ถอดรหัสการตลาด Visa เมื่อแบรนด์การเงินระดับโลกปั้นน้องวีเป็น Brand Icon พร้อมเลือกไทยเป็นประเทศแรกที่เปิดตัว Visa Destinations ในระดับประเทศ

รู้มั้ยครับว่ามาสคอตหมีดำแก้มแดงอย่าง Kumamon จากจังหวัด Kumamoto ประเทศญี่ปุ่น สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ภูมิภาคของตัวเองไปแล้วมากกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 40,000 ล้านบาท (คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 33.8 บาทต่อดอลลาร์ ณ ปลายเดือนกรกฎาคม 2026) ตามข้อมูลจาก บทวิเคราะห์ของ Wolff Olins ตัวเลขนี้ยืนยันว่าคาแรคเตอร์ตัวเดียว ถ้าออกแบบและดูแลถูกวิธี ไม่ใช่แค่ตุ๊กตาน่ารักประดับแบรนด์ แต่คือทรัพย์สินทางธุรกิจที่สร้างรายได้จริงให้ทั้งพื้นที่

หนึ่งในคำถามที่ผมเจอบ่อยเวลาไปบรรยายให้ทีมการตลาดฟังคือ แบรนด์เราควรลงทุนสร้างคาแรคเตอร์ของตัวเองไหม และยิ่งไทยมีปรากฏการณ์น้องเนย Butterbear คำถามนี้ก็ยิ่งถี่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ล่าสุดแบรนด์ที่ตอบคำถามนี้ได้น่าสนใจที่สุดกลับไม่ใช่แบรนด์ขนมหรือคาเฟ่ แต่เป็นแบรนด์การเงินระดับโลกอย่าง Visa ที่ส่งมาสคอตชื่อ น้องวี (Nong Vee) ลงมาเดินทักทายผู้คนอยู่กลางย่านทรงวาด ย่านเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังฮอตที่สุดย่านหนึ่งของกรุงเทพฯ ผ่านแคมเปญ Feel So Thai ไท๊ ไทย with Visa ที่ทรงวาด ภายใต้แพลตฟอร์ม Visa Destinations ประเทศไทย

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสการตลาด Visa กันครับ ว่าทำไมแบรนด์ที่ให้บริการอยู่ในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ถึงเลือกประเทศไทยเป็นสนามแรกของโลกสำหรับโปรแกรมระดับประเทศ ทำไมต้องมีน้องวี และนักการตลาดอย่างเราจะเรียนรู้อะไรจากวิธีคิดชุดนี้ไปใช้ต่อได้บ้าง

The Country-Level Bet: ทำไม Visa เลือกไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่ได้ Visa Destinations ระดับประเทศ

ถอดรหัสการตลาด Visa

คำตอบสั้นๆ คือประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ Visa ขยายโปรแกรม Visa Destinations เข้ามา และเป็นประเทศแรกของโลกที่โปรแกรมนี้ถูกนำมาใช้ครอบคลุมทั้งประเทศ จากเดิมที่ Visa เคยทำโปรแกรมลักษณะนี้ในระดับเมืองเท่านั้น โดยความร่วมมือครั้งนี้ Visa จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ครอบคลุม 8 จุดหมายหลักคือ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา อุดรธานี สมุย หัวหิน และหาดใหญ่

ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็นไทย ตัวเลขอธิบายได้ดีกว่าคำพูดครับ เพราะปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 33 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.7 ล้านล้านบาท ตามข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และข้อมูลของ Visa เองก็ระบุว่าไทยยังคงเป็นจุดหมายที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2025 โดยมากกว่า 2 ใน 3 ของยอดใช้จ่ายนักท่องเที่ยวขาเข้ามาจากนักเดินทางในเอเชียแปซิฟิกด้วยกันเอง

แต่มุมที่ผมว่านักการตลาดควรมองให้ลึกกว่าตัวเลขคือ Positioning ครับ การเลือกทำระดับประเทศแทนระดับเมือง คือการที่ Visa กำลังขยับบทบาทตัวเองจากบริษัทเครือข่ายบัตรชำระเงิน ไปเป็นเพื่อนร่วมทางของนักเดินทาง Travel Companion ที่อยู่กับผู้ใช้ตั้งแต่วางแผนทริป จองที่พัก ไปจนถึงจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวริมทาง เมื่อแบรนด์อยู่ในทุกช่วงของการเดินทางแบบนี้ Visa ก็ไม่ได้แข่งแค่เรื่องรูดผ่านง่ายอีกต่อไป แต่แข่งเรื่องการเป็นแบรนด์ที่นักท่องเที่ยวนึกถึงก่อนใครเวลาคิดถึงคำว่าเที่ยวไทย

The Vee Family: กลยุทธ์ Brand Icon หนึ่งแพลตฟอร์ม ที่ Localize ให้ต่างกันในแต่ละประเทศ

ถอดรหัสการตลาด Visa

หัวใจของแคมเปญนี้ไม่ใช่ป้ายโฆษณา แต่คือคาแรคเตอร์ครับ ข้อมูลจาก Visa ระบุว่า Vee คือแพลตฟอร์ม Brand Icon ระดับภูมิภาคของ Visa ที่ถูกนำไปปรับให้เข้ากับแต่ละประเทศ อย่างญี่ปุ่นมี Vee Chan เกาหลีมี Kim Ko Vee ส่วนประเทศไทยคือ น้องวี ที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งบุคลิก น้ำเสียง ภาษา อารมณ์ขัน ไปจนถึงลักษณะการเสพสื่อของคนไทย และในแคมเปญนี้น้องวียังได้รับบทเป็นทูตการท่องเที่ยวไทย ทำหน้าที่ไกด์แสนซนพาทุกคนไปรู้จักอาหาร ภาษา และไลฟ์สไตล์แบบไทยๆ ทั่วย่านทรงวาด

จุดที่ผมชอบคือวิธีคิดแบบนี้ตรงกับหลักการ Brand Localization การปรับแบรนด์ให้เข้ากับท้องถิ่น ที่การตลาดวันละตอนเคยเล่าผ่านเคสการตั้งชื่อซีรีส์ Netflix ในแต่ละประเทศ คือไม่ได้แปลแค่คำ แต่แปลความรู้สึก น้องวีเลยไม่ใช่ Vee เวอร์ชันเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นคาแรคเตอร์ที่เกิดมาเพื่อคนไทยตั้งแต่ต้น แม้กระทั่งคำว่า น้อง ที่นำหน้าชื่อ ก็เป็นวัฒนธรรมการเรียกที่บอกความเอ็นดูแบบที่มีแต่คนไทยเข้าใจ

ถ้าถามว่าทำไมแบรนด์การเงินต้องมีมาสคอต ลองคิดแบบนี้ครับ บริการชำระเงินเป็นหมวดที่จับต้องยาก ลูกค้าไม่ได้ตื่นมารักแบรนด์บัตรของตัวเอง ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่จบที่คำว่าใช้ได้ ไม่มีปัญหา ซึ่งแปลว่าไม่มีความผูกพันอะไรเลย คาแรคเตอร์จึงเป็นตัวเชื่อมทางอารมณ์ที่ทำให้แบรนด์นามธรรมกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยิ้มให้ ถ่ายรูปด้วยได้ และเอ็นดูได้ อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยถอดไว้ในบทความ 10 ไอเดียเพิ่ม Brand Awareness ว่า Mascot Marketing คือไอเดียที่ปังที่สุดในไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะตัวการ์ตูนคือ Brand Ambassador ที่ไม่มีข่าวฉาว ไม่เรียกค่าตัวเพิ่ม และอยู่กับแบรนด์ได้ตลอดชีวิต

Merge Into the District: เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทรงวาด ไม่ใช่แค่มาจัดอีเวนต์แล้วจากไป

จากย่านการค้าเก่าแก่ที่เคยถูกมองว่าเงียบลงไปตามกาลเวลา วันนี้ทรงวาดกลับมาเป็นหนึ่งในย่านที่คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวตั้งใจเดินทางมาเยือนอีกครั้ง ถนนสายเดิมถูกเติมชีวิตด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ งานศิลปะ และธุรกิจสร้างสรรค์ จนค่อย ๆ เติบโตเป็น Creative District ที่ยังคงเสน่ห์ของอาคารเก่าและวิถีชุมชนเอาไว้ ทำให้ย่านแห่งนี้เหมาะกับการเป็นหนึ่งในจุดหมายของ Visa Destinations ประเทศไทย ที่เข้ามาช่วยเชื่อมผู้คน เข้ากับเสน่ห์ของชุมชนผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

เราต่างก็เคยเห็นแบรนด์ใหญ่ยกป้ายไปตั้งในย่านเก๋ๆ ถ่ายคอนเทนต์ครบแล้วรื้อกลับ โดยที่ย่านนั้นไม่ได้อะไรติดไว้เลยใช่มั้ยครับ แต่แคมเปญ Feel So Thai ไท๊ ไทย with Visa ที่ทรงวาด เลือกเดินอีกทาง เพราะ Visa ทำงานร่วมกับ ททท. และสมาคมเมดอินทรงวาด (Made in Song Wat) เครือข่ายผู้ประกอบการของย่านเอง ในการคัดสรรเส้นทางและร้านค้าท้องถิ่นตัวจริง โดยเริ่มเส้นทางไว้ตั้งแต่จุดเช็กอิน Visa Lounge ที่ Soul Song Wat พร้อม Visa Journal สมุดคู่มือเดินสำรวจย่าน ต่อด้วยแลนด์มาร์ก IWannaBangkok คาเฟ่ Arteasia ในอาคารเก่าอายุกว่า 109 ปี ไปจนถึงนิทรรศการศิลปะที่ PLAY Art House โดยศิลปินร่วมสมัย Mr. P หรือคุณสาธิต กาลวันตวานิช ที่สร้างสรรค์ร่วมกับ Visa โดยเฉพาะ ซึ่งจัดแสดงในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

นอกจากเส้นทางหลัก Visa ยังคัดร้านไลฟ์สไตล์ของย่านมาช่วยเล่าต่อ ทั้งคาเฟ่ในบ้านจีนโบราณอย่าง Lost in Song Wat ร้านอาหารจีนฟิวชั่นโฮมเมดอย่างหอฝัน บาร์ชิลล์ๆ วิวแม่น้ำอย่างบาร์บน ไปจนถึงร้านสินค้าไลฟ์สไตล์อย่าง LERT และ Onest at Song Wat ซึ่งวิธีนี้ทำให้แบรนด์ไม่ได้ยืมพื้นที่ทรงวาดมาโปรโมทตัวเอง แต่กลายเป็นตัวช่วยส่งนักท่องเที่ยวเข้าร้านของคนในย่านจริงๆ

และอย่าลืมว่า Visa มีสิ่งที่แบรนด์อื่นไม่มีครับ นั่นคือโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน เพราะจากที่คุณ Stephen Karpin ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Visa เคยให้สัมภาษณ์ไว้ มีร้านค้าท้องถิ่นในย่านทรงวาดกว่า 50 ร้านที่รับชำระผ่าน Visa จากแคมเปญนี้ นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจึงเดินเข้าร้านเล็กๆ และจับจ่ายได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องแลกเงินสด เท่ากับแคมเปญนี้ไม่ได้จบแค่ Awareness แต่เปิดประตูรับฐานลูกค้าใหม่และช่องทางการรับเงินให้ธุรกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน และนี่แหละคือความต่างระหว่างแบรนด์ที่มาเช่าพื้นที่ กับแบรนด์ที่มาช่วยให้ชุมชนแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม

Outcomes That Matter: เมื่อเส้นทางสิ้นสุด แต่ความรู้สึกยังคงอยู่

เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ก็ถึงเวลามองต่อว่า วิธีที่ Visa เลือกเข้าไปอยู่กับทรงวาดแบบค่อยเป็นค่อยไปนั้น สามารถเปลี่ยนจากประสบการณ์ในพื้นที่ให้กลายเป็นผลลัพธ์ของแบรนด์ได้มากน้อยแค่ไหนครับ เพราะสุดท้ายแล้ว การกลมกลืนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อผู้คนจดจำและตอบสนองต่อสิ่งที่แบรนด์สร้างขึ้นจริง

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นช่วยยืนยันว่า ประสบการณ์ที่ผู้คนได้รับยังส่งผลต่อการรับรู้แบรนด์ต่อเนื่องไปอีกครับ โดยหลังจากแคมเปญได้เริ่มไปสักระยะหนึ่ง ทาง Visa ได้ทำการสำรวจผ่านการสัมภาษณ์ทั้งผู้ประกอบการร้านค้าและผู้บริโภค เพื่อดูว่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในย่านทรงวาดสามารถสร้างการจดจำและเชื่อมโยงกลับมาหาแบรนด์ได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งพบว่า 77% ของผู้ให้สัมภาษณ์ยังสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในทรงวาดกลับมาหา Visa ได้

และภาพจำที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การรู้ว่า Visa เป็นแบรนด์ที่อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ครั้งนี้ครับ เพราะผลสำรวจยังพบว่า ความรู้สึกเชิงบวกที่ผู้บริโภคมีต่อ Visa เพิ่มขึ้น 86% ในเรื่องความเข้ากันกับวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของทรงวาด ทำให้เห็นว่า เมื่อแบรนด์เข้าไปอยู่ในพื้นที่ได้อย่างพอดี การจดจำที่เกิดขึ้นสามารถต่อยอดไปสู่ความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์ได้ด้วย

นอกจากจะสร้าง Impact ให้กับแบรนด์แล้ว ร้านค้าในพื้นที่ก็ได้รับประโยชน์จากประสบการณ์นี้เช่นกันครับ โดย 40% ของร้านค้าที่เข้าร่วมรายงานว่ายอดขายเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยให้เห็นว่า การพาคนเข้ามาใช้เวลาสำรวจ และแวะร้านต่าง ๆ ในย่าน ไม่ได้สร้างเพียงการรับรู้หรือความรู้สึกที่ดีต่อ Visa แต่ยังส่งต่อโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในทรงวาดได้จริงด้วย

เราได้เห็นทั้งภาพใหญ่ระดับกลยุทธ์อย่างการเลือกไทยเป็นประเทศแรกของโลก เห็นวิธีปั้นน้องวีให้เป็นคาแรคเตอร์ของคนไทย และเห็นการเลือกทรงวาดเป็นสนามจริงที่แบรนด์เข้าไปกลมกลืนกับชุมชน คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ที่สุดก็คือ แล้วเราจะถอดวิธีคิดทั้งหมดนี้ออกมาเป็นบทเรียนที่เอาไปใช้กับแบรนด์ตัวเองได้ยังไงบ้าง

Key Takeaways: 4 บทเรียนการตลาด Visa จากน้องวีและทรงวาดที่นักการตลาดเอาไปใช้ต่อได้

1. Character as Infrastructure มองคาแรคเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานของแบรนด์ ไม่ใช่ลูกเล่นรายแคมเปญ

น้องวีไม่ได้เกิดมาเพื่อแคมเปญเดียวแล้วหายไป แต่ถูกวางให้เป็นหน้าตาระยะยาวของ Visa ในไทย ที่หยิบไปใช้ได้ทั้งคอนเทนต์บนโซเชียล กิจกรรมออนกราวด์ และการจับมือกับพาร์ทเนอร์ นี่คือความต่างระหว่างการทำมาสคอตแบบทำเล่นๆ กับการลงทุนสร้าง Asset ที่มูลค่าทบต้นได้เหมือนเคส Kumamon ที่เล่าไปตอนต้น

ลองนึกภาพแบรนด์ประกันหรือธนาคารไทยสักแห่งที่ออกมาสคอตใหม่ทุกแคมเปญ ลูกค้าจำใครไม่ได้สักตัว เทียบกับแบรนด์ที่เลี้ยงคาแรคเตอร์ตัวเดียวมา 5 ปีจนคนทักชื่อได้ก่อนเห็นโลโก้ มูลค่าที่สะสมต่างกันมหาศาลครับ

2. Global Platform Local Soul ระบบกลางใช้ร่วมกันทั้งภูมิภาค แต่หัวใจต้องเป็นของแต่ละประเทศ

ความฉลาดของ Vee Family คือ Visa ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ในทุกตลาด เพราะมีแพลตฟอร์มคาแรคเตอร์กลางที่ประหยัดทั้งเวลาและงบออกแบบ แต่ก็ไม่ได้ก็อปวางตัวเดียวกันทุกประเทศจนจืดชืด แต่ละตลาดได้คาแรคเตอร์ที่หายใจเป็นภาษาถิ่นของตัวเอง นี่คือสมดุลที่แบรนด์ระดับโลกส่วนใหญ่ทำพลาด เพราะมักเอียงไปสุดทางใดทางหนึ่ง

ลองนึกถึงเชนร้านอาหารต่างชาติที่เข้าไทยแล้วยกทุกอย่างมาทั้งดุ้น เมนูเดิม โทนโฆษณาเดิม มุกเดิม สุดท้ายคนไทยรู้สึกว่าเป็นแบรนด์ของคนอื่น เทียบกับแบรนด์ที่ยอมให้ทีมท้องถิ่นแต่งเสียงแต่งมุกใหม่จนคนรู้สึกว่าเป็นของเรา ยอดที่ตามมาต่างกันคนละเรื่องเลยครับ

3. Ecosystem Contribution เข้าไปเติมคุณค่าให้พื้นที่ ไม่ใช่แค่ยืมพื้นที่มาเป็นฉากหลัง

Visa เลือกทำงานผ่านคนของย่านอย่างกลุ่ม Made in Song Wat และออกแบบแคมเปญให้เงินไหลเข้าร้านท้องถิ่นจริง ทั้งจากเส้นทางที่พาคนเข้าร้าน และจากระบบชำระเงินที่ทำให้ร้านเล็กปิดการขายกับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ง่ายขึ้น เมื่อย่านได้ประโยชน์จริง ชุมชนก็เปิดใจให้แบรนด์ และเรื่องเล่าของแคมเปญก็มีความจริงใจรองรับ ไม่ใช่แค่ฉากสวยๆ

ลองนึกภาพแบรนด์เครื่องดื่มที่อยากเกาะกระแสย่านเก่า ถ้าแค่ไปตั้งบูธถ่ายรูปหน้าตึกโบราณแล้วกลับ คนในย่านก็แค่ทนให้ผ่านไป แต่ถ้าชวนร้านกาแฟท้องถิ่น 10 ร้านออกเมนูพิเศษร่วมกันแล้วแบ่งรายได้ให้ชัดเจน ย่านทั้งย่านจะกลายเป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์เองครับ

4. Emotional Connection หมวดสินค้าที่จับต้องยากยิ่งจำเป็นต้องมีตัวแทนที่กอดได้

บริการการเงินคือหมวด Low Involvement เชิงอารมณ์ คนใช้ทุกวันแต่ไม่เคยรู้สึกอะไรด้วย คาแรคเตอร์อย่างน้องวีจึงทำหน้าที่เปลี่ยนธุรกรรมให้กลายเป็นความสัมพันธ์ และความสัมพันธ์นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเลือกเราซ้ำโดยไม่ต้องแจกส่วนลด ใครอยากลงลึกเรื่องการเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้เป็นลูกค้าที่ผูกพันกับแบรนด์ระยะยาว ผมเขียนไว้ละเอียดในหนังสือ Customer Relationship Marketing ครับ

ลองนึกถึงแอปธนาคารที่เพื่อนๆ ใช้อยู่ทุกวันดูครับ ถ้าพรุ่งนี้มีแอปใหม่ค่าธรรมเนียมถูกกว่านิดหน่อย คุณย้ายเลยไหม ส่วนใหญ่ตอบว่าย้าย เพราะไม่มีความผูกพันอะไรให้เสียดาย แต่ถ้าแบรนด์นั้นมีคาแรคเตอร์ที่อยู่ในชีวิตเราจนเหมือนเพื่อน การย้ายจะเริ่มมีต้นทุนทางใจขึ้นมาทันที

The Bigger Picture: สรุป การตลาด Visa กับน้องวี ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้ก่อนคิดปั้นคาแรคเตอร์ของตัวเอง

ถอดรหัสการตลาด Visa

ภาพใหญ่จริงๆ ของเคสนี้ไม่ใช่เรื่องมาสคอตน่ารักหรืออีเวนต์ในย่านฮิปครับ แต่คือการที่แบรนด์ระดับโลกยอมเปลี่ยนวิธีเข้าหาตลาด จากการประกาศเสียงดังว่าแบรนด์มาแล้ว เป็นการค่อยๆ ซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านคาแรคเตอร์ที่พูดภาษาเดียวกับเขา และผ่านย่านที่เขาผูกพัน ในยุคที่ผู้บริโภคไทยเจอโฆษณาถาโถมจนเลือกจะมองข้ามเกือบทั้งหมด แบรนด์ที่ชนะกลับไม่ใช่แบรนด์ที่เสียงดังที่สุด แต่คือแบรนด์ที่คนยอมเปิดใจให้เข้ามาใกล้ที่สุด

และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Merge หรือในภาษาไทยคือ การกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะสิ่งที่ Visa ทำกับน้องวีและทรงวาด ไม่ใช่การเอาแบรนด์ไปแปะบนวัฒนธรรมไทย แต่คือการละลายแบรนด์เข้าไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนั้นเอง

คำถามที่ผมอยากฝากให้คิดต่อคือ วันนี้แบรนด์ของคุณกำลังตะโกนใส่ลูกค้าอยู่ หรือกำลังกลมกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขา เพราะถ้ายังเป็นอย่างแรกอยู่ โอกาสที่จะถูกมองข้ามก็เพิ่มขึ้นทุกวันอย่างชัดเจนครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *