Sea Cleaners x JCDecaux เปิดตัว Reverse Media Schedules เปลี่ยนขยะให้เป็น Media Product ที่แบรนด์ยอมจ่ายเพื่อให้หายไป

ขยะจากบรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกค่ะ และเมื่อขยะเหล่านี้หลุดออกจากระบบจัดการไปอยู่ตามชายหาด แหล่งน้ำ หรือพื้นที่สาธารณะ ผลกระทบที่ตามมาก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องความสะอาดหรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงสิ่งที่ผู้คนมองเห็นและรับรู้จากพื้นที่รอบตัวด้วย ท่ามกลางปัญหานี้ Sea Cleaners x JCDecaux เลือกหยิบรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ติดอยู่บนขยะเหล่านั้นมามองต่อ และค่อย ๆ พัฒนาเป็นมุมคิดที่เชื่อมเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ากับโลกของ Media และ Business ได้อย่างน่าสนใจค่ะ

บทความนี้เบลล์จะพาไปดูตั้งแต่จุดเริ่มต้นของแนวคิด Reverse Media Schedules ว่าทำไมขยะที่มีโลโก้ของแบรนด์จึงถูกมองในฐานะ Media ได้ ไปจนถึงวิธีที่ทีมงานนำข้อมูลและการวัดผลเข้ามาช่วยประเมินผลกระทบ ก่อนต่อยอดไปสู่โมเดลที่ทำให้การเก็บขยะเชื่อมโยงกับคุณค่าทางธุรกิจของแบรนด์ได้จริงค่ะ

Reverse Media Schedules เมื่อการเก็บขยะสร้างคุณค่ากลับคืนสู่โลกธุรกิจ

ตามชายฝั่งและทางน้ำของนิวซีแลนด์ ขยะจากบรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งที่ Sea Cleaners พบเจอและเก็บออกจากพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องค่ะ องค์กรแห่งนี้ทำงานด้านการทำความสะอาดแหล่งน้ำมานานกว่า 23 ปี และนำขยะออกจากชายหาดและทางน้ำของประเทศไปแล้วมากกว่า 21 ล้านลิตร การทำงานตลอดช่วงเวลานี้ทำให้พวกเขาไม่ได้เห็นเพียงปริมาณขยะที่สะสมอยู่ในธรรมชาติ แต่ยังเห็นบรรจุภัณฑ์จากสินค้าหลากหลายแบรนด์ที่ติดอยู่หลังจากถูกทิ้งไปแล้วด้วย

ภาพที่พบเจอซ้ำ ๆ จากการทำงาน ถูกนำมาต่อยอดร่วมกับ JCDecaux บริษัทสื่อ Out-of-Home (OOH) ระดับโลก และทีมจาก Dentsu จนพัฒนาเป็น Reverse Media Schedules ซึ่งถูกวางให้เป็น Media Product สำหรับช่วยให้แบรนด์ทำความเข้าใจผลที่เกิดขึ้นเมื่อบรรจุภัณฑ์ของตัวเองไปปรากฏในรูปของขยะตามพื้นที่สาธารณะ โดยนำข้อมูลจากการเก็บขยะมาประกอบกับข้อมูลผู้ชมและวิธีการประเมินผลแบบที่ใช้ในวงการสื่อ เพื่อมองเห็นว่าขยะของแต่ละแบรนด์ถูกพบที่ไหน มีโอกาสผ่านสายตาผู้คนมากเพียงใด และการนำขยะเหล่านั้นออกสามารถสร้างคุณค่ากลับคืนมาได้ในระดับไหน

สำหรับ Sea Cleaners เครื่องมือนี้ยังช่วยเพิ่มอีกมิติให้กับงานที่พวกเขาทำอยู่เดิม เพราะผลของการเก็บขยะสามารถถูกอธิบายออกมาเป็นคุณค่าที่ภาคธุรกิจมองเห็นได้ชัดขึ้น พร้อมเปิดทางให้แบรนด์เข้ามาสนับสนุนเงินทุนสำหรับขยายงานทำความสะอาดชายฝั่งและทางน้ำต่อไปค่ะ

The Unwanted Ad การมองเห็นที่แบรนด์ไม่เคยเลือกและควบคุมไม่ได้

หนึ่งในรายละเอียดสำคัญของ Reverse Media Schedules อยู่ที่สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่บนบรรจุภัณฑ์หลังจากถูกทิ้งค่ะ เพราะแม้ขยะจากบรรจุภัณฑ์แต่ละชิ้นอาจหมดหน้าที่หลังจากสินค้าด้านในถูกใช้ไปแล้ว แต่บนขวด กระป๋อง หรือซองเหล่านั้นยังคงมีชื่อ สี และโลโก้ที่ทำให้ผู้คนเชื่อมโยงกลับไปหาแบรนด์ได้ทันที เมื่อบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ไปปรากฏตามพื้นที่สาธารณะ แบรนด์จึงยังคงถูกมองเห็นต่อไปพร้อมกับสภาพแวดล้อมที่ขยะชิ้นนั้นอยู่

Sea Cleaners x JCDecaux

ทีมเบื้องหลัง Reverse Media Schedules มองเห็นอีกมิติของปัญหาเพราะการพบเห็นขยะที่มี Branding ติดอยู่สามารถสร้าง Unintended Brand Impression หรือการที่ผู้บริโภคมองเห็น และรับรู้ถึงแบรนด์ผ่านบรรจุภัณฑ์ โดยที่แบรนด์ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้นค่ะ กล่าวง่าย ๆ คือ แม้แบรนด์จะไม่ได้ซื้อพื้นที่โฆษณาตรงนั้น แต่โลโก้บนขยะก็ยังพาแบรนด์ไปปรากฏต่อสายตาผู้คนได้ เพียงแต่นี่เป็น “โฆษณาที่ไม่มีแบรนด์ไหนอยากได้”

มุมมองนี้นำไปสู่แนวคิด “The World’s Worst Outdoor Ads” เพราะขณะที่ Sea Cleaners พบและนำขยะเหล่านี้ออกจากชายฝั่งและทางน้ำอยู่เป็นประจำ JCDecaux ซึ่งทำงานอยู่ในโลกของ Out-of-Home Media สามารถมองการปรากฏของโลโก้เหล่านั้นผ่านอีกกรอบหนึ่งได้ และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปัญหาขยะค่อย ๆ ถูกเชื่อมเข้ากับเรื่องของการมองเห็นแบรนด์ในเวลาต่อมา การมองเห็นบนขยะจึงไม่ได้เป็นเพียงภาพที่ดูไม่น่าพึงประสงค์เท่านั้นค่ะ คำถามถัดมาคือ การพบเห็นในลักษณะนี้ส่งผลต่อความรู้สึกและการตัดสินใจของผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน

The Cost of Being Seen การมองเห็นบนขยะที่เริ่มกระทบคุณค่าของแบรนด์

การที่โลโก้ของแบรนด์ยังปรากฏอยู่บนขยะอาจดูเป็นเพียงภาพที่ไม่น่าพึงประสงค์ค่ะ แต่เบื้องหลัง Reverse Media Schedules มีงานวิจัยที่ช่วยอธิบายเพิ่มเติมว่า การพบเห็นแบรนด์ในบริบทแบบนี้สามารถเชื่อมโยงไปถึงวิธีที่ผู้บริโภคประเมินแบรนด์และตัดสินใจซื้อได้ด้วย

หนึ่งในข้อมูลที่ทีมงานนำมาใช้ มาจากงานวิจัยที่เผยแพร่ใน Journal of Business Research และถูกนำมาตรวจสอบเพิ่มเติมให้เหมาะกับบริบทของตลาดนิวซีแลนด์โดย Nielsen ซึ่งข้อมูลที่ใช้ในแคมเปญระบุว่า เมื่อผู้บริโภคเห็นแบรนด์ปรากฏอยู่ในรูปของขยะ ความเต็มใจที่จะจ่ายให้กับสินค้าของแบรนด์นั้นลดลงประมาณ 2% ทำให้การมองเห็นที่เกิดขึ้นบนบรรจุภัณฑ์เหล่านี้เริ่มมีผลที่สามารถเชื่อมต่อไปถึงมูลค่าทางธุรกิจได้มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่น่ามองเพียงอย่างเดียวค่ะ

Nielsen ยังลงไปสำรวจผู้บริโภคจำนวน 1,000 คน ในพื้นที่ชายฝั่ง 124 แห่งของนิวซีแลนด์ เพื่อดูว่าภาพของขยะที่มีแบรนด์ติดอยู่หลงเหลืออยู่ในการรับรู้ของผู้คนมากน้อยแค่ไหน ผลสำรวจพบว่า 17.2% สามารถจดจำแบรนด์ที่เคยเห็นปรากฏเป็นขยะได้ แม้จะผ่านจากพื้นที่นั้นมาแล้วหลายวัน สะท้อนว่าชื่อและโลโก้บนบรรจุภัณฑ์ยังสามารถทิ้งร่องรอยในการจดจำได้ แม้จะปรากฏอยู่ในบริบทที่แบรนด์ไม่ได้เป็นผู้เลือกเองก็ตามค่ะ

ผลสำรวจเดียวกันพบว่า 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีแนวโน้มจะมองแบรนด์ในทางที่ดีขึ้น หากแบรนด์เข้ามาสนับสนุนการเก็บขยะ ตัวเลขนี้ช่วยขยายภาพของปัญหาไปอีกขั้น เพราะไม่ได้บอกเพียงว่าขยะสามารถส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภค แต่ยังแสดงให้เห็นว่าการเข้ามาจัดการกับปัญหาก็สามารถเชื่อมกลับไปสู่ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ได้เช่นกันค่ะ

ข้อมูลเหล่านี้จึงกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Reverse Media Schedules สามารถมองขยะที่มีโลโก้ติดอยู่ในฐานะสิ่งที่ควรถูกวัดผลได้จริง และเมื่อผลกระทบเริ่มถูกมองเห็นในระดับของการรับรู้ และพฤติกรรมของผู้บริโภค ขั้นต่อไปจึงอยู่ที่การหาวิธีประเมินว่า ขยะของแต่ละแบรนด์กำลังปรากฏอยู่ที่ไหน และมีโอกาสถูกมองเห็นมากเพียงใดค่ะ

Measuring the Mess การแปลงขยะให้เป็นข้อมูลที่วัดผลได้

เมื่อผลกระทบของ Branded Litter เริ่มมีหลักฐานรองรับ สิ่งที่ Reverse Media Schedules ทำต่อคือการนำปัญหาที่กระจายอยู่ตามพื้นที่จริงมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถวัดและเปรียบเทียบได้ค่ะ โดยการใช้ข้อมูลจาก Litter Audits หรือการสำรวจว่าขยะของแต่ละแบรนด์ถูกพบในพื้นที่ใด มาดูร่วมกับข้อมูลผู้ชมในแต่ละจุด เพื่อประเมินว่าบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นมีโอกาสผ่านสายตาผู้คนมากน้อยเพียงใด

Sea Cleaners x JCDecaux

จากนั้นข้อมูลเหล่านี้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการ Media Modelling หรือการประเมินผลด้วยหลักการเดียวกับที่วงการสื่อใช้วิเคราะห์พื้นที่และการมองเห็น ทำให้ขยะไม่ได้ถูกนับเพียงเป็นจำนวนชิ้นหรือน้ำหนักอีกต่อไป แต่สามารถถูกมองในแง่ของ Location, Visibility และ Exposure ได้ด้วยว่า ขยะของแบรนด์ใดปรากฏในจุดไหน จุดนั้นมีคนผ่านมากแค่ไหน และมีโอกาสสร้างการมองเห็นให้กับแบรนด์มากเพียงใดค่ะ

นอกจากนี้ ระบบยังช่วยระบุพื้นที่ที่พบขยะของแบรนด์ในระดับสูง พร้อมเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่นในกลุ่มสินค้าเดียวกัน และนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประเมินมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการนำขยะออกจากพื้นที่ค่ะ ฝั่งแบรนด์สามารถติดตามข้อมูลผ่าน Dashboard และ Reporting Tools เพื่อเห็นภาพของปัญหาในระดับพื้นที่และใช้ประกอบการตัดสินใจได้ชัดขึ้น

สิ่งที่ระบบทำคือการนำหลักคิดของ Media Schedule มาใช้ย้อนกลับ จากเดิมที่ใช้วางแผนว่าควรนำแบรนด์ไปปรากฏตรงไหน กลายเป็นการทำความเข้าใจว่าแบรนด์กำลังถูกพบเห็นในรูปของขยะอยู่ที่ไหน และการนำขยะออกจากพื้นที่เหล่านั้นสามารถสร้างคุณค่ากลับมาได้อย่างไรค่ะ

Pay to Disappear แบรนด์เริ่มลงทุนเพื่อลดการมองเห็นที่ไม่ต้องการ

เมื่อข้อมูลจาก Reverse Media Schedules ทำให้ขยะที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ถูกมองในมิติของ Media ได้ชัดขึ้น ขั้นต่อมาคือการเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นแรงสนับสนุนที่กลับไปช่วยงานของ Sea Cleaners โดยตรงค่ะ แบรนด์สามารถเข้ามาลงทุนในโปรเจกต์ และเงินที่ได้รับจะถูกนำไปช่วยขยายการทำความสะอาดชายฝั่งและทางน้ำให้เดินหน้าต่อได้ในวงกว้างขึ้น

Sea Cleaners x JCDecaux

แนวคิดของโปรเจกต์จึงถูกวางให้เป็น Media Product ที่แบรนด์จ่ายเงินเพื่อให้ตัวเอง “หายไป” เพราะเงินที่ใช้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่โฆษณาหรือสร้างการมองเห็นให้มากขึ้น แต่เชื่อมกับการลดการปรากฏของบรรจุภัณฑ์ที่มีแบรนด์ติดอยู่ในบริบทของขยะ และช่วยนำสิ่งเหล่านี้ออกจากพื้นที่สาธารณะ

สำหรับภาคธุรกิจ เงินก้อนนี้จึงเริ่มมีความหมายมากกว่าการสนับสนุนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมทั่วไป เพราะข้อมูลจากระบบช่วยให้เห็นได้ชัดขึ้นว่าปัญหาที่กำลังเข้าไปจัดการเกี่ยวข้องกับแบรนด์ของตัวเองอย่างไร ขณะเดียวกัน Sea Cleaners ก็สามารถนำผลจากงานที่ทำอยู่มาอธิบายในภาษาที่ธุรกิจเข้าใจ และสร้างเหตุผลให้แบรนด์เข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น

From Model to Market โมเดลที่เริ่มทำงานในโลกธุรกิจจริง

หลังจาก Reverse Media Schedules ถูกเปิดตัวในนิวซีแลนด์ แนวคิดนี้ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทดลองวัดผลค่ะ เพราะมีแบรนด์อย่าง Heineken, Export และ Monteith’s เข้ามาลงทุนในระบบ พร้อมสนับสนุนเงินทุนที่ช่วยให้ Sea Cleaners สามารถขยายการทำความสะอาดชายฝั่งและทางน้ำได้มากขึ้น การมีแบรนด์เข้าร่วมตั้งแต่ช่วงแรกจึงทำให้โมเดลที่ถูกออกแบบขึ้นเริ่มถูกนำไปใช้กับปัญหาจริง และเชื่อมข้อมูลจากพื้นที่กลับไปสู่การลงมือแก้ไขได้โดยตรง

การตอบรับยังขยายไปถึงวงการโฆษณาและความคิดสร้างสรรค์ระดับโลกด้วยค่ะ ในเดือนมิถุนายน 2026 Reverse Media Schedules ได้รับ Silver Lion จาก Cannes Lions ในหมวด Creative B2B: Market Disruption พร้อมได้รับการเสนอชื่อในหมวด Targeting & Engagement และ Creative Strategy – Product / Services รวมถึงเป็นหนึ่งใน 18 ผลงานทั่วโลกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Titanium Lion

การได้รับการยอมรับในหลายหมวดสะท้อนลักษณะของโปรเจกต์ที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่ง เพราะตัวระบบประกอบขึ้นจากทั้งงานด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูล การวัดผลสื่อ และการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ ซึ่งทั้งหมดถูกนำมาเชื่อมอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน และยังมีศักยภาพที่จะนำแนวคิดลักษณะนี้ไปต่อยอดนอกนิวซีแลนด์ได้ในอนาคตค่ะ

สรุป Sea Cleaners x JCDecaux เปิดตัว Reverse Media Schedules เปลี่ยนขยะให้เป็น Media Product ที่แบรนด์ยอมจ่ายเพื่อให้หายไป

Reverse Media Schedules ช่วยให้เราเห็นว่าขยะหนึ่งชิ้นยังสร้างผลต่อเนื่องได้อีกหลายด้าน ทั้งในด้านดีและไม่ดี แม้จะหมดหน้าที่ในฐานะสินค้าไปแล้วค่ะ เพราะขยะที่ถูกเก็บออกจากชายฝั่งและทางน้ำไม่ได้มีความหมายแค่กับสิ่งแวดล้อม แต่ยังเชื่อมกลับไปถึงแบรนด์ที่ปรากฏอยู่บนบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นด้วย

แนวคิดนี้ช่วยให้ Sea Cleaners มีช่องทางสร้างแรงสนับสนุนจากภาคธุรกิจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดขยะที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่สาธารณะ และทำให้แบรนด์เห็นว่าการเข้ามามีส่วนร่วมกับปัญหาสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงและส่งต่อประโยชน์กลับไปยังทั้งสังคมและธรรมชาติได้ค่ะ

Source, Source, Source

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *