กลยุทธ์ Co-opetition ที่เปลี่ยนคู่แข่งกลายเป็นพันธมิตรพร้อม 3 ตัวอย่างจากแบรนด์ระดับโลก

ในโลกการแข่งขันทางการตลาด เรามักมองว่าคู่แข่งคือศัตรูที่ต้องเอาชนะให้ได้แต่ “การร่วมมือกับคู่แข่ง” กลับเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังยิ่งกว่าค่ะ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างแบรนด์ Adidas จับมือ Allbirds เพื่อพัฒนารองเท้าที่มีคาร์บอน Footprint ต่ำที่สุด หรือ Burger King จับมือ KFC ออกเมนูร่วมกันเพื่อต่อกรคู่แข่งอย่าง McDonald’s ความร่วมมือแบบนี้เรียกว่า Strategic Brand Collaboration หรือ กลยุทธ์ Co-opetition (Cooperation + Competition) ซึ่งกำลังกลายเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่หลายแบรนด์ทั่วโลกใช้ในการสร้างความโดดเด่น ขยายฐานลูกค้า วันนี้เราจะมาคุยกันว่าทำไมแบรนด์ถึงยอมวางคู่แข่งลงเพื่อจับมือกันและ Co-opetition แบบนี้ได้ผลจริงไหม มาลองวิเคราะห์ไปพร้อมกันค่ะ 

ทำไม กลยุทธ์ Co-opetition Strategy ถึงมีประโยชน์

ก่อนจะไปดูเคสจริงเรามาดูเหตุผลสำคัญว่าทำไมการร่วมมือกับคู่แข่งโดยตรงถึงเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่ากว่าที่คิดค่ะ

1) Shock Factor สร้าง PR แบบไม่ต้องซื้อสื่อ

เมื่อคู่แข่งจับมือกันคือเหตุการณ์ที่ ไม่คาดคิด ซึ่งทำให้สื่ออยากนำเสนอและกลายเป็น Earned Media จำนวนมหาศาลโดยที่แบรนด์แทบไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา ที่สำคัญ Earned Media ยังน่าเชื่อถือกว่าเพราะผู้บริโภครู้ว่ามาจากข่าวไม่ใช่แคมเปญโฆษณา

2) Shared Expertise รวมจุดแข็งทำให้สินค้าดีขึ้น

เมื่อแต่ละแบรนด์นำความเชี่ยวชาญของตัวเองมารวมกัน ผลลัพธ์ที่ได้มักดีกว่าการทำคนเดียวค่ะ เช่น Sony x Philips พัฒนา CD หรือ Apple x IBM ร่วมสร้าง PowerPC ในโลก Consumer Goods การรวมความเชี่ยวชาญแบบนี้ทำให้เกิดสินค้าที่แก้ปัญหาดีกว่าและมีนวัตกรรมจริงค่ะ

3) Real Commitment พิสูจน์ความจริงใจต่อสังคม

การยอมร่วมมือกับคู่แข่งเพื่อทำสิ่งดีร่วมกัน เช่น ลดคาร์บอนหรือสร้างมาตรฐานที่ยั่งยืนคือสัญญาณของความมุ่งมั่นที่แท้จริงค่ะ ไม่ใช่ PR Stunt เพราะต้องยอมสละผลประโยชน์บางส่วนเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่านี่คือหลักของการกระทำที่มีต้นทุนสูงมักสร้างความเชื่อถือได้มากกว่าการพูดเฉย ๆ

1.Adidas x Allbirds – Futurecraft.Footprint

แบรนด์ Adidas และแบรนด์กีฬาอื่นๆ ต้องเผชิญกับแบรนด์เฉพาะทางน้องใหม่ที่กำลังมาแรง แบรนด์เหล่านี้แย่งส่วนแบ่งการตลาดทั้งในด้าน Sport Performance และ Fashion-Led Sales ซึ่ง Allbirds เป็นหนึ่งในแบรนด์เหล่านั้นที่โดดเด่นด้วยรองเท้าที่เน้น Comfort-First และ Sustainability ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญค่ะ ถึงแม้ว่า Allbirds จะเป็น Challenger Brand ที่กำลังช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจาก Adidas แต่นั่นไม่ได้ทำให้ Adidas ลังเลที่จะร่วมมือในปี 2021 เพื่อสร้างรองเท้าที่มีคาร์บอน Footprint ต่ำสุดค่ะ

กลยุทธ์ Co-opetition

Futurecraft Innovation Lab ของ Adidas ร่วมมือกับ Allbirds เพื่อคิดทุกอย่างตั้งแต่ต้นไม่ว่าจะเป็น วัสดุที่ใช้ กระบวนการผลิต และบรรจุภัณฑ์ ผลลัพธ์คือ Futurecraft.Footprint รองเท้าวิ่งที่มีคาร์บอน Footprint เพียง 2.94kg CO2e ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปอยู่ที่ 10-15kg 

2.KFC x Burger King – The BFF Burger

แม้ว่า Burger King ที่เน้นเบอร์เกอร์และ KFC ที่เน้นไก่ทอดจะไม่ได้แข่งขันกันโดยตรงในแง่ของ Core Product แต่พวกเขาก็ต่างแข่งขันกันในระดับ Category และ Share of Stomach การที่ทั้งสองแบรนด์ร่วมมือกันในฝรั่งเศสเพื่อสร้าง The BFF Burgers (BFF = Best Friends Forever หรือ Burger Fried Friend) 

The BFF Burgers วางจำหน่ายทั่วประเทศฝรั่งเศสโดยทั้งสองเบอร์เกอร์ใช้สูตรเดียวกันแต่มีความแตกต่างคือ Burger King Version ใช้เนื้อวัวย่างไฟซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Burger King ส่วน KFC Version ใช้ไก่ทอดกรอบซึ่งเป็นจุดขายหลักของ KFC เป็นเวลาหลายวันก่อนการเปิดตัว ร้าน Burger King โชว์แก้ว ถัง และที่รองจาน KFC ในขณะที่ร้าน KFC โชว์บรรจุภัณฑ์ของ Burger King อย่างตลกขบขันแล้วจึงประกาศเมนูนี้ออกมา

กลยุทธ์ Co-opetition

3.Burger King – Peace Day Burger

ในปี 2015 Burger King เสนอแนวคิดรวมพลังกับ McDonald’s เพื่อสร้าง McWhopper เบอร์เกอร์ที่ผสมผสานลักษณะเด่นของทั้ง Big Mac และ Whopper เพื่อขายในวันเดียวและนำรายได้ไปสนับสนุนองค์กร Non-Profit Peace One Day ซึ่งเป็นการทำเพื่อการกุศลไม่ใช่เพื่อกำไร

Burger King ไม่ได้แค่เสนอด้วยวาจา แต่ทำ Full-Page Ads ในหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ อย่างเป็นทางการค่ะ แต่น่าเสียดายที่ McDonald’s เลือกไม่ร่วมมือโดยโพสต์ข้อความบน Facebook ของ CEO ว่าความร่วมมือที่ดีกว่าคือการทำงานร่วมกันในทุกวัน ไม่ใช่แค่วันเดียวและชวนไปทำโครงการอื่นแทน

กลยุทธ์ Co-opetition

จากนั้น Burger King ไม่ได้ยอมแพ้ ขยายข้อเสนอไปยังคู่แข่งรายอื่นๆ ในวงการ Fast Food อย่าง Denny’s Wayback Burgers Krystal และ Giraffas ในที่สุด Burger King ก็ทำ The Peace Day Burger สำเร็จค่ะ โดยเป็นเบอร์เกอร์ที่รวมลักษณะเด่นจากทั้ง 5 แบรนด์เข้าด้วยกัน

ข้อควรระวังและความท้าทายของ กลยุทธ์ Co-opetition

แม้ Co-opetition จะเป็นกลยุทธ์ที่สร้างแรงกระเพื่อมได้มาก แต่ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่แบรนด์ต้องคำนึงถึงเช่นกัน เริ่มจาก Brand Dilution หากจับมือกันมากเกินไปจนผู้บริโภคแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร จึงจำเป็นต้องเลือกพาร์ตเนอร์ที่เติมเต็มกัน และรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจน

ด้านข้อมูลและเทคโนโลยี การแชร์ Proprietary Knowledge มีความเสี่ยงต่อการแข่งขันในอนาคต จึงต้องมีข้อตกลงเรื่อง IP ที่ชัดเจน ขณะเดียวกันการทำงานร่วมกันของสององค์กรที่มีวัฒนธรรมต่างกันก็ทำให้กระบวนการซับซ้อนขึ้น ต้องมีโครงสร้างบริหารและการสื่อสารที่รัดกุม

ผู้บริโภคเองก็อาจตั้งคำถามว่าการร่วมมือเป็นเพียง PR Stunt หรือไม่ หากไม่มีผลลัพธ์จริงให้พิสูจน์ และยังเสี่ยงต่อการได้ประโยชน์ไม่เท่ากันระหว่างแบรนด์ใหญ่–แบรนด์เล็ก ดังนั้น Co-opetition จะได้ผลเมื่อถูกออกแบบให้ Win-Win โปร่งใส และมีคุณค่าที่จับต้องได้สำหรับทุกฝ่ายค่ะ

บทสรุป ส่อง 3 ตัวอย่างจาก กลยุทธ์ Co-opetition ที่เปลี่ยนคู่แข่งกลายเป็นพันธมิตร

จากที่เราดูเคสแบรนด์ต่างๆมาเห็นว่า กลยุทธ์ Co-opetition ไม่ได้ขัดกับการแข่งขันแต่เป็นกลยุทธ์ที่พิสูจน์ว่าการแข่งและการร่วมมือสามารถอยู่ร่วมกันได้ขึ้นอยู่กับบริบทและเป้าหมายที่ต้องการ เมื่อแบรนด์เลือกจับมือในสิ่งที่เติมเต็มกันไม่ใช่ซ้ำกันก็สามารถสร้างนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์และคุณค่าที่ดีกว่าการทำงานคนเดียว นอกจากนี้ความร่วมมือที่มีเจตนาจริงใจไม่ใช่เพื่อ PR ยังช่วยยืนยัน Authenticity ของแบรนด์ได้อย่างทรงพลังในยุคที่ผู้บริโภคจับตาดู Greenwashing มากขึ้นค่ะ

สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ลงมือทำแต่รวมถึงการเล่าเรื่องที่ชัดเจน บริบทที่ถูกต้องและจุดยืนที่ยังคงอยู่ซึ่งจะช่วยสร้าง Long-term Brand Equity มากกว่ายอดขายระยะสั้นและทำให้ความร่วมมือกลายเป็น Cultural Moment ที่คนพูดถึงและจดจำได้จริงค่ะ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการจับมือกันมี Intent ที่แท้จริงและออกแบบมาให้ Win-Win กับทุกฝ่าย

ผู้เขียนเชื่อว่า กลยุทธ์ Co-opetition คือหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของยุคนี้แต่ต้องใช้ด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่เพราะเทรนด์หรือทำตามใคร สิ่งที่ชอบที่สุดคือความกล้าที่จะท้าทายกติกาเดิม ๆ และการใช้คู่แข่งเป็นกระจกสะท้อนตัวเองแต่ถ้าใช้พร่ำเพรื่ออาจหมดความพิเศษไปได้เหมือนกันค่ะ ยังไงก็อยากชวนให้ทุกคนมองการแข่งขันแบบใหม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นเกมแพ้ชนะเสมอไปแต่อาจเป็นโอกาสสร้าง Impact ที่ใหญ่กว่าและถ้าวันหนึ่งแบรนด์ไหนมีการ Co-opetition เจ๋ง ๆ ก็อย่าลืมมาเล่าให้ผู้เขียนฟังด้วยนะคะ สนุกมากกก><

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ และสามารถอ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่

อุ๋มอิ๋ม Marketing Content Creator และ Data Insight Researcher ของการตลาดวันละตอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *