กลยุทธ์ McDonald’s ใช้ Social-Driven Insight เปลี่ยนพฤติกรรมคนรักซอสให้กลายเป็นแคมเปญ Here for the Sauce

เวลาพูดถึง McDonald’s ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ หรือไก่ทอด แต่สำหรับลูกค้าบางกลุ่ม สิ่งที่ทำให้มื้อหนึ่งครบจริง ๆ กลับเป็นถ้วยซอสเล็ก ๆ ที่วางอยู่ข้างกันค่ะ ถึงขั้นที่บางคนขอเพิ่มหรือพกซอสรสโปรดติดตัวไปกินที่อื่น เพราะสำหรับพวกเขา ซอสไม่ได้เป็นเพียงของจิ้ม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีกิน McDonald’s ไปแล้ว พฤติกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของ Here for the Sauce แคมเปญที่แบรนด์หยิบความคลั่งซอสของแฟน ๆ มาต่อยอดเป็น กลยุทธ์ บทความนี้เบลล์จะพาทุกคนไปถอดเบื้องหลังว่าอะไรทำให้แคมเปญนี้น่าสนใจในมุมการตลาดค่ะ

Here for the Sauce ซอสขอเป็นพระเอกของมื้อนี้

Here for the Sauce เป็นแคมเปญของ McDonald’s UK & Ireland ที่ทำร่วมกับ Leo UK พร้อมเปิดตัวซอสใหม่ 3 รส ได้แก่ Korean BBQ, Ranch และ Hot Honey ค่ะ แต่แทนที่จะเริ่มต้นการสื่อสารด้วยการเล่าว่าซอสแต่ละรสมีอะไรพิเศษ แบรนด์กลับหยิบความสัมพันธ์ที่แฟน ๆ มีต่อซอสมาเป็นแกนหลักของแคมเปญ

กลยุทธ์ McDonald’s
รูปภาพจาก: LBBOnline

เพราะจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงบน Social มีทั้งคนที่เก็บซอสไว้หลายถ้วย เลียซอสจากฝา หรือแม้กระทั่งพกซอส McDonald’s ติดตัวเวลาเดินทาง จนสะท้อนให้เห็นว่า สำหรับแฟนบางคน ซอสไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงส่วนเสริมของมื้ออาหารอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาตั้งใจมากินด้วยซ้ำค่ะ

รูปภาพจาก: LBBOnline

McDonald’s จึงนำพฤติกรรมเหล่านี้มาต่อยอดเป็นแคมเปย พร้อมขยับบทบาทของซอสจากของที่เคยอยู่ข้างเมนูหลัก ให้กลายเป็นจุดเด่นที่ถูกพูดถึงตลอดทั้งแคมเปญ ไม่ว่าจะเป็นหนังโฆษณา OOH คอนเทนต์บน Social ไปจนถึง Activation ที่ชวนแฟน ๆ เข้ามามีส่วนร่วมค่ะ

Consumer Insight เมื่อพฤติกรรมบน Social กลายเป็นจุดตั้งต้นของ Here for the Sauce

จุดเริ่มต้นของ Here for the Sauce มาจากการสังเกตพฤติกรรมของแฟน McDonald’s ที่เกิดขึ้นจริงบนโซเชียลค่ะ เพราะเมื่อมองตามฟีด จะพบว่าคนมีวิธีแสดงความชอบซอสแตกต่างกันไป พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้แบรนด์เห็นว่าสำหรับแฟนบางกลุ่ม ซอสมีความหมายมากกว่าการเป็นของจิ้มที่มากับอาหาร แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่พวกเขาผูกพันและมีวิธีกินในแบบของตัวเองค่ะ

กลยุทธ์ McDonald’s
รูปภาพจาก: LBBOnline

McDonald’s จึงนำพฤติกรรมที่พบมาใช้เป็นวัตถุดิบของแคมเปญโดยตรง ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม ช่องทาง Social ของแบรนด์ถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่รวบรวมและขยายพฤติกรรมของเหล่า Sauce Lovers พร้อมหยิบโมเมนต์ที่เกิดขึ้นจริงมาสร้างเป็นคอนเทนต์ แทนที่จะพูดถึงซอสใหม่ผ่านรสชาติหรือส่วนผสมเพียงอย่างเดียวค่ะ หนึ่งในตัวอย่างคือ Sweet Curry Suitcase ที่ต่อยอดมาจากการเห็นแฟน ๆ พกซอส McDonald’s ไปเที่ยว แบรนด์จึงนำพฤติกรรมนี้มาขยายแบบเล่นใหญ่ ด้วยการสร้างกระเป๋าเดินทาง Limited Edition รูปทรงเหมือนถ้วย Sweet Curry Sauce ขนาดยักษ์

ซึ่งช่องทางโซเชียลในแคมเปญนี้ไม่ได้ถูกใช้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับกระจายคอนเทนต์เท่านั้นค่ะ มันยังทำหน้าที่เหมือนพื้นที่ที่แบรนด์ใช้สังเกตว่าแฟน ๆ กำลังสร้างพฤติกรรมและความหมายบางอย่างรอบซอสของแบรนด์อย่างไร เมื่อพฤติกรรมที่เคยเกิดขึ้นแยกกันถูกนำมาร้อยรวมไว้ภายใต้ Here for the Sauce ภาพของ Sauce Lovers จึงชัดขึ้น และช่วยให้แคมเปญมีน้ำเสียงที่มาจากแฟนจริง ๆ มากกว่าการนิยามคนรักซอสขึ้นมาจากฝั่งแบรนด์เองค่ะ

One Flavor, Many Moments ขยายหนึ่งรสชาติ ให้เข้าไปอยู่ได้ในหลายช่วงเวลาของการกิน

ถ้า Here for the Sauce จะบอกว่าซอสคือ Main Event จริง งานสื่อสารก็ต้องทำให้คนรู้สึกแบบนั้นตั้งแต่เห็นภาพแรกค่ะ ในหนังโฆษณา เสียงบรรยายพยายามพาคนดูไปสนใจเมนูไก่ แต่กล้องกลับเบนไปหาถ้วยซอสอยู่เรื่อย ๆ จนเหมือนคนถ่ายเองก็สนใจซอสมากกว่าอาหารตรงหน้า มุกนี้เลยช่วยทำให้คนดูเข้าใจทันทีว่า สำหรับแคมเปญนี้ ซอสต่างหากที่เป็นพระเอก โดยไม่ต้องพูดตรง ๆ ว่า “Sauce is the Main Event” เลยค่ะ

พอมาอยู่บน OOH วิธีเล่าก็ยิ่งตรงขึ้นอีก McDonald’s เลือกวางถ้วยซอสไว้กลางภาพแบบเต็ม ๆ จนสิ่งที่เราคุ้นเคยว่าเป็นของที่ต้องอยู่ข้างนักเก็ตหรือเฟรนช์ฟรายส์ กลับมีพื้นที่ยืนของตัวเองขึ้นมาจริง ๆ และยิ่งมี Hot Honey, Korean BBQ และ Ranch เปิดตัวพร้อมกัน ภาพของซอสในรอบนี้ก็เลยไม่ได้ผูกอยู่กับเมนูใดเมนูหนึ่ง

กลยุทธ์ McDonald’s

โดยเฉพาะรส Hot Honey ที่ถูกนำไปคิดหลายเมนูแบบจริงจัง ทั้ง McCrispy, Sausage & Egg McMuffin, Double Sausage & Egg McMuffin, Mozzarella Dippers และยังไปถึง Mini McFlurry ซึ่งขายผ่านแอปด้วย ที่แปลกไปกว่านั้น Hot Honey Mini McFlurry ยังมีที่มาจาก flavour hack ที่พนักงาน McDonald’s เคยลองกันเอง ก่อนจะถูกทำออกมาเป็นเมนูจริง และซอสก็ยังเสิร์ฟแยกมาให้ลูกค้าเทเองตามชอบอีกด้วย กรณีนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่า McDonald’s กำลังลองให้รสชาติเป็นตัวนำเกม การเริ่มตั้งต้นจากซอสแล้วค่อยจินตนาการต่อว่ามันจะไปคอลแลบกับอะไรได้อีก ทำให้เราได้เห็นว่าหนึ่งรสชาติสามารถต่อยอดไปได้ไกลแค่ไหนค่ะ

Shared Brand Story เปิดพื้นที่ให้คนรักแบรนด์เข้ามาช่วยเล่าเรื่อง

พอแคมเปญเริ่มเดินจริง McDonald’s ก็ไม่ได้ปล่อยให้ Here for the Sauce เป็นเรื่องที่แบรนด์เล่าอยู่ฝ่ายเดียวค่ะ แต่ค่อย ๆ เปิดพื้นที่ให้คนรักซอสเข้ามามีบทบาทในหลายจังหวะของแคมเปญ ตั้งแต่ Social, Creator Content ไปจนถึงพื้นที่จริง

รูปภาพจาก: LBBOnline

หนึ่งในตัวอย่างคือ Sweet Curry Suitcase กระเป๋าเดินทาง Limited Edition รูปถ้วย Sweet Curry Sauce ขนาดใหญ่ ซึ่งถูกนำไปทำคอนเทนต์ร่วมกับ Luke Hamnett ซึ่งเป็น Content Creator ที่เป็น Sauce Superfan อยู่แล้ว พอของชิ้นนี้ไปอยู่ในมือของคนที่อินกับซอสจริง ๆ เรื่องราวก็ถูกเล่าต่อด้วยน้ำเสียงและคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน ทำให้คอนเทนต์มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น และยังช่วยขยายภาพของเหล่า Sauce Lovers ให้ชัดขึ้นด้วยค่ะ

กลยุทธ์ McDonald’s
รูปภาพจาก: LBBOnline

แบรนด์ยังพาเรื่องออกจากหน้าจอไปที่ The Sauce Stop ใน Manchester พื้นที่ที่จัดขึ้นเพื่อคนรักซอสโดยเฉพาะ ทั้งบรรยากาศและกิจกรรมถูกออกแบบให้ผู้คนเข้ามาเล่นกับความชอบของตัวเองได้จริง รวมถึง Sauce Customisation ที่เปิดให้แต่ละคนสร้างประสบการณ์กับซอสในแบบของตัวเอง จึงให้ความรู้สึกคล้ายพื้นที่นัดพบของคนที่อินเรื่องเดียวกัน มากกว่าจะเป็นเพียงจุดจัดกิจกรรมของแบรนด์ค่ะ

สรุป กลยุทธ์ McDonald’s ใช้ Social-Driven Insight เปลี่ยนพฤติกรรมคนรักซอสให้กลายเป็นแคมเปญ Here for the Sauce

เคสของ McDonald’s ในแคมเปญ “Here for the Sauce” ได้สะท้อนให้เห็นถึงความฉลาดในการประยุกต์ใช้ Insight จากพฤติกรรมจริงของผู้บริโภค และกลยุทธ์ Product Reframing เพื่อข้ามผ่านกรอบการสื่อสารแบบเดิมๆ แบรนด์ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการโปรโมตเมนูหลัก หรือเน้นแค่การขายรสชาติใหม่ในถ้วยเดิม ๆ เสมอไป ในทางกลับกันแบรนด์สามารถใช้วิธีพลิกมุมมองและเปิดให้รสชาติเป็นตัวนำเกม

การผสมผสานระหว่าง Social-Driven Insight ที่หยิบยกความอินของแฟน ๆ มาต่อยอด ร่วมกับการขยายรสชาติให้มีลูกเล่นที่หลากหลายยังช่วยสร้างประสบการณ์ร่วมให้กับผู้บริโภค ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าเป็นคนร่วมเล่าเรื่องราวและสร้างความหมายใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์อย่างแท้จริงค่ะ

Source, Source, Source

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *