Sunshine Dairy business model วิเคราะห์นมโปรตีนเครือโทฟุซัง รายได้ราวครึ่งของ 1,700 ล้านใน 6 ปี เป้า 2,200 ล้าน ตลาดโต 30-40% พร้อมกลยุทธ์ 4P 4C 4E

Sunshine Dairy กำไรจากอะไร? วิเคราะห์ Business Model และกลยุทธ์การตลาด 4P 4C 4E

ถ้าเพื่อนๆ เดินเข้า 7-Eleven แล้วหยิบนมโปรตีนขวด 49 บาทที่เขียนว่าโปรตีน 33 กรัมมาดื่มหลังออกกำลังกาย มีโอกาสสูงมากที่ขวดนั้นจะชื่อ Sunshine Dairy ครับ แต่ถ้าผมถามต่อว่าแบรนด์นี้เป็นของบริษัทอะไร เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะนึกไม่ออก ทั้งที่คำตอบคือโทฟุซัง บริษัทน้ำเต้าหู้ที่คนไทยรู้จักกันดี และแบรนด์นมวัวตัวนี้ทำรายได้ไล่ทันแบรนด์แม่ไปเรียบร้อยแล้ว

นี่คือตอนใหม่ของซีรีส์วิเคราะห์ Business Model ที่ตั้งใจเขียนต่อจากตอนโทฟุซังแบบติดกันครับ เพราะตอนนั้นเรากางโมเดลฝั่งแบรนด์แม่ แล้วเจอข้อมูลที่น่าสนใจว่ารายได้ 1,700 ล้านบาทของบริษัท มาจากน้ำเต้าหู้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งมาจากแบรนด์นมวัวอายุราว 6 ปีที่หลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเครือเดียวกัน [อ่านบทความวิเคราะห์โมเดลธุรกิจโทฟุซัง Business Model Canvas] ตอนนี้เลยถึงคิวพลิกมุมกล้อง มาโฟกัสที่แบรนด์ลูกกันเต็มตัว

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ มากาง Business Model Canvas ของ Sunshine Dairy ทั้ง 9 ช่อง ว่าเงินเข้าทางไหน ออกทางไหน แล้วเหลือตรงไหน จากนั้นไปต่อกันว่าโมเดลแบบนี้บังคับให้กลยุทธ์การตลาดต้องเป็นแบบไหน ผ่านเลนส์ 4P แล้วไล่ดูทีละเส้นทางว่าแต่ละ P เปลี่ยนร่างเป็น 4C และ 4E ในสายตาลูกค้าได้ยังไง เหมือนที่ทำไว้ในตอน LA GLACE อ่านจบแล้วเอาโครงนี้ไปกางกับธุรกิจตัวเองได้เลยครับ

The Trend Context ทำไมนมโปรตีนถึงกลายเป็นสมรภูมิที่โตแรงสุดในตู้แช่

Sunshine Dairy business model วิเคราะห์นมโปรตีนเครือโทฟุซัง รายได้ราวครึ่งของ 1,700 ล้านใน 6 ปี เป้า 2,200 ล้าน ตลาดโต 30-40% พร้อมกลยุทธ์ 4P 4C 4E

ก่อนเข้าโมเดล ต้องเข้าใจสนามที่ Sunshine Dairy ยืนอยู่ก่อนครับ The Standard รายงานไว้ว่าตลาดเครื่องดื่มโปรตีนในไทยมีมูลค่าราว 4,000-6,000 ล้านบาท และโตต่อเนื่องปีละ 30-40% ติดต่อกันมาหลายปี โดยในตลาดนี้ราว 70% เป็นโปรตีนจากนมวัว ที่เหลืออีกราว 30% เป็นโปรตีนจากพืช แรงขับเบื้องหลังคือกระแสสุขภาพเชิงป้องกันที่ลามจากสายฟิตเนสไปถึงคนทั่วไป จากเดิมที่โปรตีนเป็นเรื่องของคนอยากสร้างกล้ามเนื้อ วันนี้กลายเป็นเรื่องของคนที่แค่อยากกินอิ่มแบบรู้สึกผิดน้อยลง อยากคุมน้ำหนัก หรืออยากดูแลมวลกล้ามเนื้อก่อนสูงวัย

ตัว Sunshine Dairy เองก็โตในจังหวะเดียวกับตลาด คือโตเกือบ 40% ในปีที่ผ่านมา และกรุงเทพธุรกิจรายงานว่ารายได้รวมของโทฟุซังปี 2568 ที่ 1,700 ล้านบาทนั้น แบ่งเป็นฝั่งน้ำเต้าหู้ราวครึ่งหนึ่ง และฝั่ง Sunshine Dairy อีกราวครึ่งหนึ่ง พูดง่ายๆ คือแบรนด์ลูกที่อายุราว 6 ปี ทำรายได้ระดับ 800 กว่าล้านบาทต่อปีเข้าไปแล้ว ก่อนที่MarketPlus จะรายงานเป้าปี 2569 ว่าบริษัทตั้งไว้ที่ 2,000-2,200 ล้านบาท

แต่จุดที่ทำให้เคสนี้น่าเขียนถึงไม่ใช่ตัวเลขการเติบโตหรอกครับ มันคือความย้อนแย้งที่สรุปไว้สั้นๆ ว่า โตแล้วแต่ยังไม่ดัง ยอดขายวิ่งไปไกลกว่าความรู้จักในหัวผู้บริโภคมาก จนปีนี้แบรนด์ต้องควักงบ 30-40 ล้านบาท ดึงวง T-Pop อย่าง PERSES มาเป็นพรีเซนเตอร์ครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งเดี๋ยวเราจะเห็นกันว่าอาการแบบนี้ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นผลข้างเคียงโดยตรงของโมเดลธุรกิจที่แบรนด์เลือกเดิน

The Business Model Canvas กางโมเดลธุรกิจ Sunshine Dairy ทั้ง 9 ช่อง

ถ้าให้จับแก่นของโมเดลนี้ไว้หนึ่งประโยคก่อนไล่ทีละกลุ่ม ผมจะบอกว่า Sunshine Dairy คือแบรนด์ที่เกิดมาพร้อมเครื่องจักรที่ติดตั้งเสร็จแล้ว เพราะแทบทุกช่องของ Business Model Canvas ตั้งแต่โรงงาน ความรู้ ไปจนถึงความสัมพันธ์กับเชนค้าปลีก ล้วนยืมมาจากสิ่งที่โทฟุซังสร้างไว้ก่อนหน้าถึง 15 ปี สิ่งที่แบรนด์ต้องทำเองจริงๆ มีแค่การหาคำตอบว่าจะเอาเครื่องจักรชุดนี้ไปวิ่งในตลาดไหนที่ใหญ่กว่าเดิม

และคำตอบที่เลือกคือนมวัว ตลาดที่ใหญ่กว่านมถั่วเหลืองหลายเท่า แถมเซกเมนต์นมโปรตีนยังโตแรงสุดในตู้แช่พอดี ทีนี้ลองมาดูกันทีละกลุ่มครับ

Value Proposition + Customer Segments ขายอะไร ให้ใคร

Sunshine Dairy business model วิเคราะห์นมโปรตีนเครือโทฟุซัง รายได้ราวครึ่งของ 1,700 ล้านใน 6 ปี เป้า 2,200 ล้าน ผ่านเลนส์ 4P 4C 4E

Value Proposition ของ Sunshine Dairy คมมากครับ คือนมไฮโปรตีนสำหรับคนธรรมดา ไม่ใช่สำหรับนักกล้าม ตัวสินค้าหลักอย่าง Sunshine Dairy High Protein ให้โปรตีน 33 กรัมต่อขวด 340 มิลลิลิตร แบบแลคโตสฟรี ไม่เติมน้ำตาลทราย พร้อมแคลเซียมและวิตามินบี 2 สูง มีกรดอะมิโนจำเป็นครบ 9 ชนิด ตามที่ Positioning รายงานไว้ ในราคา 49 บาท ที่ตั้งใจให้เป็นราคาที่ดื่มได้ทุกวัน ไม่ใช่ราคาอาหารเสริมที่ต้องคิดก่อนซื้อ

กลุ่มลูกค้าจึงกว้างกว่าภาพนักฟิตเนสที่เราคุ้นเคย ตั้งแต่คนแพ้นมวัวทั่วไปที่ต้องการนมแลคโตสฟรี คนวัยทำงานที่อยากได้โปรตีนแบบไม่ต้องชงเวย์ ไปจนถึง Gen Z และ Millennials ที่แบรนด์เพิ่งประกาศชัดว่าจะบุกผ่านแคมเปญ PERSES เรียกว่าตั้งใจเปลี่ยนนมโปรตีนจากสินค้า Niche ของคนเล่นกล้าม ให้กลายเป็นเครื่องดื่มประจำวันของทุกคน

Channels + Customer Relationships ไปถึงลูกค้าทางไหน ผูกใจยังไง

ช่องทางขายของ Sunshine Dairy คือมรดกชิ้นสำคัญสุดที่ได้จากแบรนด์แม่ครับ เพราะเส้นทางเข้า 7-Eleven ซูเปอร์มาร์เก็ต และ Modern Trade ที่โทฟุซังใช้เวลาสร้างมานานหลายปี แบรนด์ลูกเดินตามเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มพิสูจน์ตัวเองจากศูนย์ แถมยังต่อขยายไปถึงช่องทางออนไลน์อย่าง Line Shopping และ TikTok Shop ที่คุยกับคนรุ่นใหม่ได้ตรงกว่า

ส่วนการผูกใจลูกค้า แบรนด์กำลังเปลี่ยนเกียร์จากการปล่อยให้ตัวสินค้าพูดแทน มาเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ผ่านแฟนด้อม โดยแคมเปญ Sunshine Dairy Enjoy Your Daily ที่เปิดตัวเมื่อมิถุนายน 2569 เลือกสื่อสารแบบ Community First ผ่าน TikTok, Instagram และ X แทนการทุ่มซื้อสื่อแบบเดิม เพื่อให้นมโปรตีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ประจำวัน ไม่ใช่สินค้าที่ซื้อเพราะสรรพคุณอย่างเดียว

Revenue Streams + Cost Structure เงินเข้าทางไหน ออกทางไหน แล้วเหลือตรงไหน

มาถึงหัวใจของซีรีส์นี้ครับ ฝั่งเงินเข้าของ Sunshine Dairy เรียบง่ายมาก คือรายได้จากการขายนมเกือบทั้งหมด แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ขนาดและความเร็ว เพราะจากศูนย์เมื่อราว 6 ปีก่อน วันนี้แบรนด์ทำรายได้ราวครึ่งหนึ่งของ 1,700 ล้านบาท และถ้าเป้า 2,000-2,200 ล้านบาทของปี 2569 เป็นจริง ฝั่งนมวัวก็น่าจะขยับขึ้นเป็นเสารายได้หลักของบริษัทแทนน้ำเต้าหู้ที่เป็นจุดเริ่มต้นด้วยซ้ำ

ฝั่งเงินออกคือจุดที่โมเดลนี้ฉลาดสุดครับ ต้นทุนก้อนใหญ่ของธุรกิจนมคือโรงงานและระบบ Cold Chain แต่ Sunshine Dairy ไม่ต้องสร้างใหม่เลย เพราะใช้โรงงานที่สมุทรสาครร่วมกับแบรนด์แม่ ซึ่ง MarketPlus รายงานว่ามีกำลังผลิตรวมราว 1 ล้านยูนิตต่อวัน และปัจจุบันใช้ไปราว 80% การเทสินค้าใหม่เข้าไปในโรงงานเดิมแบบนี้ทำให้ต้นทุนคงที่ต่อขวดถูกลงทั้งระบบ ยิ่งผลิตเยอะยิ่งได้เปรียบ และนั่นคือเหตุผลที่แบรนด์กล้าตั้งราคา 49 บาทสำหรับโปรตีน 33 กรัม ซึ่งถูกกว่าการกินโปรตีนรูปแบบอื่นเมื่อเทียบต่อกรัม

ส่วนงบการตลาด 30-40 ล้านบาทที่เพิ่งควักออกมาปีนี้ ฟังดูเยอะ แต่คิดเป็นแค่ราว 4-5% ของรายได้ฝั่งแบรนด์เท่านั้น เรียกว่าเป็นการซื้อความดังหลังจากพิสูจน์แล้วว่าสินค้าขายได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่การเผาเงินสร้างกระแสก่อนแล้วค่อยหวังว่ายอดขายจะตามมา

Key Resources + Key Activities + Key Partners อะไรคือของที่คู่แข่งลอกยาก

Sunshine Dairy business model วิเคราะห์นมโปรตีนเครือโทฟุซัง รายได้ราวครึ่งของ 1,700 ล้านใน 6 ปี เป้า 2,200 ล้าน ผ่านเลนส์ 4P 4C 4E

ทรัพยากรหัวใจของ Sunshine Dairy คือของ 3 ชิ้นที่ยกมาจากบ้านแม่ครับ หนึ่งคือโรงงานและกำลังผลิตที่พร้อมสเกล สองคือความรู้ Food Engineering ที่โทฟุซังสะสมมา 15 ปี ซึ่งถูกเอามาต่อยอดเป็นสูตรนมแลคโตสฟรีโปรตีนสูงที่ยังรักษารสชาติให้ดื่มง่าย และสามคือความสัมพันธ์กับเชนค้าปลีกที่เปิดประตูตู้แช่ทั่วประเทศให้ตั้งแต่วันแรก

กิจกรรมหลักของแบรนด์จึงไปโฟกัสที่การออกสินค้าใหม่และการจับมือกับพาร์ตเนอร์ที่ช่วยขยายภาพแบรนด์ อย่างต้นปี 2569 ที่จับมือกับร้านไอศกรีมคราฟต์อย่าง Guss Damn Good ออกนมพาสเจอร์ไรส์รสไอศกรีม 2 รสคือ Cookies Sauce Froyo และ English Toffee ขายใน 7-Eleven ตามที่ Mini Me Insights รายงานไว้ มาจนถึงกลางปีที่ดึง PERSES มาเป็นพรีเซนเตอร์ เห็นชัดว่า Key Partners ของแบรนด์นี้ไม่ได้มีแค่เชนค้าปลีก แต่รวมถึงแบรนด์และศิลปินที่ช่วยเติมมิติทางวัฒนธรรมที่โรงงานผลิตให้ไม่ได้

ก่อนไปต่อ ผมสรุป Canvas ทั้ง 9 ช่องไว้ในตารางเดียวให้เพื่อนๆ เห็นภาพรวมกันก่อนครับ

From Model to Marketing จากโมเดลธุรกิจสู่กลยุทธ์ 4P

พอเห็นครบทั้ง 9 ช่องแล้ว เพื่อนๆ จะเห็นว่ากลยุทธ์การตลาดของ Sunshine Dairy ถูกโมเดลกำหนดมาแล้วเกือบทั้งหมดครับ โมเดลที่ต้นทุนต่อขวดต่ำเพราะแชร์โรงงานกับแบรนด์แม่ บังคับให้เกมนี้ต้องเล่นด้วย Volume คือขายให้คนจำนวนมาก ดื่มบ่อยที่สุด ไม่ใช่ขายแพงให้คนจำนวนน้อย และนั่นสะท้อนออกมาในทั้ง 4P

Product นมโปรตีนที่ถอดความเป็นอาหารเสริมออกจนหมด

สินค้าของ Sunshine Dairy ตั้งใจออกแบบให้เหมือนนมมากกว่าเหมือนเวย์โปรตีนครับ มีให้เลือกทั้งรสช็อกโกแลต บัตเตอร์สก็อตช์ สตรอเบอร์รี และรสจืด ดื่มง่าย ไม่ต้องชง ไม่ต้องคำนวณ แถมยังแตกไลน์สนุกๆ อย่างรสไอศกรีมที่ทำร่วมกับ Guss Damn Good การถอดพิธีรีตองของการกินโปรตีนออกไปแบบนี้ คือการขยายตลาดจากคนตั้งใจกิน ไปหาคนที่แค่อยากดูแลตัวเองแบบง่ายๆ

Price ราคา 49 บาทที่ทำให้โปรตีนกลายเป็นของกินทุกวัน

ราคา 49 บาทต่อโปรตีน 33 กรัมคือหมัดเด็ดของโมเดลนี้ครับ เพราะถูกพอที่จะซื้อได้ทุกวันโดยไม่ต้องคิด แต่ก็พรีเมียมพอที่จะไม่ไปแข่งสงครามราคากับนมทั่วไป ราคาระดับนี้ตั้งได้เพราะโครงสร้างต้นทุนที่แชร์กับแบรนด์แม่ตามที่เล่าไปในช่อง Cost Structure ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่แบรนด์นมโปรตีนหน้าใหม่ที่ต้องจ้างผลิตลอกตามได้ยาก

Place ยืมตู้แช่ที่แบรนด์แม่เปิดประตูไว้ให้แล้ว

Sunshine Dairy เข้าถึงตู้แช่ 7-Eleven และซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศได้เร็วผิดปกติสำหรับแบรนด์อายุ 6 ปี เพราะเดินผ่านประตูที่โทฟุซังเปิดไว้ให้ ส่วนออนไลน์ก็ตามลูกค้าไปถึง TikTok Shop และ Line Shopping แบรนด์คาดหวังยอดขายออนไลน์ช่วงแคมเปญโตถึง 300% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

Promotion จ่ายเงินซื้อความดัง หลังจากยอดขายมาก่อนแล้ว

ลำดับการทำ Promotion ของแบรนด์นี้กลับหัวกับตำราหลายเล่มครับ คือขายจนรายได้ระดับ 800 กว่าล้านก่อน แล้วค่อยลงทุนสร้าง Brand Awareness จริงจังด้วยงบ 30-40 ล้านผ่าน PERSES

ตรงนี้ผมขอยอมรับว่าตัวเองก็เคยเชื่อตามตำราว่าแบรนด์ใหม่ต้องเปิดตัวให้เสียงดังไว้ก่อน แล้วยอดขายค่อยตามมา แต่เคสแบบนี้ทำให้ต้องกลับมาคิดใหม่ เพราะที่ผ่านมา Sunshine Dairy ชนะด้วยการมีของวางอยู่ตรงหน้าในตู้แช่ที่คนเปิดทุกวันอยู่แล้ว แต่พอจะโตต่อในสเกลพันล้าน แบรนด์ต้องการให้คนตั้งใจเดินมาที่ตู้แช่เพื่อหาชื่อตัวเองด้วย ซึ่งนั่นคือช่องว่างที่งบก้อนนี้ตั้งใจไปอุด

From 4P to 4C to 4E เมื่อมองจากฝั่งลูกค้าและประสบการณ์

ทีนี้ลองพลิกมุมมองจากสิ่งที่แบรนด์ทำ ไปเป็นสิ่งที่ลูกค้ารู้สึกกันบ้างครับ หัวใจของการยกระดับจาก 4P สู่ 4C และ 4E คือของสิ่งเดียวกันจะเปลี่ยนความหมายไปตามมุมที่มอง จากสิ่งที่แบรนด์ผลิต กลายเป็นปัญหาที่หายไปจากชีวิตลูกค้า และกลายเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนใช้จริง

ใครยังไม่คุ้นกับ Framework ฝั่ง 4E แนะนำอ่านบทความ 4E 4D Marketing Strategy ของเว็บเราประกอบได้ ผมกางแผนที่รวมไว้ในตารางเดียวก่อน แล้วเราค่อยเดินไล่ทีละเส้นทางกันครับ

Product กลายเป็น Customer แล้วกลายเป็น Experience ได้ยังไง

ในมุมแบรนด์ Product ของ Sunshine Dairy คือสเปกที่แน่นมาก โปรตีน 33 กรัม แลคโตสฟรี ไม่เติมน้ำตาลทราย แต่ความจริงที่นักการตลาดต้องยอมรับคือลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อสเปกครับ สิ่งที่ลูกค้าซื้อคือปัญหาที่หายไป

การกินโปรตีนแบบเดิมมีต้นทุนแฝงเต็มไปหมด ต้องซื้อเวย์เป็นถุงใหญ่ ต้องชง ต้องล้างแก้วเชค ต้องคำนวณปริมาณ และบางคนยังรู้สึกเขินที่จะถือแก้วเชคเกอร์เข้าออฟฟิศด้วยซ้ำ พอทุกอย่างถูกย่อลงมาเหลือนมขวดหนึ่งที่กินง่ายเหมือนนมทั่วไป โจทย์ในหัวลูกค้าจึงเปลี่ยนจากจะกินโปรตีนยังไงให้ครบ เป็นแค่หยิบขวดไหนดี

และเมื่อความยุ่งยากหายไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ตอนดื่มจริงคือ Experience ของความรู้สึกว่าวันนี้ดูแลตัวเองสำเร็จแล้ว แบบไม่ต้องพยายามอะไรเลย ยิ่งแบรนด์เติมรสชาติสนุกๆ อย่างรสไอศกรีมที่ทำกับ Guss Damn Good เข้ามา การดื่มนมโปรตีนก็ขยับจากหน้าที่ที่ต้องทำ ไปเป็นความสุขเล็กๆ ประจำวันที่คนเต็มใจทำซ้ำ นี่คือบทพิสูจน์ว่า Product ที่ชนะในเลนส์ 4E ไม่ใช่ตัวที่สเปกดีสุดเสมอไป แต่คือตัวที่เปลี่ยนการดูแลตัวเองให้เป็นประสบการณ์ที่ง่ายและอร่อยได้ทุกวันครับ

Price กลายเป็น Cost แล้วกลายเป็น Exchange ได้ยังไง

ป้ายราคา 49 บาทคือสิ่งที่แบรนด์กำหนด แต่ Cost ในหัวลูกค้าไม่ได้มีแค่ตัวเลขนั้นครับ ลูกค้าคิดเป็นการเปรียบเทียบเสมอ 49 บาทเท่ากับกาแฟแก้วหนึ่งที่หลายคนซื้อทุกเช้าโดยไม่คิดอะไร แต่ได้โปรตีนราวหนึ่งในสามของที่ร่างกายต้องการทั้งวัน

และถ้าเทียบต่อกรัมโปรตีนก็ถูกกว่าการกินโปรตีนรูปแบบอื่น ที่สำคัญคือต้นทุนรวมในใจยังนับความพยายามด้วย ของที่ถูกกว่าแต่ต้องชงต้องล้าง กับของที่แพงกว่านิดหน่อยแต่จบในขวดเดียว หลายคนเลือกอย่างหลังโดยไม่ลังเลเลย

พอราคาถูกแปลงเป็นความคุ้มในหัวได้แล้ว ขั้นสุดท้ายคือ Exchange Value ที่ลูกค้ารู้สึกว่าได้แลกอะไรกลับมา ซึ่งของที่ได้ไม่ใช่นมหนึ่งขวด แต่คือความรู้สึกว่าวันนี้ได้ดูแลตัวเองแล้ว ในราคาที่จ่ายซ้ำได้ทุกวันโดยไม่เจ็บกระเป๋า

สมการนี้เป็นสมการเดียวกับที่เราเห็นในตอนโทฟุซังครับ คือสินค้าหลักสิบบาทที่ถูกซื้อซ้ำเกือบทุกวัน สร้างรายได้รวมมากกว่าสินค้าหลักพันที่ถูกซื้อปีละครั้ง ธุรกิจที่ออกแบบ Exchange ให้เติมได้ทุกวันแบบนี้ จึงโตแบบทบต้นได้โดยไม่ต้องพึ่งแคมเปญใหญ่ตลอดเวลา

Place กลายเป็น Convenience แล้วกลายเป็น Everyplace ได้ยังไง

Place ของ Sunshine Dairy คือตู้แช่ 7-Eleven และซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศที่แบรนด์แม่เปิดประตูไว้ให้ แต่ในมุมลูกค้า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ Convenience ระดับที่ไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรเลยครับ

ลูกค้าไม่ได้เดินทางไปหาสินค้า สินค้าไปดักรออยู่ในเส้นทางที่ลูกค้าเดินอยู่แล้วทุกวัน ซื้อข้าวเที่ยงก็เจอ แวะซื้อของเข้าบ้านก็เจอ ซึ่งสำหรับสินค้าที่ต้องการให้คนซื้อซ้ำเป็นนิสัย การอยู่ถูกที่แบบนี้มีค่ากว่าโฆษณาหลายเท่า เพราะทุกการเดินผ่านตู้แช่คือหนึ่งโอกาสของการตัดสินใจซื้อ

ส่วนขั้นที่สามคือ Everyplace แบรนด์กำลังตามลูกค้าออกไปนอกร้านสะดวกซื้อ ทั้ง Line Shopping, TikTok Shop และไลฟ์ของเหล่าแฟนด้อมที่ทำให้การซื้อเกิดขึ้นได้ทุกที่ที่ลูกค้าใช้เวลา ตัวเลขคาดการณ์ยอดออนไลน์ช่วงแคมเปญที่โต 300% บอกเราว่าเส้นทางนี้กำลังมา

แต่ก็ต้องพูดตรงๆ ว่ายังเป็นเส้นทางที่เพิ่งเริ่มต้นครับ วันนี้น้ำหนักหลักของแบรนด์ยังอยู่ที่ตู้แช่หน้าร้านเป็นหลัก ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่แปลว่า Everyplace ของ Sunshine Dairy ยังมีพื้นที่ให้ไปต่ออีกไกล โดยเฉพาะการเปลี่ยนคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มให้กลายเป็นจุดขายที่กดซื้อได้ทันที ไม่ใช่แค่จุดสร้างการรับรู้

Promotion กลายเป็น Communication แล้วกลายเป็น Evangelism ได้ยังไง

Promotion แบบเดิมคือแบรนด์พูดใส่ลูกค้าผ่านสื่อ แต่การเลือกวง T-Pop ที่มีแฟนด้อมเหนียวแน่นอย่าง PERSES คือการยอมรับว่าลูกค้ายุคนี้เลือกฟังจากคนที่เขาอยากฟังเองครับ Communication ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่โฆษณาที่ถูกยัดเข้าฟีด แต่เป็นคอนเทนต์ของศิลปินที่แฟนคลับตั้งใจกดเข้าไปดูเอง

ความต่างของสองอย่างนี้มหาศาล เพราะข้อความเดียวกัน ถ้ามาจากแบรนด์คนจะเลื่อนผ่าน แต่ถ้ามาจากศิลปินที่รัก คนจะหยุดดู แคปไปแชร์ต่อ และจดจำแบรนด์ในฐานะส่วนหนึ่งของโลกที่ตัวเองอยากอยู่

ขั้นสุดท้ายคือ Evangelism ที่แฟนด้อมกลายเป็นทีมการตลาดโดยไม่ต้องจ้างทีละคน วัฒนธรรมแฟนด้อมมีกลไกสนับสนุนศิลปินด้วยการซื้อสินค้าที่ศิลปินเป็นพรีเซนเตอร์ ถ่ายรูปรีวิว และปั่นยอดให้เห็นเป็นกระแสอยู่แล้ว แบรนด์แค่จ้างจุดศูนย์กลางจุดเดียว แล้วพลังงานที่เหลือหมุนต่อเอง

ซึ่งเข้าทางสินค้าขวดละ 49 บาทที่แฟนคลับสนับสนุนซ้ำได้บ่อยโดยไม่เจ็บกระเป๋าพอดี แต่ถ้าให้ประเมินตรงๆ เส้นทางนี้ของ Sunshine Dairy เพิ่งเริ่มเดินได้ไม่นานครับ ต่างจาก LA GLACE ในตอนแรกของซีรีส์ ที่ตัวสินค้าเป็นคอนเทนต์ให้คนอยากเล่าต่อเองตั้งแต่ยังไม่ทันจ้างพรีเซนเตอร์

บททดสอบจริงของแบรนด์คือหลังแคมเปญจบ แฟนด้อมจะยังเล่าเรื่องแบรนด์ต่อหรือเปล่า หรือความดังจะจางไปพร้อมสัญญาพรีเซนเตอร์ ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์จะเปลี่ยนคนที่เข้ามาเพราะศิลปิน ให้กลายเป็นคนที่อยู่ต่อเพราะสินค้าได้มากแค่ไหน

3 บทเรียนจาก Sunshine Dairy ที่ SME ไทยเอาไปใช้ได้

เคสนี้อ่านเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ที่มีโรงงานพันล้าน แต่พอถอดเป็นหลักคิดแล้ว ผมว่านี่คือหนึ่งในเคสที่ธุรกิจเล็กเลียนแบบวิธีคิดได้ง่ายที่สุดในซีรีส์นี้เลยครับ เพราะหัวใจของเรื่องไม่ใช่ขนาดของเงินลงทุน แต่คือการเลือกว่าจะยืมพลังของสิ่งที่เรามีอยู่แล้วไปทำอะไรต่อ

ผมคัดมา 3 ข้อที่คิดว่าคุ้มสุดถ้าจะหยิบไปใช้ต่อ

บทเรียนที่ 1 ขยายไปตลาดที่ใหญ่กว่า ด้วยความสามารถเดิมที่มีอยู่แล้ว

โทฟุซังไม่ได้แตกไลน์นมวัวเพราะอยากลองของใหม่ แต่เพราะเห็นว่าความสามารถที่มีอยู่แล้ว ทั้งโรงงาน เทคโนโลยีการผลิตนมพร้อมดื่ม และช่องทางขาย เอาไปวิ่งในตลาดนมวัวที่ใหญ่กว่านมถั่วเหลืองได้ทันที คล้ายกับที่เราเห็นในเคสสุกี้ตี๋น้อยที่ต่อยอดครัวกลางและระบบเดิมไปสู่โมเดลใหม่

ลองนึกภาพร้านขนมปังที่มีเตาอบว่างช่วงบ่าย แล้วใช้เตาเดิม แป้งเจ้าเดิม เปิดไลน์พิซซ่าโฮมเมดขายตอนเย็น นั่นคือ Logic เดียวกันในสเกลที่เล็กลง คำถามคือธุรกิจของเรามีกำลังผลิตหรือความรู้อะไรที่ยังใช้ไม่เต็ม แล้วตลาดไหนที่ใหญ่กว่ากำลังรอของชิ้นนั้นอยู่

บทเรียนที่ 2 แยกแบรนด์ใหม่ เมื่อของใหม่ขัดกับภาพจำของแบรนด์เดิม

ถ้าบริษัทออกนมวัวในชื่อโทฟุซัง คนคงงงว่าแบรนด์น้ำเต้าหู้มาขายนมวัวทำไม เพราะภาพจำของชื่อผูกกับถั่วเหลืองแน่นเกินไป การตั้งชื่อใหม่ว่า Sunshine Dairy จึงไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่เป็นการเคลียร์พื้นที่ในหัวลูกค้าให้ของใหม่เดินได้เต็มที่ โดยที่หลังบ้านยังแชร์ทุกอย่างร่วมกัน

ลองนึกถึงร้านหมูปิ้งเจ้าดังที่อยากขายสลัดสุขภาพ ถ้าใช้ชื่อเดิมภาพมันตีกันเอง แยกชื่อร้านไปเลยแล้วค่อยบอกว่าครัวเดียวกันจะเวิร์กกว่า ข้อแลกเปลี่ยนคือแบรนด์ใหม่ต้องสร้างความดังของตัวเองตั้งแต่ต้น ซึ่งนำมาสู่บทเรียนข้อสุดท้ายพอดี

บทเรียนที่ 3 ให้ยอดขายพิสูจน์สินค้าก่อน แล้วค่อยจ่ายเงินซื้อความดัง

Sunshine Dairy business model วิเคราะห์นมโปรตีนเครือโทฟุซัง รายได้ราวครึ่งของ 1,700 ล้านใน 6 ปี เป้า 2,200 ล้าน ผ่านเลนส์ 4P 4C 4E

Sunshine Dairy ปล่อยให้สินค้าและตู้แช่ทำงานเงียบๆ จนรายได้แตะระดับ 800 กว่าล้าน แล้วค่อยลงงบการตลาดก้อนใหญ่ครั้งแรก ลำดับแบบนี้ปลอดภัยกว่าการทุ่มงบเปิดตัวตูมตามตั้งแต่วันแรกมาก เพราะเงินทุกบาทถูกจ่ายบนสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าคนซื้อซ้ำจริง

ลองนึกภาพร้านคาเฟ่เปิดใหม่ที่เก็บเงินค่ารีโนเวตมุมถ่ายรูปไว้ก่อน เอาไปทุ่มกับคุณภาพกาแฟจนมีลูกค้าประจำ แล้วค่อยลงทุนการตลาดตอนที่มั่นใจว่าคนมาแล้วจะกลับมาอีก จากที่ผมสังเกต ธุรกิจเล็กจำนวนมากทำสลับกัน คือหมดงบไปกับความดังก่อนที่สินค้าจะนิ่ง พอคนแห่มาเจอของที่ยังไม่พร้อม ความดังนั้นกลับกลายเป็นตัวเร่งให้เจ๊งเร็วขึ้น

Leverage สรุป Business Model ของ Sunshine Dairy

ถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Leverage หรือในภาษาไทยคือ การยืมแรงส่งของสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพราะ Sunshine Dairy คือบทพิสูจน์ว่าแบรนด์ใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์

ถ้ารู้จักยืมโรงงาน ความรู้ ช่องทาง และความน่าเชื่อถือที่บ้านตัวเองสะสมไว้ แล้วเอาแรงส่งทั้งหมดไปวิ่งในตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม จากนั้นจึงค่อยเติมสิ่งเดียวที่ยืมไม่ได้ นั่นคือความดังในใจลูกค้าของตัวเอง

คำถามทิ้งท้ายให้คุณเอาไปคิดต่อกับธุรกิจตัวเองครับ ตอนนี้เรามีแรงส่งอะไรที่สะสมไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ และถ้าวันหนึ่งต้องแตกแบรนด์ที่สอง เราจะกล้าปล่อยให้ยอดขายมาก่อนความดังแบบนี้หรือเปล่า เพราะบางครั้งการเติบโตแบบเงียบๆ ก็พาธุรกิจไปได้ไกลกว่าการเปิดตัวเสียงดังอย่างไม่น่าเชื่อครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *