เคยเห็นวิธีใช้ Vaseline แปลก ๆ ผ่านฟีดโซเชียลบ้างไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นการทาคิ้วให้เรียบ การใช้เป็นเบสไพรเมอร์ก่อนแต่งหน้า หรือ Hack อื่น ๆ ที่ไม่มีอยู่บนฉลากของสินค้า และนี่คือจุดที่ การตลาด Vaseline นำมาใช้เป็นไอเดียของแคมเปญ Vaseline Originals (OGs) แทนที่จะปล่อยให้ Hack เหล่านี้เป็นแค่กระแสบนโซเชียล Vaseline นำมันมาต่อยอดเป็นสินค้าที่วางขายจริงครับ
Origin Story จุดเริ่มต้นของแคมเปญ
ย้อนกลับไปปี 2008 Jen Chae ครีเอเตอร์สายบิวตี้ที่ใช้ชื่อบัญชี @frmheadtotoe แชร์ Hack การใช้ Vaseline จัดทรงคิ้วให้เรียบผ่านบล็อกส่วนตัวของเธอ และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน Lauren Luke (@laurenluke_panacea81) หนึ่งในยูทูบเบอร์สายบิวตี้รุ่นแรก ๆ ของโลก ก็เริ่มแนะนำวิธีใช้ Vaseline เป็นเมคอัพไพรเมอร์ให้ผู้ติดตามของเธอ ทั้งสอง Hack นี้ไม่ได้มาจากแบรนด์ แต่มาจากการทดลองใช้จริงของผู้บริโภคเอง และแพร่กระจายไปในวงกว้างจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมบิวตี้ที่คนรุ่นหลังยังคงพูดถึงครับ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2025 เมื่อ Vaseline เปิดตัวแคมเปญ Vaseline Verified เพื่อยืนยันว่า Hack ต่าง ๆ ที่ครีเอเตอร์แชร์กันนั้นใช้ได้ผลจริงหรือไม่ ผ่านคอนเทนต์โซเชียลที่มีทั้งความสนุกและความน่าเชื่อถือ แคมเปญนี้คว้ารางวัล Titanium Lion จากเวที Cannes Lions ซึ่งเป็นรางวัลระดับสูงสุดที่มอบให้กับไอเดียที่เปลี่ยนวิธีคิดของวงการ
เมื่อ Vaseline Verified พิสูจน์แล้วว่าคอมมูนิตี้คือแหล่งไอเดียที่มีคุณค่า Vaseline และ Ogilvy Singapore จึงตัดสินใจก้าวไปอีกขั้น ไม่ใช่แค่การยืนยันว่า Hack เหล่านั้นใช้ได้ผล แต่นำมันมาพัฒนาเป็นสินค้าจริง นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Vaseline Originals ครับ
Vaseline Originals จาก Life Hack สู่สินค้าจริง
Vaseline Originals พัฒนาร่วมกับ Ogilvy Singapore โดยเริ่มต้นจากการตามหาต้นตอของ Hack ยอดนิยมย้อนกลับไปถึงครีเอเตอร์คนแรกที่คิดค้นมันขึ้นมาครับ ในเฟสแรกแบรนด์เลือก Jen Chae และ Lauren Luke เป็นสองครีเอเตอร์ต้นแบบ และนำ Hack ของทั้งคู่มาพัฒนาเป็นสินค้าจริงสองรายการ ได้แก่
Vaseline Brow Tamer ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Hack จัดคิ้วของ Jen Chae
Vaseline All-In-One Primer & Highlighter Jelly ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Hack ไพรเมอร์ของ Lauren Luke
สินค้าทั้งสองรายการเปิดตัวในวันที่ 30 มีนาคม 2026 ผ่าน TikTok Live ที่มีทั้ง Jen Chae และ Lauren Luke มาร่วมพูดคุยและสาธิตวิธีใช้ด้วยตัวเอง ครีเอเตอร์ที่คิดค้น Hack ได้มาเปิดตัวสินค้าที่เกิดจากไอเดียของตัวเองโดยตรง ซึ่งสินค้าทั้งสองก็ขายหมดภายในไม่กี่นาทีหลังเปิดตัว
นอกจากการผลิตสินค้าแล้ว แคมเปญนี้ยังให้ความสำคัญกับการรับรองครีเอเตอร์อย่างเป็นทางการในฐานะ Vaseline OGs ซึ่งเป็นการให้เครดิตที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับคนที่คิดค้นวิธีใช้เหล่านี้ตั้งแต่ยุคแรกของโซเชียลมีเดีย และแบรนด์ยังประกาศว่าจะเดินหน้าตามหาครีเอเตอร์รายอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหลัง Hack ไวรัลของ Vaseline ต่อไป เพื่อขยายไลน์สินค้า Originals ในอนาคตครับ
หัวใจของแคมเปญนี้คือแนวคิด Community-Led Marketing หรือการให้คอมมูนิตี้เป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางแบรนด์ครับ แทนที่จะเป็นแบรนด์ฝ่ายเดียวที่ตัดสินใจว่าสินค้าใช้ทำอะไรได้บ้าง Vaseline เลือกฟังสิ่งที่ผู้บริโภคทำอยู่แล้ว แล้วนำมาพัฒนาต่อ วิธีคิดนี้ต่างจาก Marketing แบบดั้งเดิมที่แบรนด์เป็นผู้กำหนดความหมายของสินค้าและสื่อสารออกไปทางเดียว
สิ่งที่ทำให้กลยุทธ์นี้ทำงานได้จริงคือระบบที่ต่อเนื่องกันเป็นขั้นตอน เริ่มจาก Vaseline Verified ที่ทำหน้าที่เหมือนขั้นตอนสังเกตและทดสอบสมมติฐาน แบรนด์ใช้แคมเปญนี้เพื่อดูว่า Hack ไหนได้รับความนิยมและใช้ได้ผลจริง จากนั้นจึงคัดกรอง Hack ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วมาสู่ขั้นตอน Originals ซึ่งเป็นการนำไอเดียเหล่านั้นมาผลิตเป็นสินค้าจริง กระบวนการนี้ทำให้แบรนด์ไม่ต้องคิดค้นไอเดียใหม่จากศูนย์ แต่ใช้คอมมูนิตี้เป็นแหล่ง R&D ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาครับ
อีกองค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องการให้เครดิต หรือ Attribution การที่แบรนด์เลือกตามหาและระบุตัวตนของครีเอเตอร์ต้นทาง แทนที่จะหยิบ Hack มาใช้เฉย ๆ โดยไม่พูดถึงที่มา ช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของทั้งแคมเปญไว้
เพราะผู้บริโภคยุคนี้ตระหนักดีว่าแบรนด์จำนวนมากมักหยิบไอเดียจากครีเอเตอร์ไปใช้ประโยชน์โดยไม่ตอบแทนอะไรกลับ Vaseline เลือกเดินสวนทางกับพฤติกรรมนั้น ด้วยการให้เครดิต ให้พื้นที่ และให้ครีเอเตอร์ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จเชิงพาณิชย์ที่เกิดขึ้นจากไอเดียของตัวเอง สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจริยธรรม แต่ยังเป็นการรักษาความหมายของ Hack เอาไว้ด้วย เพราะมันคือการสาธิตที่ผู้คนดู เซฟ และลองทำตามมาแล้วจริง ไม่ใช่คำโฆษณาที่แบรนด์เขียนขึ้นเองครับ
กลยุทธ์นี้ยังตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ได้ตรงจุด งานวิจัยจาก Forbes ในปี 2024 พบว่า Gen Z ถึง 74% ใช้ TikTok เป็นเครื่องมือค้นหาข้อมูล หมายความว่าความรู้เรื่องสินค้าของคนกลุ่มนี้ไม่ได้มาจากโฆษณาหรือฉลากผลิตภัณฑ์อีกต่อไป แต่มาจากคอนเทนต์ที่คนอื่นสร้างและแชร์กันบนฟีด การที่ Vaseline นำความรู้ที่กระจายอยู่บนโซเชียลมาใส่ไว้ในตัวสินค้าโดยตรง จึงทำให้แบรนด์สอดคล้องกับวิธีที่ผู้บริโภครุ่นใหม่เรียนรู้และตัดสินใจซื้อจริงครับ
ผลลัพธ์ Vaseline Originals ขายออกไปหนึ่งชิ้นทุกสองวินาทีในช่วงเปิดตัว
ผลลัพธ์เชิงตัวเลขของแคมเปญนี้แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์ Community-Led Marketing ได้ผลจริงในเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่แค่ในเชิงภาพลักษณ์ครับ ตามข้อมูลจากเอเจนซี ยอดขาย Vaseline Originals บน TikTok แซงหน้า Vaseline Jelly สูตรคลาสสิกถึง 466% ในช่วงเปิดตัว โดยมีสินค้าขายออกไปหนึ่งชิ้นทุกสองวินาที ขณะเดียวกัน Hack ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเองบนโซเชียลก็เพิ่มขึ้น 24% สะท้อนให้เห็นว่าแคมเปญนี้ไม่ได้แค่ขายสินค้า แต่ยังกระตุ้นให้คอมมูนิตี้กลับมาสร้างไอเดียใหม่เข้าสู่วงจรต่อไปด้วย
แบรนด์ยังรายงานว่าได้ Pipeline การพัฒนาสินค้าใหม่ต่อเนื่อง 3 ปีจากโมเดลนี้ หมายความว่า Community-Led Marketing ไม่ได้เป็นแค่แคมเปญระยะสั้น แต่กลายเป็นระบบธุรกิจที่วางแผนล่วงหน้าได้ ในภาพรวม Hack ที่เกี่ยวข้องกับ Vaseline ถูกแชร์บนโซเชียลมีเดียแล้วมากกว่า 3.5 ล้านโพสต์ สะท้อนบทบาทของแบรนด์ที่ยังคงอยู่ในรูทีนและบทสนทนาประจำวันของผู้คนข้ามหลายเจเนอเรชัน และในแง่รางวัล แคมเปญนี้คว้า Gold สาขา Social & Creator จากเวที Cannes Lions 2026 ต่อยอดความสำเร็จจาก Titanium Lion ที่ Vaseline Verified เคยได้รับมาก่อนครับ
ภาพรวมของ การตลาด Vaseline ในเคสนี้สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ที่แข็งแรงในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายคิดไอเดียใหม่ทั้งหมดด้วยตัวเอง แต่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี สังเกตพฤติกรรมของคอมมูนิตี้ คัดกรองสิ่งที่ใช้ได้ผลจริง แล้วนำมาต่อยอดอย่างมีระบบครับ Vaseline Originals จึงไม่ใช่แค่การออกสินค้าใหม่สองรายการ แต่คือการวางรากฐานให้แบรนด์เติบโตไปพร้อมกับคอมมูนิตี้ของตัวเองในระยะยาว
สิ่งที่ทำให้โมเดลนี้ยั่งยืนคือการที่แบรนด์ไม่ได้เปลี่ยนสูตรผลิตภัณฑ์แม้แต่น้อย Vaseline Jelly ยังคงเป็น Vaseline Jelly เหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีที่แบรนด์มองเห็นและสื่อสารคุณค่าของมันผ่านสายตาของผู้ใช้จริง เมื่อคอมมูนิตี้รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางแบรนด์ และได้รับเครดิตอย่างเหมาะสมเมื่อไอเดียของตัวเองถูกนำไปต่อยอด ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคก็ยิ่งเหนียวแน่นขึ้นตามไปด้วยครับ
Source: Campaign Brief Asia
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่