พลัส แอปปุคุง ไลจิจัง ครอบครัวคาแรกเตอร์ 5 ตัวของชาอู่หลง ฟรุตที กับ Mascot Marketing ที่มีโอกาสเพิ่ม Market Share สูงกว่า 37% แต่ถูกใช้ลดจาก 41% เหลือ 12%

ถอดรหัสการตลาด ทีพลัส แอปปุคุง ไลจิจัง กับ Flavor Character Strategy เมื่อชาอู่หลงหนึ่งรสได้คาแรกเตอร์หนึ่งตัว และทำให้ขวดบนชั้นวางมีหน้าตาให้คนจำ

รู้มั้ยว่าแคมเปญที่มีคาแรกเตอร์ประจำแบรนด์ มีโอกาสทำให้ Market Share เพิ่มขึ้นสูงกว่าแคมเปญที่ไม่มีถึง 37% และมีโอกาสทำให้กำไรเพิ่มขึ้นสูงกว่า 30% ตามงานวิจัยของ System1 ที่วิเคราะห์ฐานข้อมูล IPA Effectiveness ซึ่ง LBB รายงานไว้เมื่อปี 2019 แต่ที่น่าสนใจกว่าคืองานเดียวกันพบว่าสัดส่วนแคมเปญที่ใช้คาแรกเตอร์ในเวที IPA Effectiveness Awards กลับลดลงจาก 41% ในปี 1992 เหลือแค่ 12% ในปี 2019 ครับ

พูดง่ายๆ คือเครื่องมือที่ได้ผลดีกลับถูกใช้น้อยลงเรื่อยๆ และนั่นทำให้การเคลื่อนไหวล่าสุดของ ทีพลัส (TEA+) ชาอู่หลงพร้อมดื่มของบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะการเปิดตัวชาผลไม้ 2 รสชาติใหม่ในชื่อ ทีพลัส ชาอู่หลง ฟรุตที ไม่ได้มาแค่ขวดใหม่ แต่มาพร้อมคาแรกเตอร์ประจำรสอีก 2 ตัว คือ แอปปุคุง ตัวแทนรสฟูจิแอปเปิ้ล และ ไลจิจัง ตัวแทนรสลิ้นจี่ กลิ่นหอมหมื่นลี้ ตามข้อมูลจากทีพลัส

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า ทำไมแบรนด์ชาพร้อมดื่มถึงลงทุนให้แต่ละรสชาติมีหน้าตาเป็นของตัวเอง ระบบคาแรกเตอร์แบบนี้ทำงานกับคนที่ยืนเลือกเครื่องดื่มหน้าตู้แช่แค่ไม่กี่วินาทีได้อย่างไร และเราจะถอดวิธีคิดนี้ไปใช้กับแบรนด์ที่มีสินค้าหลายตัวของตัวเองได้อย่างไรบ้าง

The Character Family ทีพลัสไม่ได้เพิ่งปั้นมาสคอต แต่กำลังขยายครอบครัวคาแรกเตอร์

คำตอบสั้นๆ คือ แอปปุคุงกับไลจิจังไม่ใช่มาสคอตเดี่ยวที่ถูกสร้างมาเพื่อเปิดตัวสินค้าแล้วหายไป แต่เป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวคาแรกเตอร์ที่เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 โดยมี ทีซัง ตัวแทนใบชาเป็นแกนกลาง และให้แต่ละรสชาติมีคาแรกเตอร์ของตัวเองแยกกันครับ

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2569 ตอนที่ทีพลัสปรับภาพลักษณ์เป็นชาอู่หลงสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมแพ็กเกจใหม่ หนึ่งในแคมเปญช่วงนั้นคือการเปลี่ยนขบวนรถไฟฟ้า BTS ให้เป็นตู้ Art Toy เคลื่อนที่ ตามเคสที่ Plan B Media เล่าไว้ ซึ่งคาแรกเตอร์ที่ปรากฏในแคมเปญนั้นมีด้วยกัน 3 ตัว คือ ทีซัง ตัวแทนใบชา เรมิจัง ตัวแทนเลมอน และ ฮานิจัง ตัวแทนน้ำผึ้ง

พอมาถึงเดือนกันยายน สมาชิกของครอบครัวนี้ก็เพิ่มเป็น 5 ตัว โดยแอปปุคุงมาในบุคลิกรักการผจญภัยและขี้เล่น ส่วนไลจิจังมาในบุคลิกอ่อนหวานและสดใส ตามข้อมูลจากทีพลัส สังเกตว่าทุกตัวมีกติกาเดียวกัน คือหนึ่งส่วนผสมหรือหนึ่งรสชาติได้หนึ่งคาแรกเตอร์ และทุกตัวยืนอยู่ใต้ทีซังที่เป็นตัวแทนใบชา ซึ่งก็คือชาอู่หลงที่เป็นแกนของแบรนด์

โครงสร้างแบบนี้ต่างจากการทำมาสคอตทั่วไปตรงที่ขยายต่อได้ในตัว เพราะวันที่แบรนด์ออกรสใหม่ แบรนด์ไม่ได้แค่เพิ่ม SKU บนชั้นวาง แต่ได้ตัวละครใหม่เข้ามาในเรื่องเล่าเดิมด้วย ซึ่งแปลว่าการเปิดตัวสินค้าแต่ละครั้งจะมีเนื้อเรื่องให้ทำ Social Content ต่อได้เรื่อยๆ ไม่ใช่เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกรอบครับ

อีกด้านหนึ่ง ตลาดที่ทีพลัสกำลังเล่นอยู่ก็ไม่ได้เล็ก สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าตลาดชาพร้อมดื่มในไทยปี 2567 มีมูลค่า 16,834.7 ล้านบาท โต 6.8% และคาดว่าตลาดชาไทยจะขยายตัวเฉลี่ย 2.2% ต่อปีไปจนถึงปี 2572 ในสนามที่ก้อนเค้กโตช้าแบบนี้ แบรนด์ที่ชนะไม่ได้ชนะเพราะตลาดโต แต่ชนะเพราะถูกหยิบมากกว่าในจังหวะที่คนยืนเลือกอยู่หน้าตู้ครับ

Flavor as Face ทำไมรสชาติใหม่ต้องมีหน้าตาเป็นของตัวเอง

รสชาติใหม่ต้องมีหน้าตา เพราะคนเลือกเครื่องดื่มหน้าตู้แช่ในเวลาแค่ไม่กี่วินาที และสิ่งที่ถูกเห็นก่อนคือภาพ ไม่ใช่ตัวหนังสือบนฉลากครับ

ลองนึกถึงตู้แช่เครื่องดื่มในร้านสะดวกซื้อสักร้าน ขวดชาหลายสิบแบบเรียงกันอยู่ในระยะแขนเอื้อม และแทบไม่มีใครอ่านฉลากจนจบ โจทย์ของแบรนด์ในจังหวะนั้นจึงไม่ใช่การบอกว่าสินค้าดีอย่างไร แต่คือทำอย่างไรให้สายตาหยุดที่ขวดของเราได้ก่อน

ตรงนี้คือจุดที่คำพูดของคุณจูนิชิโร ทาคาตะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์ซันโทรี่ ที่ว่าการสร้าง Brand Experience ผ่านคาแรกเตอร์เพื่อ เสริมสร้าง Brand Salience มีความหมายมากกว่าที่เห็นครับ คำว่า Brand Salience ในงานของ Jenni Romaniuk และ Byron Sharp ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Marketing Theory ปี 2004 หมายถึงโอกาสที่แบรนด์จะถูกมองเห็นหรือถูกนึกถึงในสถานการณ์ซื้อ ไม่ใช่แค่การที่คนรู้จักชื่อแบรนด์เฉยๆ

และเครื่องมือที่ทำให้แบรนด์ถูกมองเห็นเร็วขึ้นก็คือสิ่งที่ Ehrenberg-Bass Institute เรียกว่า Distinctive Brand Assets หรือสิ่งที่ไม่ใช่ชื่อแบรนด์แต่คนเห็นแล้วนึกถึงแบรนด์ได้ทันที เช่น สี โลโก้ และคาแรกเตอร์ โดยJenni Romaniuk อธิบายไว้ว่าสินทรัพย์แบบนี้ต้องผ่านสองเงื่อนไข คือต้องมีชื่อเสียงพอที่คนส่วนใหญ่จำได้ และต้องไม่ซ้ำใครพอที่จะนึกถึงแค่แบรนด์เดียว ซึ่งความไม่ซ้ำใครสำคัญกว่า เป็นหลักคิดเดียวกับที่การตลาดวันละตอนเคยใช้ถอด Feature Naming Strategy ของ Dreame X60 Ultra Extreme ที่เปลี่ยนชื่อเทคโนโลยีให้กลายเป็น Brand Asset เพียงแต่ครั้งนี้สินทรัพย์ไม่ใช่คำ แต่เป็นตัวละครครับ

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือเรื่องชื่อครับ ลองเทียบดูว่า ลิ้นจี่ กลิ่นหอมหมื่นลี้ เป็นชื่อรสชาติที่ยาว ออกเสียงยาก และจำยาก แต่ ไลจิจัง เป็นคำสั้นที่พูดได้ในลมหายใจเดียว เมื่อชื่อคาแรกเตอร์สั้นกว่าชื่อรสชาติ ชื่อคาแรกเตอร์ก็มีโอกาสกลายเป็นคำที่ลูกค้าใช้เรียกสินค้าแทน และเมื่อลูกค้าเรียกสินค้าด้วยชื่อที่แบรนด์ตั้ง ความจำนั้นก็ผูกกลับมาที่แบรนด์โดยอัตโนมัติ ไม่ได้ลอยอยู่ที่หมวดชาผลไม้ทั่วไป

อีกชั้นที่ผมว่าคมคือคำลงท้าย จากที่ผมสังเกต ทีซังใช้คำว่า ซัง ซึ่งเป็นคำเรียกแบบให้เกียรติในภาษาญี่ปุ่น ส่วนตัวละครประจำรสใช้ คุง กับ จัง ซึ่งเป็นคำเรียกแบบเอ็นดู ลำดับชั้นของคำลงท้ายจึงบอกโครงสร้างครอบครัวไปในตัวว่าใครคือแกนของแบรนด์ และที่สำคัญกว่านั้นคือคำลงท้ายแบบญี่ปุ่นทุกตัวกำลังย้ำจุดยืนชาอู่หลงสไตล์ญี่ปุ่นทุกครั้งที่มีคนเอ่ยชื่อ โดยที่แบรนด์ไม่ต้องพูดเองเลยครับ

Character in Real Life House of TEA+ พาคาแรกเตอร์ออกจากจอมาเจอคนจริง

คาแรกเตอร์ที่อยู่แค่บนฉลากและโพสต์ออนไลน์จะถูกจำได้ในระดับหนึ่ง แต่คาแรกเตอร์ที่คนได้เจอตัวจริงจะถูกจำคู่กับประสบการณ์ ซึ่งเป็นความจำที่ติดทนกว่า นี่คือเหตุผลที่งาน House of TEA+ น่าสนใจกว่าอีเวนต์ชิมสินค้าทั่วไปครับ

ตามข้อมูลจากทีพลัส งาน House of TEA+ จัดที่ สามย่านมิตรทาวน์ ระหว่างวันที่ 7 ถึง 9 กันยายน 2569 ให้คนได้ทดลองชิมชาทั้ง 2 รส คู่กับขนมหวานที่ได้แรงบันดาลใจจากรสชาติใหม่ ภายใต้ความร่วมมือ TEA+ x Little Hideout Patisserie ร้านขนมแนว Patisserie ในกรุงเทพฯ ก่อนจะยกงานไปจัดต่อที่ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ระหว่างวันที่ 21 ถึง 25 ตุลาคม 2569

สิ่งที่ผมว่าเป็นการออกแบบที่ดีคือการจับคู่กับขนม เพราะการชิมชาเปล่าๆ คือการทดลองสินค้า แต่การชิมชาคู่กับขนมจาก Patisserie คือประสบการณ์แบบคาเฟ่ ซึ่งตรงกับคอนเซ็ปต์ ชาผลไม้แท้ ฉ่ำสไตล์ญี่ปุ่น ที่แบรนด์อยากให้คนรู้สึกว่าได้ดื่มชาผลไม้แบบคาเฟ่ในราคาขวดละ 25 บาท Sampling ครั้งนี้จึงไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ขายภาพจำว่าขวดนี้อยู่ในระดับเดียวกับเมนูในคาเฟ่ครับ

อีกจุดคือแขกรับเชิญพิเศษอย่าง น้องโพก้าซัง ที่มาร่วมงานกับทีซัง แอปปุคุง และไลจิจัง พอเห็นชื่อนี้ผมกลับไปเปิดบทความที่การตลาดวันละตอนเคยถอดไว้เรื่อง Mascot Marketing เบื้องหลังความน่ารักของ GMMTV Fandom Characters สู่ Character IP แล้วพบว่าสองเรื่องนี้ต่อกันพอดี เพราะโพก้าซังคือคาแรกเตอร์ประจำแฟนด้อมของคู่นักแสดงคุณเต ตะวัน กับคุณนิว ฐิติภูมิ จาก GMMTV ที่ค่อยๆ เติบโตจากตัวการ์ตูนประจำด้อม ไปสู่การมีเพลงของตัวเอง ออกงานอีเวนต์ และร่วมงานกับหลายแบรนด์

การพาคาแรกเตอร์ของแบรนด์ไปยืนข้างคาแรกเตอร์ที่มีแฟนคลับอยู่แล้ว คือการทำ Character Crossover ที่ทำให้ฐานแฟนของอีกฝั่งได้เห็นคาแรกเตอร์ใหม่ในวันที่เพิ่งเปิดตัว ซึ่งเป็นช่วงที่คาแรกเตอร์ต้องการคนรู้จักมากเป็นพิเศษ และเป็นทางลัดที่เร็วกว่าการรอให้คาแรกเตอร์สร้างฐานแฟนเองจากศูนย์ครับ

The Mascot Fatigue ข้อควรระวังก่อนแบรนด์จะปั้นคาแรกเตอร์ต่อตัวที่ 6

ระบบหนึ่งรสหนึ่งคาแรกเตอร์มีข้อดีเยอะ แต่ก็มีจุดที่ต้องระวังเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวเริ่มใหญ่ขึ้น ผมสรุปไว้ 4 เรื่องที่ควรคิดให้ครบก่อนจะเพิ่มตัวละครตัวต่อไป

  • Character Overload ถ้าคาแรกเตอร์เยอะเกินไป คนจะจำใครไม่ได้เลยสักตัว และความจำจะกระจายแทนที่จะสะสมกลับมาที่แบรนด์
  • Generic Cute ผลไม้หน้าตาน่ารักมีอยู่ทั่วไปในตลาด ถ้าหน้าตาหรือสไตล์ไม่ต่างพอ คาแรกเตอร์จะมีชื่อเสียงแต่ไม่ผ่านเงื่อนไขความไม่ซ้ำใคร
  • Launch-Only Mascot คาแรกเตอร์ที่ถูกใช้แค่ช่วงเปิดตัวแล้วหายไป จะไม่มีเวลามากพอให้กลายเป็นสินทรัพย์ของแบรนด์
  • Crossover Dependence ถ้าคนมางานเพราะคาแรกเตอร์รับเชิญมากกว่าคาแรกเตอร์ของแบรนด์ แบรนด์ต้องมีแผนต่อว่าจะเก็บความสนใจนั้นไว้กับตัวละครของตัวเองอย่างไร

ข้อที่ 3 คือข้อที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดครับ งานของ System1 ชุดเดียวกันนิยามคาแรกเตอร์ที่ได้ผลว่าต้องเป็นตัวหลักของงานสร้างสรรค์ในโฆษณามากกว่าหนึ่งชิ้น นั่นหมายความว่าคุณค่าของคาแรกเตอร์ไม่ได้มาจากวันเปิดตัว แต่มาจากการถูกใช้ซ้ำอย่างสม่ำเสมอจนคนจำได้

4 Lessons บทเรียนจากทีพลัส แอปปุคุง ไลจิจัง ที่แบรนด์ซึ่งมีสินค้าหลายตัวเอาไปใช้ได้

เล่ามาถึงตรงนี้ เราได้เห็นทั้งภาพใหญ่ว่าคาแรกเตอร์ยังเป็นเครื่องมือที่ได้ผลแม้จะถูกใช้น้อยลง เห็นโครงสร้างครอบครัวคาแรกเตอร์ของทีพลัสที่ขยายจาก 3 ตัวเป็น 5 ตัว และเห็นว่างาน House of TEA+ พาตัวละครออกมาเจอคนจริงอย่างไร

คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ ถ้าแบรนด์ของเราไม่ได้เป็นเครื่องดื่ม และไม่ได้มีงบทำอีเวนต์ในห้าง เราจะถอดวิธีคิดชุดนี้ไปใช้กับสินค้าหลายตัวของตัวเองได้อย่างไร ผมขอสรุปไว้ 4 ข้อครับ

1. Character Architecture วางผังครอบครัวก่อนปั้นตัวแรก

ก่อนจะออกแบบหน้าตาคาแรกเตอร์ ให้ตัดสินใจก่อนว่าใครคือตัวแทนของแบรนด์ และใครคือตัวแทนของสินค้าแต่ละตัว เพราะถ้าไม่วางผังไว้ตั้งแต่แรก ทุกครั้งที่ออกสินค้าใหม่จะเกิดคำถามว่าควรมีคาแรกเตอร์ใหม่ไหม และคำตอบจะเปลี่ยนไปตามคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมวันนั้น

ลองนึกภาพแบรนด์น้ำพริกไทยที่มี 6 สูตร ถ้าวางคุณยายเจ้าของสูตรเป็นตัวแทนของแบรนด์ แล้วให้พริกแต่ละชนิดเป็นหลานที่มีนิสัยต่างกันตามระดับความเผ็ด ทุกครั้งที่ออกสูตรใหม่ก็แค่เพิ่มหลานอีกคนเข้ามาในบ้าน ลูกค้าจะเข้าใจทันทีว่าสินค้าตัวใหม่มาจากบ้านเดิม

2. Name as Shortcut ตั้งชื่อคาแรกเตอร์ให้เป็นคำที่ลูกค้าใช้เรียกสินค้าได้

ชื่อคาแรกเตอร์ที่ดีควรสั้นกว่า พูดง่ายกว่า และจำง่ายกว่าชื่อสินค้าจริง เพราะเป้าหมายคือให้ลูกค้าใช้ชื่อนั้นเรียกสินค้าแทน ถ้าชื่อคาแรกเตอร์ยาวพอๆ กับชื่อรสชาติ คาแรกเตอร์จะเป็นแค่ภาพประกอบ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นทางลัดในความจำ

ลองนึกถึงร้านชานมที่มีเมนูชื่อยาวอย่าง ชาไทยท็อปครีมชีสเกลือหิมาลัย ถ้าร้านตั้งชื่อเล่นให้เมนูนี้สักคำ แล้วใช้คำนั้นบนแก้ว บนป้าย และในโพสต์ทุกครั้ง ไม่นานลูกค้าจะเดินมาสั่งด้วยชื่อเล่นนั้นเอง และเมื่อไปร้านอื่นก็สั่งด้วยคำนี้ไม่ได้

3. Positioning Code ให้คาแรกเตอร์พกจุดยืนของแบรนด์ไปด้วยทุกครั้งที่ถูกเอ่ยชื่อ

คาแรกเตอร์ที่ดีไม่ได้แค่น่ารัก แต่ต้องบอกว่าแบรนด์ยืนอยู่ตรงไหน ทีพลัสใช้คำลงท้ายแบบญี่ปุ่นเพื่อย้ำคำว่าสไตล์ญี่ปุ่นโดยไม่ต้องพูดซ้ำ แบรนด์อื่นก็เลือกรหัสของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นสำเนียง ชื่อ สี หรือสิ่งของที่คาแรกเตอร์ถืออยู่

ลองนึกภาพแบรนด์กาแฟที่ขายจุดยืนว่าเป็นกาแฟจากดอยทางภาคเหนือ ถ้าตั้งชื่อคาแรกเตอร์ด้วยคำเมือง และให้ทุกตัวพูดด้วยสำเนียงเหนือในคลิปสั้น ทุกครั้งที่คาแรกเตอร์ปรากฏตัว คนดูจะได้ยินจุดยืนของแบรนด์โดยไม่ต้องมีข้อความโฆษณามาอธิบายเลย

4. Physical Moment พาคาแรกเตอร์ไปอยู่ในช่วงเวลาที่คนได้ลองสินค้า

คาแรกเตอร์จะถูกจำได้ดีเป็นพิเศษเมื่ออยู่คู่กับช่วงเวลาที่คนได้ลองสินค้าจริง ไม่ใช่แค่อยู่บนโพสต์หรือบนป้าย และไม่จำเป็นต้องเป็นอีเวนต์ใหญ่เสมอไป แค่จุดที่ลูกค้าได้ชิม ได้จับ หรือได้ถ่ายรูปกับคาแรกเตอร์ก็พอแล้ว

ลองนึกภาพร้านเบเกอรี่ในห้างที่ทำตุ๊กตาคาแรกเตอร์ขนาดเท่าคนจริงไว้ข้างถาดชิมขนมรสใหม่ คนที่หยิบขนมชิ้นเล็กขึ้นมาชิมจะเห็นหน้าคาแรกเตอร์ไปพร้อมกัน วันต่อมาเมื่อเห็นคาแรกเตอร์ตัวเดียวกันบนกล่อง ความจำเรื่องรสชาติจะตามกลับมาเองโดยไม่ต้องอ่านฉลากครับ

Brand Salience สรุปบทเรียน Mascot Marketing จากทีพลัส แอปปุคุง ไลจิจัง ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้

สิ่งที่ทีพลัสทำกับชาอู่หลง ฟรุตที ไม่ใช่การปั้นมาสคอตน่ารักเพื่อให้คนถ่ายรูป และไม่ใช่การทำอีเวนต์เพื่อเปิดตัวสินค้าเฉยๆ แต่คือการวางระบบที่ทำให้รสชาติใหม่ทุกรสมีหน้าตา มีชื่อ และมีบุคลิกของตัวเอง ภายใต้บ้านหลังเดียวกันที่ชื่อทีพลัส

เมื่อรสชาติมีหน้าตา ขวดบนชั้นวางก็มีโอกาสถูกเห็นเร็วขึ้น เมื่อคาแรกเตอร์มีชื่อสั้น ลูกค้าก็มีคำที่ใช้เรียกสินค้าได้ง่ายขึ้น และเมื่อคาแรกเตอร์ได้ออกมาเจอคนจริง ความจำเรื่องรสชาติก็ผูกกับประสบการณ์ไปด้วย ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่การตลาดวันละตอนเคยถอดไว้ในMascot Marketing ของบาร์บีคิวพลาซ่า ว่าคาแรกเตอร์ที่อยู่กับแบรนด์มานานพอ จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ทำงานแทนแบรนด์ได้เอง

และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างในบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Brand Salience หรือ การถูกมองเห็นและถูกนึกถึงในจังหวะซื้อ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่คาแรกเตอร์แต่ละตัวทำ ไม่ใช่การทำให้คนรักแบรนด์มากขึ้นในทันที แต่คือการทำให้ขวดของทีพลัสเป็นขวดแรกที่สายตาหยุดในไม่กี่วินาทีที่คนยืนอยู่หน้าตู้แช่

นับจากนี้ไปคำถามของแบรนด์ที่มีสินค้าหลายตัวจึงไม่ใช่ว่าจะออกรสใหม่อะไรดี แต่คือสินค้าแต่ละตัวของคุณมีหน้าตาที่ลูกค้าจำได้หรือยัง และถ้าวันนี้ลูกค้ายังเรียกสินค้าของคุณว่า ขวดสีเขียวอันนั้น แทนที่จะเรียกด้วยชื่อที่คุณตั้ง แบรนด์ของคุณก็กำลังปล่อยให้ความจำของลูกค้าลอยอยู่กับหมวดสินค้า แทนที่จะอยู่กับแบรนด์อย่างน่าเสียดายครับ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเรื่องทีพลัส แอปปุคุง ไลจิจัง และ Mascot Marketing

แอปปุคุง และไลจิจัง คือใคร

แอปปุคุง และไลจิจัง คือคาแรกเตอร์ประจำรสชาติของ ทีพลัส ชาอู่หลง ฟรุตที ที่เปิดตัวในเดือนกันยายน 2569 โดยแอปปุคุงเป็นตัวแทนรสฟูจิแอปเปิ้ล มีบุคลิกรักการผจญภัยและขี้เล่น ส่วนไลจิจังเป็นตัวแทนรสลิ้นจี่ กลิ่นหอมหมื่นลี้ มีบุคลิกอ่อนหวานและสดใส ทั้งสองตัวเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวคาแรกเตอร์ของทีพลัส ที่มีทีซัง ตัวแทนใบชา เป็นแกนกลาง

ทีพลัส ชาอู่หลง ฟรุตที มีกี่รส ราคาเท่าไหร่ ซื้อได้ที่ไหน

ทีพลัส ชาอู่หลง ฟรุตที มี 2 รส คือ ฟูจิแอปเปิ้ล ที่ผสมน้ำแอปเปิ้ลแท้ และ ลิ้นจี่ กลิ่นหอมหมื่นลี้ ที่ร่วมพัฒนาสูตรกับทีมเซเว่น อีเลฟเว่น บรรจุขวดขนาด 500 มิลลิลิตร ราคา 25 บาท วางจำหน่ายที่ 7-Eleven ร้านค้าปลีกและค้าส่ง ซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศ ตามข้อมูลจากทีพลัส

Mascot Marketing ช่วยสร้าง Brand Salience ได้อย่างไร

Brand Salience คือโอกาสที่แบรนด์จะถูกมองเห็นหรือถูกนึกถึงในสถานการณ์ซื้อ ตามนิยามของ Jenni Romaniuk และ Byron Sharp คาแรกเตอร์ช่วยได้เพราะเป็น Distinctive Brand Asset ที่คนเห็นแล้วนึกถึงแบรนด์ได้ทันทีโดยไม่ต้องอ่านชื่อ งานวิจัยของ System1 ที่วิเคราะห์ฐานข้อมูล IPA พบว่าแคมเปญที่มีคาแรกเตอร์ประจำแบรนด์มีโอกาสทำให้ Market Share เพิ่มขึ้นสูงกว่าแคมเปญที่ไม่มีถึง 37% และมีโอกาสทำให้กำไรเพิ่มขึ้นสูงกว่า 30%

งาน House of TEA+ จัดที่ไหน และเมื่อไหร่

งาน House of TEA+ จัดครั้งแรกที่สามย่านมิตรทาวน์ ระหว่างวันที่ 7 ถึง 9 กันยายน 2569 มีกิจกรรมชิมชาอู่หลง ฟรุตที คู่กับขนมหวานจากความร่วมมือ TEA+ x Little Hideout Patisserie และมีน้องโพก้าซังมาร่วมงาน จากนั้นจะไปจัดต่อที่เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ระหว่างวันที่ 21 ถึง 25 ตุลาคม 2569 ตามข้อมูลจากทีพลัส

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *