influencer-marketing-when-influencers-drive-a-sales-surge-but-the-business-doesnt-grow-alongside-it

Influencer Marketing เมื่อ Influencer ทำยอดขายพุ่ง แต่ไม่ได้ทำให้ธุรกิจโตไปพร้อมกัน

ทุกวันนี้ Influencer Marketing กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่แทบทุกแบรนด์ใช้กันครับ เพราะในปัจจุบันที่คนใช้เวลาอยู่บน Social มากขึ้น ถ้าแบรนด์เราไม่สามารถโดดเด่นได้ด้วยตัวเราเองก็ต้องอาศัย Creator ในการช่วยพาแบรนด์เข้าไปอยู่ในสายตาของคน ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวสินค้า ทำคลิป Viral เปิด Live หรือใช้ Fandom เข้ามาสร้างแรงกระเพื่อมให้ยอดขายเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งหลายครั้งมันก็ได้ผลดีมากจนสินค้าขายหมด คนพูดถึงเต็ม Social และทำให้แบรนด์รู้สึกว่าธุรกิจมันกำลังโตอย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่น่าคิดต่อคือ ถ้าวันหนึ่งเราหยุดจ่ายค่า Influencer กระแสบน Social ยอดขายเหล่านั้นจะยังอยู่กับเราหรือเปล่า เพราะบางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนการเติบโต อาจเป็นเพียงช่วงเวลาที่ธุรกิจกำลังเติมแรงเข้าไปมากขึ้นเรื่อย ๆ และทันทีที่หยุดออกแรง ทุกอย่างก็กลับมาใกล้จุดเดิมอีกครั้งครับ

เนื้อหานี้ผมได้รับฟังมาจาก Session “กลยุทธ์รับศึก ‘ขายดีแต่เสี่ยงตาย’: A Capability Framework for Effortless & Scalable Business” ภายในงาน Digital SME Conference Thailand 2026 ซึ่งได้พูดคุยโดย สิริลักษณ์ กิ่งก้าน Head of Creator Growth / AnyMind และ มนัสนันท์ เมธีศิลปวณิช Founder & MD / Brandbiz Group โดย Session นี้ชวนกลับมามองอีกด้านของการทำ Influencer Marketing และ Affiliate Marketing ว่า หลังจาก Campaign จบและยอดขายเกิดขึ้นแล้ว ธุรกิจกำลังเหลืออะไรไว้ให้ตัวเองบ้าง ตั้งแต่ Data, Strategy, System, Community ไปจนถึงความสามารถที่จะทำให้ธุรกิจโตต่อได้โดยไม่ต้องกลับมาเริ่มจากศูนย์ทุกครั้งครับ

เวลาพูดถึงการเติบโตของธุรกิจ เรามักเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าก่อนครับ อยากให้คนรู้จักมากขึ้นก็ใช้ Influencer Marketing เพิ่ม อยากได้ยอดก็อัด Promotion อยากสร้างกระแสก็ทำ PR หรือถ้า Campaign เดิมเริ่มเงียบ ก็คิด Campaign ใหม่แล้วเติมเงินเข้าไปอีกครั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้ผิดไปทั้งหมดครับ เพราะธุรกิจก็ต้องใช้ Effort เพื่อสร้างผลลัพธ์อยู่แล้ว แต่คำถามสำคัญคือ หลังจากใช้แรงเหล่านั้นไปแล้วองค์กรได้อะไรกลับมานอกจากยอดขาย ถ้าทำ Campaign หนึ่งครั้งแล้วมีลูกค้าใหม่เข้ามา เรารู้จักลูกค้าคนนั้นมากขึ้นไหม ถ้าเคยทำงานกับ Creator หลายสิบคน เรารู้แล้วหรือยังว่าคนแบบไหนขายสินค้าเราได้จริง ถ้าเคยลอง Promotion หลายรูปแบบ เรารู้หรือเปล่าว่าแบบไหนทำให้คนซื้อโดยที่ธุรกิจยังเหลือกำไร หรือถ้าทีมเคยเจอปัญหาหน้างานมาแล้วหลายครั้ง สิ่งที่เรียนรู้ได้ถูกเปลี่ยนเป็น Process ที่คนอื่นนำไปใช้ต่อหรือยัง

Influencer Marketing

เพราะถ้าทำมาสิบ Campaign แต่ครั้งที่สิบเอ็ดก็ยังต้องกลับมาหาคนใหม่ ซื้อ Reach ใหม่ แก้ปัญหาเดิม ๆ และเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างใหม่อีกครั้ง สิ่งที่โตขึ้นอาจมีเพียงจำนวนเงินที่เราใช้ครับ ตรงนี้จึงทำให้เห็นความต่างระหว่าง Effort กับ Capability ค่อนข้างชัด เพราะ Effort คือแรงที่เราเติมเข้าไปเพื่อสร้างผลลัพธ์ในครั้งนั้น แต่ Capability คือสิ่งที่ยังอยู่กับองค์กรหลังจากงานจบ ไม่ว่าจะเป็น First-party Data, Strategy ที่แม่นขึ้น, System, Process หรือความสัมพันธ์กับลูกค้าและ Creator ที่สามารถนำกลับมาใช้ต่อได้

สำหรับผมแล้ว จุดที่น่าสนใจคือ ปัญหาของหลายธุรกิจอาจไม่ใช่การใช้ Influencer หรือการวิ่งตามกระแส แต่คือเรากำลังโตอยู่บนขาของคนอื่นมากเกินไปหรือเปล่า ลูกค้าอยู่บน Platform ของคนอื่น Reach อยู่กับ Influencer คนอื่น Community อยู่กับคนอื่น และทุกครั้งที่อยากกลับไปหาคนเหล่านั้น เราต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงยอดใหม่อีกครั้ง ธุรกิจที่ยอดขายเพิ่มขึ้นจึงอาจกำลังโตในเชิงตัวเลข แต่ธุรกิจที่ผ่านทุก Campaign แล้วรู้จักลูกค้ามากขึ้น มีระบบดีขึ้น และทำงานครั้งต่อไปง่ายกว่าเดิมต่างหากที่กำลังสร้างขาของตัวเองให้แข็งแรงขึ้นครับ

อีกจุดบอดที่เกิดขึ้นง่ายมากในยุค Social Commerce คือ เราเริ่มมองความสำเร็จผ่านสิ่งที่เกิดขึ้นเร็วครับ คลิป Viral ยอดวิวสูง คนพูดถึงเต็ม Feed หรือเปิดขายแล้วสินค้าหมดภายในเวลาไม่นาน ทั้งหมดเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามที่สำคัญที่สุดว่าลูกค้าที่เข้ามาในวันนี้จะกลับมาหาเราอีกหรือเปล่า เพราะเส้นทางจริงไม่ได้จบเพียง Reach แล้ว Purchase แต่ต้องไปให้ถึง Re-purchase ครับ และแต่ละช่วงก็ใช้เหตุผลในการตัดสินใจไม่เหมือนกัน

Influencer Marketing

ถ้าแบรนด์ต้องการเข้าถึงคนจำนวนมาก Mass Influencer Marketing สามารถช่วยสร้าง Reach ได้เร็ว แต่พอจะเปลี่ยนจากคนเห็นให้กลายเป็นคนซื้อ หลายครั้งเราต้องเติม Promotion เข้าไปอีก ลดราคา แจก Code หรือทำข้อเสนอให้แรงพอจนคนรู้สึกว่าควรกดซื้อตอนนี้ ยอดขายจึงสามารถพุ่งขึ้นได้ในเวลาไม่นาน แต่พอกลับมาดู P&L เราต้องถามต่อว่า หลังหักส่วนลด ค่าคอมมิชชัน ค่า Creator ค่า Platform และต้นทุนอื่น ๆ แล้ว Margin ที่กลับมาหาธุรกิจจริง ๆ เหลือเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายเหตุผลพื้นฐานที่ทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ได้อาจง่ายกว่าที่คิด คือกำไรที่ได้ไม่สามารถ Cover ต้นทุนที่ธุรกิจต้องแบกรับครับ ยอดขายหนึ่งล้านจึงไม่ได้มีความหมายว่ามันดี ถ้าจะได้ยอดนั้นมาต้องใช้เงินเกือบทั้งหมดเพิ่มทุ่มแลกมา

อีกด้านหนึ่งคือการใช้ Fandom ซึ่งมี Mechanic ต่างออกไป แฟนคลับอาจซื้อสินค้าเพื่อสนับสนุนคนที่ตัวเองชอบโดยไม่จำเป็นต้องมี Promotion แรงเหมือนการขายให้ Mass แต่การซื้อครั้งแรกก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายครับ สิ่งที่ต้องดูต่อคือ Product ของเรา Match กับชีวิตของคนกลุ่มนั้นจริงหรือเปล่า ถ้าเป็นของที่เขาใช้อยู่แล้ว ครั้งแรกเขาอาจเข้ามาเพราะ Fandom แต่หลังจากทดลองแล้วสินค้าสามารถอยู่ต่อในชีวิตของเขาได้ การซื้อครั้งแรกก็มีโอกาสเดินไปถึง Re-purchase แต่ถ้าสินค้ากับคนไม่ Match กัน ต่อให้วันเปิดตัวขายได้หมด ยอดนั้นก็อาจจบลงพร้อมกับกระแสเหมือนกันครับ

เวลาทำ Influencer Marketing หลายแบรนด์อาจเริ่มจากคำถามว่า ใครกำลังดัง ใครมี Follower เยอะ หรือใครสามารถสร้าง Reach ได้มากที่สุด แต่ก่อนเลือก Magnet เราอาจต้องตอบให้ได้ก่อนว่า เราต้องการดึงใครเข้ามา และหลังจากเข้ามาแล้วอยากให้เขาทำอะไรต่อ เพราะ Magnet ที่แรงที่สุดไม่ได้แปลว่าเหมาะกับธุรกิจที่สุด ถ้าเป้าหมายคือ Mass เราอาจต้องการคนจำนวนมาก แต่ต้องคิดต่อว่าคนเหล่านั้นจะ Convert ด้วยอะไร ต้องใช้ Promotion แรงแค่ไหน และหลังจากหักต้นทุนทั้งหมดแล้ว Campaign ยังเหลืออะไรกลับมาให้ธุรกิจบ้าง ส่วนถ้าเป้าหมายคือ Fandom ก็ไม่ควรมองแค่ขนาดของด้อม แต่ต้องมองว่าความสนใจและ Lifestyle ของคนกลุ่มนั้นเชื่อมกับสินค้าของเราจริงแค่ไหน

Influencer Marketing

จุดหมายจึงไม่ใช่การทำให้คนซื้อให้ได้ในครั้งแรกเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบตั้งแต่ต้นว่า คนที่ถูกดึงเข้ามามีโอกาสกลายเป็นลูกค้าของแบรนด์จริง ๆ แค่ไหน เพราะคนหนึ่งอาจซื้อเพราะโปร คนหนึ่งอาจซื้อเพราะชอบ Creator แต่อีกคนซื้อเพราะหลังจากรู้จักสินค้าแล้วพบว่ามันเป็นสิ่งที่เข้ากับชีวิตของตัวเองจริง ๆ และคนกลุ่มสุดท้ายนี่เองที่มีโอกาสอยู่กับแบรนด์ต่อหลัง Magnet หายไปแล้วครับ

อีกแกนหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือ การสร้างแบรนด์ในวันนี้อาจต้องมองสามเรื่องไปพร้อมกัน ได้แก่ Brand, Tribe และ Tech โดย Brand คือสิ่งที่คนรับรู้ว่าเราเป็นใคร นึกถึงเราแบบไหน และเชื่อใจเราด้วยเหตุผลอะไร ส่วน Tribe คือกลุ่มคนที่มีความสนใจ ความชอบ หรือความรู้สึกร่วมบางอย่าง ซึ่งแบรนด์สามารถเข้าไปสร้างความสัมพันธ์ได้มากกว่าการเป็นเพียงคนที่เห็นโฆษณา ขณะที่ Tech คือสิ่งที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์เหล่านั้นให้ไม่หายไปหลังจบ Campaign และทำให้แบรนด์เริ่มเรียนรู้จากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง

Influencer Marketing

อย่าง Grab แม้ตัวแบรนด์จะมีความแข็งแรงและคนรู้จักอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้หยุดอยู่แค่การมี Brand Power เพราะมีการสร้างกิจกรรมอย่าง GrabFood MegaSale แล้วเชื่อมกับ Fandom และ Community เพื่อให้คนไม่ได้เพียงเห็นแบรนด์ แต่มีเหตุผลเข้ามามีส่วนร่วม ก่อนพากลับไปสู่พื้นที่ที่สามารถใช้งานซ้ำได้ ฝั่งนายอินทร์ก็ไม่ได้มีเพียงร้านหนังสือหรือเว็บไซต์ แต่สร้างกิจกรรมกับคนรักหนังสือให้เกิด Community และ Engagement ก่อนใช้ LINE Microsite, Membership และ Gamification เข้ามาช่วยต่อความสัมพันธ์เหล่านั้น ขณะที่ Atlanta ก็ใช้แนวคิดใกล้เคียงกัน โดยมี Brand เป็นจุดตั้งต้น สร้าง Fandom Activation และ Community Engagement แล้วใช้ Technology ช่วยเชื่อมคนกลับมาอยู่ในระบบที่แบรนด์สามารถเรียนรู้และดูแลต่อได้

สิ่งที่ทั้งสามกรณีทำให้เห็นคล้ายกันคือ Tribe ไม่ได้มีค่าเพียงเพราะมีคนมารวมกันเยอะครับ ถ้าวันนี้เราทำ Influencer Marketing แล้วพาคนหนึ่งหมื่นคนเข้ามาหาแบรนด์ แต่หลังจาก Campaign จบเราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่รู้ว่าใครซื้อ ไม่รู้ว่าใครชอบอะไร และไม่มีทางกลับไปพูดคุยกับเขาโดยไม่ต้องซื้อ Reach ใหม่ ความสัมพันธ์จำนวนมากก็ยังคงอยู่บนขาของคนอื่นเหมือนเดิม Tech จึงไม่ได้เข้ามาเพราะทุกแบรนด์ต้องมี Technology เยอะที่สุด แต่เข้ามาเพื่อช่วยเปลี่ยนคนที่เคยเป็นเพียง Traffic ให้เริ่มกลายเป็นคนที่แบรนด์รู้จักครับ

อีกเรื่องที่หลายแบรนด์อาจเผลอเอามารวมกันคือ Influencer Marketing กับ Affiliate Marketing ครับ เพราะทั้งคู่ใช้ Creator และทั้งคู่สามารถพาคนมาซื้อสินค้าได้ แต่สิ่งที่ Creator แต่ละกลุ่มต้องการ รวมถึงสิ่งที่แบรนด์ควรคาดหวังจากเขาไม่ได้เหมือนกัน Influencer เหมาะกับการสร้าง Brand Perception เล่าเรื่อง หรือทำให้คนเข้าใจ Key Message บางอย่าง เพราะสิ่งที่แบรนด์กำลังซื้อไม่ได้มีแค่ Conversion แต่รวมถึงพื้นที่ ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการ Storytelling ของ Creator คนนั้นด้วย บางงานจึงยังต้องมี Fixed Fee เพราะถ้าแบรนด์ต้องการควบคุม Message และวิธีเล่าบางส่วน การหวังให้ Creator ทำทุกอย่างจากค่าคอมมิชชันเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์

Influencer Marketing

แต่ Affiliate Marketing มองสินค้าอีกแบบหนึ่งครับ คนปักตะกร้าต้องคิดว่าสินค้านี้ขายได้ไหม Commission เท่าไหร่ Audience ของตัวเองมีโอกาสกดซื้อแค่ไหน และถ้าต้องเลือกระหว่างสินค้าหลายตัว ทำไมพื้นที่นั้นต้องถูกใช้กับสินค้าของเรา การออกแบบ Mechanic จึงมีตั้งแต่การเปิด Open Plan ให้ Creator เข้ามาร่วมได้กว้างขึ้น การใช้ Targeted Plan เพื่อเลือกคนที่เหมาะกับ Product มากขึ้น ไปจนถึง TAP รวมถึง Commission Top-up และ Incentive เพื่อ Reward Creator หลังจากเริ่มแสดง Performance ให้เห็น ซึ่งเป้าหมายไม่ควรจบอยู่ที่การหาคนมาปักตะกร้าให้เยอะที่สุด แต่ต้องค่อย ๆ เปลี่ยน Creator ที่กระจัดกระจายอยู่ข้างนอก ให้กลายเป็นคนที่แบรนด์รู้จัก ติดต่อกลับได้ และสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องได้

นอกจากนี้การหา Creator ก็ไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับ Category ของสินค้าเสมอไป ถ้าเราขายผ้าอ้อมเด็ก ไม่ได้แปลว่าต้องแย่งกันอยู่เฉพาะ Creator ที่ขายผ้าอ้อมอยู่แล้ว คนที่ทำ Content เรื่องอาหารเด็ก ของใช้เด็ก หรือชีวิตครอบครัวก็อาจมี Audience ที่เชื่อมกับสินค้าของเราได้เหมือนกัน คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าใครเคยขายสินค้าประเภทนี้ แต่คือใครมีความสัมพันธ์กับคนที่มีโอกาสใช้สินค้าของเราจริง และเมื่อมองแบบนี้ Influencer Marketing กับ Affiliate Marketing จึงไม่ได้แทนกัน แต่มีหน้าที่ต่างกันและสามารถทำงานร่วมกันได้ ถ้าแบรนด์รู้ตั้งแต่แรกว่าแต่ละคนถูกดึงเข้ามาเพื่อสร้างอะไรครับ

เวลาเห็นแบรนด์อื่นเปิดตัวแล้วดังมาก มันง่ายที่จะตั้งเป้าว่าเราอยากทำให้ได้แบบนั้นครับ จ้าง Creator ตัวใหญ่ เตรียม Live ครั้งใหญ่ เติม Media แล้วหวังว่าการเปิดตัวครั้งแรกจะต้องเปรี้ยง แต่บางครั้งสิ่งที่ทำให้ Campaign ไปไม่ถึงเป้ากลับเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างคนเข้ามาใน Live จำนวนมากแล้วตะกร้าสินค้าหายเพราะติดข้อจำกัดของ Platform หรือ Influencer Marketing ทำหน้าที่สร้าง Demand ได้สำเร็จแล้ว แต่สินค้ากลับหมดจนไม่สามารถรับยอดที่กำลังเข้ามาได้ทั้งหมด

เรื่องเหล่านี้ฟังเหมือนปัญหาหน้างานครับ แต่จริง ๆ แล้วกำลังสะท้อนว่า ความสามารถในการสร้าง Demand กับความสามารถในการรองรับ Demand ต้องโตไปพร้อมกัน ไม่มีประโยชน์ที่หน้าบ้านจะเก่งมาก ถ้าหลังบ้านรับโอกาสที่ถูกส่งเข้ามาไม่ไหว ก่อนมอง Case ของคนอื่นแล้วตั้งเป้าว่าอยากทำให้ดังแบบนั้น เราจึงต้องย้อนกลับมาดู Business Readiness ของตัวเองด้วย ทั้ง Stock, Operations, Customer Service, Technology รวมถึงรายละเอียดและข้อจำกัดของ Platform ที่กำลังใช้ เพราะธุรกิจบางรายไม่ได้เจอปัญหาในวันที่ขายไม่ได้ แต่ปัญหาเริ่มโผล่ออกมาในวันที่ขายได้มากกว่าที่ระบบของตัวเองรองรับ และยิ่ง Campaign ใหญ่ขึ้น จุดอ่อนเล็ก ๆ หลังบ้านก็ยิ่งถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นตามไปด้วยครับ

ถ้ามองย้อนกลับไปทั้งหมด จะเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Influencer Marketing, Affiliate Marketing, Promotion หรือ Platform ตัวใดตัวหนึ่งครับ แต่คือธุรกิจสามารถเอาสิ่งที่เกิดขึ้นจากเครื่องมือเหล่านี้กลับมาเป็นของตัวเองได้มากแค่ไหน ซึ่งตรงนี้นำมาสู่ OASIS Framework ที่ชวนกลับมาดูห้าเรื่อง เริ่มจาก

O — Own ว่าลูกค้าและความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นมาเป็นขององค์กรแล้วหรือยัง ถ้าคนซื้อจากเราวันนี้ ครั้งหน้าเราสามารถกลับไปพูดคุยกับเขาได้เอง หรือยังต้องซื้อ Reach ผ่าน Platform และ Creator เพื่อให้เจอกันอีกครั้ง ต่อมาคือ

A — Analyze เมื่อมี Data แล้ว เรารู้อะไรจากลูกค้าจริง ๆ บ้าง รู้ไหมว่าใครซื้อ ใครกลับมาซื้อซ้ำ หรืออะไรทำให้เขาตัดสินใจ หรือข้อมูลทั้งหมดยังเป็นเพียงตัวเลขที่ไม่ได้ช่วยให้เรารู้จักคนมากขึ้น

S — Serve คือเมื่อรู้จักลูกค้ามากขึ้นแล้ว เรานำความเข้าใจนั้นกลับไปดูแลเขาได้ดีขึ้นหรือยัง ไม่ว่าจะเป็น Product, Service, Communication หรือประสบการณ์ที่ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการมากกว่าเดิม ส่วน

I — Institutionalize คือสิ่งที่คนในองค์กรเรียนรู้ถูกเปลี่ยนเป็นระบบหรือยัง ถ้าวันหนึ่งคนสำคัญลาออก วิธีทำงาน ความรู้ หรือวิธีแก้ปัญหาจะยังอยู่กับบริษัท หรือหายออกไปพร้อมกับคนคนนั้น

S — Scale คือเมื่อธุรกิจโตขึ้น เราจำเป็นต้องเพิ่มคน เพิ่มงบ และเพิ่มแรงตามยอดขายแบบหนึ่งต่อหนึ่งหรือไม่ ถ้ายอดเพิ่มสองเท่าแล้วทุกอย่างต้องเพิ่มสองเท่าตาม ธุรกิจอาจกำลังใหญ่ขึ้น แต่ยังไม่ได้เกิด Capability ที่ช่วยให้ Scale ได้จริง

สิ่งที่ OASIS กำลังชวนดูจึงไม่ใช่แค่ว่าเราทำ Marketing เก่งพอหรือยัง แต่คือแต่ละเรื่องกำลังอยู่ตรงไหนระหว่างการพึ่งคนอื่นกับการกลายเป็นขององค์กร เพราะเมื่อ Own, Analyze, Serve, Institutionalize และ Scale เริ่มเชื่อมต่อกัน สิ่งที่เคยต้องออกแรงทำใหม่ทุกครั้งก็เริ่มกลายเป็น Self-Sustaining Growth หรือการเติบโตที่มีความสามารถขององค์กรรองรับอยู่ข้างใต้ Campaign หนึ่งอาจจบลง แต่ Data ที่ได้ไม่ควรหาย ความสัมพันธ์กับ Creator ไม่ควรกลับไปเริ่มจากศูนย์ Process ที่ทีมเรียนรู้ไม่ควรหายไปพร้อมกับคน และลูกค้าที่เคยซื้อจากเราก็ไม่ควรกลับไปเป็นคนแปลกหน้าทันทีที่ Campaign จบครับ

สุดท้ายแล้ว ปัญหาของ Influencer Marketing อาจไม่ได้อยู่ที่ Influencer หรือ Affiliate Marketing แต่คือธุรกิจกำลังใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อสร้างยอดขายเพียงครั้งเดียว หรือกำลังใช้เพื่อสะสมบางอย่างของตัวเอง เพราะยอดขายสามารถทำให้เรารู้สึกว่าธุรกิจกำลังแข็งแรงได้ง่าย วันนี้คลิปดัง ยอดพุ่ง ของหมด คนพูดถึงเต็ม Feed ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปในทางที่ดี แต่ถ้าพรุ่งนี้อยากได้ผลลัพธ์แบบเดิมแล้วต้องกลับไปซื้อ Reach ใหม่ หาคนใหม่ อัดโปรใหม่ และเริ่มเรียนรู้ลูกค้าใหม่ทั้งหมด ธุรกิจก็อาจยังไม่ได้แข็งแรงขึ้นตามยอดที่เห็น

คำถามที่น่าคิดต่อหลังจบ Campaign จึงอาจไม่ใช่แค่ว่า Influencer Marketing รอบนี้ทำยอดได้เท่าไหร่ แต่คือหลังจากเงิน คน และเวลาที่ใส่ลงไปทั้งหมดแล้ว เราเหลืออะไรไว้กับตัวเองบ้าง ได้รู้จักลูกค้ามากขึ้นไหม มี Creator ที่สามารถทำงานกันต่อได้หรือเปล่า มี Data ที่ช่วยให้ตัดสินใจครั้งหน้าดีขึ้นหรือยัง และมี System ที่ทำให้ธุรกิจไม่ต้องออกแรงเท่าเดิมทุกครั้งที่อยากโตหรือไม่ เพราะบางทีธุรกิจที่โตได้ไกลอาจไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างกระแสเก่งที่สุด แต่คือธุรกิจที่ทุกครั้งที่กระแสผ่านเข้ามา สามารถเปลี่ยนบางส่วนของมันให้กลายเป็นความสามารถของตัวเองได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

สวัสดีครับผม “น้ำเย็น” น้องใหม่การตลาดวันละตอน ตอนนี้ทำงานเป็น Junior Marketing content creator & Data insight researcher ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับบ ^^

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *