เพื่อแก้ปัญหานี้ Heineken ได้เปิดตัวแคมเปญ “Bar De Change” ด้วยการพลิกโฉมบูธแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Bureau de Change) ตามสนามบินนานาชาติ ให้กลายเป็น “บูธแลกเปลี่ยนเบียร์”
วิธีการคือ แบรนด์เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถซื้อเบียร์ล่วงหน้าในราคาเท่ากับประเทศบ้านเกิดผ่านระบบคูปองดิจิทัล (Digital Voucher) เริ่มนำร่องที่สนามบินหลักในแอฟริกาใต้และไนจีเรีย เมื่อแฟนบอลเดินทางไปถึงปลายทาง ก็สามารถนำคูปองนี้ไปสแกนรับเบียร์ที่บาร์พาร์ตเนอร์ได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม พร้อมกันนี้ยังจับมือกับเอเจนซี MSL South Africa และอินฟลูเอนเซอร์ ทำคอนเทนต์รีวิวการแลกเบียร์จริงในต่างแดนแบบ Real-Time เพื่อกระตุ้นกระแสบนโซเชียลมีเดีย
กลยุทธ์ Heineken ดึงพลัง Commitment Bias ในแคมเปญการตลาด Bar De Change
FacebookFacebookXXLINELineในช่วงที่ Generative AI เริ่มเข้ามามีบทบาทกับงานโฆษณามากขึ้น หลายแบรนด์อาจหยิบเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อช่วยลดเวลาในการผลิต หรือเพิ่มจำนวนคอนเทนต์ให้ทำได้เร็วขึ้นค่ะ แต่สำหรับ Asahi Super Dry การใช้ กลยุทธ์ AI ในแคมเปญ The Infinite Can ถูกพาไปไกลกว่านั้น เพราะแบรนด์ไม่ได้ต้องการแค่สร้างงานให้ได้มากขึ้น แต่ต้องการทำให้ “ความไม่ซ้ำ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ผู้คนได้รับจากตัวโฆษณาเอง เบื้องหลังแคมเปญนี้จึงมีทั้งแนวคิดของแบรนด์ งานศิลปะ และเทคโนโลยีที่ถูกนำมาเชื่อมเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจค่ะ วันนี้เบลล์เลยอยากพาทุกคนไปดูว่าแบรนด์ออกแบบแคมเปญอย่างไร และการใช้ Generative AI ครั้งนี้สามารถต่อยอดจากเครื่องมือสร้างคอนเทนต์ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Brand Experience ได้อย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ Seek What Is Unique เมื่อ “ความแตกต่าง” กลายเป็นแกนใหม่ของ Asahi Super Dry ก่อนจะมาถึง The Infinite Can ต้องย้อนกลับไปที่ Brand Platform ของ Asahi Super […]