แล้วยิ่งวันนี้เรามี Channel ช่องทางติดต่อสื่อสารกับลูกค้ามากมาย ไหนจะเว็บ แอป โซเชียลมีเดีย ช่องทางการแชท อีเมล แล้วไหนลูกค้าจะมีทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน๊ตบุ๊ค ไอแพด มือถือ เรียกได้ว่าเราอยู่ในยุคของ Multi device มากๆ ยิ่งทำให้ยากจะตามได้ทันว่าตกลงคนที่แจ้งเขามาว่ามีปัญหานั้นเป็น User ช่องทางใดของเรา
ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ของฝั่งแบรนด์ ไม่ว่าจะ Marketer หรือ Customer service หรือแม้แต่ Sales agent เองก็ตาม เพราะเมื่อประกอบ Customer data ที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกันไม่ได้ว่าคนที่กำลังแชทคุยกับเราอยู่ หรือส่งเรื่องมาแจ้งว่ากำลังติดปัญหาอยู่นั้นเป็นใคร ก็ยากที่จะแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ทันใจ พาลให้ Customer experience ตกลงไปอีก
แต่ปัญหานี้ยังไม่จบแค่นั้น เพราะถ้าเป็นแค่นี้คุณสามารถอ่านจากเคสการใช้ CDP เพื่อประกอบ Customer journey เข้าด้วยกันก็ได้ จากเคสก่อนหน้า (กดอ่านที่นี่) แต่ Case study บทความนี้จะทวีความซับซ้อนขึ้นไปอีกระดับ เพื่อให้คุณเห็นภาพว่าการประกอบ Customer data ที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกันจะช่วยยกระดับธุรกิจคุณไปได้อีกขนาดไหน
Case Study การใช้ CDP หรือ Customer Data Platform วันนี้ยังคงมาจาก Segment แต่เป็นเคสของธุรกิจ SaaS หรือที่เรียกว่า Software as a Service ที่ชื่อว่า Frame.io ที่เป็นโปรแกรมหรือระบบการทำงานร่วมกันของสายงานตัดต่อวิดีโอ ตั้งแต่คนตัดต่อ เอเจนซี่ นักการตลาด ลูกค้า นักคอมเมนต์ ร่วมกับโปรแกรมตัดต่อที่หลากหลาย คุณคงนึกภาพความซับซ้อนหลายระดับออกใช่ไหมครับ
Device ที่หลากหลาย
User ที่หลากหลาย
Channel ที่หลากหลาย (แอป เว็บ แชท)
Program ที่ทำงานด้วยที่หลากหลาย (Premier, After Effect หรือ Final เป็นต้น)
เท่านี้ก็พอจะเห็นความซับซ้อนของ Customer Data ที่บอกถึงความวุ่นวายของ Customer journey ขั้นสุด
Case นี้จะไม่ใช่แค่การประกอบดาต้าของลูกค้าคนเดียวแบบเคสก่อนๆ แต่จะเป็นการประกอบ Party Data ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ซึ่งถ้าทำเองด้วยมือรับรองว่าอ้วกแตก ดังนั้นยิ่งธุรกิจเรามีความซับซ้อนมากเท่าไหร่ การลงทุนเรียนรู้ใช้ CDP จะยิ่งทวีความสำคัญมากเท่านั้น ถ้าพร้อมแล้วมาอ่านกันต่อเลยดีกว่าครับ
จะแก้ปัญหาได้ ต้องรู้ปัญหาก่อน
จากเดิมเวลาผู้ใช้งานของ Frame.io แจ้งปัญหาเข้ามาแล้วกว่าทีมงานจะแก้ปัญหาให้ได้ ฝ่าย Customer support ต้องประสานงานขอฝั่ง Engineer ให้ช่วยดึงดาต้า log การใช้งานของ user คนนั้นขึ้นมาดูทีละคนทุกครั้ง เพื่อประเมินว่าปัญหาจริงๆ ของผู้ใช้อยู่ตรงไหน ดูว่าติดอยู่ตรงไหนหลังจากแจ้งเรื่องเข้ามา
ส่วนทีม Data ที่ต้องคอยดึงดาต้าให้ทีมอื่นก็สามารถไปโฟกัสกับงานที่สำคัญได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโมเดลใหม่ๆ หรือทำ Analytic หา Hypothesis ใหม่ๆ ทั้งหมดนี้ย่อมส่งผลให้ธุรกิจคุณมีโอกาสค้นพบ New S Curve จากการทำ Data Monetization อย่างแน่นอน