหมู่คนรุ่นใหม่ สุขภาพกลายเป็น Flex แบบใหม่แทนการอวดปาร์ตี้ ลองนึกภาพคนที่อวดว่าเมื่อคืนนอนได้ 8 ชั่วโมงเต็มด้วยความภูมิใจ

Marketing Recommendation: ผลิตภัณฑ์และบริการที่ช่วยเรื่องการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายมีตลาดที่กำลังโต ตั้งแต่ที่นอน อุปกรณ์ติดตามการนอน ไปจนถึงคอนเทนต์ผ่อนคลาย และแบรนด์ทั่วไปที่เชื่อมโยงกับ Self-Care ได้อย่างเป็นธรรมชาติจะเข้าถึงค่านิยมใหม่ที่มองการดูแลตัวเองเป็นความสำเร็จ

68. Comfort Content เสพคอนเทนต์เพื่อปลอบใจ

Source: สอดคล้องกับพฤติกรรมการเสพสื่อเพื่อผ่อนคลายที่ Deloitte Digital Media Trends รายงานว่าคนรุ่นใหม่ใช้คอนเทนต์เพื่อจัดการอารมณ์

ตัวอย่างบริบท: ซีรีส์เดิมที่ดูซ้ำรอบที่สิบ คลิป ASMR เสียงทำอาหาร หรือคลิปสัตว์เลี้ยงน่ารัก คือยาใจของคนรุ่นนี้ในวันที่เหนื่อยล้า พวกเขาไม่ได้อยากถูกกระตุ้นตลอดเวลา บางครั้งแค่อยากถูกปลอบ

Marketing Recommendation: เข้าใจว่าคอนเทนต์ไม่ได้มีแค่หน้าที่ขายหรือกระตุ้น บางจังหวะการทำคอนเทนต์ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยจะเชื่อมกับ Gen Z ได้ลึกกว่า แบรนด์ที่เข้าใจอารมณ์ของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลาและปรับโทนให้เหมาะ จะกลายเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจในวันที่พวกเขาต้องการกำลังใจ

69. Therapy Speak ภาษาจิตวิทยากลายเป็นภาษาพูด

Source: จากที่ผมสังเกตการใช้ภาษาบนโซเชียล สอดคล้องกับความตื่นตัวเรื่องสุขภาพจิตที่ Deloitte รายงาน

ตัวอย่างบริบท: คำอย่าง Boundary, Toxic, Burnout, Gaslighting กลายเป็นคำสามัญประจำบ้านของ Gen Z พวกเขาใช้ภาษาจิตวิทยาอธิบายความรู้สึกและความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันอย่างคล่องแคล่ว

Marketing Recommendation: แบรนด์ที่จะหยิบภาษากลุ่มนี้ไปใช้ต้องระวังมาก เพราะถ้าใช้แบบผิวเผินหรือผิดบริบทจะโดนมองว่าเอาความเจ็บปวดของคนมาทำการตลาดทันที ถ้าจะใช้ ต้องเข้าใจความหมายจริงและใช้ด้วยความเคารพ ไม่ใช่แค่เกาะกระแสคำฮิตเพื่อดูอินเทรนด์

70. Support Not Sell แบรนด์ที่ช่วยจริงชนะแบรนด์ที่พูดสวย

Source: สอดคล้องกับความคาดหวังเรื่อง Authenticity และ Action ที่ Deloitte ย้ำว่า Gen Z ต้องการเห็นการกระทำจริง

ตัวอย่างบริบท: แคมเปญด้านสุขภาพใจที่ Gen Z ยอมรับคือแบบที่มี Action จริง เช่น สายด่วนที่ใช้ได้จริงหรือพื้นที่ปลอดภัยที่จัดจริง ไม่ใช่แค่โพสต์ให้กำลังใจวัน Mental Health Day แล้วหายไปทั้งปี

Marketing Recommendation: ถ้าจะเข้ามาเล่นในประเด็นสุขภาพใจ ต้องลงมือทำจริงและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่สื่อสาร จัดสรรทรัพยากรจริง ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจริง และวัดผลกระทบจริง เพราะ Gen Z แยกออกทันทีระหว่างแบรนด์ที่ช่วยเหลือด้วยความจริงใจกับแบรนด์ที่แค่อยากได้ภาพลักษณ์ดีจากประเด็นอ่อนไหว

Identity & Culture ตัวตนและวัฒนธรรมของ Gen Z

หมวดนี้ว่าด้วยเรื่องที่ Gen Z ยึดถือเป็นตัวตน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์เชื่อมกับพวกเขาได้ในระดับที่ลึกกว่าแค่การซื้อขายครับ

71. Fluid Identity ตัวตนที่ลื่นไหลไม่ยึดติดกรอบเดียว

Source: สอดคล้องกับข้อมูล McKinsey What is Gen Z ที่ชี้ว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับการแสดงออกถึงความเป็นตัวเองที่ไม่ยึดติดป้ายกำกับตายตัว

ตัวอย่างบริบท: คนคนเดียวเป็นได้ทั้งสายมูเตลู สายเทคโนโลยี สายกรีน และสายปาร์ตี้ในเวลาเดียวกันโดยไม่รู้สึกขัดแย้ง พวกเขาไม่ยอมให้ใครมานิยามตัวตนด้วยกล่องเดียว

Marketing Recommendation: เลิกแบ่ง Segment ลูกค้าด้วยกรอบตายตัวแบบเดิม แล้วหันมามองที่บริบทและช่วงเวลาแทน เพราะลูกค้าคนเดียวมีหลายด้านที่แสดงออกต่างกันในแต่ละสถานการณ์ การเข้าใจว่าเขากำลังอยู่ในโหมดไหนสำคัญกว่าการตีตราว่าเขาเป็นคนแบบไหน

72. Fandom Belonging หาที่ยืนในโลกผ่านการเป็นแฟนคลับ

Source: จากที่ผมสังเกตพลังของ Fandom ในไทย สอดคล้องกับที่ YouTube Culture & Trends 2024 ชี้ว่า Community และ Fandom คือแกนหลักของวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่

ตัวอย่างบริบท: การเป็นติ่งศิลปิน เป็นเด็กในค่ายเกม หรือเป็นแฟนคลับซีรีส์วาย ให้ทั้งตัวตนและกลุ่มเพื่อนที่รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน พลังของ Fandom ไทยแข็งแรงมากถึงขั้นดันยอดขายและเทรนด์ทวิตเตอร์ได้จริง

Marketing Recommendation: ถ้าแบรนด์ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Fandom ที่แข็งแรง จะได้ทั้งยอดขายและการปกป้องแบรนด์จากคอมมูนิตี้ การจับมือกับศิลปินหรือ IP ที่มีแฟนคลับเหนียวแน่นจึงทรงพลัง แต่ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของ Fandom นั้นจริงๆ และเคารพความรักของแฟนคลับ ไม่ใช่แค่มองเป็นกระเป๋าเงิน

73. Micro Community ชุมชนเล็กเฉพาะทางมีพลังกว่ามวลชน

Source: สอดคล้องกับเทรนด์ Community-Led Growth ที่ YouTube Culture & Trends 2024 รายงานว่าคอมมูนิตี้ย่อยเฉพาะความสนใจเติบโตแข็งแรง

ตัวอย่างบริบท: กลุ่มคนเลี้ยงกุ้งแคระ กลุ่มสะสมโมเดล กลุ่มคนชอบกาแฟพิเศษ คือชุมชนเล็กที่สมาชิกผูกพันและเชื่อกันสูงมาก การบอกต่อในกลุ่มพวกนี้มีน้ำหนักกว่าโฆษณาที่ยิงหว่านไปทั้งประเทศ

Marketing Recommendation: แทนที่จะไล่ล่า Mass Reach ให้ลองเจาะ Micro Community ที่ตรงกับแบรนด์อย่างลึกซึ้ง เพราะการเป็นที่ยอมรับในชุมชนเล็กที่เหนียวแน่นสร้างลูกค้าที่ภักดีและบอกต่อ ได้ผลระยะยาวกว่าการเป็นที่รู้จักแบบผิวเผินในวงกว้าง

74. Nostalgia Core โหยหาอดีตที่ตัวเองไม่เคยอยู่ทัน

Source: จากที่ผมสังเกตกระแส Y2K และของยุคเก่าที่กลับมา สอดคล้องกับที่ McKinsey ชี้ว่า Nostalgia เป็นแรงขับเคลื่อนการบริโภคของคนรุ่นใหม่

ตัวอย่างบริบท: กระแส Y2K เสื้อผ้ายุค 2000 กล้องฟิล์ม และของเล่นยุคเก่ากลับมาฮิตในหมู่ Gen Z ที่บางคนยังไม่เกิดด้วยซ้ำตอนของพวกนั้นรุ่งเรือง พวกเขาโหยหาความรู้สึกของยุคที่ดูอบอุ่นและจริงกว่า

Marketing Recommendation: แบรนด์เก่าที่มีมรดกสามารถปัดฝุ่นความคลาสสิกมาเล่ากับคนรุ่นใหม่ได้ และแบรนด์ใหม่ก็หยิบกลิ่นอายยุคเก่ามาสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงได้ แต่ต้องทำให้ร่วมสมัย ไม่ใช่แค่ก็อปอดีตมาตรงๆ เพราะ Gen Z ชอบอดีตที่ถูกตีความใหม่ให้เข้ากับวันนี้

75. Blind Box Economy เศรษฐกิจของการลุ้นแบบสุ่ม

Source: จากปรากฏการณ์ Art Toy และ Blind Box ที่บูมทั่วเอเชีย โดยเฉพาะกระแส Labubu ที่เห็นได้ชัดในไทยช่วงปี 2024-2025

ตัวอย่างบริบท: คนต่อคิวยาวและยอมจ่ายแพงเพื่อลุ้นเปิดกล่องสุ่ม Art Toy ที่ไม่รู้ว่าจะได้ตัวไหน ความสนุกอยู่ที่การลุ้นและการตามเก็บให้ครบเซ็ต ไม่ใช่แค่ตัวสินค้า กระแส Labubu ในไทยดันให้ Art Toy กลายเป็นทั้งของสะสมและสัญลักษณ์สถานะ

Marketing Recommendation: กลไก Gamification และความลุ้นแบบสุ่มเพิ่มความตื่นเต้นและมูลค่าให้สินค้าได้ ทั้งการออกคอลเลกชันแบบสุ่ม ระบบสะสมให้ครบเซ็ต หรือ Surprise Element ในแคมเปญ แต่ต้องทำอย่างมีจริยธรรม ไม่ผลักดันให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัวจนกลายเป็นการพนันแฝง

76. Spiritual But Flexible สายมูแบบเลือกเชื่อผสมผสาน

Source: จากที่ผมสังเกตกระแสสายมูในไทย ที่คนรุ่นใหม่ผสมผสานความเชื่อหลายแบบเข้าด้วยกันอย่างยืดหยุ่น

ตัวอย่างบริบท: Gen Z ไทยจำนวนมากไหว้พระ ดูดวง สายมู เล่นคริสตัล และเชื่อ Manifest ไปพร้อมกัน โดยเลือกหยิบสิ่งที่ให้กำลังใจมาใช้ตามสถานการณ์ ความเชื่อสำหรับพวกเขาคือเครื่องมือดูแลใจ ไม่ใช่กฎที่ต้องทำตามเป๊ะ

Marketing Recommendation: แบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับความเชื่อและการดูแลใจของคนรุ่นนี้ได้ เช่น สินค้าสีมงคล แคมเปญช่วงเทศกาล หรือคอลแลปกับสายมู แต่ต้องทำด้วยความเคารพและความเข้าใจ ไม่ใช่ล้อเลียนหรือฉวยใช้ความเชื่อแบบผิวเผิน เพราะเรื่องนี้ละเอียดอ่อนกว่าที่คิด

77. Ironic Humor อารมณ์ขันแบบเสียดสีและไร้สาระ

Source: จากที่ผมสังเกตวัฒนธรรมมีมของคนรุ่นใหม่ สอดคล้องกับที่ YouTube Culture & Trends 2024 ชี้ว่ามีมและอารมณ์ขันคือภาษาหลักของ Gen Z

ตัวอย่างบริบท: มุกตลกของ Gen Z มักเป็นแบบ Absurd ไร้สาระ เสียดสี และเล่นกับความไม่สมบูรณ์แบบ มีมที่ดูงงๆ หรือตลกร้ายมักโดนใจมากกว่ามุกตรงไปตรงมา

Marketing Recommendation: แบรนด์ที่กล้าเล่นมุกแบบ Self-Deprecating หรือกล้าไม่เนี้ยบ มักเข้าถึง Gen Z ได้ดีกว่าแบรนด์ที่ดูจริงจังสมบูรณ์แบบ แต่ต้องเข้าใจจังหวะและบริบทของมุกจริงๆ เพราะมุกที่พยายามตามเทรนด์แบบผิดจังหวะจะดูเหมือนผู้ใหญ่พยายามทำตัวเด็ก และย้อนกลับมาทำร้ายแบรนด์เอง

78. Niche Aesthetic แบ่งกลุ่มตัวเองด้วยสไตล์ภาพเฉพาะทาง

Source: สอดคล้องกับเทรนด์ Core Aesthetics ที่ Pinterest Predicts และแพลตฟอร์มภาพต่างๆ รายงานว่าคนรุ่นใหม่นิยามตัวเองผ่านสไตล์ภาพ

ตัวอย่างบริบท: สไตล์อย่าง Clean Girl, Coquette, Cottagecore, Dark Academia กลายเป็นภาษาภาพที่ Gen Z ใช้บอกว่าตัวเองเป็นใคร แค่เห็นฟีดก็รู้ว่าคนนั้นอยู่สายไหน

Marketing Recommendation: เข้าใจภาษาภาพของแต่ละ Aesthetic แล้วออกแบบคอนเทนต์และสินค้าให้เข้ากับสายที่ตรงกับแบรนด์ เพราะการวางภาพให้ตรงกับ Aesthetic ที่กลุ่มเป้าหมายยึดถือ ช่วยให้แบรนด์ถูกเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกตัวตนของพวกเขา

79. Values Diversity คาดหวังความหลากหลายเป็นเรื่องปกติ

Source: McKinsey What is Gen Z ชี้ว่า Gen Z เป็นเจนที่หลากหลายที่สุดและให้ความสำคัญกับ Inclusion

ตัวอย่างบริบท: Gen Z มองความหลากหลายทั้งเรื่องรูปร่าง สีผิว และวิถีชีวิต เป็นเรื่องปกติที่ควรมีในโฆษณา ไม่ใช่เรื่องพิเศษ การเห็นโฆษณาที่มีแต่คนแบบเดียวกันหมดจะรู้สึกว่าล้าสมัยและไม่จริง

Marketing Recommendation: สะท้อนความหลากหลายที่แท้จริงในคอนเทนต์และการสื่อสารของแบรนด์ แต่ต้องมาจากความเข้าใจและความจริงใจ ไม่ใช่แค่ใส่ตัวแทนความหลากหลายเข้าไปเพื่อเช็กลิสต์ เพราะ Gen Z แยกออกระหว่างความหลากหลายที่เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์จริงกับการทำเพื่อภาพลักษณ์

80. Co-Creation อยากมีส่วนร่วมสร้างแบรนด์ ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ

Source: สอดคล้องกับข้อมูลที่ YouTube Culture & Trends 2024 ชี้ว่า Gen Z อยากเป็นผู้ร่วมสร้างวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค

ตัวอย่างบริบท: เวลาแบรนด์เปิดให้โหวตเลือกรสชาติใหม่ ให้ออกแบบลาย หรือให้ส่งไอเดียแคมเปญ Gen Z มักตอบสนองดีมาก เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของแบรนด์ร่วมด้วย ไม่ใช่แค่คนที่ถูกขายของให้

Marketing Recommendation: เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้ร่วมสร้างจริง ตั้งแต่การโหวต การออกแบบร่วม ไปจนถึงการเปิดรับไอเดีย เพราะการ Co-Creation ไม่เพียงสร้างสินค้าที่ตรงใจ แต่ยังสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของที่เปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็นแฟนตัวยงที่พร้อมปกป้องและบอกต่อแบรนด์

Media & Entertainment สื่อและความบันเทิงของ Gen Z

หมวดนี้ว่าด้วยเรื่องที่ Gen Z ใช้เวลาว่างไปกับอะไร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แบรนด์จะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในความบันเทิงของพวกเขาได้ครับ

81. Gamer Generation เจนที่เล่นเกมเป็นกิจกรรมหลัก

Source: จากข้อมูลอุตสาหกรรมเกมที่ Newzoo รายงานว่า Gen Z ใช้เวลากับเกมสูงและมองเกมเป็นพื้นที่สังคม

ตัวอย่างบริบท: สำหรับ Gen Z จำนวนมาก เกมไม่ใช่แค่การเล่นแต่คือพื้นที่สังสรรค์กับเพื่อน เหมือนที่คนรุ่นก่อนไปห้าง พวกเขานัดเจอกันในเกมเพื่อคุยและใช้เวลาร่วมกัน

Marketing Recommendation: มองเกมเป็นช่องทางการตลาดที่จริงจัง ไม่ใช่แค่พื้นที่ของเด็ก แบรนด์สามารถเข้าไปอยู่ในเกมผ่านไอเทม อีเวนต์ในเกม หรือการจับมือกับเกม แต่ต้องเข้าไปแบบเพิ่มความสนุกให้ผู้เล่น ไม่ใช่แทรกโฆษณาที่ทำลายประสบการณ์การเล่น

82. Gaming as Media Channel เกมคือช่องทางสื่อแบบใหม่

Source: สอดคล้องกับที่ Newzoo และแบรนด์ใหญ่หลายรายทดลองทำการตลาดในเกมและ Metaverse

ตัวอย่างบริบท: คอนเสิร์ตในเกม แฟชั่นโชว์เสมือน และการเปิดตัวสินค้าในโลกเกม กลายเป็นพื้นที่ที่แบรนด์ระดับโลกเข้าไปเล่น เพราะเป็นที่ที่ Gen Z ใช้เวลาอยู่จริง

Marketing Recommendation: สำหรับแบรนด์ที่กลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ ลองสำรวจโอกาสในการสร้างประสบการณ์ในโลกเกม แต่เริ่มจากการเข้าใจว่าผู้เล่นต้องการอะไรก่อน อย่ากระโดดเข้าไปเพราะเป็นกระแส เพราะการทำแบบไม่เข้าใจวัฒนธรรมเกมจะถูกมองว่าเป็นผู้บุกรุกมากกว่าผู้ร่วมสนุก

83. Social Beats TV โซเชียลแซงทีวีในใจไปแล้ว

Source: สอดคล้องกับ Deloitte Digital Media Trends ที่พบว่า Gen Z ชอบคอนเทนต์บนโซเชียลมากกว่าทีวีและภาพยนตร์แบบดั้งเดิม

ตัวอย่างบริบท: เวลาว่าง Gen Z เปิด TikTok หรือ YouTube ก่อนเปิดทีวีเสมอ คอนเทนต์สั้นจากครีเอเตอร์ที่รู้สึกใกล้ตัวและตรงใจ ชนะรายการทีวีที่ผลิตแบบ Mass ในใจพวกเขา

Marketing Recommendation: จัดสรรงบสื่อตามที่กลุ่มเป้าหมายอยู่จริง ถ้าลูกค้าหลักคือ Gen Z การลงทุนในคอนเทนต์โซเชียลและครีเอเตอร์มักให้ผลคุ้มกว่าสื่อดั้งเดิม แต่อย่าทิ้งทีวีทั้งหมดถ้ากลุ่มเป้าหมายมีหลายวัย ให้ใช้ข้อมูลจริงตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ตามกระแส

84. Streaming Native โตมากับ Streaming ไม่รู้จักผังรายการ

Source: สอดคล้องกับ Deloitte Digital Media Trends ที่ชี้ว่าคนรุ่นใหม่คุ้นกับการดูตามใจตัวเองมากกว่าตามเวลาออกอากาศ

ตัวอย่างบริบท: แนวคิดเรื่องรอดูรายการโปรดตามเวลาออกอากาศเป็นเรื่องแปลกสำหรับ Gen Z ที่โตมากับการกดดูอะไรก็ได้เมื่อไหร่ก็ได้ พวกเขาคุมประสบการณ์การเสพสื่อของตัวเองเต็มที่

Marketing Recommendation: ออกแบบคอนเทนต์ให้เข้าถึงได้ทุกเมื่อที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่ยัดเยียดตามเวลาที่แบรนด์สะดวก การมีคอนเทนต์ที่ค้นเจอและเสพได้ตลอดเวลา ตอบโจทย์พฤติกรรม On-Demand ที่เป็นค่าเริ่มต้นของคนรุ่นนี้ได้ดีกว่า

85. Bimodal Attention สลับระหว่างจดจ่อลึกกับไถผ่านเร็ว

Source: จากที่ผมสังเกตพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ ที่ Gen Z สลับระหว่างคอนเทนต์สั้นและยาวได้อย่างคล่องแคล่ว

ตัวอย่างบริบท: คนคนเดียวไถคลิปสั้นรัวๆ ตอนรอรถ แต่ก็ดูซีรีส์ยาวหรือ Podcast เป็นชั่วโมงตอนอยู่บ้านได้ ความสนใจของพวกเขาไม่ได้สั้นอย่างที่เข้าใจ แค่เลือกโหมดตามบริบท

Marketing Recommendation: อย่าเชื่อมายาคติว่า Gen Z สนใจอะไรได้แค่สั้นๆ ให้ทำคอนเทนต์ทั้งสองแบบ คลิปสั้นเพื่อสะดุดตาและสร้างการรู้จัก และคอนเทนต์ยาวเพื่อสร้างความผูกพันและความน่าเชื่อถือ เพราะพวกเขาพร้อมจดจ่อกับสิ่งที่น่าสนใจจริงได้นานกว่าที่คิด

86. Second Screen ดูไปเล่นมือถือไป

Source: สอดคล้องกับพฤติกรรม Multi-Screen ที่ Deloitte Digital Media Trends รายงานว่าคนรุ่นใหม่ใช้หลายจอพร้อมกัน

ตัวอย่างบริบท: Gen Z มักดูซีรีส์ไปพร้อมกับไถ TikTok หรือแชทกับเพื่อนไปด้วย การดูอย่างเดียวโดยไม่ทำอะไรควบคู่กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับพวกเขา

Marketing Recommendation: ออกแบบแคมเปญที่เล่นกับพฤติกรรม Second Screen เช่น การชวนคุยบนโซเชียลระหว่างอีเวนต์ถ่ายทอดสด หรือแฮชแท็กให้คนร่วมพิมพ์ระหว่างดู เพราะการดึงให้ Gen Z มีส่วนร่วมผ่านจอที่สองช่วยเปลี่ยนการดูแบบเฉยๆ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่พวกเขาลงมือทำ

87. Creator-Led Entertainment ครีเอเตอร์คือดาราคนใหม่

Source: สอดคล้องกับ YouTube Culture & Trends 2024 ที่ชี้ว่าครีเอเตอร์มีอิทธิพลต่อ Gen Z มากกว่าดาราแบบดั้งเดิม

ตัวอย่างบริบท: สำหรับ Gen Z จำนวนมาก ครีเอเตอร์ที่ติดตามมีความหมายและใกล้ตัวกว่าดาราภาพยนตร์ พวกเขารู้สึกรู้จักครีเอเตอร์เป็นการส่วนตัวเหมือนเพื่อน เพราะได้ดูชีวิตประจำวันกันแทบทุกวัน

Marketing Recommendation: มองครีเอเตอร์เป็นพาร์ตเนอร์ระยะยาว ไม่ใช่แค่ป้ายโฆษณาที่จ้างครั้งเดียว เพราะความสัมพันธ์ที่ครีเอเตอร์มีกับผู้ติดตามคือสินทรัพย์ที่แบรนด์ยืมพลังได้ การทำงานร่วมกันแบบต่อเนื่องและให้ครีเอเตอร์เป็นตัวของตัวเองสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า

88. Live Experience Premium ยอมจ่ายแพงเพื่อประสบการณ์สด

Source: สอดคล้องกับที่ McKinsey ชี้ว่า Gen Z ให้คุณค่ากับประสบการณ์มากกว่าการครอบครองสิ่งของ

ตัวอย่างบริบท: คอนเสิร์ต เทศกาลดนตรี และอีเวนต์แฟนมีตกลายเป็นสิ่งที่ Gen Z ยอมทุ่มเงินและต่อคิวข้ามคืนเพื่อไปให้ได้ เพราะประสบการณ์สดที่ทำซ้ำไม่ได้มีค่ากว่าสินค้าที่ซื้อเมื่อไหร่ก็ได้

Marketing Recommendation: ธุรกิจที่ขายประสบการณ์มีโอกาสสูงกับ Gen Z ตั้งแต่อีเวนต์ คอนเสิร์ต ไปจนถึง Pop-Up ที่จำกัดเวลา และแบรนด์สินค้าทั่วไปก็เพิ่มมูลค่าได้ด้วยการเปลี่ยนการซื้อให้เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำและถ่ายรูปแชร์ได้ เพราะความทรงจำขายได้ในราคาที่สินค้าธรรมดาทำไม่ได้

89. Audio Everywhere เสียงอยู่ในทุกจังหวะชีวิต

Source: สอดคล้องกับการเติบโตของ Podcast และ Audio Content ที่ Deloitte Digital Media Trends รายงาน

ตัวอย่างบริบท: Gen Z ฟัง Podcast ระหว่างเดินทาง ฟังเพลงตอนทำงาน และฟังคลิปเสียงตอนทำอย่างอื่น เสียงกลายเป็นเพื่อนที่อยู่ในทุกกิจกรรมโดยไม่ต้องจ้องจอ

Marketing Recommendation: อย่ามองข้ามช่องทางเสียง ทั้ง Podcast, Audio Ads บนแพลตฟอร์มเพลง และการออกแบบเสียงของแบรนด์ เพราะเสียงเข้าถึงลูกค้าในจังหวะที่ตาไม่ว่าง เช่น ตอนขับรถหรือออกกำลังกาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โฆษณาภาพเข้าไม่ถึง

90. Fandom Economics เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแฟนคลับ

Source: จากที่ผมสังเกตพลังการใช้จ่ายของ Fandom ไทย ที่ดันยอดขายและเทรนด์ได้จริงผ่านการซัพพอร์ตศิลปิน

ตัวอย่างบริบท: แฟนคลับศิลปินไทยและเกาหลีทุ่มซื้ออัลบั้ม ของพรีเมียม และซัพพอร์ตงานของศิลปินที่รักอย่างมหาศาล พลังนี้ดันแบรนด์ที่จับมือกับศิลปินให้ขายหมดในพริบตาได้จริง

Marketing Recommendation: การจับมือกับศิลปินหรือ IP ที่มี Fandom แข็งแรงคือหนึ่งในกลยุทธ์ที่ให้ผลเร็วและแรงที่สุดกับ Gen Z แต่ต้องเลือกให้ตรงกับตัวตนแบรนด์และเข้าใจวัฒนธรรมแฟนคลับ เพราะถ้าทำแบบฉวยโอกาสหรือไม่จริงใจ Fandom ที่ทรงพลังก็พร้อมจะตอบโต้แบรนด์ได้แรงพอกัน

Thai Gen Z บริบทเจนซีไทยที่ต้องเข้าใจเป็นพิเศษ

มาถึงหมวดสุดท้ายที่ผมตั้งใจเก็บไว้ปิดท้าย เพราะข้อมูลระดับโลกทั้ง 9 หมวดที่ผ่านมาจะมีค่าก็ต่อเมื่อเรานำมาปรับใช้กับบริบทไทยได้ถูกต้อง หมวดนี้คือดาต้าเจนซีไทยที่ verify แล้วครับ

91. 11.6 Million ประชากรเจนซีไทยกว่า 11.6 ล้านคน

Source: การศึกษา Visa Gen Z Decoded พบว่าไทยมี Gen Z มากกว่า 11.6 ล้านคน คิดเป็นราว 18% ของประชากร โดยเกือบครึ่ง (49%) มีงานทำแล้ว

ตัวอย่างบริบท: ตัวเลขนี้บอกว่า Gen Z ไทยไม่ใช่เด็กในอนาคตอีกต่อไป แต่เกือบครึ่งเป็นวัยทำงานที่มีรายได้และกำลังซื้อของตัวเองแล้ววันนี้ พวกเขากำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่พร้อมกับยังรักษาความเป็นตัวเองไว้

Marketing Recommendation: ปรับมุมมองการวางกลยุทธ์ให้มองGen Z ไทยเป็นลูกค้าที่มีกำลังซื้อจริงในวันนี้ ไม่ใช่แค่การลงทุนเพื่ออนาคต จัดสรรงบและออกแบบข้อเสนอที่เหมาะกับคนวัยเริ่มทำงานที่มีรายได้ของตัวเองแล้ว เพราะพวกเขาพร้อมจ่ายถ้าแบรนด์เข้าใจและเข้าถึง

92. TikTok First Discovery ค้นพบสินค้าใหม่ผ่าน TikTok เป็นหลัก

Source: ข้อมูลที่ Asia News Network รายงาน ชี้ว่า Thai Gen Z ค้นพบสินค้าและตัดสินใจซื้อผ่าน TikTok เป็นสัดส่วนสูง และ Visa พบว่า 58% ของ Thai Gen Z ทำตามคำแนะนำของ Influencer บน YouTube, TikTok และ Facebook

ตัวอย่างบริบท: เส้นทางการซื้อของ Gen Z ไทยจำนวนมากเริ่มจากเห็นคลิปรีวิวบน TikTok แล้วกดซื้อผ่าน TikTok Shop เลย ทั้งการค้นพบและการซื้อเกิดในแอปเดียว โดยมีคำแนะนำจาก Influencer เป็นตัวเร่งการตัดสินใจ

Marketing Recommendation: ถ้ากลุ่มเป้าหมายคือ Gen Z ไทย TikTok ต้องเป็นหนึ่งในช่องทางหลักของแผนการตลาด ทั้งการทำคอนเทนต์ที่ค้นเจอได้ การจับมือกับครีเอเตอร์ และการเปิด TikTok Shop ให้ซื้อจบในที่เดียว แต่อย่าลืมสร้างคอนเทนต์รีวิวที่ดูจริงและเชื่อถือได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่เร่งการตัดสินใจซื้อของพวกเขา

93. Financial Freedom เป้าหมายชีวิตอันดับหนึ่งคืออิสรภาพทางการเงิน

Source: Visa Gen Z Decoded พบว่า 60% ของ Thai Gen Z ระบุว่าอิสรภาพทางการเงินคือเป้าหมายชีวิต และ 81% กำลังสร้างความมั่งคั่งผ่านงานประจำ อาชีพเสริม หรือการลงทุน

ตัวอย่างบริบท: อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่แค่ความฝันไกลๆ แต่เป็นเป้าหมายที่ Gen Z ไทยลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ผ่านการหารายได้หลายทางและการลงทุน พวกเขาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้การเงินสูงถึง 59% ที่อยากเรียนรู้ผ่านคอร์สหรือคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ

Marketing Recommendation: แบรนด์ที่ช่วยให้ Gen Z เข้าใกล้อิสรภาพทางการเงินจะได้ใจพวกเขา ทั้งเครื่องมือการเงิน คอนเทนต์ให้ความรู้ และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างรายได้เสริม และแม้แต่แบรนด์ทั่วไปก็เชื่อมโยงได้ด้วยการวางสินค้าเป็นการลงทุนในตัวเองหรือตัวช่วยประหยัด ที่สอดคล้องกับ Mindset การเงินของพวกเขา

94. Cautious Savers ระวังเรื่องเก็บออมมากกว่าที่ภาพจำบอก

Source: Krungsri Research พบว่า 80% ของ Gen Z ไทยที่สำรวจเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคาร และ 7 ใน 10 พร้อมรับความเสี่ยงระดับหนึ่งกับเงินลงทุน โดยแยกเงินออมกับเงินลงทุนออกจากกันชัดเจน

ตัวอย่างบริบท: ภาพจำว่า Gen Z ใช้เงินตามสโลแกน YOLO ไม่ตรงกับข้อมูลจริงเสมอไป เพราะเมื่อรายได้เกินรายจ่าย คนส่วนใหญ่ก็เก็บออมและวางแผนการเงินอย่างมีวินัย พวกเขาระมัดระวังเรื่องเงินมากกว่าที่หลายคนคิด

Marketing Recommendation: อย่าเหมารวมว่า Gen Z ใช้เงินไม่คิด เพราะจริงๆ แล้วหลายคนมีวินัยการเงินและวางแผนอย่างรอบคอบ การสื่อสารที่เคารพความฉลาดทางการเงินของพวกเขา และช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น จะได้รับการตอบรับดีกว่าการกระตุ้นให้ใช้จ่ายแบบไม่ยั้งคิด

95. Mobile Commerce ช้อปผ่านมือถือเป็นค่าเริ่มต้น

Source: สอดคล้องกับข้อมูล Milieu เรื่องพฤติกรรม Gen Z อาเซียนที่ผูกกับมือถือ ประกอบกับโครงสร้าง PromptPay ที่ทำให้ไทยเข้าถึงบริการการเงินดิจิทัลสูงมาก

ตัวอย่างบริบท: Gen Z ไทยโตมากับ PromptPay และการจ่ายผ่าน QR จนการพกเงินสดกลายเป็นเรื่องแปลก ทั้งการช้อป การจ่าย และการโอน เกิดบนมือถือเครื่องเดียวจบ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ระบบจ่ายเงินดิจิทัลแข็งแรงที่สุดในโลก

Marketing Recommendation: ทุก Touchpoint ของแบรนด์ต้องออกแบบมาเพื่อมือถือก่อนเสมอ ทั้งหน้าร้านออนไลน์ ระบบจ่ายเงิน และคอนเทนต์ เพราะถ้าประสบการณ์บนมือถือติดขัดแม้แต่นิดเดียว Gen Z ไทยที่คุ้นกับความลื่นไหลของ PromptPay จะเลิกกลางคันทันที ความง่ายในการจ่ายคือปัจจัยปิดการขายที่สำคัญ

96. Live Commerce ดูไลฟ์แล้วกดซื้อสด

Source: จากที่ผมสังเกตพฤติกรรมการช้อปของคนไทย ที่ Live Commerce เติบโตแข็งแรงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

ตัวอย่างบริบท: การกดซื้อของระหว่างดูไลฟ์ขายของ ทั้งบน Facebook, TikTok และ Shopee กลายเป็นความบันเทิงและการช้อปในเวลาเดียวกันสำหรับคนไทย บรรยากาศการแย่งกด CF และการต่อรองสดทำให้การซื้อสนุกเหมือนดูรายการ

Marketing Recommendation: Live Commerce คือช่องทางที่แบรนด์ไทยไม่ควรมองข้าม เพราะรวมทั้งความบันเทิง การมีปฏิสัมพันธ์สด และการปิดการขายไว้ในที่เดียว ลองทดลองทำไลฟ์ที่มีทั้งการให้ข้อมูล ความสนุก และข้อเสนอพิเศษเฉพาะช่วงไลฟ์ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อทันทีในแบบที่คนไทยคุ้นเคยและชอบ

97. Mu-Marketing สายมูคือตลาดที่มองข้ามไม่ได้

Source: จากที่ผมสังเกตกระแสสายมูในไทย ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างแนบเนียน

ตัวอย่างบริบท: Gen Z ไทยจำนวนมากดูดวงออนไลน์ ซื้อวอลเปเปอร์มงคล ตามวัดขอพร และเลือกสีเสื้อตามวันอย่างเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ความมูเป็นทั้งความเชื่อและความสนุกที่ให้กำลังใจในยุคที่อะไรก็ไม่แน่นอน

Marketing Recommendation: แบรนด์ไทยสามารถเชื่อมโยงกับความมูได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น สินค้าสีมงคลประจำปี แคมเปญเสริมดวงช่วงปีใหม่ หรือคอลแลปกับหมอดูและสายมูที่มีผู้ติดตาม แต่ต้องทำด้วยความเข้าใจและความสนุก ไม่ใช่ล้อเลียนความเชื่อ เพราะเรื่องนี้อยู่ระหว่างความศรัทธากับความบันเทิงที่ต้องบาลานซ์ให้ดี

98. Local Pride & Soft Power ภูมิใจในความเป็นไทยแบบร่วมสมัย

Source: จากที่ผมสังเกตกระแส Thai Soft Power ที่คนรุ่นใหม่ภูมิใจนำเสนอความเป็นไทยในแบบของตัวเอง

ตัวอย่างบริบท: ตั้งแต่กระแสชุดไทยไปเที่ยววัด อาหารไทยพื้นถิ่นที่กลายเป็นของเท่ ไปจนถึงศิลปินไทยที่ดังระดับโลก Gen Z ไทยภูมิใจในรากเหง้าของตัวเองและนำเสนอมันในแบบร่วมสมัยที่ไม่เชย

Marketing Recommendation: แบรนด์ไทยที่หยิบความเป็นไทยมาเล่าในมุมร่วมสมัยและภาคภูมิใจ มีโอกาสเชื่อมกับ Gen Z ที่โหยหาตัวตนแบบไทยที่เท่ การผสมมรดกวัฒนธรรมไทยกับดีไซน์และการเล่าเรื่องยุคใหม่ ช่วยให้แบรนด์โดดเด่นและได้ใจทั้งคนไทยและตลาดโลกที่กำลังสนใจ Soft Power ไทย

99. Dual Job Identity ทำงานประจำควบอาชีพเสริมเป็นเรื่องปกติ

Source: Visa Gen Z Decoded พบว่า 81% ของ Thai Gen Z สร้างความมั่งคั่งผ่านหลายช่องทาง ทั้งงานประจำ อาชีพเสริม และการลงทุน

ตัวอย่างบริบท: พนักงานออฟฟิศที่ขายของออนไลน์หลังเลิกงาน หรือรับงานฟรีแลนซ์วันหยุด คือภาพปกติของ Gen Z ไทย พวกเขาไม่พึ่งรายได้ทางเดียวและมองการมีหลายแหล่งรายได้เป็นความมั่นคงแบบใหม่

Marketing Recommendation: มองเห็นตัวตนสองด้านของ Gen Z ไทย ทั้งในฐานะพนักงานและในฐานะผู้ประกอบการตัวเล็ก เครื่องมือและบริการที่ช่วยให้พวกเขาทำอาชีพเสริมได้ง่ายขึ้นคือตลาดที่กำลังโต และการสื่อสารที่เข้าใจว่าพวกเขาสวมหลายหมวกในชีวิตจะเชื่อมโยงได้ลึกกว่าการมองเป็นแค่มนุษย์เงินเดือน

100. Insight Over Stereotype เข้าใจให้ลึก อย่าตัดสินแค่ภาพจำ

Source: จากประสบการณ์ของผมที่ทำ Data Research เรื่อง Gen Z มาต่อเนื่องหลายปี รวมถึงบทความ Insight Gen Z 2024 และ Marketing Insight Gen Z 2024 ที่ผมเคยเขียนไว้บนการตลาดวันละตอน

ตัวอย่างบริบท: บทเรียนสำคัญจาก 99 ข้อที่ผ่านมาคือ Gen Z เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง มีเงินแต่รู้สึกจน ใช้โซเชียลมากแต่เชื่อน้อย เชื่อมต่อตลอดเวลาแต่เหงาที่สุด ใครที่ตัดสินพวกเขาด้วยภาพจำง่ายๆ จะพลาดโอกาสเสมอ

Marketing Recommendation: ลงทุนทำความเข้าใจ Gen Z ผ่านข้อมูลจริงและการฟังอย่างต่อเนื่อง แทนการใช้ภาพเหมารวมที่คุ้นเคย เพราะเจนนี้เปลี่ยนเร็วและซับซ้อนกว่าทุกเจน แบรนด์ที่ยอมเข้าใจความย้อนแย้งของพวกเขาอย่างแท้จริง จะสื่อสารได้ตรงใจและสร้างความสัมพันธ์ที่คู่แข่งที่มองแค่ผิวเผินทำไม่ได้

บทสรุป One-Word Takeaway ของ Gen Z คือ Contradiction

อ่านมาครบทั้ง 100 ข้อแล้ว ถ้าให้ผมสรุป Gen Z ด้วยคำเดียว คำนั้นคือ Contradiction หรือความย้อนแย้งครับ

เพราะพวกเขาคือเจนที่มีเงินมากกว่ารุ่นพ่อแม่ตอนอายุเท่ากันแต่รู้สึกว่าตัวเองจน ใช้เวลากับโซเชียลมากที่สุดแต่เชื่อถือมันน้อยที่สุด เชื่อมต่อกับคนทั้งโลกตลอดเวลาแต่กลับเป็นเจนที่เหงาที่สุด ใช้ AI ทำงานทุกวันแต่ก็กลัวว่ามันจะมาแย่งงาน และประกาศว่ารักษ์โลกแต่ยังกดซื้อ Fast Fashion เพราะงบจำกัด

ความย้อนแย้งเหล่านี้ไม่ใช่ความสับสนหรือความไม่รู้ แต่คือการปรับตัวของคนที่โตมาในโลกที่ไม่แน่นอน พวกเขาเรียนรู้ที่จะถือความจริงสองด้านไว้พร้อมกัน และเลือกใช้แต่ละด้านตามสถานการณ์ นักการตลาดที่พยายามยัด Gen Z ลงกล่องเดียวจะพลาดเสมอ แต่คนที่ยอมรับและเข้าใจความย้อนแย้งนี้จะสื่อสารกับพวกเขาได้ตรงใจกว่าใคร

สิ่งที่ผมอยากฝากไว้สำหรับการวางแผนปี 2027 คือ อย่าถาม Gen Z ต้องการอะไร เพราะคำตอบมักย้อนแย้งกันเอง แต่ให้สังเกตว่าพวกเขาทำอะไรจริงในแต่ละบริบท แล้วออกแบบแบรนด์ให้ยืดหยุ่นพอจะอยู่กับความหลากหลายของพวกเขาได้ ปีหน้าเจนซีกลุ่มแรกจะอายุเข้า 30 กำลังซื้อจะยิ่งโตและอิทธิพลจะยิ่งมาก แบรนด์ที่เริ่มเข้าใจพวกเขาอย่างแท้จริงตั้งแต่วันนี้ น่าจะได้เปรียบในสนามที่กำลังจะเปลี่ยนมือไปสู่คนรุ่นนี้อย่างเต็มตัวก็เป็นได้ครับ

ขอให้คุณสนุกกับการถอดรหัส Gen Z และหยิบ Insight เหล่านี้ไปต่อยอดให้เกิดงานที่ทั้งเข้าใจคนและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริงในปีหน้าอย่างมั่นใจนะครับ แล้วเจอกันใหม่ในบทความถัดไปของการตลาดวันละตอนครับผม

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *